ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พันธสัญญา
(Testament)

พันธสัญญาเดิม
(Old Testament)

หนังสือประกาศก

หนังสือประกาศกประกอบด้วยประกาศกองค์ใหญ่ คือ อิสยาห์ เยเรมีย์ เอเซเคียล และรวมเอาหนังสือเพลงคร่ำครวญของเยเรมีย์เข้าด้วย นอกนั้นเป็นหนังสือของประกาศองค์เล็กอื่น ๆ อีก 12 ท่าน (การจำแนกเป็นองค์ใหญ่องค์เล็ก เป็นไปตามปริมาณและความสำคัญของเนื้อหาของเขียนนั้น)

ประกาศกไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดเฉพาะในอิสราเอลเท่านั้น แต่ในชนชาติอื่น ๆ ก็มีเช่นเดียวกัน พระคัมภีร์ไบเบิลก็กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยว่า มีประกาศกถึง 450 คนที่มาประลองความสามารถท้าทายประกาศกเอลิยาห์ที่เขาคาร์เมล (ดู 1 พกษ. 18/19-40) หรืออาหับมีที่ปรึกษาเป็นประกาศกถึง 400 คน (ดู 1 พกษ. 22/5-12) เขาเหล่านี้นต่างก็อ้างว่าเป็นประกาศกของพระยาห์เวห์ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่จริง เพราะประกาศกของพระยาห์เวห์ที่แท้จริงนั้นต้องเป็นผู้ซึ่งได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้าและมีเครื่องหมายที่แสดงออกเช่นนั้น โดยได้รับการดลใจจากพระองค์ (Inspiration) และมีหน้าที่เฉพาะต่าง ๆ ที่ทรงมอบให้กระทำการที่มีหนังสือประกาศกเพียง 15 เล่มไม่ได้หมายความว่ามีประกาศกอยู่เพียงเท่ากับจำนวนหนังสือ เพราะมีอีกหลาย ๆ องค์ที่ไม่ได้ประพันธ์หนังสือไว้ หรือไม่มีผู้ใดประพันธ์แล้วใส่ชื่อของท่านเหล่านั้น โมเสสเองได้รับการยกย่องว่าเป็นประกาศกที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง ท่านได้ใกล้ชิดกับพระเจ้า ได้รับมอบหมายหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ซามูแอล นาธาน และคนอื่น ๆ ที่มีกล่วถึงในหนังสือเล่มอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน เขาเหล่านี้ได้รับการเรียกจากพระเจ้าด้วยวิธีการต่าง ๆ และจะถ่ายทอด “สาสน์” จากพระเจ้าด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่นเดียวกัน ปกติจะเป็นสาสน์ที่มีถึงประชาชนมากกว่าถึงปัจเจก ยกเว้นในกรณีของกษัตรยิ์ เช่นประกาศกนาธานกับกษัตริย์ดาวิด เอลิยาห์กับอาหับ เป็นต้น ส่วนใหญ่จะประกาศให้ชนชาติอิสราเอลทั้งหมด และมีส่วนที่หมายถึงมนุษยชาติดังในกรณีอขงประกาศกเยเรมีย์

สาสน์ของประกาศกจะเกี่ยวกับปัจจุบันและอนาคต ท่านทำหน้าที่สำหรับผู้คนร่วมสมัยของท่านเพื่อประกาศสิ่งที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ บางครั้งจะบอกสิ่งที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้เพื่อเป็นการเตือนสติให้ชาวอิสราเอลเตรียมพร้อมโดยการกลับใจ สาส์นของประกาศกจึงเป็นทั้งการขู่และการปลอบ สุดแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่บางครั้งก็รวมถึงชนชาติใกล้เคียงหรือที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลด้วย

