สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สังฆาธิปไตย

บทส่งท้าย

แนวคิดทางการปกครองทั้ง 2 รูปแบบนี้คือระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและ ระบอบการปกครองสังฆาธิปไตยนั้นมีส่วนที่คล้ายคลึงกันหลายประการ เช่น หลักสิทธิ หลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาค ดังที่กล่าวมาข้างต้น แม้คำว่า ประชาธิปไตย อันหมายถึงระบอบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่, การถือเสียง ข้างมากเป็นใหญ่ จะมีความคล้ายคลึงกับคำว่า สังฆาธิปไตย ที่หมายถึงระบอบการปกครองที่ถือสงฆ์, หรือเสียงส่วนใหญ่ หรือเสียงทั้งหมดก็ตาม แต่ก็มีอีกหลายส่วนที่ประกอบกันและมีความที่ไม่เหมือนกันหรือเทียบเคียงกันไม่ได้ เช่น

  • ก.อำนาจนิติบัญญัติ จะเทียบกับพุทธบัญญัติในส่วนที่มีกฏเกณฑ์ในการยึดถือปฏิบัติในส่วนรวมนั้นได้ แต่หากดูความที่มาของอำนาจ การบัญญัติกฎหมาย เพราะไม่มีส่วนร่วมของสงฆ์โดยตรง ถ้าจะมีก็เป็นเพียงการกระทำผิดของภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแล้วพระพุทธเจ้าก็เรียกสงฆ์มารับรู้แล้วจึงทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
  • ข.อำนาจบริหาร เมื่อดูการจัดองค์กรของคณะสงฆ์แล้ว ไม่ตรงกับการบริหารจัดการในทฤษฎีของประชาธิปไตยที่เน้นกลุ่มผลประโยชน์ การแข่งขัน การตั้งพรรค การเลือกตั้ง เป็นเพียงแต่การร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความสามัคคีและความผาสุกโดยมุ่งไปที่ความหลุดพ้นเป็นหลัก และที่สำคัญสงฆ์ไม่มีการติดยึดในอำนาจ ไม่มีวาระในการดำรงตำแหน่ง
  • ค.อำนาจตุลาการ มีกลุ่มพระวินัยธรที่คอยจะตรวจสอบและวินิจฉัยภิกษุผู้กระทำความผิด และอำนาจนี้ที่พอจะใกล้เคียงมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม อำนาจทั้ง 3 ส่วนก็ไม่ได้ถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ไม่ได้แยกออกเป็นกลุ่มอำนาจที่ชัดเจนเหมือนอย่างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

เมื่อจะมองดูในเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์ก็ไม่ชัดเจนที่มีก็เห็นแต่พระเถระผู้ใหญ่ที่มีลูกศิษย์มาก เช่น พระสารีบุตร, พระมหาโมคคัลลานะ, พระมหากัสสปะ, พระยส หรืออย่างพระที่เคยเป็นชฎิล 3 พี่น้องก็ตาม แต่ท่านเหล่านั้นเมื่อบวชเข้ามาแล้วก็ละลายพฤติกรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับคณะสงฆ์ ไม่มีมุ่งเล็กมุ่งน้อยหรืออำนาจต่อรองใดใด

เมื่อวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมที่เหล่าภิกษุแสดงออกในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการปกครองมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับความสนใจที่แตกต่างกัน Robert Dahl ได้แยกประเภทของคนตามลักษณะการมีส่วนรวมทางการปกครองออกเป็น 4 ประเภท ในหนังสือ Modern Political Analysis โดยอนุโลมให้เห็นไปตามหลักเกณฑ์ ได้ดังนี้



ก.พระที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครอง (Apolitical stratum)

มีเป็นจำนวนมากในสังคมสงฆ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุดมการณ์ที่แสวงหาความ หลุดพ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรูปแบบการปกครองที่เน้นอยู่ที่พระอุปัชฌาจารย์เป็นหลัก และที่สำคัญหมู่ภิกษุมักจะแยกย้ายกันประพฤติปฏิบัติธรรมตามถ้ำ ภูเขา ป่าไม้ หรือชอบที่จะหลีกเล้นตัวเองเพราะต้องการความสงบและมุ่งสู่พระนิพพานเป็นหลัก จึงไม่ค่อยจะมีภิกษุรูปใดคิดจะแสวงหาอำนาจทางการปกครอง หรือต้องการมีส่วนรวมทางการบริหาร เท่าที่ปรากฏก็มีพระเทวทัตกับพวกเท่านั้น

ข.พระที่ให้ความสนใจทางการปกครอง (political stratum)

คือมีความเอาใจใส่ต่อเหตุการณ์รอบข้างและมีความรับผิดชอบต่อองค์กรสูง เช่น พระสารีบุตรเถระ ที่เมื่อเห็นสาวกนิคนถ์แตกแยกกัน แย่งชิงและโต้ตอบกันภายหลังการสิ้นศาสดามหาวีระ จึงนำความแจ้งแก่พระพุทธเจ้าต่อหน้าสงฆ์และคิดที่จะรวบรวมพระธรรมวินัยให้เป็นหมวดหมู่อันเนื่องมาจากศาสดามหาวีระไม่ได้จัดเรียบเรียงคำสอนให้ดี อันแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพระมหาเถระในยุคนั้น อีกกรณีหนึ่งที่พระมหากัสสปเถระ ที่นำลูกศิษย์เดินทางมาเพื่อฌาปนกิจพระสรีระศพของพระพุทธเจ้า แล้วมีศิษย์รูปหนึ่งได้แสดงทัศนะที่ไม่เอื้อต่อพระธรรมวินัยจึงได้คิดที่ทำปฐมสังคายนา เพื่อให้เป็นหลักฐานให้มั่นคงสืบไป เป็นต้น พระมหาเถระเหล่านี้มีความเอื้ออาทรต่อพระศาสนา มีความสนใจสอดส่องและเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อนำมาปรับปรุงองค์กรให้เกิดความเข้มแข็งเจริญรุ่งเรืองขึ้น

