Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ วิศวกรรม เกษตรศาสตร์ >>

ข้อมูลการเกษตร

พืชผัก-สมุนไพร

การปลูกพืชผักระบบไฮโดรโปนิกส์

จากเอกสารวิชาการ เรื่อง การปลูกพืชผักระบบไฮโดรโปนิกส์
จัดทำเอกสารโดย นางสาวขนิษฐา พงษ์ปรีชา สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันตก จังหวัดชลบุรี

การผลิตพืชผักเชิงพาณิชย์

การปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์เชิงพาณิชย์ในภาคตะวันตกเริ่มต้นเมื่อปี 2530 โดยนาริตะฟาร์ม ที่ตำบลนาดี อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร มีเป้าหมายเพื่อผลิตพืชผักปลอดสารพิษ ใช้เทคนิค liquid culture แบบ ไม่มีการไหลเวียนสารละลาย (non-circulating) มีการเพิ่มออกซิเจนให้สารละลาย ในช่วงต้นกล้า 6-10 ชั่วโมงต่อวัน เพียง 9-10 วัน ใช้กระบะโฟมเป็นภาชนะปลูก ดำเนินการภายใต้โรงเรือนตาข่าย พืชผักที่ปลูกมีหลายชนิด เช่น ผักกาดเขียวปลี ผักคะน้า ตั้งโอ๋ ปวยเล้ง อย่างไรก็ตามนาริตะฟาร์มได้เลิกกิจการไปเป็นเวลาหลายปีแล้ว

ระยะหลังมีการดำเนินการผลิตพืชแบบไฮโดรโปนิกส์เชิงพาณิชย์หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพื่อการขายวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มากกว่าการผลิตพืช จึงเป็นการดำเนินการแบบชั่วคราว เมื่อขายวัสดุอุปกรณ์ได้ระยะหนึ่งก็เลิกกิจการ แต่ก็มีบางฟาร์มที่ตั้งใจดำเนินการเพื่อจำหน่ายผลผลิตพืช เช่น ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งใช้ระบบ NFT ของประเทศออสเตรเลีย แต่ดัดแปลงใช้อุปกรณ์บางส่วนที่หาได้ในประเทศเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยระบบต้นแบบประกอบด้วย รางที่ทำจากท่อ PVC ขึ้นรูปเป็น 5 เหลี่ยม ฐานกว้าง 10 เซนติเมตร ยาว 6 เมตร เจาะช่องปลูกพืชรูปวงกลมรัศมี 2.5 เซนติเมตร แต่ละช่องปลูกมีระยะห่าง 25 เซนติเมตร  รางปลูกยาว 1 เมตรจะมีช่องปลูกพืช 4 ช่อง ฐานของรางปลูกจะเซาะเป็นช่องเล็กๆ เพื่อช่วยให้สารละลายไหลเป็นแผ่นบางๆ รางปลูกพืชจะวางบนโต๊ะ โต๊ะหนึ่งประกอบด้วยราง 8 แถวเรียงขนานกัน แต่ละแถวยาว 18 เมตร(ประกอบด้วยราง 3 รางเรียงต่อกันเชื่อมด้วยข้อต่อราง) แต่ละรางวางห่างกัน 25 เซนติเมตร ด้านน้ำเข้าปิดด้วยตัวปิดปลายรางทาด้วยกาวซิลิโคน เจาะรูด้านบนเพื่อเป็นทางน้ำเข้า 2 รู โครงขาโต๊ะทำจากเหล็กฉากขนาด 1 นิ้ว เชื่อมเป็นรูปตัวยู (U) ขาสองข้างปักลงดิน ความกว้างของโต๊ะ 2 เมตร แต่ละช่วงห่างกัน 1.5 เมตร มีขารวม 13 ช่วง รางเอียงร้อยละ 1.5-2 โต๊ะหนึ่งๆ มีพื้นที่ 36 ตารางเมตร สามารถปลูกพืชได้ 576 ต้น ระบบ 1 ชุดจะมีโต๊ะปลูก 30 โต๊ะ ปลูกพืชได้รวม 17,280 ต้น สารละลายเป็นสูตรของ Knop’s ซึ่งปรับให้เหมาะสำหรับปลูกผักกาดหอมโดยเฉพาะ สารละลายจากปั๊มจะไหลสู่รางปลูกพืชผ่านท่อ PVC ขนาด 0.75 นิ้ว สารละลายไหลจากต้นรางผ่านรากพืชไปรวมที่ปลายโต๊ะไหลลงสู่รางรวมสารละลายรูปสี่เหลี่ยมขนาด กว้าง 10 เซนติเมตร ยาว 15 เซนติเมตร และไหลผ่านท่อ PVC ที่ฝังอยู่ใต้ดินไปรวมกันในถังรวมสารละลายที่ฝังอยู่ใต้ดิน ระบบมีการวัดค่า pH และ EC ตลอดเวลา และมีระบบปรับค่า pH และ EC ของสารละลายโดยอัตโนมัติ ทำการเพาะกล้าในถ้วยพลาสติกโดยใช้เพอไลท์ผสมกับเวอร์มิคูไลท์อัตราส่วน 2:1 เป็นวัสดุเพาะ เมื่อต้นกล้ามีใบจริงจึงย้ายต้นกล้าพร้อมถ้วยปลูกลงปลูกในรางที่เตรียมไว้

อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ที่ซื้อจากบริษัทแม้จะใช้งานได้นานแต่มีราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง เกษตรกรที่ใช้ระบบนี้จึงเลือกใช้เฉพาะวัสดุที่ใช้ปลูกและสารละลายธาตุอาหารเท่านั้น ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ จะทำการผลิตขึ้นเองโดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายและมีราคาถูก เช่นรางปลูก ผลิตขึ้นเองจากท่อ PVC ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาวท่อละ 4 เมตร นำมาผ่าครึ่งแล้วเย็บติดกันด้วยยางซิลิโคนเพื่อให้มีความยาวตามความยาวของโต๊ะ โต๊ะปลูกกว้าง 1.5 เมตร ยาว 8 หรือ 12 เมตร วางให้ด้านหนึ่งสูง 1 เมตร อีกด้านหนึ่งสูง 60 เซนติเมตร เพื่อให้รางมีความลาดเอียง

 นอกจากนี้ยังมีฟาร์มปลูกพืชผักแบบไฮโดรโปนิกส์ที่อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยผู้ปลูกได้ศึกษาและฝึกงานการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ที่โครงการสวนจิตรลดา ก่อนลงมือดำเนินการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์เชิงพาณิชย์ มีการปรับใช้เทคโนโลยีที่ได้เรียนรู้มา โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในฟาร์มเพื่อลดต้นทุน ใช้ระบบปลูกแบบสารละลายหมุนเวียนชนิดไม่เติมอากาศ ทำแปลงปลูกขนาดกว้าง 1.2 เมตร ยาว 6 เมตร สูงจากพื้นดินประมาณ 80 เซนติเมตร เพื่อป้องกันแมลงบางชนิดตลอดจนโรคทางดิน บ่อพักสารละลายปูพื้นด้วยแผ่นไม้อัดหรือกระเบื้องแผ่นเรียบ ยึดลวดสำหรับปูแผ่นพลาสติกพีอีเพื่อเป็นที่กักเก็บน้ำ และเย็บพับให้เป็นรูปบ่อกักน้ำ สูงจากพื้นประมาณ 10 เซนติเมตร พลาสติกด้านในเป็นสีดำเพื่อกันการเกิดตะไคร่น้ำ ด้านนอกเป็นสีขาวเพื่อสะท้อนความร้อนหน้าผิว  ติดตั้งระบบน้ำเข้าแปลงให้มีแรงดันด้านหัวแปลงเพื่อให้สารละลายไหลลงท้ายแปลง บริเวณท้ายแปลงวางท่อระบายน้ำล้นระดับประมาณ 6 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำล้นกลับไปยังท่อพักสารละลายหมุนเวียน ติดตั้งระบบการทำงานโดยใช้มอเตอร์เป็นแรงขับดันสารละลายโดยติดตั้งระบบตั้งเวลาอัตโนมัติ ให้สารละลายถูกส่งเข้าแปลง เป็นระยะเวลาหมุนเวียน ให้ออกซิเจนทางน้ำ โดยผลิตออกซิเจนในบ่อพักสารละลายด้วยเครื่องทำออกซิเจน