คำสอนของประกาศกจะเน้นสามประเด็นหลักคือ ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว หรือเอกเทวนิยม (Monotheism) ศีลธรรมและเรื่องพระแมสสิอาห์ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการตอกย้ำคำสอนเดิม เพราะอิสราเอลมักจะหันกลับไปนับถือเทพเจ้าอื่น ๆ อยู่บ่อย ๆ และหย่อนยานในการปฏิบัติตามบทบัญญติของโมเสสหรือตามประเพณี ส่วนเรื่องพระแมสสิอาห์นั้นปรากฏออกมาอย่างชัดเจนในหนังสือประกาศก โดยเฉพาะในอิสยาห์ ซึ่งกล่าวถึงการเสด็จมาของผู้ที่พระเจ้าทรงสัญญาให้มากอบกู้ หรือพระแมสสิอาห์ พระองค์จะเสด็จมาสถาปนาอิสราเอลใหม่ จะมาจากตระกูลดาวิด (ดู อสย. 11/1-; ยรม. 23/5-33) การประกาศเกี่ยวกับพระแมสสิอาห์ ได้สร้างความหวังให้กับชาวอิสราเอลเป็นการประกาศเกี่ยวกับพระแมสสิอาห์ ได้สร้างความหวังให้กับชาวอิสราเอลเป็นอย่างมาก และมีการรอคอยอยู่ตลอดมา แต่ก็จะพบว่า สิ่งที่ประกาศกได้ประกาศนั้นก็เป็นเรื่องที่ “ลึกลับ” เข้าใจได้ไม่ง่ายนักเพราะภาษาที่ใช้ล้วนเป็นภาษาเปรียบเทียบในลักษณะต่าง ๆ ชาวคริสต์ถือว่า คำประกาศเหล่านี้ได้สำเร็จในองค์พระเยซูคริสต์ทุกประการ

การที่หนังสือชุดนี้เรียกกันว่าหนังสือประกาศกไม่ได้หมายความว่า ประกาศกคือผู้ประกพันธ์เสมอไปทุกเล่ม หรือทั้งหมดในแต่ละเล่ม เพราะหน้าที่อันดับแรกของประกาศกคือการประกาศ การเทศน์สอนในนามของพระเจ้า ในหนังสือเหล่านี้มีเนื้อหาของคำประกาศต่าง ๆ มีเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับประกาศกองค์นั้น ๆ โดยใช้บุรุษที่หนึ่งและที่สาม จึงน่าจะเป็นคนอื่นซึ่งเเขียนแทนประกาศกในส่วนที่ใช้บุรุษที่สาม เห็นได้ชัดในกรณีของประกาศกเยเรมีย์ผู้บอกให้บารุคเป็นผู้เขียน (ดู ยรม.36/4) รวมทั้งทุกอย่างที่ท่านได้ประกาศในนามของพระเจ้าตลอดเวลา 23 ปี (ดู ยรม.25/3) ข้อเขียนนั้นถูกเผาโดยกษัตริย์เยโฮยากิม แต่บารุคก็ได้เขียนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง (ดู ยรม. 36/23-32) กรณีของเล่มอื่น ๆ ก็คงเป็นเช่นเดียวกันคือ ประกาศกเป็นผู้บอกให้คนอื่นเขียนหรือเขียนเองบางส่วน (ดู อสย. 8/1; อสค. 43/11; ฮบก. 2/2) อีกบางส่วนอาจถูกถ่ายทอดทางการบอกเล่าซึ่งบรรดาศิษย์ของประกาศกได้รักษาและถ่ายทอดต่อ ๆ มา เพราะเนื้อหาคำสอนของประกาศกเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่สำคัญสำหรับผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้า สิ่งที่บันทึกไว้ล้วนมาจากประสบการณ์ชีวิตหรือผลของการปฏิบัติของประกาศกเอง ทั้งสิ้นดังจะได้พิจารณาเรื่องประกาศกองค์ใหญ่แต่ละท่านและหนังสือประกาศกองค์เล้กทั้งหมดรวมกันดังนี้

1. อิสยาห์ เกิดในปี 765 ก่อน ค.ศ. ได้รับเรียกจากพระเจ้าให้ทำหน้าที่พิเศษนี้ขณะที่อยู่ในพระวิหาร

ที่กรุงเยรูซาเล็ม ท่านต้องประกาศให้อิสราเอลรู้ว่า อิสราเอลและยูดาจะถูกทำลาย นี่คือาญาของพระเจ้าเพราะอิสราเอลไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ (ดู อสย. 6/1-13) นอกจากหน้าที่ประกาศแล้วอิสยาห์ยังทำหน้าที่ “นักการทูต” เพื่อไกล่เกลี่ยกษัตริย์ในแคว้นต่าง ๆ ให้หาทางประนีประนอม แต่ก็ไม่เป็นผล ไม่มีใครยอมฟังคำวิงวอนของท่านผุ้ขอให้เชื่อมั่นในพระเจ้ามากกว่า เชื่อมั่นในกำลังกองทัพของตนเอง เกิดสงครามขึ้น ในระหว่างนี้เองที่อิสยาห์ได้ “พยากณ์” เรื่องพระแมสสิอาห์ หรือที่เรียกว่า “เอมมานูแอล” (แปลว่าพระเจ้าสถติอยู่กับเรา) ซึ่งอยู่ในบทที่ 6-12 ซึ่งจะได้รับการอ้างถึงอยู่เสมอทั้งในพันธสัญญาใหม่และในประเพณีศาสนาคริสต์นับแต่แรกเริ่ม เพราะถือว่า คำพยากรณ์เหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงส่งมาเพื่อเป็น “พระเจ้าที่ประทับอยู่กับมนุษย์” ดังชื่อเอมมานูแอล

