Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พันธสัญญา
(Testament)

พันธสัญญาใหม่
(NEW Testament)

พระวรสาร

 ( The Gospels)

พระวรสาร ( The Gospels) หรือ "ข่าวดี" (Good News) เป็นหนังสือเกี่ยวกับชีวิตและคำสอนของพระเยซู มีอยู่สี่เล่ม ผู้ประพันธ์คือ เซนต์มัทธิว เซนต์มาร์ค เซนต์ลูกา และเซนต์ยอห์น เนื้อหาของหนังสือทั้งสี่เล่นนี้เป็น "การเทศน์สอน" (Kerygme) ของบรรดาสาวก เป็นพยานความเชื่อของพวกเขาในสิ่งที่ได้ประสบมาเมื่อพระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่ พระองค์คือพระแมสสิอาห์ บุตรแห่งพระเจ้าด้วยเหตุนี้พระวรสารจึงไม่ใช่หนังสือชีวประวัติพระเยซูเหมือนหนังสือประวัติบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ตามความหมายทางวิชาการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ จะเห็นได้จากเนื้อหาต่าง ๆ ว่า ล้วนเป็นการเสนอในรูปแบบที่เรียบง่าย ทั้งการเล่าเหตุการณ์และการเสนอคำสอนของพระเยซูไม่มีลักษณะทางปรัชญาหรือเทวศาสตร์เหมือนดังที่ได้พัฒนาขึ้นมาระยะเวลาต่อมาไม่มีเรื่องราว "พิสดาร" ในลักษณะของหนังสือบางเล่มในพัทธสัญญาเดิมซึ่งมีความซับซ้อนและต้องการการตีความอย่างลึกซึ้ง แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาเหตุการณ์และคำสอนจะแม่นยำตรงกับที่เกิดอย่างสมบูรณ์จะเห็นได้จากการเปรียบเทียบระหว่างพระวรสารเล่มต่าง ๆ ซึ่งเล่าเหตุการณ์หรือคำสอนเดียวกันแต่มีข้อแตกต่างกัน ซึ่งกันเป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากซึ่งก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกันในประเเด็นและเนื้อหาหลักที่ต้องการเสนอ

หนังสือวรสารทั้งสี่ มีอยู่สามเล่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเนื้อหา จนดูเหมือนกันว่า "คัดลอก" กันมา จึงเรียกพระวรสารโดยเซนต์มัทธิว เซนต์มาร์คและเซนต์ลูกานี้ว่า "Synoptic Gospels" หรือ พระวรสารที่เทียบเคียงกัน และ มีเนื้อหารูปแบบแตกต่างจากพระวรสารเล่มที่สี่ คือ ของเซนต์ยอห์น

