Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มหาเวสสันดรชาดก
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 5
ชูชก
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
ชูชก 79 คาถา

ดูราอมิตตาปันนา นางอย่าว่าจักได้กระทำการอันใดสักอัน อย่าไปตักน้ำ นางเท่าอยู่ถ้าอาบในเรือน กูพี่จักเชือนไปตักน้ำมาหื้อมึงอาบ กูพี่จักอุปฐากเจ้า ทุกฅ่ำเช้าทังวันชะแลฯ ดูรานางอมิตตา นางอย่าได้เคียด จาส้มเสียดในใจ ฯ ส่วนนางอมิตตา จิงจาตอบพราหมณ์ว่า ดูกราท่านพราหมณ์ ชายผู้ใดเป็นผัวและไปตักน้ำมาหื้อเมียอาบ หาบน้ำมาหื้อเมียกิน ข้าบ่ยินปรารถนา อยู่ในฆาวาเรือนอันนั้น ผิว่าบ่อั้นก็หื้อหามายังข้าช่วยใช้ญิงชาย ดั่งอั้นกูนางก็จักบ่อยู่ในเรือนพราหมณ์แล กูจักหนีไปในวันพรูกนี้แลฯ

ตสฺสตฺถุ ฯ ตตา กลึครฏฺเฐ ทุนฺนวิฏฺฐพราหมณคามวาสี ชูชโก นาม พราหมโณ ภิกฺขาจริยาย กหาปนสตํ ลภิต๎วา เอกสฺมึ พราหมณกุเล ฐเปต๎วา ปุน ธนํ ปริเยสนตฺถาย คโต ติฯ

ในเมื่อขัตติยพระองค์ทังสี่พ่อแม่ลูก เอากันไปสู่ ในแก้วกู่คิรีวงกฏ อดสาหะอยู่สร้างสมณธัมม์ กระทำพรหมวิหารสี่อยู่ในที่ใด

ตตา ในกาละเมื่อนั้น ยังมีพราหมณ์ผู้นึ่งชื่อว่าชูชกะพราหมณ์ อยู่ในบ้านชื่อว่า ทุนนะวิฏฐะคาม อันมีในระวงโขงเขตเมืองกลิงครัฏฐะ ส่วนชูชกะพราหมณ์เทียรย่อมไปแสวงหา ขอเอาเข้าของแถมเล่า รอมกับของเก่าได้ร้อยกหาปนะ คือว่าพันเงินเป็นตรา หาที่จักวางยังถงฅำบ่ได้ จักเอาไว้บนหัว ก็กลัวเป็นรูเป็นช่อง จักไว้ใกล้หน้าปล่องก็เยียวว่าโจรจักมาจก มันจิ่งพกเอาฅำซะไซ้ เอาฝากไว้กับกระกูลพราหมณ์ผู้ไร้อันเป็นสหาย อันเป็นอุบายบ่ชอบ เพราะประกอบด้วยตัณหา ก็ซ้ำไปแสวงหามาแถมเล่า เพื่อแถมเก่าหื้อเป็นด

ี ในเมื่อชูชกะพราหมณ์ไปแล้วเมินนานซะร่ำ พร่ำว่าได้หลายปีหลายเดือน มันหนีไปเมินหลายขวบเข้า ใส่ใจว่าเถ้าตายแล้วเมือมรณ์ เขาจิ่งไขถงถอนเอาฅำออกจ่าย เถ้าส่ายล่ายพ้อยกลับฅืนมาหาเล่า ถามเอาของเก่าแห่งตน มันเยียะจะจนจะจาด เป็นดั่งจักทึ้นยาดเทครัว มันโจทนาถามหาฅำร้อยกหาปนะนั้นไว้ เซิ่งกระกูลพราหมณ์ขี้ไร้ชุวันยามฯ