“ดูเถิด หญิงสาวผู้หนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า เอมมานูแอล…” (อสย. 7/14)

“ชนชาติที่อยู่ในความมืดจะเห็นความสว่างอันยิ่งใหญ่ บรรดาผู้อาศัยอยู่ในแผ่นดินแห่งเงามัจจุราชจะได้รับแสงสว่าง พระองค์จะทวีประชากรในประชาชาตินั้น พระองค์จะทรงเพิ่มความชื่นบานแก่เขา พวกเขาจะเปรมปรีดิ์ต่อพระพักตร์พระองค์ดั่งความชื่นบานแห่งฤดูเก็บเกี่ยว ดั่งเมื่อพวกเขาแบ่งของที่ริบมานั้นแก่กัน เพราะว่าแอกอันเป็นภาระให้แก่เขาก็ดี ไม้พลองที่ตีบ่าเขาก็ดี ไม้ตะบองของผู้บีบบังคับเขาก็ดี พระองค์จะทรงหักเสีย…ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา…” (อสย. 9/2-6) “จะมีหน่อออกจากตอแห่งเจสซี จะมีกิ่งออกจากรากของเขา…” (อสย. 11/1)

อิสยาห์เป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยของท่าน ข้อเขียนของท่านเป็นบทกวีที่มีคุณค่า และสะท้อนประสบการณ์ซึ่งท่านได้รับในความสัมพันธ์กับพระเจ้า มีบางส่วนในหนังสือเล่มนี้ที่เขียนขึ้นโดยศิษย์ของท่าน คือ บทที่ 36-39 ในส่วนหลังของหนังสือมี “บทเพลงของข้ารับใช้ของพระยาห์เวห์” ซึ่งชาวคริสต์ถือว่า เป็นการทำนายถึงพระเยซูคริสต์ผู้เป็นข้ารับใช้ที่ยอมรับทรมารและนำไปฆ่าโดยไม่โต้แย้ง

“จงดูผู้รับใช้ของเราผู้ที่เราเชิดชู ผู้เลือกสรรของเรา ผู้ซึ่งใจเราปิติยินดี เราได้เอาวิญญาณของเราสวมท่านไว้แล้ว ท่านจะส่งความเป็นธรรมให้แก่บรรดาประชาชาติ ท่านจะไม่ร้องหรือเปล่งเสียงของ่าน หรือกระทำให้ได้ยินในถนน ไม่อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก และไส้ตะเกียงที่ลุกริบหรี่อยู่ท่าจะไม่ดับ ท่านจะให้ความยุติธรรมด้วยความสัตย์จริง ท่านจะไม่ริบหรี่หรือชอกช้ำจนกว่าท่านจะสถาปนาความยุติธรรมไว้ในโลก และแผ่นดินชายทะเลรอคอยพระธรรมของท่าน…เราคือพระเจ้า เราได้เรียกเจ้ามาด้วยความชอบธรรม เราได้พิทักษ์รักษาเจ้าไว้ ให้เจ้าเป็นพันธสัญญาของมนุษยชาติ เป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติเพื่อเบิกตาคนที่ตาบอด เพื่อผู้ถูกจำจองออกมาจากคุก ผู้ที่นั่งอยู่ในที่มืดออกมาจากเรือนจำ…” (อสย. 42/1-7)



2. เยเรมีย์ เกิดประมาณปี 646 ก่อน ค.ศ. จากตระกูลสงฆ์ใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ชีวิตของประกาศกผู้นี้