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ได้มีความพยายามศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับที่มาและเนื้อหาของพระวรสารที่เทียบเคียงกันนี้ เป็นที่ถกเถียงกันอยู่หลายทฤษฎี จนบัดนี้เป็นที่เข้าใจว่า หนังสือที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและคำสอนของพระเยซูเล่มแรกเขียนขึ้นโดยเซนต์มัทธิวเป็นภาษาอารามาอิก ต่อจากนั้นได้ผู้รวบรวมเรื่องราวและคำสอนของพระเยซูซึ่งบรรดาสาวกได้เทศน์สอนนั้นขึ้นเป็นเล่มที่สอง และเขียนเป็นภาษาอารามาอิกเช่นเดียวกัน ต่อมาหนังสือสองเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษากรีก กลายเป็นแหล่งสำคัญพระวรสารทั้งสี่ซึ่งเขียนมาภายหลังจากหนังสือสองเล่มแรก โดยเซนต์มาร์ค ศิษย์ของเซนต์ปิเตอร์เป็นคนแรกที่เขียนขึ้นมาโดยอาศัยแหล่งทั้งสองประกอบกับประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งแม้จะไม่ใช่หนึ่งในสารวกทั้งสิบสอง แต่ก็เป็นศิษย์ที่เคยติดตามพระเยซูเช่นเดียวกัน นอกนั้นยังติดตามเซนต์ปิเตอร์และได้รับรู้คำสอนต่างๆ ของท่านอีกด้วยจึงถือได้ว่าพระวรสารโดยเซนต์มาร์คเป็นพระวรสาร "เล่มแรก" หรือเขียนขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ก่อนคนอื่นๆ สำหรับพระวรสารโดยเซนต์มัทธิวซึ่งอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลในปัจจุบันนี้นั้นไม่ใช่เล่มที่เซนต์มัทธิวเขียนขึ้นเป็นภาษาอารามาอิกนั้น หากได้มีผู้เรียบเรียงฉบับที่แปลเป็นภาษากรีกนั้นขึ้นมาใหม่โดยรวมเอาทั้งสองของเซนต์มัทธิวเอง ของผู้ที่ไม่ปรากฏนาม และของเซนต์มาร์คเข้ามาประกอบกัน ดังจะเห็นรายละเอียดต่าง ๆ มากกว่าเล่มอื่น ๆ แต่เราก็ยังเรียกพระวรสารฉบับนี้ว่าพระวรสารโดยเซนต์มัทธิว ในส่วนของลูกานั้นก็เช่นเดียวกัน ท่านได้เขียนขึ้นโดยอาศัยแหล่งดั้งเดิมดังกล่าว ประกอบกับคำสอนของสาวกและศิษย์อื่นๆ ของพระเยซู โดยเฉพาะเซนต์ปอลซึ่งเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและอาจารย์ของท่านซึ่งจะเห็นได้จากรายละเอียดต่างๆ ที่ไม่มี่ในพระวรสารเล่มอื่น ๆ รวมทั้งเรื่องและคำสอนหลายเรื่องหลายข้อด้วย เช่น เรื่องมาร์ธาและมารีอา นิทานเรื่องลุกล้างผลาญเป็นต้น ซึ่งก็เป็นลักษณะของความละเอียดและจุดเน้นในการเทศน์สอนที่ผู้เขียนต้องการจะถ่ายทอดด้วย ทั้งนี้ยังไม่กล่าวถึงวรรณศิลป์ซึ่งก็มีข้อแตกต่างกัน โดยเฉพาะลูกาซึ่งแพทย์ มีความสามารถในการเขียนเล่าและบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างมีชีวิตชีวา

ประมาณกันว่า หนังสือพระวรสารของเซนต์มัทธิวเล่มแรกซึ่งเขียนเป็นภาษาอารามอิก และหนังสือรวบรวมเรื่องราวซึ่งเป็นภาษาอารามากเช่นเดียวกันนั้นเขียนขึ้นระหว่างปี 40-50 ทั้งนี้พิจารณาจากจดหมายของเซนต์ปอลถึงชาวเทสะโลนิกาซึ่งเขียนขึ้นในปี 51-52 ได้ใช้ข้อมูลคำสอนจากหนังสือของมัทธิวแล้วเซนต์มาร์คได้เขียนพระวรสารในบั้นปลายชีวิตของเซนต์ปิเตอร์ หรือหลังจากมรณกรรมของเซนต์ปิเตอร์ไม่นาน จึงตกประมาณปี 64 ส่วนอีกสองเล่ม คือ มัทธิว (ฉบับกรีก) และลุกน้องอาจจะอยู่ระหว่างปี 70-80 ก่อนหรือหลังการทำลายกรุงเยรูซาเล็มโดยชาวโรมัน จะพิจารณาพระวรสารทั้งสี่ดังนี้