ส่วนกระกูลพราหมณ์ผู้นั้น มันก็คลั่งไคล้อยู่ไจ้ ๆ หาสังจักมาใช้ค่าหนี้ฅำพราหมณ์บ่ได้ เหตุกาละยามนั้น เมืองกลิงครัฏฐะก็เป็นอันแห้งแล้ง ฟ้าฝนแสร้งบ่ตก เป็นฉาตกภิกขภัย กระกูลพราหมณ์ขี้ไร้จิ่งเอาฅำเลี้ยงไส้ลูกเมียตนไปเสียแล้ว ฯ กระกูลพราหมร์ขี้ไร้ บ่มีสังใช้ค่าหนี้ฅำพราหมณ์ เท้ามีลูกญิงงามจะจ่อน ชื่อนางเนื้ออ่อนอมิตตตา จิ่งจัดดาขายกว่า เป็นหนี้ถ่ายค่าฅำพราหมณ์

เมื่อนั้นชูชกะพราหมณ์ จิ่งจาคำงามเล้าโลมอ่อนอ้อย กับนางหนุ่มหน้อยอมิตตา ไปสู่ฆาวาเรือนตนซวะไซ้ ว่าเจ้าหลานไธ้หัวใจ ปู่นี้จักเอาเมือไว้แทนตน นางก็เที่ยงจักได้แทนครัวทุกอันทุกช่อง ข้าจักเอาน้องไปเป็นหลาน นางอมิตตตาก็เยียวว่าเป็นดั่งอั้นแท้ จิ่งขานว่าดีดี แล้วก็หนีไปอยู่ กับเถ้าปู่ชูชกะพราหมณ์ นางมอมิตตตาอยู่บ่เคยพราหมณ์ ปู่พราหมณ์จิ่งจาต่อ อว่ายหน้าล่อจานางว่า ดูกรานางน้องรักพี่เฮย ผิว่าเจ้ามักใคร่ได้เครื่องหย้องของประดับอันใด พี่ก็จักหื้อแปงสร้าง เจ้าจักมักหน้าต้างใส่ตัวตน รือว่าเจ้ามักแหวนทำรงค์ใส่ก้อย รือว่าฅำใส่สร้อยปลายแขน รือใคร่ได้แหวนฅำใส่นิ้ว รือสิ้วเสื้อใส่ไหมฅำ รู้ว่า(รือว่า)มักจำปาเมืองเทศ รู้ว่ามักผ้าชุมพูวิเศษผ้าสะไบเทศทรงจง รู้ว่าเจ้ามักใคร่ได้สิ้นตาหลวงใหญ่ กูพี่จักไถ่ซื้อมา แก่กัญญาจอมหัวแก่พี่

ว่าอั้นแล้วก็ตั้งไว้เป็นหลาน เถ้าละลานลื่นเหล้น หยักบีบเน้นปลายมือ จาอืดอืออะอ่อย อบรมอ่อนน้อยเป็นเมีย เถ้าตาเพลียตาเหลือก ตัวเสิ้กเกิ้กเป็นขี้แมงวัน ใคร่หัวหันเหงือกเชยชุม ได้เมียหนุ่มตกสะเอ๊าะ อ้อนหยอกเยาะนอนแยง นอนสะแคงเทาะต่อย ว่าเจ้ารักพี่ค่อยอยู่เป็นหลานปู่ จุ่งอยู่ต่อเท้าทีฆา อายุพี่ซะรา(ชรา)ถ่อยเถ้า ได้หกสิบขวบเข้าปีปลายเป็นชายบ่ช้า เจ้าจุ่งอยู่กับข้าเทอะแม่โสภาเฮยว่าอั้นฯ ส่วนนางอมิตตาปันนา ประกอบด้วยวัตตาปฏิบัติชูชกะพราหมณ์ชุวันก็มีแลฯ

เมื่อนั้นพราหมณ์หนุ่มทังหลาย ต่างฅนก็ต่างด่ามาตีเมียตนว่า ดูรานางทังหลาย ส่วนนางอมิตตาปันนา นางยังอุปฐากผัวทุกฅ่ำเช้า ดั่งรือสูเจ้ามาประมาทดูแฅวนผัวสูสันนี้ชา พราหมณ์หนุ่มทังหลาย ก็ฅ่ำรามเมียตนสันนี้

ส่วนว่าเมียพราหมณ์ทังหลาย ก็พากันเคียดมากนัก ก็เจียรจาเซิ่งกันว่า ดูกราเจ้าทังหลายเหย เรามาอยู่กินกับด้วยกันก็เหิงนาน แต่ก่อนผัวเราทังหลายก็บ่ห่อนจักตั้งโทษแก่เราสันนี้ แดนแต่อี่กาลกิณีมาอยู่ร่วมบ้าน ผัวเราจิ่งว่ากล่าวสันนี้ เราทังหลายควรไปด่าหื้อมันหนีเทอะ แล้วก้มาชุ่มนุมกันในท่าน้ำ เพื่อเกิ๋ดด่านางอมิตตาปันนา ก็มีวันนั้นแลฯ เขาก็กระทำเสียงอุกขะหลุกมี่นันมากนัก นางทังหลายลางพร่องก็ใคร่หัว ลางพร่องก็ด่า ส่วนนางอมิตตาปันนา ก็ติ้วเอาไหน้ำแห่งตนซะไซ้ เยียะร้องไห้ก็เยียะหนีไปสู่เรือนตน

ชูชโกปิ ส่วนชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า เข้าอำนาจกามราคะตัณหา ได้ยินนางอมิตตาร้องไห้ อดบ่ได้จิ่งถามด้วยคำดี ว่าดูราจอมรักแก่พี่เฮย เจ้าร้องไห้สันใดชา มีคาว่าเจ้ากูไปถูกไม้เหลี้ยม รู้ว่าเจ้ากูไปจกแมงปู่ กูปู่ใคร่รู้จิ่งถาม รู้ว่านางงามพี่อยากเข้า จุ่งจักบอกกูพี่เทอะ ฯ ที่นั้น นางอมิตตาปันนา จิ่งจากับพราหมณ์เถ้าว่า เมียพราหมณ์หนุ่มทังหลาย มาจาคำหยาบ เป็นคำฅ่ำราบด่าตนกู ดูราท่านพราหมณ์ แรกแต่นี้ไปหน้า ข้าบ่ไปตักน้ำแต่ท่ามาหื้อท่านแลฯ เมียพราหมณ์ทังหลาย มาหยาดยายแวดล้อมห้อมด่ากู ในกลางทางท่าน้ำ เพื่อมึงพราหมณ์เถ้าฅ่ำชรา ดีเป็นปู่พ้อยได้มาเป็นผัว บ่สมตัวนางสักกาก เป็นขี้กรากทังตัว เขาทังหลายพร่องก็ใคร่หัว พร่องก็ตบมือโห่ร้อง พร่องก็กำฆ้อนแกว่งไปมา เสียงเซ็งวาสนั่นก้อง ในเทศท้องดอนทรายก็มีแลฯ

ชูชกะพราหมณ์ก็กล่าวว่า มา เมตตํ อกาลรมฺมํ มาเม ดั่งนี้เป็นต้น ดูราอมิตตาปันนา นางอย่าว่าจักได้กระทำการอันใดสักอัน อย่าไปตักน้ำ นางเท่าอยู่ถ้าอาบในเรือน กูพี่จักเชือนไปตักน้ำมาหื้อมึงอาบ กูพี่จักอุปฐากเจ้า ทุกฅ่ำเช้าทังวันชะแลฯ ดูรานางอมิตตา นางอย่าได้เคียด จาส้มเสียดในใจ ฯ

ส่วนนางอมิตตา จิงจาตอบพราหมณ์ว่า ดูกราท่านพราหมณ์ ชายผู้ใดเป็นผัวและไปตักน้ำมาหื้อเมียอาบ หาบน้ำมาหื้อเมียกิน ข้าบ่ยินปรารถนา อยู่ในฆาวาเรือนอันนั้น ผิว่าบ่อั้นก็หื้อหามายังข้าช่วยใช้ญิงชาย ดั่งอั้นกูนางก็จักบ่อยู่ในเรือนพราหมณ์แล กูจักหนีไปในวันพรูกนี้แลฯ

ชูชกะพราหมณ์ ได้ยินนางมากล่าว ร้อนผะผ่าวในตน จิ่งกล่าวว่า ดูรานางอมิตตาปันนาเหย กูพี่เถ้าก็เถ้าแท้ ก็เท่าว่าเถ้าดายเถ้าขี้คร้าน เถ้าอยู่บ้านว่าเถ้าบ่รู่ศาสตร์ศิลป์ เหตุว่าบ่ได้เรียนมาแต่เมื่อยังหนุ่มยังเล็ก ตำราเช่นเช็กกูพี่ก็บ่ได้เรียน หล่อเหล็กหื้อเป็นธัมมชาติกูพี่ก็บ่ได้เรียน หุงยาต้มมาดหุงหางกูพี่ก็บ่ได้เรียน เชิงกลางเกียนและฟ้อนดาบ หกเต้นภะภาบโยนฟัน อันนึ่งละคุยทังปาวปล้ำท่าวนอนหงาย ฅะยุยฅะยายลุกได้ แขนไป่สันหลังที่จับดังหื้อเลือดออกกูพี่ก็บ่ได้เรียน การกระทำเพียรเป็นหมอยา ไปแสวงหาผู้ใดกูพี่ก็บ่ได้เรียนรู้ กระทำนาดีหว่านกล้ากูพี่ก็บ่ได้เรียน การไปค้าขายของแพงกูพี่ก็บ่ได้เรียน มนตร์ตามเทียนลงดำน้ำก็ซ้ำว่าแฅวนไกล มนตร์ดำน้ำพัดเหล็กไฟก็บ่ช่าง เต้นขะหยะขะย่าง กูพี่ก็เจ็บแอวเรียนบ่ได้ ชื่อว่ามนตร์หื้อหายตัวต่อหน้า อันนั้นจิ่งว่าฅนแกล้วกล้าจิ่งออกขอกฟ้าไปไกล กูพี่ก็บ่เป็นสักอัน สุดแต่ใส่คล้องแลนกูพี่ก็บ่ช่าง ใส่คล้องค่างก็ซ้ำแฅวนไกล มนตร์ใส่แม่ร้างหื้อมาหากูพี่ก็บ่ได้เรียน มนตร์เป่าไฟหื้อเรื่อ ก็ได้เชื้อมาแล้วบ่ร้ายสังดั่งเก่า มนตร์ใส่สาวหนุ่มหน้อยหื้อรักนั้น ก็ยังมีสะน่อย กูพี่นี้ก็เท่าเถ้าดูดาย บ่รู้ศาสตรศิลป์ ซ้ำเป็นฅนฅะยื่อและมองฅ่อ อว่ายหน้าล่อเตาไฟ เยียะไปขุกขุกขากขาก การฝูงนี้หากมีสะน่อย กูพี่นี้ด้อยปางเปล่า เขี้ยวพอเว่าบ่รู้ศาสตรศิลป์ มนตร์ดีวิเศษจักเป่าช้างถอดเอางา ปล้ำเงี้ยวถอดเอากุบ อันนั้นก็จิ่งเพิงว่า ฅนหาญกล้าออกนอกบ้านเทียวเมือง กูพี่นี้ก็บ่แกว่น ยิงหน้าไม้ก็บ่แม่นสักเม็ด จักตอกสะเก็ดก็ยินคึดยาก จักยิงสินาดก็กลัวหน