เป็นที่รู้จักมากกว่าองค์อื่น ๆ เพราะมีบันทึกประวัติของท่านไว้ในหนังสือของท่านเอง ท่านมีชีวิตอยู่ก่อนและหลังจากที่แคว้นยูดา และเยรูซาเล็มถูกทำลาย พระวิหารถูกเผาในปี 587 ชาวยิวจำนวนหนึ่งถูกจับไปเป็นเชลย เยเรมีย์คงอยู่ที่เยรูซาเล็ม และเทศน์สอน ตักเตือน ทั้ง “ขู่และปลอบ” ชาวอิสราเอลที่ยังเหลืออยู่ ท่านเองได้รับความทุกข์ทรมารทั้งทางร่างกายและจิตใจ บางครั้งก็ท้อแท้หมดหวัง ถึงกับบอกว่า “ไฉนความทุกข์ของข้าพระองค์ไม่รู้จบ บาดแผลของข้าพระองค์ก็รักษาไม่หาย มันไม่ยอมหาย พระองค์ทรงเป็นเหมือนลำธารหลอกลงงแก่ข้าพระองค์หรือ อย่างน้ำที่เหือดแห้ง” (ยรม. 15/18) หรือถึงขนาด “สาปแช่ง” วันที่ตนเองต้องเกิดมา (20/14-) แต่เพราะความเจ็บปวดเหล่านี้เองที่ทำให้เยเรมีย์เข้มแข็งยิ่งขึ้น ท่านเป็นผู้กล่าวถึงพันธสัญญาใหม่

“พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึงเมื่อเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับประชาอิสราเอลและประชายูดา ไม่เหมือนกับพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำกับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย…เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา และทุกคนจะไม่สอนเพื่อนบ้านของตนและพี่น้อยของตนแต่ละคนอีกว่า “จงรู้จักพระเจ้า” เพราะเขาทั้งหลายจะรู้จักเราหมดตั้งแต่คนเล็กน้อยที่สุดถึงคนที่ใหญ่โตที่สุด…” (ยรม. 31/31-34)

เยเรมีย์เป็นประกาศกที่เด่นที่สุดในเรื่องพันธสัญญาใหม่ เพราะเสนอเรื่อง “หัวใจ” อันเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่แต่ละคนมอบให้แต่พระเจ้า และเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่า “กฎหมาย” เสียอีก เพราะพันธสัญญาเก่าตั้งอยู่บนกฎ แต่พันธสัญญาใหม่อยู่บน “จิต” (Spirit) ซึ่งทั้งพระเยซูและเซนต์ปอลจะเน้นอีกในพันธสัญญาใหม่ แนวคิดของเยเรมีย์มีอิทธิพลต่อประกาศกองค์อื่น ๆ และต่อประชาชาติอิสราเอลทั้งหมด ซึ่งเริ่มเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ดังจะเห็นได้ในหนังสือบทเพลงสดุดี และข้อเขียนของประกาศกองค์อื่น ๆ หลังจากท่าน นอกจากนั้นก็เป็น เพราะยุคนั้นอิสราเอลกำลังสิ้นหวังด้วย เพราะถูกทำลายและพ่ายแพ้ต่อศัตรู

3. เอเสเคียล เป็นประกาศองค์ใหญ่องค์ที่สาม รายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของท่านมีอยู่น้อยมาก

ทราบแต่ว่าเกิดในศตวรรษที่ 6 เป็นผู้หนึ่งที่ถูกต้อนไปอยู่ที่บาบิโลน หนังสือของท่านมีลักษณะที่ต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์กว่าประเทศกองค์อื่น ๆ เนื้อหามีอยู่สี่ส่วนว่าด้วยการทำนายถึงการทำลายกรุงเยรูซาเล็ม คำประกาศต่อประชาชาติทั้งหลาย คำสัญญาหลังจากที่เยรูซาเล็มถูกทำลายแล้ว และที่สุดเรื่องการบูรณะพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม

เอเสเคียลเป็นประกาศที่ได้เห็นภาพนิมิตมากที่สุดองค์หนึ่ง ภาพเหล่านี้ล้วนเป็นบทสอนและคำพยากรณ์เกี่ยวกับตัวท่านเอง เกี่ยวกับอิสราเอลและประชาชาติต่าง ๆ ท่านทำหน้าที่เกือบตลอดชีวิตระหว่างที่ถูกจับเป็นเชลยที่บาบิโลน พร้อมกับชาวอิสราเอลอื่น ๆ ภาพนิมิตต่าง ๆ ท่านได้เห็นทั้งก่อน ระหว่างและหลังการเป็นเชลยศึก ทั้งหมดล้วนเป็นภาพนิมิตที่พิสดาร เป็นตัวแบบและผู้เริ่มประเพณีที่ว่าด้วยการเปิดเผยของพระเจ้าในลักษณะที่เป็นนิมิตที่เกี่ยวกับการทำลายล้างและการสิ้นโลก ดังจะเห็นลักษณะเดียวกันนี้ในหนังสือวิวรณ์ (Apocalypsis) หนังสือเล่มสุดท้ายของพระคัมภีร์ไบเบิล