ส่วนในขั้นตอนการเตรียมเมล็ดพันธุ์จะทำการจัดเตรียมฟองน้ำชนิดมีความพรุนสูง ตัดแบ่งเป็นช่องขนาด 1 นิ้ว เป็นตาราง กรีดในช่องตารางเป็นแนวทะแยงสำหรับเป็นช่องหยอดเมล็ดพันธุ์ เมื่อหยอดครบทุกช่องแล้วนำฟองน้ำไปจุ่มน้ำให้ชุ่ม แล้วนำไปเก็บในที่มืด พรมน้ำให้ชุ่มชื้นประมาณ 2-4 วัน ต้นกล้าจะงอก จึงย้ายต้นกล้าไปบริเวณที่มีแสงอ่อนๆ ในที่ร่ม เริ่มให้น้ำสารละลายธาตุอาหารอัตรา 1:50 ของสารละลายที่เลี้ยงจริง (สารละลายที่เลี้ยงจริง 1 ส่วนผสมน้ำ 50 ส่วน) หลังจากต้นกล้าแข็งแรงแล้วบรรจุลงในแผ่นโฟมที่เจาะรูไว้แล้ว แผ่นโฟมมาตรฐานขนาด กว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 120 เซนติเมตร เจาะช่องให้มีขนาดช่องและแถว 10 เซนติเมตร คือ 1 แผ่นโฟมจะบรรจุได้ประมาณ 60 หลุม จากนั้นย้ายลงแปลงเลี้ยงและให้สารละลายธาตุอาหารจริง ตั้งเวลาทำงานของสารละลายเข้าแปลงประมาณ 4 นาที หยุดพักประมาณ 5 นาที ในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนให้สารละลายเข้าแปลงประมาณ 3 นาที หยุดพักประมาณ 30 นาที ปล่อยให้เครื่องทำงาน ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 45 วัน ขึ้นกับชนิดพืช ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคึ่นฉ่ายและผักกาดหอมจากต่างประเทศ ได้แก่ red oak, green oak, butter head, และ asconia ระหว่างปลูกต้องตรวจดูแมลงที่มารบกวน เช่น หนอนชอนใบ หนอนกระทู้ จะควบคุมด้วยชีววิธี เช่น ใช้สารสะเดา โล่ติ้น หรือต้นหนอนตายยาก

 การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ในภาคตะวันตก มีการตื่นตัวอย่างมากในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา จึงมีภาคเอกชนได้ทำการศึกษาวิจัย เนื่องจากเล็งเห็นว่าจะเป็นเทคนิคที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในอนาคต จึงควรศึกษาหาวิธีการและเทคนิคต่างๆ ที่เหมาะกับสภาพของประเทศไทยเพื่อจะได้นำไปพัฒนาในการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ต่อไป ส่วนการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์เป็นการค้าในภาคตะวันตกนั้น มีการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2530 อย่างไรก็ตาม ฟาร์มดังกล่าวได้เลิกกิจการไปแล้ว ในปัจจุบันฟาร์มที่ปลูกพืชผักด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์เป็นการค้า มีอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร นครปฐม และราชบุรี โดยใช้ระบบ NFT และระบบสารละลายหมุนเวียนชนิดไม่เติมอากาศ ซึ่งจะต้องมีการปรับใช้เทคนิคต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มีการปรับใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนการผลิต และต้องมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน จึงทำให้ฟาร์มเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้

ประวัติความเป็นมา
การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ในต่างประเทศ
การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ในประเทศ
ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโปรนิกส์
ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช
เทคนิคการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์
ระบบการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์
สารละลายธาตุอาหาร
การใช้เครื่อง EC มิเตอร์
วัสดุและภาชนะปลูก
การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ในภาคตะวันตก
การศึกษาวิจัย
การผลิตพืชผักเชิงพาณิชย์
เงื่อนไขในการผลิตพืชแบบไฮโดรโปนิกส์เชิงพาณิชย์
ต้นทุน-ผลตอบแทน
การตลาด
ความรู้ของเกษตรกร
ผู้บริโภคและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม
ประโยชน์ของการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์ต่อการเกษตรไทยในอนาคต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com