1.พระวรสารโดยเซนต์มาร์โก เป็นพระวรสารที่สั้นกว่าและเป็นระบบน้อยกว่าเล่มอื่น ๆ เริ่มต้นด้วยเรื่องของเซนต์ยอห์น บับติสท์เรื่องพิธีล้างและการถูกประจญของพระเยซู (1/1-13) การเทศนาสั่งสอนของพระเยซูที่กาลิเล (1/14- 7/23) การเดินทางไปที่เมืองตีร์ เมืองซีดอนและบริเวณใกล้เคียงพร้อมกับบรรดาสาวกและกลับไปที่กาลิเลอีกครั้งหนึ่ง (7/24-9/50) และช่วงสุดท้ายคือการเดินทางไปที่กรุงเยรูซาเล็ม การรับทรมาน การสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพ (10/1-16/18) การดำเนินเรื่องเช่นนี้ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าพระเยซูได้เสด็ไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพียงครั้งเดียว แต่ความเป็นจริง เซนต์ยอห์นบอกว่าได้ชัดเจนว่า พระองค์เสด็จไปที่นั่นหลายครั้ง ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นเค้าโครงการที่เซ็นต์มาร์คต้องการเสนอเรื่องให้กระชับเท่านั้น

เซนต์มาร์คไม่ได้เน้นเสนอคำสอนของพระเยซูเท่าใดนัก เพราะมีอยู่เพียงบางบทเท่านั้น ท่านเน้นเรื่องพระแมสสิอาห์ซึ่งปรากฏพระองค์มาแต่ผู้คนไม่ได้ยอมรับ กลับประหารชีวิตด้วยการตรึงกางเขนเสีย พระแมสสิอาห์นี้คือพระเยซูผู้เป็นบุตรของพระเจ้า ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากพระเจ้าพระบิดา (1 / 11 ; / 7 ) จากปีศาจ ( 1 /24 ;3/ 11;7) และจากมนุษย์ (15 /39) แต่ก็เพียงบางคนเท่านั้น คน อื่น ๆ ผิดหวังที่พระเยซูเทศน์สอนเรื่อง "อาณาจักรพระเจ้า" และไม่พูดเรื่องการสถาปนาอาณาจักรทางโลกให้แก่อิสราเอล ผู้คนดูหมิ่นเหยียดหยาม ( 5 / 40 ;6 / 2 2/1 - 3 ) แม่ตแสาวกเองก็ลังเลในบางครั้ง (4 / 13 -) เรื่องเหล่านี้เป็นภูมิหลังที่นำไปสู่การสิ้นพระชนม์ แต่ก็ถูกลบล้างในการกลับคืนชีพของพระองค์ เป็นแผนการที่เร้นลับของพระเจ้าในกระบวนการไถ่บาป ( 1 / 34- )

2.พระวรสารโดยเซนต์มัทธิว มีโครงสร้างที่เป็นระบบและมีเนื้อหาที่ยาวกว่ามาก อาจแบ่งเนื้อหาพระวรสารฉบับนี้ได้เป็น 7 ตอน ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันทั้งหมด มัทธิวยกประเด็น "อาณาจักรพระเจ้า" ไว้อย่างเดิ่นชัดและทำให้เรื่องราวและคำสอนทั้งหมดเชื่อมโยงกับเรื่องนี้โดยตรง นับแต่ 1.กำเนิดปฐมวัย (1-2) 2. การเทศนาให้สาวกและสาธารณชนเรื่องอาณาจักรพระเจ้าหรือการเทศนาบนภูเขา (3-7) 3.การส่งสาวกและศิษย์ออกไปเทศนาสอนเรื่องอาณาจักรพระเจ้าในที่ต่าง ๆ พร้อมกับคำสั่งสอนก่อนส่งออกไป (8-10) 4.การปฏิเสธหรือขัดขวางอาณาจักรพระเจ้า (11/1 -13/52) 5.การก่อตั้งพระศาสนจักรอันเป็นเครื่องหมายหนึ่งของอาราจักรพระเจ้า โดยมีเซนต์ปิเตอร์เป็นผู้นำประชาคมเล็ก ๆ นี้ (13/53 - 18/35) 6.วิกฤติการณ์อันเกิดจากผู้นำชาวยิว ซึ่งก็คือการเตรียมทางไปสู่ความสมบูรณ์แห่งอาณาจักรพระจเาหรืออานุภาพของพระองค์ส่วนนี้มีคำสอนที่เกี่ยวข้องกับวาระสุดท้ายของโลก (19-25) 7.การรับทรมานและการกลับคืนชีพ