4. ประกาศกองค์เล็กทั้ง 12 เป็นหนังสือขนาดเล็ก สั้นกว่าหนังสือสามเล่มแรกเป็นอย่างมาก จึงไม่

ได้หมายความว่าประกาศกทั้ง 12 มีความสำคัญน้อยกว่าประกาศกองค์ใหญ่ทั้งสาม ประกาศกเหล่านี้นับจากโฮเชอาถึงมาลากีมีชีวิตอยู่ระหว่างศตวรรษที่ 8 ถึงศตวรรษที่ 5 ทั้งในยุครุ่งเรืองและยุคเสื่อม จนถึงหลังจากการกลับจากบาบิโลนแล้ว ประกาศกเหล่านี้ประกาศสาสน์จากพระเจ้าในลักษณะต่าง ๆ กันและด้วยภาษาแตกต่างไป โฮเชอาเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับอิสราเอลเหมือนสามีภรรยา หรือการแต่งงาน อามอสประกาศ “วันแห่งพระเจ้า” ซึ่งพระเจ้าจะทรงลงอาญาผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ หรือคำประกาศของมิดาห์ที่ว่าพระเจ้าปรารถนาให้มนุษย์ “To deal justly, to love tenderly, to walk humbly with GodW (6/8) หรือคำถามของฮาบากุกที่ว่า ทำไมพระเจ้าต้องลงโทษชาวอิสราเอลซึ่งได้ทำบาป แต่ไม่ได้ลงโทษชาวคัลเดียนซึ่งทำบาปมากกว่าอีก กลับใช้พวกที่เลวกว่ามาทำร้ายพวกที่เลวน้อยกว่า (1/12-) ประกาศกต่าง ๆ จะเน้นเรื่องที่คล้ายคลึงกัน มีทั้งขู่และปลอบตลอดเวลา แต่ในเวลาเดียวกันก็พูดกับพระเจ้าแทนมนุษย์ด้วย

หนังสือประวัติศาสตร์ (Historical Books)
หนังสือปรีชาญาณ (Wisdom Books)
หนังสือประกาศก

พันธสัญญาใหม่
(NEW Testament)

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

» เงิน
ระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของหรือการแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้า ต่อมาได้ใช้สิ่งของเป็นสื่อ เช่น เปลือกหอย ผ้าขนสัตว์ หนังสัตว์ เกลือ ใบชา ใบยาสูบ

» ปรมนุตรสุญญตา
ว่างหมด คือ ปรมนุตรสุญญตา อะไรว่างหมด กาย ว่างหมด เวทนา ว่างหมด จิต ว่างหมด ธรรมชาติ ว่างหมด

» กฎบัตรสหประชาชาติ
บรรดาประชาชนแห่งสหประชาชาติ ได้ตั้งเจตน์จำนง ที่จะช่วยชนรุ่นหลังให้พ้นจากภัยพิบัติแห่งสงคราม ซึ่งได้นำความวิปโยคอย่างสุดจะพรรณามาสู่มนุษย์ชาติในชั่วชีวิต

» กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส
ไทยต้องยินยอมเสียดินแดนบางส่วนไป เพื่อรักษาเอกราชและดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ทำให้พื้นที่ประเทศไทยเหลืออยู่เพียง 513,600 ตารางกิโลเมตร

» เพลงพื้นบ้าน
เพลงของชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นประดิษฐ์แบบแผนการร้องเพลงของตนไปตามความนิยม และสำเนียงภาษาพูดที่เพี้ยนแปร่งแตกต่างกันไป

» วิถีโลก
เพื่อให้สามารถนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพสังคม เศรษฐกิจการเมืองและการปกครองของสังคมไทยและโลก ไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้

» ประเทศไทยในอดีต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต หลายเรื่องเป็นเรื่องที่น่าจะได้ทราบไว้เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ และความสัมพันธ์เชื่อมโยงไปยังเรื่องอื่น ๆ