Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ วิศวกรรม เกษตรศาสตร์ >>

ข้อมูลการเกษตร

พืชผัก-สมุนไพร

การปลูกพืชผักระบบไฮโดรโปนิกส์

จากเอกสารวิชาการ เรื่อง การปลูกพืชผักระบบไฮโดรโปนิกส์
จัดทำเอกสารโดย นางสาวขนิษฐา พงษ์ปรีชา สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันตก จังหวัดชลบุรี

ต้นทุน-ผลตอบแทน

ข้อจำกัดสำคัญข้อหนึ่งของการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์เป็นการค้า คือ ต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะการซื้อเทคโนโลยีทั้งระบบมาจากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่นระบบ NFT ของบริษัทที่นำเข้าเทคโนโลยีจากออสเตรเลีย ต้นทุนเฉพาะค่าโต๊ะปลูกพืชจำนวน 30 โต๊ะ (พื้นที่ 1,080 ตารางเมตรหรือประมาณ 0.67 ไร่) ค่าโต๊ะอนุบาลกล้าไม้ และค่าระบบเตรียมสารละลายอัตโนมัติและถัง รวม 41,054 ดอลล่าห์สหรัฐอเมริกา หรือคิดเป็นเงินไทยด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราปัจจุบันเท่ากับ 1,542,160 บาท (อิทธิสุนทร, 2542ก)

สำหรับข้อมูลจากการศึกษาที่จังหวัดนครปฐม มีรายงานว่า ในเทคนิคที่ทำการศึกษา 5 เทคนิค คือ เทคนิควัสดุปลูก เทคนิคเป่าอากาศลงน้ำ เทคนิคน้ำหมุนเวียน เทคนิค NFT และเทคนิคการฉีดพ่นราก เทคนิคที่ลงทุนต่ำที่สุด คือ เทคนิควัสดุปลูก แต่ในทุกเทคนิคต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าโรงเรือน ทั้งนี้ขึ้นกับรูปแบบที่เลือกใช้ โรงเรือนที่ต้นทุนต่ำที่สุดในการศึกษา คือโรงเรือนเปิดโล่ง 4 ด้าน หลังคาปิดเปิดได้ ยกได้ โครงสร้างเหล็ก มีต้นทุน 260 บาทต่อตารางเมตร โรงเรือนตาข่ายพลาสติกสีฟ้าหลังคาปิดเปิดได้ พื้นคอนกรีตตัวหนอน มีต้นทุน 450 บาทต่อตารางเมตร โรงเรือนหลังคา 2 ชั้น หลังคาปิดเปิดได้ มีต้นทุน 1,123 บาทต่อตารางเมตร โรงเรือนที่มีต้นทุนสูงที่สุด คือ โรงเรือนหลังคาเพิงหมาแหงน มีต้นทุน 1,184 บาทต่อตารางเมตร สำหรับต้นทุนอื่นๆ ขึ้นกับเทคนิคที่ใช้และชนิดพืชที่ปลูก เนื่องจากเทคนิคต่างๆ สิ้นเปลืองน้ำยาและกระแสไฟฟ้าไม่เท่ากัน แต่ทุกระบบจะต้องลงทุนค่าภาชนะปลูก อุปกรณ์การเตรียมสารเคมี และระบบควบคุมการจ่ายหรือหมุนเวียนสารละลายรวมทั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ (บริษัท ที เอ บี วิจัยและพัฒนาจำกัดม 2540)

สำหรับการศึกษาวิจัยที่โครงการสวนจิตรลดา ซึ่งใช้พลาสติกขาว-ดำเป็นแปลง ปูด้วยแผ่นไม้อัดยกสูงจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร ให้พลาสติกสีดำอยู่ด้านในใช้ลวดยึดที่หัวแปลงและขึงตลอดความยาวของแปลง เย็บริมพลาสติกที่หุ้มลวดด้วยที่เย็บกระดาษเป็นระยะๆ ขนาดแปลงกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 6 เมตร สูง 10 เซนติเมตร แปลงทดลองตั้งอยู่ในโรงเรือนหลังคาพลาสติกด้านข้างเปิด พบว่าต้นทุนกว่าร้อยละ 50 ของต้นทุนทั้งหมดเป็นค่าสารเคมีที่ใช้ทำสารละลายธาตุอาหาร ส่วนที่เหลือเป็นค่าเมล็ดพันธุ์พืช วัสดุทำแปลง ค่าสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าแรงงาน รวมต้นทุนการผลิตผักกาดหอมเป็นเงิน 38.48 บาทต่อตารางเมตร คึ่นฉ่าย 70.64 บาทต่อตารางเมตร และผักชี 35.30 บาทต่อตารางเมตร ต้นทุนที่กล่าวมานี้ไม่รวมค่าก่อสร้างโรงเรือน (กระบวนและเอกสิทธิ์, 2540) ถ้ารวมค่าก่อสร้างโรงเรือนและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ การปลูกพืชด้วยวิธีนี้มีต้นทุนเฉลี่ยทั่วๆ ไปประมาณ 600 บาทต่อตารางเมตร (กระบวน, 2542) ผักที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ให้ผลผลิตสูงกว่าผักที่ปลูกในดิน เช่นผักกาดหอมให้ผลผลิตสูงกว่าผักกาดหอมที่ปลูกระบบปกติ 5 เท่า อย่างไรก็ตามไม่ได้มีการเปรียบเทียบรายได้สุทธิระหว่างการปลูกผักทั้ง 2 วิธี

ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นเป็นข้อมูลจากการวิจัย ไม่ได้เป็นการผลิตในสภาพจริง เพื่อหาข้อเท็จจริงว่าต้นทุนการผลิตพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์สูงกว่าการปลูกพืชด้วยวิธีปกติ ตลอดจนความคุ้มค่าของผลตอบแทนที่ได้รับเหมาะสมหรือไม่ในการผลิตพืชเป็นการค้าจริงๆ จึงได้ทำการเก็บข้อมูลจากการปลูกคึ่นฉ่ายโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์เป็นการค้าที่อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี มาเปรียบเทียบกับการปลูกด้วยวิธีดั้งเดิม

จากข้อมูลในตารางที่ 4.1 จะเห็นว่าต้นทุนการปลูกคึ่นฉ่ายด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์สูงกว่าการปลูกในดิน 68,766 บาทต่อไร่ หรือเท่ากับ 5.3 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าขายผลผลิตในตลาดทั่วไปในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 10 บาท การผลิตด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์จะได้กำไร 21,520.64 ต่อไร่ต่อปี ขณะที่การปลูกในดินได้กำไร 145,287.40 ต่อไร่ต่อปี ดังนั้นจึงไม่ควรปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์เพื่อส่งผลผลิตขายตลาดทั่วไป อย่างไรก็ตามผลผลิตจากฟาร์มที่เก็บข้อมูลนี้มีแหล่งรับซื้อที่แน่นอนในราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ผลตอบแทนจากการปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์สูงกว่าการปลูกบนดิน คือได้กำไรประมาณ 631,520.70 บาทต่อไร่ต่อปี ขณะที่คึ่นฉ่ายจากการปลูกในดินขายได้กิโลกรัมละ 10 บาท ทำให้ได้กำไร 145,287.40 บาทต่อไร่ต่อปี การผลิตด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์จึงได้กำไรมากกว่าการปลูกคึ่นฉ่ายในดินเป็นเงิน 436,233.30 บาทต่อปี

ดังนั้นถ้าหาตลาดที่ต้องการผลผลิตคุณภาพและให้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปได้ มีแหล่งเงินลงทุน การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ก็เป็นทางเลือกที่ดี อย่างไรก็ตามต้องคำนึงด้วยว่าขนาดของตลาดใหญ่แค่ไหน ยั่งยืนแค่ไหน คุ้มการลงทุนหรือไม่ ต้องมีการปรับเทคนิคในการผลิต ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย ราคาถูก จะทำให้ต้นทุนลดลง นอกจากนั้นการขยายพื้นที่ผลิตก็เป็นทางหนึ่งที่จะลดต้นทุนการผลิตได้

ประวัติความเป็นมา
การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ในต่างประเทศ
การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ในประเทศ
ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโปรนิกส์
ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช
เทคนิคการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์
ระบบการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์
สารละลายธาตุอาหาร
การใช้เครื่อง EC มิเตอร์
วัสดุและภาชนะปลูก
การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ในภาคตะวันตก
การศึกษาวิจัย
การผลิตพืชผักเชิงพาณิชย์
เงื่อนไขในการผลิตพืชแบบไฮโดรโปนิกส์เชิงพาณิชย์
ต้นทุน-ผลตอบแทน
การตลาด
ความรู้ของเกษตรกร
ผู้บริโภคและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม
ประโยชน์ของการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์ต่อการเกษตรไทยในอนาคต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com