Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ วิศวกรรม เกษตรศาสตร์ >>

ข้อมูลการเกษตร

พืชผัก-สมุนไพร

การปลูกพืชผักระบบไฮโดรโปนิกส์

จากเอกสารวิชาการ เรื่อง การปลูกพืชผักระบบไฮโดรโปนิกส์
จัดทำเอกสารโดย นางสาวขนิษฐา พงษ์ปรีชา สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันตก จังหวัดชลบุรี

ประโยชน์ของการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์ต่อการเกษตรไทยในอนาคต

แม้การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์จะยังไม่มีความจำเป็นมากนักในประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจากเรายังมีพื้นที่ดินสำหรับทำการเกษตรอย่างเพียงพอ ประกอบกับยังไม่มีระบบที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับสภาพของประเทศไทย ยังจะต้องมีการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป แต่ในอนาคตเทคโนโลยีนี้จะเป็นประโยชน์และมีการนำมาใช้กันมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาต่อไปนี้

พื้นที่ทำการเกษตรลดลง

 การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรส่งผลให้เกิดการนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้เพื่อการดำรงชีวิตมากขึ้น รวมถึงความต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบต่างๆ การขยายตัวของชุมชนเมืองเพื่อตอบสนองการเพิ่มขึ้นของประชากรโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทำให้ที่ดินมีราคาสูงเกินกว่าจะใช้เพื่อการเกษตรกรรม ดังจะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่เหมาะสำหรับทำการเกษตรบริเวณชานกรุงเทพฯ เช่น บางมด ตลิ่งชัน หนองแขม และปริมณฑล เช่น ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม กำลังลดลงเรื่อยๆ กลายเป็นชุมชนเมืองขึ้นมาแทน นอกจากการขยายตัวของชุมชนเมืองจะทำให้พื้นที่ทำการเกษตรลดลงแล้ว น้ำสำหรับทำการเกษตรก็ถูกจำกัดเนื่องจากต้องนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคของชาวเมืองก่อน

นอกจากการขยายตัวของชุมชนเมืองแล้ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ผ่านมา ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลง มีการบุกรุกทำลายป่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกรุกเพื่อนำพื้นที่มาใช้ในการเกษตรเพื่อผลิตอาหาร ดังจะเห็นได้ว่าในระยะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 ถึง พ.ศ. 2536 พื้นที่ป่าของไทยลดลงจาก 94,291,349 ไร่ เหลือเพียง 83,450,625 ไร่ เฉลี่ยแล้วลดลงถึงปีละ 1,084,072 ไร่ ขณะที่ปลูกชดเชยได้เพียงปีละ 1.6 แสนไร่ (สำนักนโยบายและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม, 2539) การตัดไม้ทำลายป่าทำให้สูญเสียสมดุลของระบบนิเวศน์ เกิดความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำท่วมฉับพลัน การชะล้างพังทลายของหน้าดิน ดินเสื่อมโทรมขาดความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นการบุกรุกป่าเพื่อใช้พื้นที่ทำการเกษตรโดยไม่มีการบำรุงรักษายังทำให้เกิดปัญหาดินเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ การใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันเป็นระยะเวลานานทำให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช พื้นที่เกษตรจำนวนมากเป็นดินมีปัญหา เช่น ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินอินทรีย์ ดินตื้น ดินลูกรัง รวมทั้งที่ลาดชันไม่เหมาะต่อการทำการเกษตร การปรับปรุงพื้นที่มีปัญหาเหล่านี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงและต้องใช้เวลานาน การบุกเบิกพื้นที่ว่างเปล่าและพื้นที่ป่ามาขยายเป็นพื้นที่ทำการเกษตรเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