กูพี่เป็นฅนลอดมอก จักเดินด้าวขอกเมืองไกล ดั่งรือจักได้นี้ชา กูพี่จักได้เมียหนุ่มหน้อยนางงามเหมือนดั่งเจ้า หลับเดิ๋กลุกเช้าหนึ้งเข้าก่อนพี่ชุวันยาม และนาฯ ข้าญิงชายช่วยใช้ กูพี่จักได้แต่ที่ใดชา เงินฅำตราแพงพอบาท เข้าน้ำบ่ขาดแลงงาย ดั่งรือกูพี่จักขงขวายหาได้ ยังข้าใช้ญิงชายนี้ชาฯ ประการนึ่ง ก็เถ้านักกว่าหนุ่ม ตาก็ซุ่มก็ซา การหากินปลาก็บ่ช่าง จักไปไล่น่างและเบ็ดแหกูพี่ก็บ่ได้เรียนมา แม่นสานสาดกะลาและเลื่อยตอก สานสนสอดเกี้ยวสานกวย แปงบวยและพากกูพี่ก็บ่ได้เรียนไว้ กูพี่นี้จักอุปฐากนางทุกฅ่ำเช้า จักลุกนึ่งเข้าชุยามวันชะแลว่าอั้นฯ

นางอมิตตาปันนาจิ่งกล่าวว่า เอหิ เต อหํ ขมิยํ ยถา เม วจนํ สุตนฺติ ดั่งนี้ ดูกราท่านพราหมณ์ถ่อย ดั่งข้าได้ยินมานี้ จุ่งออกมาหนี้ กูจักบอกชี้แก่มึงพราหมณ์ คำใดฅนทังหลายเล่าไว้ กูหากได้ยินมา ว่ายังมีพระยาใจกว้าง ตั้งใจสร้างโพธิญาณ ได้หื้อทานช้างเผือก ชาวเมืองเยือกขับหนี ไปบวชเป็นระสีในป่าไม้ ที่จิ่มใกล้เขาวงกฏ มึงจุ่งอดไปขอ ยังสอบอลูกมาหื้อได้ เอามาเป็นข้าใช้ช่วยการ สองกุมารชื่อว่าชาลีและกัณหา กับพระปิตาตนพ่อ ท้าวนั้นหน่อโพธิญาณ ก็จักหื้อทานแก่มึงพราหมณ์ชะแลฯ

ชูชกะพราหมณ์จิ่งกล่าวว่า ดูรานางอมิตตาเฮย กูพี่นี้ก็เถ้าแก่นัก หลังก็หักหนทางก็ไกล ตาบ่ใสมืดมัว หัวก็เมาปั่นหวั่นไหว หูก็บ่ได้ยินแจ้ง แฅ่งขาก็บ่ดี มักเป็นชักคริวและม่วงช้าง เมื่อยสองข้างชุวันยาม หนทางอันจักไปสู่ เขาแก้วกู่วงกฏไกลลิ่วลี่ นับถี่แท้ได้ 60 โยชนะ นับเป็นวาได้เก้าแสนแปดหมื่น ว่าคึดยากนักหนา เป็นหินผาดอยกว้าง ที่อยู่แรดช้างเสือหมี ราชสีห์และจะแฅ่ นอนขวางแต่หนทาง กูพี่อ้างไปยินคึดยาก ดูราน้องนาถสายใจ นางอย่าได้ร้องไห้ หื้อแสบไหม้ในใจ แม่นเป็นสันใดน้องหล้า นางอย่ากล่าวว่าคำหย้อ อันแสบท้อแทงใจ เช่นเทอะฯ