อาณาจักรพระเจ้าหรือที่มัทธิวเรียกว่าอาณาจักรสวรรค์หมายถึงอำนาจของพระเจ้าเหนือมนุษย์ ผู้ซึ่งรู้จัก รักและปรนนิบัติพระองค์ เรื่องนี้ได้มีการกล่าวถึงในพันธสัญญาเดิมแล้ว มัทธิวซึ่งเขียนพระวรสารสำหรับชาวยิวที่ "กลับใจ" ได้ชี้ให้เห็นหลายครั้งว่าสิ่ที่มีอยู่ในพันธสัญญาเดิมนั้นสมบูรณ์ในองค์พระคริสต์อย่างไร ท่านได้อ้างถึงข้อความจากพันธสัญญาเดิมอยู่เสมอ เพื่อแสดงว่าพระเยซูคือ พระแมสสิอาห์สืบเชื้อสายมาจากดาวิด (1/1 - 17) กำเนิดโดยอานุภาพของพระเจ้า (1 / 23 ) ที่เมืองเบ็ทเลเฮม (2 /6) และในที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง นอกนั้นมัทธิวเน้นเรื่องที่ว่าพระเยซูคือบุตรของพระเจ้า มากกว่ามาร์คเสียอีก (14 / 33 ; 16 / 16 ; 22 /227 / 40,43) คำสอนของพระองค์ทำให้กฎหมายเดิมสมบูรณ์ พระองค์ทรงก่อตั้งประชาคมใหม่ของพระเจ้าซึ่งสืบเนื่องจากประชาคมเดิมในพันธสัญญาเดิม หากแต่ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงชาวอิสราเอลเท่านั้นแต่เป็นประชาคมสากลนั่น คือพระศาสนจักรซึ่งมีเซนต์ปิเตอร์เป็นประมุขและรากฐาน (16 /18) เพื่อนำความรอดไปสู่ประชาชาติทั้งมวล (8/11 - 12;21/ 33 - 36;22 / 1 - 10;28 / 19 )

การที่พรวรสารของเซนต์มัทธิวเป็นระบบและสมบูรณ์เช่นนี้ จึงได้รับการยอมรับและกล่าวถึงมากที่สุดในยุดคแรก ๆ และยกให้เป็นพระวรสารฉบับแรก

3.พระวรสารโดยเซนต์ลูกา มีลักษณะเด่นชัดที่ผู้เขียนได้ใช้ความประณีตเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและคำสอนต่าง ๆ ของพระเยซู แต่ลูกกาก็เคารพต้นฉบับอันเป็นแหล่งที่มาของเนื้อหาส่วนใหญ่ โดยได้เพิ่มเติมส่วนอื่น ๆ ที่ขาดในเล่มอื่น ๆ เข้าไปมีเค้าโครงการคล้ายกับพระวรสารโดยเวนต์มาร์ค แต่ปรับเปลี่ยนลำดับบ้างเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจนและสอดคล้องกันยิ่งขึ้น บางส่วนก็ตัดออกไปทั้งนี้เนื่องจากลุกาซึ่งเกิดในกรีก เขียนพระวรสารฉบับผู้ที่ไม่ใช่ยิว เนื้อหาส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายกับของมัทธิ โดยเอาเนื้อหาเหตุการณ์และคำสอนต่างๆ เกือบทั้งหมดของ

มัทธิวเข้าด้วย แต่วิธีการเขียนของลูกามีลักษณะที่นิ่มนวล หลีกเลี่ยงวิธีการนำเสนอที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความเข้าใจผิด

ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งในพระวรสารโดยเซนต์ลูกา คือการเสนอความรักที่พระเยซูทรงมีต่อคนบาป (15/1-) พระองค์ทรงให้อภัยคนบาป ( 7-36 - 50 ; 15/11 - 32 ; 19 /1 1- 10;23 / 34 , 39 -43 ) ทรงเมตตาคนยากจนและประฌามคนมั่งมีและเอาเปรียบผู้อื่น (1 / 51 - 53 ; 6 / 20 - 26 ; 12 / 13 -21; 14 / 7 - 11 ; 16 / 15 19 - 31 ) พระองค์เรียกร้องกรกลับใจเปลี่ยนวิถีชีวิตสละสิ่งของโลก (14 / 25 - 34 ; 6 / 34 - ; 12 / 33 ; 14 / 12 - 14 ; 16 - 9 - 13 ) เน้นการสวดภาวนาโดยพระเยซูเองทรงกระทำเป็นแบบอย่าง ( 11 / 5 - 8 ; 18 / 1 - 8; 3 / 21 ; 5 / 16 ; 6 / 12 ) นอกนั้นท่านเป็นผู้เดียวที่กล่าวถึงพระจิตเจ้า (Holy Spirit ) ในลักษณะที่พบได้ในกิจการอัครทูตและจดหมายของเซนต์ปอล (ลก.1 / 15 , 35 , 41 , 67 ; 2 / 25 - 27 4 / 1 , 14, 18 ; 10 / 21 ; 11 / 13 ; 24 / 49 ) เนื้อหาเหล่านี้มีลักษณะที่ให้ความหวัง แสดงออกถึงความรู้สึกในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์ ด้วยภาษามนุษย์เดียวกันนี้ก็แสดงออกถึงความรักของพระเจ้าและพระเมตตาของพระองคื ดังปรากฎในเรื่องเปรียบเทียบและนิทานเรื่องชุมพาบาลที่ดีและลูกล้างผาญ เป็นต้น



การใช้ภาษาและวรรณศิลป์ของผู้ประพันธ์พระวรสารเล่มแรกนี้แม้ว่าจะไม่ยุ่งยากซับซ้อน แต่ก็จำเป็นต้องมีวิธีการความเชื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ในปัจจุบันนี้มีแนวทางการตีความอยู่หลายแนว โดยเฉพาะในนิกายโปรเตสแตนส์ซึ่งก็ยังไม่เป็นที่อยมรับกันอย่างเป็นทางการในทุกนิกาย เช่น การตีความเรื่องกำเนิดและปฐมวัย การอัศจรรย์ต่างๆ ตลอดจนการกลับคืนชีพ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ที่ต้องพิจารณาไม่เพียงแต่เนื้อหาคัมภีร์แต่ประเพณีด้วย

4.พระวรสารโดยเซนต์ยอห์น แม้จะเป็นเล่มสุดท้ายในพระวรสารทั้งสี่แต่ก้ไม่ได้มีความสำคัญน้อยไปกว่าเลย ยิ่งกว่านั้นยังมีลักษณะเฉพาะต่างๆ ซึ่งไม่ปรากฏในพระวรสารเล่มอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะผู้ประพันธ์ ซึ่งเป็นเซนต์ยอห์น โดยไม่มีข้อสงสัย เป็นสาวกที่ใกล้ชิดกับพระเยซูมากที่สุด ได้มีส่วนร่วมในชีวิตของพระอาจารย์นับแต่ต้นจนถึงที่สุด ได้รับการเปิดเผยสัจธรรมต่าง ๆ ซึ่งท่านเองก็ไปด้ปฏิบัติตามและไตร่ตรองออกมาเทศน์สอนบรรดาศิษย์และประชาคมชาวคริสต์ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกับที่สาวกองค์อื่น ๆ ได้เทศน์สอนด้วย (Kerygma) จึงถือได้ว่าพระวรสารของเซนต์ยอห์นสะท้อนเนื้อหาการเทศน์สอนในยุคแรกนี้ได้อย่างดีที่สุด จุดหมายหลักคือการประกาศว่า พระเยซูคือพระคริสต์หรือพระแมสสิอาห์ผู้เป็นบุตรของพระเจ้า พระองค์เสด็จมาเพื่อไถ่บาปมนุษย์ ดังจะเห็นในโครงสร้างของพระวรสารเล่มนี้ซึ่งเริ่มด้วยการที่ยอห์น บับติสท์ประกาศการเสด็จมาของพรแมสสิอาห์ผู้จะได้รับพระจิตของพระเจ้า ( 1 / 31 - 34 ) พระเกียรติมงคลของพระคริสต์ปรากฎในการกระทำและพระวาจาของพระองค์ ( 1 / 35 - 12 / 50) พระองค์ทรงรับทรมาน สิ้นพระชนม์และทรงกลับคืนชีพ (13 / 1 - 20 / 20 ) จากนั้นทรงส่งสาวกไปพร้อมด้วยพระจิตของพระเจ้าและอำนาจในการยกบาป (20 / 21 -29 ) ทั้งหมดนี้เขียนขึ้นจากการเป็นประจักษ์พยานด้วยตัวเอง แม้แต่ที่เชิงกางเขนท่านก็อยู่พร้อมกับพระนางมารีย์ (19 / 25 - 27) เหตุการณ์ที่เชิงกางเขนนี้ทำให้เห็นลักษณะพิเศษอของยอห์นจากสาวกองค์อื่น ๆ ท่านเล่าว่า