ปัญหาดังที่กล่าวมาทำให้พื้นที่ทำการเกษตรของประเทศลดลง ส่งผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรในอนาคต โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมือง ชานเมือง และพื้นที่ที่สูญเสียความเหมาะสมในการทำการเกษตร การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหา เพราะเป็นวิธีที่ใช้พื้นที่และใช้น้ำน้อยแต่ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากสามารถปลูกพืชเป็นเชิงพาณิชย์แล้วยังสามารถดัดแปลงเป็นระบบขนาดเล็ก สำหรับปลูกพืชผักสวนครัวหรือไม้ดอกไม้ประดับเป็นงานอดิเรก สำหรับผู้อยู่อาศัยในย่านชุมชนที่มีพื้นที่จำกัด ไม่มีพื้นที่ดินสำหรับปลูกพืชอีกด้วย

การแข่งขันทางการค้า

ประเทศไทยเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตอาหารเลี้ยงประชากรทั้งในประเทศและประชากรโลก ในอนาคตการผลิตพืชจะต้องคำนึงถึงคุณภาพมากขึ้น ในการผลิตพืชเกษตรเพื่อบริโภคในประเทศ เนื่องจากนโยบายการปฏิรูปการศึกษา คนไทยจะได้รับการศึกษามากขึ้น ทำให้มีความรู้ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนั้นการพัฒนาของวิธีการติดต่อสื่อสาร การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่มีการพัฒนาไม่หยุดยั้งทำให้ผู้บริโภคมีความรู้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คำนึงถึงคุณภาพของผลผลิตที่จะบริโภคมากขึ้น

สำหรับการส่งออก ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แต่ที่ผ่านมาปัญหาคุณภาพสินค้าเกษตรเป็นปัญหาสำคัญในการส่งออก เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าเข้มงวดต่อคุณภาพผลผลิตและมักนำไปเป็นข้ออ้างในการกีดกันการนำเข้าอยู่เสมอ ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ คือปัญหาสารเคมีตกค้างในผักและผลไม้ นอกจากการกีดกันการนำเข้าของประเทศผู้นำเข้าแล้ว การส่งออกสินค้าเกษตรในอนาคตจะต้องประสบกับภาวะการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2538) เช่นการส่งออกพืชผักและผลิตภัณฑ์ มีคู่แข่งสำคัญ คือ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย (ถาวร, 2542) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกและสนองความต้องการภายในประเทศ จึงได้มีการจัดทำแนวทางการทำการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม(Good Agricultural Practice, GAP) โดยทำตามคำแนะนำของทางราชการซึ่งจัดทำขึ้นอย่างเหมาะสม ให้เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นและภูมิประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำแนะนำนั้นๆ จะต้องเหมาะสมกับชนิดพืช ในขั้นตอนการผลิตพืชซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญนั้น (นวลศรี, มมป.) อาจกำหนดเป็นคำแนะนำที่เป็นหลักการพื้นฐานทั่วไป โดยแยกเป็น 2 ส่วนคือ แนวทางในการปลูกพืช (crop cultivation) และแนวทางในการอารักขาพืช (crop protection)

ดังได้กล่าวแล้วว่าปัญหาคุณภาพผลผลิตส่งออกที่เกิดขึ้นบ่อยๆ คือปัญหาสารเคมีตกค้างในผลผลิต นอกจากเป็นปัญหาสำคัญในการส่งออกแล้ว ผู้บริโภคในประเทศก็ให้ความสำคัญกับคุณภาพข้อนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น จึงมีการตื่นตัวในเรื่องสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของสิ่งที่บริโภคมากขึ้น ปัญหาพิษตกค้างของสารเคมีในผลผลิตจึงต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง แนวทางที่เหมาะสมคือจะต้องจัดทำ GAP ขึ้นในแต่ละพืช จะต้องพยายามให้เกษตรกรมีการปฏิบัติตาม GAP ให้ได้ผลอย่างจริงจังทั้งในส่วนของการปลูกพืช และการอารักขาพืช ในด้านการอารักขาพืชนั้น ต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสารพิษตกค้างในผลผลิต โดยควบคุมไม่ให้เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดโดย Codex ซึ่งเป็นค่าสากลที่ยอมรับกันทั่วโลก รวมทั้งองค์การการค้าโลก ในอนาคตผลผลิตที่จะสามารถส่งออกได้โดยไม่มีปัญหาสารพิษตกค้างหรือปัญหาคุณภาพด้านอื่นๆ จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำภายใต้ GAP เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลและให้คำแนะนำจากทางราชการอย่างใกล้ชิด (นวลศรี, มมป.)

เนื่องจากการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์มีการจัดการปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำ แร่ธาตุ แสง อุณหภูมิ ให้แก่พืชอย่างเหมาะสม ไม่ต้องกำจัดวัชพืช และสามารถควบคุมโรคและแมลงได้ดีกว่าการปลูกพืชบนดิน จึงเป็นการง่ายที่จะปฏิบัติตามแนวทาง GAP และทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตัวอย่างเช่น คำแนะนำเพื่อเป็นแนวทางการปลูกพืช (crop cultivation) เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลัก 2 ปัจจัย คือ ตัวพืชและสภาพแวดล้อมของพืช ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพืชนั้น เป็นการเลือกพันธุ์ดีให้ผลผลิตสูง ต้านทานศัตรูได้ดี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมนั้น มีปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้อง คือ

  1. การใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม คือต้องมีการปรับสภาพดินให้เหมาะสมและปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์โดยใส่ปุ๋ยเคมีหรืออินทรีย์วัตถุต่างๆ เพื่อให้พืชเจริญเติบโตดี การปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์เป็นการปลูกพืชไร้ดินแต่พืชจะเจริญเติบโตในสารละลายธาตุอาหาร ซึ่งสามารถกำหนดปริมาณธาตุอาหารให้พอเหมาะกับความต้องการของพืชได้ พืชได้รับธาตุอาหารอย่างเพียงพอและไม่มีการสูญเสีย จึงเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตที่มีความสม่ำเสมอและมีคุณภาพ การปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์จึงสอดคล้องกับการปฏิบัติข้อนี้ได้เป็นอย่างดี
  2. การให้น้ำอย่างเพียงพอแก่การเจริญเติบโตของพืช การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ใช้น้ำน้อยและมีประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาพืชขาดน้ำเนื่องจากพืชเจริญเติบโตอยู่ในสารละลายธาตุอาหารซึ่งมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักอยู่แล้ว แต่น้ำที่ใช้จะต้องเป็นน้ำสะอาดไม่มีสิ่งเจือปนที่เป็นพิษต่อพืช การปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์จึงเป็นการปฏิบัติตามแนวทางนี้เช่นกัน
  3. การจัดการสภาพแวดล้อมที่ดี การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช ไม่ว่าบริเวณต้นพืชหรือสภาพแวดล้อมของราก ส่งผลให้พืชมีการเจริญเติบโตดี ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ การปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์จึงเป็นการปลูกพืชที่มีการปฏิบัติสอดคล้องกับหลักการข้อนี้

การลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช

การป้องกันกำจัดศัตรูพืชสมัยใหม่เริ่มขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีการสังเคราะห์สารเคมีกำจัดแมลงขึ้นหลายชนิด เช่น DDT และ BHC ต่อจากนั้นมามีการคิดค้นและผลิตสารเคมีกำจัดศัตรูพืชขึ้นอีกหลายร้อยชนิดทั้งสารกำจัดแมลง สารกำจัดเชื้อรา สารกำจัดวัชพืช สารกำจัดไส้เดือนฝอย สารกำจัดหนู ฯลฯ (บรรพต, 2520) สำหรับประเทศไทยตั้งแต่เริ่มมีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การเกษตรได้ถูกผลักดันเข้าสู่ระบบเกษตรกรรมแผนใหม่ ซึ่งเน้นเป้าหมายไปที่ระบบธุรกิจการค้า สนับสนุนการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวเป็นหลัก มีการนำเอาเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ เข้ามาใช้แทนแรงงานคนและแรงงานสัตว์ อีกทั้งมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชมาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเป้าหมายในการเพิ่มผลผลิตตอบสนองความต้องการของตลาด และเพิ่มรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในขณะที่การพัฒนาการเกษตรดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้อิทธิพลของระบบเกษตรกรรมแผนใหม่ ได้ก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นอกจากการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เป็นจำนวนมาก ซึ่งนำให้เกิดปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม เกิดปัญหาการเสื่อมโทรมของความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้ว การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชยังก่อปัญหาสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และความหลากหลายของทรัพยากรพันธุกรรม และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อความอยู่รอดของเกษตรกรผู้ผลิต ปัญหาความยากจนและหนี้สิน ปัญหาความล้มเหลวของชุมชน และระบบวัฒนธรรม รวมทั้งเกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของเกษตรกร และของผู้บริโภค การใช้สารเคมีกำจัดแมลง ทำให้แมลงที่มีประโยชน์ตายไปด้วย มีผลต่อการควบคุมตามธรรมชาติ ทำให้มีการระบาดของศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น และเกิดความต้านทานของแมลงศัตรูพืชต่อสารเคมี (กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม, 2536)

ข้อมูลจากรายงานประจำปีของสมาคม British Agrochemicals Associations ระบุสัดส่วนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ในพืชชนิดต่างๆ ว่า ในกลุ่มพืชผักมีปริมาณการใช้มากที่สุด ถึง ร้อยละ 24.7 รองลงมาได้แก่ธัญพืช ข้าว และข้าวโพด ในอัตรา ร้อยละ 14.2, 13.0 และ 11.2 ตามลำดับ และพบว่าสารกำจัดวัชพืชได้ถูกนำมาใช้มากที่สุด คือ ร้อยละ 42.0 ของปริมาณการใช้สารเคมีทั้งหมด รองลงมาได้แก่ สารกำจัดแมลง และสารกำจัดเชื้อรา ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ ร้อยละ 28.8 และ 19.5 ตามลำดับ นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังได้จำแนกสัดส่วน การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์ ตามภูมิภาคต่างๆ ของโลกไว้ด้วย ซึ่งปรากฏว่า บริเวณที่มีการใช้สารเคมีสูงสุดคือ ภาคพื้นอเมริกาเหนือ (ร้อยละ 29.8) รองลงมาได้แก่ภาคพื้นเอเชียตะวันออก (ร้อยละ 28.1) และยุโรปตะวันตก (ร้อยละ 24.2) (กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม, 2536)

สำหรับประเทศไทยมีรายงานปริมาณการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรว่ามีการนำเข้าสารกำจัดวัชพืช มากที่สุด คือ ร้อยละ 52 ของปริมาณสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่นำเข้าทั้งหมด รองลงมาได้แก่ สารกำจัดแมลง และสารกำจัดเชื้อรา (ร้อยละ 25 และ 19 ตามลำดับ) และยังมีรายงาน ถึงผลการตรวจพบสารเคมีตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร และอาหารต่างๆ ซึ่งตรวจพบ ประมาณ ร้อยละ 30-40 ของจำนวนตัวอย่างที่ตรวจวิเคราะห์ และในจำนวนนี้ จะมีการตกค้างเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย เฉลี่ยร้อยละ 10 โดยผลการตรวจสอบพบว่า ผลไม้มีการตกค้างของสารเคมีเกินมาตรฐานมากที่สุด รองลงมาได้แก่พืชผัก ส่วนธัญพืชและผลิตภัณฑ์สัตว์ แม้ว่าจะมีการตกค้าง แต่ปริมาณที่พบไม่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย (กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม, 2536)

