สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>
กฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดหน้าที่ของชนชาวไทยไว้ว่า
บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รับราชการทหาร
ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
และในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 บัญญัติไว้ว่า
ชายที่มีสัญชาติไทยตามกฎหมาย มีหน้าที่รับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน
ดังนั้นจึง
ได้ชื่อว่าการรับราชการทหารเป็นหน้าที่สำคัญและประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะชายที่มีสัญชาติเป็นไทยทุกคนต้องรู้หน้าที่และขึ้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้เกี่ยวกับการรับราชการทหาร
พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497
กฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องรับราชการทหารมีชื่อเรียกว่า
พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมมารวม 6 ฉบับ
ประกาศเป็นพระราชกฤษฎี 1 ฉบับ และประกาศเป็นกฎกระทรวง รวม 73 ฉบับ
การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ดังต่อไปนี้
ทหารกองเกิน หมายความว่า ผู้ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18 ปี
บริบูรณ์และยังไม่ถึง 30 ปีบริบูรณ์ ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินไว้แล้ว
ทหารกองประจำการ หมายความว่า
ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลด
ทหารกองหนุน หมายความว่า ทหารที่ปลดจากกองประจำการ
โดยรับราชการในกองประจำการจนครบกำหนด
หรือทหารกองเกินซึ่งสำเร็จการฝึกวิชาทหารตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร
และได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการแล้วปลดเป็นกองหนุน
วิธีนับอายุ ถ้าเกิดพุทธศักราชใด ให้ถือว่ามีอายุครบหนึ่งปีบริบูรณ์
เมื่อสิ้นพุทธศักราชที่เกิดนั้น
ส่วนการนับอายุต่อไปให้นับแต่เฉพาะปีที่สิ้นพุทธศักราชแล้ว
ถ้าไม่ปรากฎปีเกิดให้นายอำเภอท้องที่เป็นผู้กำหนด
1. การลงบัญชีทหารกองเกิน
- ชายที่มีสัญชาติเป็นไทย เมื่ออายุอย่างเข้า 18 ปี ในปี พ.ศ.
ใดต้องไปแสดงเพื่อลงบัญชีทหารกองเกิน
ที่อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาทหารของตนภายใน พ.ศ. นั้น
หากไม่สามารถไปลงบัญชีทหากองเกินด้วยตนเองได้
ต้องให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้ไปแจ้งแทน ให้นายอำเภอสอบสวน
เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้ลงบัญชีทหารกองเกินไว้
- ชายที่ยังไม่ได้ลงบัญชีทหารกองเกิน ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม ถ้าอายุยังไม่ถึง 46 ปีบริบูรณ์ จะ ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกินเช่นเดียวกับบุคคลในข้อ (1) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่พ้นเหตุที่ทำให้ไปแจ้งตามกำหนดไม่ได้ โดยต้องไปแจ้งการลงบัญชีทหารกองเกินด้วยตนเอง จะให้ผู้อื่นไปแจ้งแทนไม่ได้
ความผิด การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม ข้อ (1) หรือ ข้อ (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
3 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 300 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อยกเว้น ผู้ที่ไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินต่อนายอำเภอ
แต่จะมีเจ้าพนักงานไปจัดการให้มีการลงบัญชีทหารกองเกินที่วัดหรือเรือนจำเองแล้วแต่กรณีคือ
- สามเณรเปรียญ
- ผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างควบคุมหรือคุมขังของเจ้าพนักงาน
2. การคัดเลือกทหาร (การเรียกคนเข้ากองประจำการ)
บุคคลที่อยู่ในกำหนดออกหมายเกณฑ์ให้มา ตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการ คือ
ผู้ที่ได้ลงบัญชีทหารกองเกินไว้แล้ว โดยความผิด
ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่มารับหมายเรียกต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน
300 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าฝ่าฝืนไม่ไปรับการตรวจเลือก
(ไม่ไปรับการคัดเลือกทหาร) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
3. การเข้ารับราชการทหาร
เมื่อผลการคัดเลือกทหารปรากฎว่าผู้ใดต้องเป็นทหารแล้ว
ผู้นั้นต้องเข้ารับราชการทหาร ทั้งนี้
กระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ดำเนินการเรียกและส่งทหารเข้ารับราชการตามความประสงค์ของกระทรวงกลาโหม
ความผิด ผู้ใดหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่เข้ารับราชการทหาร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3
เดือน ถึง 4 ปี
4. ข้อยกเว้น
บุคคลต่อไปนี้เมื่อลงบัญชีทหารกองเกินแล้วไม่ต้องถูกเรียกมาตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการในยามปกติ
- พระภิกษุ สามเณร และนักบวชในพระพุทธศาสนาแห่งนิกายจีน หรือญวน ซึ่งเป็นนักธรรมตามที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง
- นักบวชศาสนาอื่น ซึ่งมีหน้าที่ประจำในกิจของศาสนาตามที่กำหนดในกฎกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัดออกใบสำคัญให้ไว้
- บุคคลซึ่งในระหว่างการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรที่กระทรวงกลาโหมกำหนดกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร
- นักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารของกระทรวงกลาโหม
- ครูซึ่งทำการสอนหนังสือหรือวิชาการต่าง ๆ ที่อยู่ในความควบคุมของกระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัดออกใบสำคัญไว้
- นักศึกษาของศูนย์กลางอบรมการศึกษาผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ
- นักศึกษาของศูนย์ฝึกการบินพลเรือนของกระทรวงคมนาคม
- บุคคลซึ่งได้สัญชาติไทยโดยการแปลสัญชาติ
- บุคคลซึ่งได้รับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกครั้งเดียวตั้งแต่สิบปีขึ้นไป หรือเคยรับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหลายครั้งรวมกันตั้งแต่สิบปีขึ้นไป หรือเคยถูกศาลพิพากษาให้กักกัน
5. บุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้ารับการทหาร
- พระภิกษุที่มีสมณศักดิ์หรือที่เป็นเปรียญและนักบวชในพระพุทธษศาสนาแห่งนิกายจีนหรือยสนที่มีสมศักดิ์
- คนพิการทุพพลภาพ ซึ่งไม่สามารถเป็นทหารได้ เช่น ตาบอด หูหนวก แขน ขาพิการ กระดูกสันหลังโก่งหรือคนจนเห็นได้ชัด วัณโรค เบาหวาน โรคจิต เป็นใบอัมพาต โรคเรื้อน โรคเท้าช้าง มะเร็ง ตับแข็ง จมูกโหว่ เพดานโหว่ เป็นต้น
- บุคคลซึ่งไม่มีคุณวุฒิที่จะเป็นทหารได้ เฉพาะบางท้องที่ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เช่น ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ
6. ประโยชน์ของการเข้ารับราชการทหาร
นอกจากจะเป็นการรับใช้ประเทศชาติด้วยการทำหน้าที่เป็น รั่วของชาติ
การเข้ารับราชการทหารแม้จะเป็น ทหารเกณฑ์
ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัวอย่างมาก กล่าวคือ การได้รับการฝึกแบบทหาร
ซึ่งฝึกให้เป็นผู้มีระเบียบวินัย มีความกล้าหาญอดทน มีความเสียสละ
มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ตลอดจนความสมานสามัคคีและฝึกให้มีชีวิตอยู่ในสังคมได้โดยปกติสุข
กฎหมายรัฐธรรมนูญ
กฎหมายอาญา
กฎหมายแพ่ง
กฎหมายเกี่ยวข้องกับชื่อบุคคล
กฎหมายเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว
กฎหมายเกี่ยวกับการจราจรทางบก
กฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร


