Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มหาเวสสันดรชาดก
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 3
ทาน
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
ทานกัณฑ์ 109 คาถา

..อันนึ่งช่อน้อยและทุงไชย ยกย้ายใยปกหัวรถ หื้อปรากฏหันแต่ไกล ไฟมีในที่ใดก็ปรากฏหันฅวันมา ท้าวพระยาก็ปรากฏแก่บ้านเมืองว่าเป็นใหญ่ ชายผู้เป็นผัวย่อมปรากฏแก่ญิงทังหลายในโลก เมื่อผัวทุกข์โสกยากไร้ หาเข้าของบ่ได้เข็ญใจ ญิงผู้นั้นไปตามบ่ขาด ยามเมื่อผัวเสวยราชะสมบัติ เป็นกระษัตริย์ตนใหญ่ ญิงผู้นั้นก็ปรากฏทรงยสเป็นดีกับด้วยผัวตนดั่งอั้น ญิงผู้นั้นเทวดาก็สักเสริญเยินยอ ว่านางกระทำการอันกระทำยาก เมื่อผัวทุกข์ยากก็บ่ละเสีย เหตุนั้นข้าขอลาลดปลดผ้ากาสี ไปนุ่งผ้าเปลือกชีตามผัว..

ตสฺสตฺถุฯ ผุสฺสตีปิ โข เทวี ปุตฺตสฺส เมกฏกสาสนํ อากตํ กินฺนุโข กโรติ อหํ กตฺวา ชานิสฺสามีติ ปฏิจฺฉนฺนโยเคน กนฺตวา สิริสยนคพฺภตวาเร ฐิตา เตสํ สลฺลาปํ สุตฺวา กลูนํ ปลีเทวํ ปริเทวิติ ฯ

ล่ำดับเทสนามา ในเมื่อกระษัตราสองพี่น้อง ยังอยู่ในห้องเมื่อจากัน เบื้องบันนางราชะผุสสดี จิ่งมีราชะร่ำเพิงว่า ข่าวสารอันแสบเนื้อร้อนใจเฅือง ได้มารอดเทิงลูกกูสันนี้ จักเป็นหตุสันใด ควรกูไปหาจักรู้และ

ว่าอั้นแล้ว นางแก้วก็ไปด้วยยัวยานฅำ อันกางกั้งดีแล้วไส้ ก็ไปยืนอยู่ประตูใกล้ห้องนอน อันบวรสรีสวัสสดีชื่นช้อย ก็ได้ยินยังถ้อยเจียรจา แห่งสองปุตตาจะไจ้ นางก็ร้องไห้นักหนา ควรขะสดกรุณามากนักวันนั้นแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห เตสํ ลาลปิตํ สุตฺวา ดั่งนี้เป็นเค้าพระเจ้าว่า ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย นางสายใจผุสสดีตนแม่ เชื้อท้าวแต่ราชะวงษา ได้ยินคำจาถี่ถ้อย จาอ่อนอ้อยแห่งลูกทังสององค์ นางบ่อาจจักทรงตนอยุ่ได้ ก็ร้องร่ำไห้ไปมา ว่าควรกูกินยาพิษง้วนตายอนาถ อันนึ่งก็ปาวตกปราสาททังหลาย อันนึ่งจักผูกฅอตายด้วยเชือก ลูกกูทานช้างเผือกหัตถา ชาวพาราข้ำเขือกขับลูกกูหนี ลูกกูดีร่ำเพิงทานจะไจ้สันดี หาฅวามตระหนี่บ่ได้ เป็นที่เข้าไปใกล้แห่งยาจกฅนยาก อุปฐากพ่อแม่ ครบยำเถ้าแก่วงษา เป็นใหญ่กว่าท้าวพระยาและพี่น้อง บ่ผิดแผกข้องสันใด ชาวเมืองทังหลายดั่งรือมาขับลูกกูหาโทษบ่ได้ หื้อหนีจากเมืองไปนั้นชา ฯ

นางพระยาไห้สันนี้แล้ว ก็เล้าโลมลูกแก้วสายใจ แล้วไปสู่บรมท้าวสญไชยตนเป็นผัวแล้ว นางแก้วร้องไห้กล่าวคาถาว่า มธูเนว ปลิตานิ อมฺพาว ปติตา ดั่งนี้ ข้าแด่มหาราชะเจ้า รวงเผิ้งอันตัวแม่มีแหลม อันแก่เฝ้าแหนมบ่ได้ ฅนเข้าใกล้เอากินง่ายสันใด อันนึ่ง ไม้ม่วงต้นใดเป็นลูก หาฅนผูกรักษาบ่ได้ เทียรย่อมเป็นไปแก่ฅนสาธารณ์สันใด บ้านเมืองแห่งมหาราชะเจ้า จักเป็นสาธารณะ แก่ท้าวพระยาทังหลาย ต่างประเทศ เหตุมหาราชะเจ้า ขับลูกเต้าตนหนี คันพระบุญมีเจ้าแก่เถ้าถอยริพล หาลูกตนจักครอบงำบ่ได้ ก็จักซบเซาเหงาในองค์ เป็นดั่งราชะหงษ์ปีกหักทังคู่ ซบเซาอยู่เหนือเปือกตมนั้นแล ฯ บัดนี้มหาราชะเจ้า ขับลูกเต้าหื้อพรากหนี เหตุฟังคำชาวสีพีสนส่อ ท้าวบ่ทันต่อพิจารณาขอพระราชะเจ้า อย่าได้ขับลูกเต้าเราหนีแด่เทอะ ฯ

พระยาสรีสญไชยได้ยินดั่งอั้นจิ่งกล่าวว่า ดูรานางผุสสดี ท้าวพระยาตนใด ปฏิบัติบ่ชอบใจ ชาวเมืองขับไล่หนีไปตามจารีต เราก็บ่รีตตามโบราณ จักอนุขับตามชาวเมืองมากล่าว จักขับลูกเต้าเราไป บ่ใช่เกิดแต่ใจกูตนพ่อ ลูกรักหน่อสายใจ กูรักเพียงหรทัยฅะฅ้อย และนา ฯ

ส่วนนางราชะผุสสดี ยินคำบ่ดีขะสดอยู่บ่ได้ ก็ร้องร่ำไห้ไปมา ว่าอันหมู่ช่อน้อยทุงไชย หยาดยายใยไปก่อนหน้า ฝูงหมู่ม้าอานฅำ รุ่งเรืองงามดั่งดอดกัณณิกา มาวังวาแวดล้อม ย้อมยสะเจ้าลูกกูไป บัดนี้ลูกกูจักได้ละหมู่ช่อน้อยทุงไชย เข้าสู่ป่าดงไพรตนเดียว ดั่งรือนั้นชา ฯ

ลูกกูเคยอยู่อุดม มีฉากโฉมโนมอันงาม เข้าเครื่องแรเหลืองดั่งปีกแมงฅ่อมฅำ โยธาหาญลางพร่องเข้าแรแดง เหมือนดั่งรัสมีแสงพระอาทิตย์ ออกมาเป็นปริวารแวดล้อม ไปก่อนหน้าและตามหลัง วันนี้ลูกกูผู้นึ่งผู้เดียว จักเข้าสู่ดงเขียวป่าไม้ดั่งรือจักได้นั้นชา ฯ

ปั้นดั่งนางราชะมัททีสรีสะไภ้ราช เคยอยู่ห้องปราสาทอันมีสรี เคยนุ่งผ้ากาสีแพงค่า บัดนี้นางจักไปอยู่ป่า นุ่งผ้าเปลือกไม้ครองฅา ดั่งรือนางพระยาจักอดได้ อิ่นดูสะไภ้สายใจ นางเคยไปด้วยยัวยานสีวิกาย(เสลี่ยง) บัดนี้นางจักไปด้วยตีนเปล่า แท้แล ฯ

อันนึ่งนางพระยาไปในที่ใด ย่อมมีนางนาสนมตามไปบ่ขาด บัดนี้เป็นทุกข์อนาถจักเข้าป่าไม้ดงเขียว สะไภ้แม่ผู้เดียวดั่งรือจักไปได้นั้นชา แต่ก่อนมาคันนางได้ยินเสียงจิ้งจอก อันออกมาร้องละแวก ได้ยินเสียงนกเค้าแยก อันมาร้องแขวกกลางฅืน นางตกใจตื่นหนังหัวพองใจสั่น เป็นดั่งแม่มดอันผีเข้าทือฅิง ดั่งรือนางญิงจักอดได้ เสียงนกในป่าไม้ปูนกลัว นั้นชา ฯ

ยามนั้น นางนาสนมชาวแม่ นางเถ้าแก่เรือนหลวงทังหลาย ได้ยินเสียงสายแหบไห้ แห่งนางนาถไท้ผุสสดี ยินตกใจบ่ดีขะพ่า ก็พากันมาชุ่มนุมกันมากนักและ ฅนทังหลายอันอยู่ในกระกูลทังสอง บ่อาจจักทรงตนอยู่ได้ ก็ร้องร่ำไห้ต่าวไป เป็นดั่งไม้รังอันลมมาเพิกพัด ก็ร้องไห้มากนักหนาสันนั้นแล ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตสฺสา ลาลปิตํ สุตฺวา สพฺพา อนฺเต ปุเร พาหา ปัคคยห ดั่งนี้เป็นต้น ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย นางนาสนมชาวแม่ นางเถ้าแก่สีวิกัญญา ทังลูกเสนาและลูกท้าว มาชุด้าวชุ่มนุมกัน คันหันนางราชะผุสสดีร้องไห้ เขาก็อดบ่ได้ก็ร้องไห้ท่าวไป เป็นดั่งไม้รังอันลมเพิกพัดไปมา ในราชะมณเฑียรแห่งพระยาสีวิราชนั้นแล ฯ

อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้นพระมหาสัตว์เจ้า ตกวันลูนรุ่งเช้ากินงาย เจ้าก็ขงขวายอาบองค์สรงเกษเกล้า นุ่งเครื่องท้าวพระยา เสวยเข้าน้ำโภชนาหาร อันมีรสหลายประการต่าง ๆ มีหมู่ฅนหลายแวดล้อมเป็นปริวาร ก็ไปสู่กว้านทานเมื่อยามเช้า เพื่อจักหื้อเข้าของเป็นทาน จิ่งปลงอาชญาวางแก่อามาตย์ว่า

วตฺถานิ วตฺถกามานํ โสรทานํ เตถ วารุณี โภชนํ ดั่งนี้ ดูราอามาตย์ทังหลาย ฝูงฅนใดมีใจใฝ่มักใคร่ได้เสื้อผ้าชิ้นปลาอาหาร ท่านจุ่งดาทานอย่าหื้อขาด อย่าได้ตีและด่ายาจกทังหลาย จุ่งหื้ออิ่มด้วยเข้าน้ำอาหาร ฯ

เตสุมคฺคา กิลนฺตาว ยาจกทังหลายอดบ่ได้ ก็ร้องไห้กลิ้งเกลือกไปมา ว่าในเมื่อมหาราชะเจ้าตนบุญแผ่ หื้อจ่ำเริญแก่ชาวสีพี จักหนีเจียรจากไปบ่อยู่ ผู้ข้าทังหลายจักหาที่เพิ่งบ่ได้ เป็นดั่งต้นไม้อันมีร่มกว้าง อันท่านหากอ้างตักเสีย นั้นและฯ โภณฺโต ดูราชาวเราทังหลาย ไม้มีต้นลูกล้วนดอกบานงาม มีร่มกว้างฉายา เกิดมาในที่ใกล้ทาง เป็นที่อาไสรแห่งฅนทังหลาย ผู้ใดผู้นึ่งตัดต้นไม้นั้นเสียสันใด ชาวเมืองสีพีมีโกธะอันมาก ขับพระยาเวสสันตระราช หื้อพัดพรากเมืองไป ก็อุปไมยดั่งอั้นและ ฯ

ดูราชาวเราทังหลายมวลมาก กรียาอันขับเจ้าพระยาเวสสันตระราช หื้อพลัดพรากจากพารา ด้วยคำชาวเมืองมาสนส่อ แก่ท้าวตนพ่อลวดขับหนี เป็นอันบ่ดีบ่ชอบ บ่ประกอบด้วยธัมม์ ท่านหื้อทานช้างม้าและรถ ปรากฏได้และสิ่งและเจ็ดร้อย สัตตมหาทานอันนี้ ผิและมีเมื่อใดดั่งอั้น ในกาละเมื่อนั้นอัศจรรย์เกิดก้อง เป็นต้นว่าแผ่นดินร้องและดอยคราง เป็นดั่งว่าจักพังไป ควรพืสะเพิงกลัวหนังหัวพองเกิดมี ด้วยเตชะฤทธีแห่งปริจาคเจตนา แห่งมหาสัตว์เจ้านั้นแลฯ

ในกาละนั้น เทวดาทังหลาย ก็ไปบอกกล่าวแก่พระยาทังหลาย ในสกละชุมพูท๎วีปว่า พระยาเวสสันตระเจ้าตนเป็นใหญ่ จักปลดไป่หื้อเป็นทานแล้ว ท้าวตนแก้วจักเข้าสู่ป่าไม้หิมพานต์ว่าอั้น ฯ เหตุนั้น ท้าวพระยาทังหลายมวลมาก ก็มารับทานจากเจ้าเวสสันตระบุญเรือง แล้วก็กลับไปสู่บ้านเมืองแห่งตน ด้วยเหตุเทวดาบันดลนั้นแล ฯ

พระมหาสัตว์เจ้าหื้อทานวันนั้น ก็เป็นกาละอันฅ่ำ ตาวันตกต่ำลับดอยไป เจ้าก็ไปสู่ปราสาทราชมณเฑียรแห่งตนแล้ว ตนแก้วจิ่งร่ำเพิงว่า กูจักไปไหว้สา สั่งอำลายังพ่อแม่เจ้า ด้วยราชะรถอันดี ส่วนนางราชะมัททีก็ฅนิงใจว่า กูจักไปตามพระยาเวสสันตระราช จักขออนุญาตโอกาสไปดี นางเทวีก็ไปกับด้วยพระมหาสัตว์เจ้านั้นแล ฯ ส่วนพระมหาสัตว์เจ้า ก็เข้าไปไหว้ยังพระราชะปิตา บอกกรียาอันจักไปวันนั้นแล ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อามนฺตยิตฺถ ราชานํ สญฺจยํ ธมฺมิกํ วรํ อวรุทฺธสิ มํ เทว วํกํ กจฺฉามิ ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย พระยาเวสสันตระราช ก็เข้าไปสู่ปราสาทพระราชปิตา ว่าข้าได้ประสาทหื้อเป็นทาน ยังช้างสารแห่งข้า มหาราชะเจ้าก็ว่าบ่ดี ขับข้าก็จักหนีบ่อยู่ จักเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์ อันว่าท้าวพระยาตนใด บ่อิ่มในกามคุณ 5 ดั่งอั้น ท้าวพระยาฝูงนั้นย่อมเข้าอำนาจ แห่งมัจจุธัมม์ด้วยอันหลงนักแล มีสันใด มหาราชะเจ้าก็จักเป็นดั่งอั้นชะแล ฯ

ส่วนข้าผู้ลูกหากสุขยินดี ด้วยสรีสัมปัตติแห่งตน หื้อทานช้างมงคลตัวประเสริฐ อันเกิดมาแต่บุญสมพานแห่งข้า พระเจ้าฟ้าฟังคำสนส่อ ว่าข้าจักหล้มหล่อเมืองเสีย ขับข้าหนีไกลส่ำ ข้าจักไปพ่ำเพ็งบุญรวายตรี คือเมตตาปารมีในป่าไม้ จิ่งไหว้อำลามหาราชะเจ้า วันนี้ชะแล ฯ

พระมหาราชะเจ้ากล่าวอำลา ยังพระปิตาธิราชสันนี้แล้ว ตนแก้วก็ไปสู่สำนักแห่งพระราชะมารดา อำลานางพระยาตนแม่ ขออนุญาตแต่นางผุสสดี ว่าข้าแด่แม่เทวีเจ้าฟ้า ขออนุญาตหื้อข้าบวชเป็นชี กรียาอันบวชเป็นระสีอยู่ในป่า เป็นที่เพิงใจแก่ข้าพ้นประมาณ ข้าได้หื้อทานช้างแห่งข้า พร่องก็ว่าข้านี้ร้ายบ่ดี เหตุชาวสีพีมาสนส่อ ว่าข้าจักหล้มหล่อเมืองเสีย จิ่งขับข้าหนีออกจาก หื้อพลัดพรากเมืองไป ข้าจักไปเสพทุกข์ในป่ากว้าง เป็นที่อยู่แห่งแรตช้างเสือหมี บวชเป็นระสีในป่าไม้ จักได้กระทำบุญไปไจ้ ๆที่นั้น

นางราชะผุสสดี ได้ยินคำภูมีตนลูก จิ่งต้านถ้อยถูกคาถาว่า อนุชานามิ ตํ ปุตฺตา ดูราเจ้าลูกรักแก่แม่ แม่ก็อนุญาตแก่ปุตตา จักไปจำศีลภาวนาในป่าช้าง เพื่อเสพสร้างเสวยบุญ อันจักเป็นคุณแก่เจ้า ตราบต่อเท้ายาวชีวํ ด้วยมีแท้ดั่งนางมัททีงามบ่เส้า จุ่งหื้ออยู่กับด้วยลูกเต้าทังสอง นางจักปองกระทำดั่งรือได้ ในป่าไม้หิมพานต์ ฯ

เมื่อนั้น พระยาเวสสันตระบุญกว้าง จิ่งกล่าวอ้างกับมารดา ว่าข้าแด่แม่พระยาเป็นเจ้า ข้าบ่มักชวนผู้อื่นใดไป แม่นข้าญิงชายช่วยใช้ ข้าก็จักบ่ได้เอาไป ผิว่านางมัททีมีใจมักใคร่ ติดตามไต่เข้าไป ก็จุ่งตามใจนางเป็นใหญ่ ผิว่าบ่มักใคร่ไปทวย ก็จุ่งอยู่กับด้วยพระแม่เจ้า และลูกเต้าทังสองแด่เทอะ ฯ

ตโต ราชา เมื่อนั้นท้าวสญไชยตนปู่ จักขอหื้อสะไภ้อยู่กับหลาน จิ่งกล่าวคำหวานอ่อนอ้อย จาถี่ถ้อยคำงาม ว่าดูรานางนงรามมัททีสรีสะไภ้ นางเคยไล้ลาทาด้วยจันทน์ทุกฅ่ำเช้า บัดนี้เจ้าว่าจักได้ทรง เหื่อไฅลไหลลงยะยว่าง อันนึ่งนางเคยนุ่งผ้ากาสีแพงค่า บัดนี้เจ้าจักเข้าสู่ป่า นุ่งผ้าเปลือกไม้และครองฅา ดั่งรือนางจักอดได้ ทุกข์ในป่าไม้เที่ยงจักมี เชิญเจ้ามัททีอดอยู่ ค่อยเลี้ยงหลานปู่ในเมืองเทอะ ฯ

ที่นั้น นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้ปิตา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า คันว่าข้าได้พลัดพราก จากลูกเจ้าราชชื่อว่าเวสสันดร แม่นได้นอนบนปราสาทแล้วด้วยฅำ มีนางนาสนมแวดล้อม แหนแห่อ้อมเป็นปริวาร ก็หาฅวามสำราญบ่ได้ ข้าจักไปสู่ป่าไม้ เป็นเพื่อนพระเหง้าไธ้ราชะสามี ชะแล ฯ

เมื่อนั้นพระยาสญไชยจิ่งกล่าว ว่าดูราเจ้ามัทที ในคิรีป่าไม้ อันเป็นป่าใหญ่ดงหนา มีกำลังอุตสาหะยาก เป็นที่ล้ำบากแท้ดีหลี สัตว์ในดงรีปูนกลัวฅือแมงบ้ง ยอย่งหัวเต้นไต่ขบเจ็บ มีทังชักเข็บและแมงป่อง เหลือกและยุงบินยะย่องยะไย แม่เผิ้งไต่ตอมตน ประการนึ่งงูเหลือมตัวใหญ่ หาพิษบ่ได้อยู่ในดงไพร ประการนึ่งมันมีกำลังมากนักหนา นอนขวางคาอยู่ข้างแม่น้ำ หันสัตว์ใดมาถูกบ้วง ย่อมกระหวัดเกี้ยวล้วงลอบลืนกิน อันนึ่งหมีเถ้าดำใหญ่หม้า เป็นเนื้อกล้าฅะนอง มันปองขบฅนเลยไล่ คาบคว้าได้หื้อตาย แม่นผู้ชายแล่นขึ้นต้นไม้ ก็บ่พ้นได้สักฅน อันนึ่งฅวายเถื่อนดงเป็นหมู่ ลี้อยู่ข้างแม่น้ำโสตุมนที มีเขารีปลายเหลี้ยมขวิดแม่น หันฅนแล่นเข้าขวิดมาทอด อันนึ่งจักได้หันแม่งัวเถื่อน อันขางลูกไจ้ ๆ หันฅนมาใกล้แล่นเข้าขวิด ดั่งรือชีวิตเจ้าจักรอดได้ ประการนึ่งเจ้าจักได้หันหมู่ค่างและวอก อันรู้หลอนหลอกหน้าฅน มันอยู่บนค่าคบไม้ ควรกลัวได้เป็นภัย ลูกพ่อมีขวัญอ่อนนักหนา มาตรว่าได้ยินเสียงสิงคาระจิ้งจอก ออกมาร้องในเมือง เจ้าย่อมเฅืองตกใจสะดุ้ง จิตซว่านฟุ้งขวัญหนี ฯ

ยามนั้น นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้สญไชย ว่าข้าแด่พระจอมใจหน่อฟ้า เจ้าได้บอกข้าเถิงภัย ข้าจักอดใจบ่อยู่ จักไปเป็นคู่พระราชะเจ้าเวสสันดร ข้าจักเพิกเสียใบฅาและหย่อมหญ้า ทังแขมแฝกหญ้าฅมบาง จักนำทางไปก่อนหน้า ลูกเจ้าฟ้าเทียวไปและนา ฯ

ข้าแด่พระราชะเจ้า กุมารีสรีหนุ่มเหน้า จักได้ผัวผู้เสมอใจ อันจักได้นั้นด้วยยาก กระทำปฏิบัติมากหลายประการ มีประธานว่าผ้าเกี่ยวท้องน้อยหื้อแอวกลม รักษาถานานมบ่หื้อหย่อน อาบน้ำเมื่อเช้าก่อนงาย ยามเมื่อร้อนกระหายซ้ำผิงไฟเล่า เนื้อบ่เส้าจิ่งได้ผัวดีเสมอใจ สภาวะอันเป็นแม่ร้างลามผัว เป็นที่กลัวแก่ญิงในโลก เหตุอันได้ทุกข์โสกเหลือใจ ข้าจักไปบ่อยู่ ขอไปเป็นคู่ลูกพระยาพอสอง ฯ

ข้าแด่พระราชะเจ้า ชายผู้ใดมีเชื้อชาติอันถ่อย บ่ควรกินซากเข้านางท้าวพระยา พายลูนมาเขารู้ว่านางนั้นเป็นแม่ร้าง ทุกปากอ้างชิงกัน ชายผู้ถ่อยมาผันเป็นชู้ แม่นมันบ่สู้ก็กุมกอดลากเอาไป สภาวะอันเป็นแม่ร้างนี้ทุกข์ถนัดใจแก่ฝูงญิงในโลก เหตุดั่งอั้นข้าขอไปบ่อยู่ ฯ

ข้าแด่พระราชะเจ้า ชายทังหลายย่อมดูแฅวนญิงอันหาผัวบ่ได้ คันเข้าใกล้ย่อมสวมจับเอาผม ยอทอดกุมคัดกอด เยียะต่อหน้าฅนทังหลาย หื้อละอายขายหน้า เหตุนั้นข้าอยู่ผู้เดียวบ่ได้ จักเข้าป่าไม้ตามผัว ชะแล ฯ

อันนึ่ง ผู้ชายทังหลาย ฝูงมีใจจงใฝ่ มักใจใคร่ได้แม่หม้ายแม่ร้าง เขาย่อมขัดล้างเลาเอาผิว นุ่งผ้าเสื้อดีอันใหม่ ใส่ใจว่าตัวเขาดีงาม มีเข้าของสะเล็กสะหน้อย ก็เอามาอ่อยหื้อแก่ญิง คันเข้าใกล้ก็ม่ายเป็นชู้ แม่นบ่สู้เขาก็ชักท่าวเหนือดิน เหมือนดั่งกาตอมนกเค้าช้าง ช่างลู่ปากอ้างชิงกัน นั้นและ ฯ อปิญาติกุเล ทิเต อันนึ่งญิงอันหาผัวบ่ได้ แม้นอยุ่ใกล้พี่น้องกระกูล มีเครื่องเงินฅำทูนตังไว้ ก็ยังได้ยินคำด่าหย้อท้อมา แก่ญาติกาพี่ญิงน้องชาย ทังมิตรสหายเพื่อนบ้าน ท่านเทียรย่อมต้านดูแฅวน ข้าขอไปทวยพระบาทไธ้ เข้าป่าไม้ตามผัวและนา ฯ

นคฺคา นที อนูตกา แม่น้ำใดหาน้ำบ่ได้ โลกกล่าวไว้ว่าแม่น้ำเปล่าดาย บ้านเมืองใดหาเจ้านายเมืองบ่ได้ เมืองนั้น ไส้ท่านกล่าวว่า เป็นเมืองเปล่าเสียสรีมีสันใด ญิงทังหลายฝูงใดมีพี่ชายได้และสิบฅน พ้อยหาผัวบ่ได้ ญิงทังหลายฝูงนั้น ท่านกล่าวว่าแม่ร้าง ทุกปากอ้างชิงกันเอา ธโช รถสฺส อันนึ่งช่อน้อยและทุงไชย ยกย้ายใยปกหัวรถ หื้อปรากฏหันแต่ไกล ไฟมีในที่ใดก็ปรากฏหันฅวันมา ท้าวพระยาก็ปรากฏแก่บ้านเมืองว่าเป็นใหญ่ ชายผู้เป็นผัวย่อมปรากฏแก่ญิงทังหลายในโลก เมื่อผัวทุกข์โสกยากไร้ หาเข้าของบ่ได้เข็ญใจ ญิงผู้นั้นไปตามบ่ขาด ยามเมื่อผัวเสวยราชะสมบัติ เป็นกระษัตริย์ตนใหญ่ ญิงผู้นั้นก็ปรากฏทรงยสเป็นดีกับด้วยผัวตนดั่งอั้น ญิงผู้นั้นเทวดาก็สักเสริญเยินยอ ว่านางกระทำการอันกระทำยาก เมื่อผัวทุกข์ยากก็บ่ละเสีย เหตุนั้นข้าขอลาลดปลดผ้ากาสี ไปนุ่งผ้าเปลือกชีตามผัว

สภาวะอันเป็นแม่หม้ายร้าง ทุกข์อ้างว้างถนัดใจ แก่ญิงทังหลายในโลก คันข้าได้พลัดพรากจากลูกพระเจ้าฟ้า แม่นได้เป็นใหญ่เหนือหน้าแผ่นดิน แม่นมีน้ำสมุทรถีบเป็นแดน แม่นมีเงินฅำแก้วแหวนกองใหญ่ ก็หาสุขบ่ได้สักอัน ญิงผู้ใดเมื่อผัวตนดีใสุขบ่พรากข้าง ยามเมื่อได้ร้างจากสมบัติ มีใจบ่เอื้อไปเพื่อท่านผู้อื่น มักตื่นสุขสนุกแก่ตัว ข้ากลัวใจแม่ญิงฝูงนั้น เป็นอันกล้าหยาบนักหนา ข้าจักขับตามเขาบ่ได้ จักตามเข้าป่าไม้ตามผัว ชะแล ฯ

มหาราชา มทฺทึ สพฺพํคโสภณํ เมื่อนั้น ท้าวสญไชยตนพ่อ จิ่งจาต่อนางมัททีว่า พ่อจาคำดีต้านต่อ เจ้าบ่มีใจม่อขับตาม จักเข้าดงรามป่าไม้ พ่อก็บ่ห้ามได้ตามใจ เท่าว่าสรีนงไวยหลานปู่ เจ้าจุ่งละหื้อไว้อยู่ปราสาทมณเฑียร พอหื้อพ่อได้หันหลานก่ำพร้า เหมื่อนดั่งได้หันหน้าเจ้าทังสองนั้นเทอะ ฯ ราช ปุตฺตี เมื่อนั้น นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้ปิตา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า ลูกเต้าข้ารักเหมือนชีวิต บ่อาจจักปิดไป่ไว้ได้ เผือข้าทังสองจักยินดีในป่าไม้ เพราะได้หันหน้าลูกไธ้ทังสอง และนา ฯ

เมื่อนั้น ท้าวปรมสญไชยจิ่งกล่าว ว่ากุมารหลานทังคู่ เคยอยู่เสวยเข้าน้ำอาหาร มีรสหวานหลายประการ เจือจานด้วยชิ้นปลาอาหารดีด่าย หลานกูดั่งรือจักไปกินได้ ยังลูกไม้และหัวมัน ประการนึ่ง หลานกูเคยไปแอ่วเหล้น ด้วยยัวยานสีวิกายฅำบ่พราก ราชะรถม้าลากชอนไป หลานกูจักเทียวทางดั่งรือได้ ในกลางป่าไม้หนามหนา อันนึ่ง หลานกูเคยนอนในปราสาท อันองอาจด้วยช่อฟ้าและยองปลี มีปล่องดีหับไว้ บัดนี้หลานกูจักไปนอนแก่เค้าไม้ดั่งรือชา ฯ