นอกจากนี้ยังมีการสำรวจการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ในแม่น้ำสายสำคัญต่างๆ และในพื้นที่ที่เป็นเขตเกษตรกรรมหลัก ในบางภูมิภาคของประเทศ ซึ่งผลการสำรวจสรุปว่า บริเวณภาคเหนือตรวจพบสารเคมีกลุ่ม ออร์กาโนคลอรีน (organochlorene) ตกค้างในตัวอย่างน้ำ และดินตะกอน ร้อยละ 8 และ 90 ของจำนวนตัวอย่างที่ตรวจวิเคราะห์ทั้งหมด ตามลำดับ โดยปริมาณที่ตรวจพบ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.04-0.07 ไมโครกรัมต่อลิตร ในตัวอย่างน้ำ และ 0.001-0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในตัวอย่างดินตะกอน ส่วนในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบสารเคมีตกค้างต่ำกว่าบริเวณภาคเหนือ โดยพบสารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนคลอรีน (organochlorene) ตกค้างในตัวอย่างน้ำ และดินตะกอนที่ระดับ 0.02 ไมโครกรัมต่อลิตร ในตัวอย่างน้ำ และ 0.001-0.008 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในตัวอย่างดินตะกอน ตามลำดับ และในการสำรวจการตกค้างของสารเคมี ในแม่น้ำท่าจีนตลอดทั้งลำน้ำ พบว่า สารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนคลอรีน (organochlorene) ตกค้างในตัวอย่างน้ำ และดินตะกอน ถึง ร้อยละ 98 และ 73 ของจำนวนตัวอย่างที่วิเคราะห์ทั้งหมด โดยปริมาณที่ตรวจพบมีค่าอยู่ระหว่าง 0.01-0.60 ไมโครกรัมต่อลิตร ในตัวอย่างน้ำ และ 0.001-0.07 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในตัวอย่างดินตะกอน ตามลำดับ (กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม, 2536)

จากปัญหาดังกล่าวจึงได้มีความพยายามในการส่งเสริมให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยการพัฒนาระบบเกษตรกรรมทางเลือก การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน ตลอดจนการปลูกพืชภายใต้การควบคุมสภาพแวดล้อมขึ้น ซึ่งนอกจากจะบรรเทาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์เป็นระบบการปลูกพืชแบบหนึ่งที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม และสามารถลดปริมาณการใช้สารเคมีได้ เนื่องจากพืชที่ปลูกด้วยวิธีนี้จะเก็บเกี่ยวได้เร็ว หลีกเลี่ยงการระบาดของโรคแมลงได้ การปลูกไม่ใช้ดิน จึงไม่มีปัญหาการระบาดของโรคแมลงที่มากับดิน ไม่มีวัชพืชรบกวน จึงไม่ต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นการปลูกภายใต้ระบบโรงเรือนก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพในการควบคุมการระบาดของศัตรูพืชได้ดีขึ้น การปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช จึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นวิธีการที่มีการใช้มากขึ้นในอนาคต

การลดลงของพื้นที่เกษตรกรรม เนื่องจากการขยายตัวของแหล่งชุมชน การแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้นทั้งการส่งออกและการค้าภายในประเทศ ตลอดจนความจำเป็นที่จะต้องลดการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ประกอบกับการพัฒนาเทคนิคการปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์ที่เหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนารูปแบบโรงเรือนที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย จะทำให้การปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์เป็นวิธีการปลูกพืชที่มีความจำเป็นมากขึ้นสำหรับประเทศไทยในอนาคต

ประวัติความเป็นมา
การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ในต่างประเทศ
การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ในประเทศ
ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโปรนิกส์
ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช
เทคนิคการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์
ระบบการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์
สารละลายธาตุอาหาร
การใช้เครื่อง EC มิเตอร์
วัสดุและภาชนะปลูก
การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ในภาคตะวันตก
การศึกษาวิจัย
การผลิตพืชผักเชิงพาณิชย์
เงื่อนไขในการผลิตพืชแบบไฮโดรโปนิกส์เชิงพาณิชย์
ต้นทุน-ผลตอบแทน
การตลาด
ความรู้ของเกษตรกร
ผู้บริโภคและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม
ประโยชน์ของการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์ต่อการเกษตรไทยในอนาคต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com