"ผู้ที่ยืนอยู่ข้างกางเขนของพระเยซูนั้นมีพระมารดาของพระองค์กับหน้าสาวของพระองค์ มารีย์ภรรยาของเคลโอปัส และมารีย์ของเคลโอปัส และมารีย์ชาวบ้านมักดาลา เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นมารดาของพระองค์และสาวกที่พระองค์และสาวกที่พระองค์ทรงรักยืนอยู่ใกล้พระองค์จึงตรัสกับมารดาของพระองค์ว่า หญิงเอ๋ยจงดูบุตรของท่านเกิด" แล้วพระองค์ตรัสกับสาวกคนนั้นว่า "จงดูมารดาของพระองค์มาอยู่ในบ้านของตน" (ยน. 19/25 - 27)

นอกนั้นท่านเป็นสาวกองค์แรกที่ไปยังหลุมฝังศพของพระเยซูในวันที่พระองค์ทรงกลับคืนชีพ แต่ก็ไม่ได้พบศพ ได้พบพระองค์ในเวลาต่อมาพร้อมกับสาวกองค์อื่นๆ ท่านอาจเป็นสาวกหนึ่งในสององค์แรกที่พระเยซูทรงเลือก ( 1 /35 -)

ลักษณะเด่นในพระวรสารเซนต์ยอห์นที่แตกต่างไปจากพระวรสารสามเล่มแรกนอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ ประการแรก มีแนวคิดทางปรัชญาที่เกี่ยวกับ "ความรู้" (Knowledge) ซึ่งอาจเป็นอิทธิพลแนวคิดแบบนอสติค (Gnoxticism) จะเห็นได้จากการใช้ศัพท์ "แสงสว่าง - ความมืด" "ความจริง - ความเท็จ" "ทูตแห่งความสว่าง - ทูตแห่งความมืด " พร้อมกับการเน้นเรื่องความรักและการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ประการที่สอง พระวรสารเซนต์ยอห์นชี้ให้เห็นว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือพระวาจาของพระเยซูล้วนแต่เป็น "เครื่องหมาย" สำคัญและมีความหมายลึกซึ้งไปกว่าที่เข้าใจทั่วไป ความหมายที่ซ่อนเร้นดังกล่าวจะปรากฏออกมาชัดแจ้งเมื่อพระองค์ทรง "รับเกียรติมงคล" แล้ว (2 /20, 12/16,13/7) พระจิตของพระเจ้าจะช่วยให้บรรดาสาวกรำลึกถึงพระวาจาที่พระองค์ได้ตรัสและเหตุการณ์ที่ได้เกิดขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ "เราได้กล่าวคำเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลายเรื่องเรายังอยู่กับท่าน แต่องค์ผู้ช่วยคือพระจิตซึ่งพระบิดาทรงใช้มาในนามของเรานั้นจะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิงและจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว" (14 / 25 - 26) ประการที่สามเซนต์ยอห์นให้ความสำคัญกับเรื่องพิธีกรรมและ "ศีลศักดิ์สิทธิ์" (Sacrament) โดยเซนต์ยอห์นให้ความสำคัญและเทศกาลทางศาสนาตามประเพณียิวต่าง ๆ พระเยซูทรงเทศน์ในพระวิหาร ทรงกล่าวถึง "ศีลล้างบาป " ไว้อย่างสมบูรณ์ในการสนทนากับนิโกเดม (3/1 - 21) ความสว่างแห่งศีลล้างบาปในกรณีของการรักษาคนตาบอดและคนง่าย ( 9/1 - 39) ทำให้มีชีวิตใหม่ ( 5-1 - 14)บทีที่หกทั้งบทคือคำสอนที่ว่าด้วย "ศีลมหาสนิท" (Eucharist) พระวรสารทั้งหมดคือ "ปาสกาใหม่" แทนปาสภาเดิมของชาวยิว ( 1 / 29,36;2 / 13;6 / 4;19 /36 ) การชำระใหม่คือการชำระด้วยพระวาจาและด้วยพระจิต (15 / 3 ; 20 / 22- )