อันนึ่ง หลานกูเคยนอนบนแท่นฅำวิลาศ มีเสื่อสาดลาดด้วยโกเชาว์(ผ้าขนแพะ)อันอ่อนสุขุมาลย์ บัดนี้หลานทังสองจักได้นอนเหนือหญ้า แข็งหยาบช้าชาชิง ดั่งรือจักนอนได้นั้นชา ประการนึ่งหลานกูเคยลูบไล้ ทัดดอกไม้ทาจันทน์มัน มีทังวันบ่ขาด ในปราสาทมณเฑียร บัดนี้หลานกูทังสอง จักไปทรงเหื่อไคลไหลหลั่งเต็มตน ประการนึ่งหลานกูเคยมีนางนาสนมแวดล้อม อยู่พัดอ้อมด้วยจามรี วีประหวัดกวัดไกวไปมา บัดนี้หลานกูจักไปอยู่ป่าไม้ หาฅนจักพัดวีบ่ได้ เหลือกและยุงไต่ตอมตน ชะแล ฯ

เอวํ ในเมื่อท้าวปรมสญไชยกระษัตริย์ ยังผ้งเจียรจาดั่งอั้น ฅืนนั้นก็เถิงเซิ่งอันรุ่ง สายฟ้าพุ่งขึ้นมา ฯ เมื่อนั้น นายสารถีจิ่งแต่งห้างราชะรถ ด้วยม้าสินธุสี่ตัวใหญ่ ก็นำไปไว้ที่ใกล้ราชะมณเฑียร ฯ ส่วนราชะมัททีสรีสะไภ้ ไหว้พ่อผัวแล้วสั่งอำลา นางนาสนมชาวแม่ นางเถ้าแก่เรือนหลวง แล้วก็เอาลูกแก้วทังสอง ขึ้นขี่ก่อนถ้ามหาสัตว์เจ้า ก็มีวันนั้นแล ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตมฺปรวิ ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพํคโสภณา ดั่งนี้เป็นเค้า พระเจ้าว่า ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ส่วนางราชะมัทที ตนเป็นลูกสาวสรีพระยามัททราช มียสะอาจลือซา งามโสภาแลบล้วน เนื้ออ่อนอ้วนสุขุมาลย์ คันอำลาพ่อแม่ผัวตนแล้ว ก็เอาลูกแก้วทังสองฅน ไปขึ้นขี่ราชะรถ ถ้ามหาสัตว์เจ้าตนเป็นผัวนั้นแล ฯ

ส่วนพระยาเวสสันตระผู้ทรงยส ก็เสด็จขึ้นขี่รถดาไป ที่ใดฅนทังหลายมีแฅวนมาก เจ้าก็หื้อสัญญาณรถราชไปขอสั่งอำลา ว่าดูราเถ้าแก่ พ่อแม่ทังหลาย ตูทังหลายพ่อแม่ลูก จักเอากันไปอยู่ป่าหิมพานต์ ท่านทังหลายจุ่งเอากันอยู่ หาพยาธิ์บ่ได้สวัสสดี จุ่งอย่ามีฅวามประมาท อย่าได้ขาดการกระทำบุญ จักเป็นคุณเมื่อหน้า ในฟากฟ้าเมืองสวรรค์ ว่าอั้นแล้ว ตนแก้วก็ออกจากเวียงไป ฯ

เบื้องบันนางราชะผุสสดีตนแม่ ก็หื้อฅนทังหลาย พ่ำเพ็งเกียนหื้อเต็มไปด้วยแก้ว 5 สิ่ง ประดับยิ่งเต็มเกียน ก็ใช้ไปสองตราบข้าง หื้อลูกกูวางตามใจเทอะ ฯ พระมหาสัตว์เจ้าก็ลาลด ปลดเครื่องประดับทังหลาย หื้อทานไป 18 ฅาบ แล้วก็ออกจากเวียงไป มีใจมักใคร่เหลียวดู ปราสาทราชะมณเฑียร ฯ ยามนั้น แผ่นดินหนา หาเจตนาบ่ได้ เหมือนดั่งมีจิตใจกระหวัดฅืน หื้อรถเหลียวยืนต่อ อว่ายหน้าล่อเวียงไชย เล็งแลไปยังปราสาท อันเป็นราชะมณเฑียรพ่อแม่แห่งตน ฯ

ยามนั้นอัศจรรย์เกิดก้อง เป็นต้นว่าแผ่นดินร้องดอยคราง ก็เกิดมีด้วยกรุณาอิ่นดูพระยาจักพราก หนีออกจากกันไป วันนั้นแล ฯ พระมหาสัตว์เล็งแลดูด้วยตนแล้ว จักหื้อนางแก้วมัททีเล็งแลดูเล่า จิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า อิงฺฆ มทฺทินิ สาเมหิ ดั่งนี้ ดูราราชะมัททีนุชนาฏ อันว่าปราสาทมณเฑียร อันควรสนุกเสถียรถูกเนื้อ เป็นที่อาไสรแห่งพ่อแม่ราตนประเสริฐ งามล้ำเลิศดั่งเวไชยนต์ เราจักเอาตนพลัดพราก หนีละจากไปไกล ยามนั้นพระมหาสัตว์เจ้าจักยังอามาตย์ อันเกิดสหชาติตามตน ได้หกหมื่นฅนเป็นขนาด เจ้าจิ่งหื้อเขาลีลาศฅืนสู่เมือง แล้วตนแก้วก็ขับรถจากกันไป จิ่งจากับน้องเหน้า ว่าดูราเจ้ามัทที ผิว่ายาจกฝูงใด มาตามขอราดั่งอั้น นางจุ่งพิจารณายาจกฝูงนั้น กูพี่จักหื้อทาน