ค.พระที่แสวงหาอำนาจ (Power-seekers)

พระเทวทัต พร้อมบริวารรวมทั้ง 5 รูป ถือว่าเป็นพระที่แสวงหาอำนาจทางการ ปกครองโดยกระทำการทุกอย่าง ทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยพยายามเข้าไปมีบทบาททางการปกครอง สร้างเงื่อนไข เคลื่อนไหว สร้างกลุ่มอำนาจเพื่อให้ได้มีอิทธิพลต่อนโยบายและการตัดสินใจขององค์กร แต่สังคมสงฆ์ไม่ยอมรับ ไม่ใช่เพราะเคารพในพระศาสดาหรือครูอาจารย์พระอุปัชฌาย์เป็นหลัก แต่มองเห็นว่าอุดมการณ์ที่เข้ามานั้นไม่ใช่ พระธรรมวินัยต่างหากที่เป็นวิถีทางสังคมของสงฆ์

ส่วนพระฉัพพัคคีย์ แม้จะมีการรวมกลุ่มกัน แต่เป็นไปเพื่อละเมิดกฎพระวินัยที่ยังไม่ได้บัญญัติอย่างระเอียด จนมีช่องว่างให้พระฉัพพัคคีย์ได้กระทำการท้าทายพระวินัยอยู่เนือง แต่ไม่ใช่เพื่อสร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อกดดันและต้องการอำนาจทางการปกครองอย่างกลุ่มของพระเทวทัต

ง.พระที่กุมอำนาจ (The powerful)

พระภิกษุในกลุ่มนี้ไม่มี แต่ที่เป็นโดยตำแหน่งก็คือพระอุปัชฌาย์, พระเถระ, พระปัพพชาจารย์, พระอนุสาวนาจารย์, พระกรรมวาจาจารย์, พระโอวาทาจารย์ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ปกครองเฉพาะในหมู่ลูกศิษย์ของตนเองซึ่งมักจะเป็นการอบรม สั่งสอน แนะนำ เพื่อให้ศิษย์ไปบำเพ็ญเพียรด้วยตัวเอง นอกจากว่าศิษย์จะพ้นนิสัยมุตตกะ คือมีพรรษาพ้น 5 พรรษาขึ้นไป โดยมีจำเป็นต้องอยู่กับพระอุปัชฌาย์อีกต่อไป

ถึงอย่างไรก็ตามการปกครองทั้ง 2 รูปแบบเมื่อจะนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว พอจะให้เห็น ถึงคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละระบอบได้ ดังนี้

ประชาธิปไตย

  1. แสวงหาอำนาจ โดยมีกลุ่มผลประโยชน์
  2. ใช้อำนาจ-นโยบาย-เพื่อรักษาอำนาจ
  3. การเลือกตั้ง-การมีส่วนร่วม

ไม่เน้นคุณธรรมจริยธรรม เน้นแต่เพียงชนะตามกฎกติกา

สังฆาธิปไตย

  1. แสงหาความหลุดพ้น-สุขภาพจิต
  2. ใช้องค์กร เพื่อความผาสุก ความสามัคคีพร้อมเพียงกัน
  3. เสียสละเพื่อทำงานส่วนรวม เมื่อมีผู้มาแทน ดีใจรีบไปบำเพ็ญบารมี
  1. บทนำ
  2. สังฆะ
  3. อธิปไตย
  4. สังฆาธิปไตย
  5. บทส่งท้าย
  6. บรรณานุกรรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

» เงิน
ระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของหรือการแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้า ต่อมาได้ใช้สิ่งของเป็นสื่อ เช่น เปลือกหอย ผ้าขนสัตว์ หนังสัตว์ เกลือ ใบชา ใบยาสูบ

» ปรมนุตรสุญญตา
ว่างหมด คือ ปรมนุตรสุญญตา อะไรว่างหมด กาย ว่างหมด เวทนา ว่างหมด จิต ว่างหมด ธรรมชาติ ว่างหมด

» กฎบัตรสหประชาชาติ
บรรดาประชาชนแห่งสหประชาชาติ ได้ตั้งเจตน์จำนง ที่จะช่วยชนรุ่นหลังให้พ้นจากภัยพิบัติแห่งสงคราม ซึ่งได้นำความวิปโยคอย่างสุดจะพรรณามาสู่มนุษย์ชาติในชั่วชีวิต

» กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส
ไทยต้องยินยอมเสียดินแดนบางส่วนไป เพื่อรักษาเอกราชและดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ทำให้พื้นที่ประเทศไทยเหลืออยู่เพียง 513,600 ตารางกิโลเมตร

» เพลงพื้นบ้าน
เพลงของชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นประดิษฐ์แบบแผนการร้องเพลงของตนไปตามความนิยม และสำเนียงภาษาพูดที่เพี้ยนแปร่งแตกต่างกันไป

» วิถีโลก
เพื่อให้สามารถนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพสังคม เศรษฐกิจการเมืองและการปกครองของสังคมไทยและโลก ไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้

» ประเทศไทยในอดีต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต หลายเรื่องเป็นเรื่องที่น่าจะได้ทราบไว้เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ และความสัมพันธ์เชื่อมโยงไปยังเรื่องอื่น ๆ

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-