ภาษาที่เซนต์ยอห์นใช้เพื่อพูดถึงพระเยซูคริสต์แตกต่างไปจากผู้ประพันธ์พระวรสารเล่มอื่นๆ เซนต์ยอห์นพูดถึง "พระวาจา" (The Word) หรือในภาษากรีกว่า "Logos" พระองค์ไม่ได้เพียงแต่ "นำ" พระวาจาของพระเจ้ามาประกาศเหมือนประกาศทั้งหลาย แต่พระองค์ "ทรงเป็น" พระวาจาของพระเจ้า นี่คือบรรทัดแรก วรรคและตอนแรกในพระวรสารของเซนต์ยอห์น "พระวาจาทรงรับเอากาย" ( Incarnation ) หรือทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระเจ้าทรงส่งพระองค์มาและจะทรงกลับไปเมื่อเสร็จภารกิจ นอกนั้นยังมีศัพท์อื่นๆ ซึ่งเป็นหลักในการเข้าใจรหัสธรรมเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ซึ่งจะปรากฏในจดหมายของเซนต์ยอห์นอีกด้วย

เข้าใจกันว่า พระวรสารเซนต์ยอห์นแม้จะเขียนขึ้นมาภายหลังเล่มอื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้จากแหล่งเดียวกัน เป็นประเพณีต่างหากซึ่งมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งอาจเป็นได้ที่เซนต์ลูกจะนำเอาบางส่วนในประเพณีนี้ (ก่อนที่จะออกมาเป็นหนังสือ) รวมเข้าใจพระวรสารของท่าน จะเห็นได้ว่า การเล่าเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการรับทรมานนั้นมีรายละเอียดในพระวรสารเซนต์ยอห์นมากกว่าเล่มอื่นแม้ว่าจะต้องพิจารณาเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ในแง่ของ "ประวัติศาสตร์" เท่านั้นเนื่องจากยอห์นและผู้เขียนพระวรสารไม่ได้มองเรื่องเหล่านี้ในแง่นี้อย่างเดียว หากมองว่าเป็น "เครื่องหมาย" แห่งความรอดที่ได้เกิดขึ้นแล้ว จึงเสนอออกมารูปแบบที่สอดคล้องกับความเชื่อดังกล่าว

พระวรสาร ( The Gospels)
หนังสือกิจการอัครสาวก (The Acts of the Apostles)
จดหมายของเซนต์ปอล
จดหมายของสาวกองค์อื่น ๆ
หนังสือวิวรณ์ (Apocalypsis)

พันธสัญญาใหม่
(NEW Testament)

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com