ว่าอั้นแล้วนางแก้วราชะกัญญา ก็เล็งหายังยาจก อันจักมาขอทาน ยามนั้นพราหมณ์ 6 ฅนเป็นขนาด บ่อาจจักหื้อเมื่อยามมหาทาน เขาจิ่งติดตามมาพายลูน นางมัททีหันยาจกมาจิ่มใกล้ จิ่งบอกพระเหง้าไธ้ราชา ว่ายาจกมาว่าอั้น เจ้าก็เอารถยั้งถ้า ยาจกเข้าไปทันแล้ว ก็ขอเอาม้าแก้ว 4 ตัว มหาสัตว์เจ้าก็หื้อทาน แก่พราหมณ์ฝูงนั้น ก็มีวันนั้นแล ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตํ พราหม อนฺวาคนุ(ง) เต ตํ อสฺเส อยาจิสุ(ง) ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย พราหมณ์ทังหลาย 6 ฅนไปทันแล้ว ก็ขอเอาม้าแก้ว 4 ตัว พระยาเวสสันตระราช ก็หื้อปราสาทเป็นทาน ฯ

ในเมื่อมหาสัตว์เจ้าหื้อทานแล้ว หัวรถแก้วก็บ่ตกดิน ยังตั้งอยู่ในอากาศสิ่งเดียว ยามนั้นเทวบุตร 4 ตน ก็มาเนรมิตเพศเหมือนดั่งละมั่ง 4 ตัว เอาหัวมาซอนแอกแล้วลากชอนไป พระบัวไขกาบอ้า จิ่งจากับหน่อหล้ามัททีว่า ดูราเทวีน้องพี่ เจ้าจุ่งเล็งดูถี่ยังละมั่ง 4 ตัว อันมีรูปงามดั่งรูปฅำ ก็นำเอารถเราไป เหมือนดั่งม้าอาชาไนยชอนลาก ในกาละเมื่อเทวบุตร 4 ตน นำเอาหัวรถลากชอนไปดั่งอั้น ยามนั้นพราหมณ์ผู้นึ่งก็แล่นมาตามหลัง มาทันมหาสัตว์เจ้า แล้วก็ขอเอายังราชะรถแห่งเจ้า ก็ยังลูกเต้าและเมียตน หื้อลงจากรถแล้วก็ปลดไป่หื้อเป็นทาน แก่พราหมณ์ไปวันนั้นแล ฯ

คันท้าวหื้อรถเป็นทานแล้ว ก็หื้อนางแก้วราชะมัทที กับสองสรีลูกรักราช ก็หื้อคล้อยคลาดลงดิน ท้าวพระยาทังหลายพ่อแม่ลูก ก็เอากันไต่ทางไป พระมหาสัตว์เจ้า จิ่งจากับด้วยเจ้าราชกัญญา ว่าเจ้าจุ่งเอากัณหาผู้น้อง ยังปองว่ายังแฅวนเบา ส่วนตัวเราจักเอาชาลีตนพี่ อันยังแฅวนหนัก พระมหากระษัตริย์จากันสันนี้แล้ว ก็พากันอุ้มลูกแก้วทังสองไปวันนั้นแล ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺดต สตฺถา อาห ราชา กุมารํ อาทาย ราชปุตฺติจ ทาริกํ สมฺโมตมานา ปกฺกามุ(ง) ภิกฺขเว ดุราภิกขุทังหลาย ปางเมื่อพระตถาคตะเป็นพระยาเวสสันตระราช ได้พลัดพรากจากไพร่ฟ้า ก็อุ้มเอาลูกก่ำพร้าชื่อว่าชาลี ส่วนราชะมัททีก็อุ้มเอานางกัณหา เจียรจาถ้อยคำชมชื่นยินดีชะไจ้ ก็เข้าสู่ป่าไม้หิมพานต์ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ฯ

ทานกณฺฑํ นิฏฺฐิตํ กรียาสังวัณณนา ยังทานะขันธ์ปริเฉท อันประดับประดาคาถาว่าได้ 209 คาถา ก็สมเร็จ เสด็จ ฯ

ทานกณฺฑํ นิฏฺฐิตํ กรียาสังวัณณนายังทานะขันธ์ปริเฉท อันประดับประดาคาถาว่าได้ 209 คาถา ก็สมเร็จ เสด็จ ฯ

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 1 ทสพร
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 2 หิมพานต์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 3 ทาน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 4 วนปเวศน์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 5 ชูชก
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 6 จุลพน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 7 มหาพน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 8 กุมาร
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 9 มัทที
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 10 สักกปัพพ์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 11 มหาราช
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 12 สัคคติ
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 13 นครกัณฑ์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com