เมื่อนั้น นางอมิตตาปันนา จิ่งกล่าวกถาว่า ยถา อาคนฺต๎วา สํคามํ อฏฺเฐ จ ปราชิโต พราหมเณ ดูราพราหมณ์ อันว่าโยธาหาญ บ่ทันสู่สนามสงครามเทื่อ พ้อยพ่ายหนีเบื่อไกล มีด้วยประการสันใดดั่งอั้น ก็อุปมาเป็นดั่งมึงพราหมณ์ อันอยู่บ้านพ้อยรีบคร้านเทียวทางไกล ว่าจักไปบ่รอด จักหิวหอดหนทางสันนี้หนอ ผิว่าท่านบ่ไปหามาหื้อได้ ยังข้าช่วยใช้ญิงชาย มาขงขวายพ่ำเรินกู ตัวกูบ่หล้างจักอยู่ จักหนีละปู่ไห้วอนตาย อันนี้และมีสันใด อกพราหมณ์จักแตก กูจักแรกขงขวาย ยังทุกข์หลวงหลายแสนโสก มึงจักไห้วะโวกในเรือน ยามเดือนตกชีปีใหม่ กูจักหย้องน้ำมันใส่หวีหัว กูจักประดับตัวเกล้าเกษ ใส่สะไบเทศและกาสา จัดมายาถ้วนถี่ ในกลางที่เหล้นมโหรสพ กูจักทาน้ำอบและเหน็บดอกไม้ ปักปิ่นไว้จงกง กูจักโถงด้วยชายหนุ่มหน้อย หื้อเขาอิ่งอ้อยสงวนใจ เมื่อดั่งอั้นพราหมณ์จักเล็งดูบ่ได้ จักร้องไห้หอดหิวนัก หลังท่านหักแล้วซ้ำหักแถมเล่า ร้ายกว่าเก่าโฅโย สิโร หัวมึงพราหมณ์หงอกแล้ว ก็ซ้ำจักหงอกแถมเล่า ร้ายกว่าเก่าสุนพุน ดั่งเอาปูนมาใส่ แล้วเอาใส่ทาหัว ซ้ำจักหมองมัวหงอกกว่าเก่า เหตุดั่งอั้น มึงพราหมณ์เถ้า จักทุกข์เล่าเรรนตาย ร้องวายวายก็มีและฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต โส พราหมณิยา วสวนุคโค อาทิโก กามราเคน พราหมณี เอตทภวึสุ ฯภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ในกาละเมื่อนางอมิตตาปันนา กล่าวคาถาดั่งอั้น เบื้องบั้นชูชกะพราหมณ์ ก็มีใจวางเข้าอำนาจ แห่งบ่วงบาศก์กามราศ เข้าฟันฟาดเบียนพราหมณ์ จักกับตามอำนาจ จิ่งจากับน้องนาฏเมียตน ว่า ภทฺเท ดูรานางหนุ่มหน้อย หน้าชื่นช้อยนักหนา เจ้าจุ่งแต่งดาพร่ำพร้อม ยังโภชนาของกินไขว่ คือเข้าไท่เข้าถง อันจักไปกินหนทางภายหน้า

อันนึ่งนางจุ่งแต่งหา เข้าหนมแดกงา ทังชิ้นปลาและชิ้นแห้ง ของกินแถ้งใส่ถง ทังเข้าสัตตุผงสัตตุก้อน น้ำเผิ้งช้อนและสัตตุย่อย เก็บใส่ชุอันชุอัน ใส่ทังไม้สีฟันและน้ำเต้า ทังแอ็บเข้าอันทารัก เครื่องปูชาไฟและง้องไม้ไผ่ จักเอาไว้เกาหลัง นางก็ดาดางมาไว้บ่หลอสักสิ่ง นางก็เขาะขิ่งเซาะเอามา ทังเข้าหนมแดกงาและถั่ว เข้าก้อนอั่วชิ้นยำ พริกขิงเกลือตำใส่ไว้ พร้อมหอมป้อมไฝ่แกงบอน ทังร้าขี้หนอนและถั่วเน่า ปลาแห้งเก่าก็เอามา เบ้ายาดินปากบ้าง ทังหนังช้างและเหล็กไฟ หัวชักไครและหัวข่าแห้ง บอกน้ำหมากและหมากแฅว้งหมากเขือ หมากจุกหมากเกลี้ยงสัพพะเสี้ยงใส่เต็มถง ชักจั่นแห้งตำผง นางก็ขงขวายหามา สัพพะผาลาลูกไม้ หัวมันมีใส่พร่ำพร้อม ทังหอมป้อมหอมเทียม สัพพะของบ่เขียมใส่ไว้ นางนาฏไธ้อมิตตา ก็ผ่อนแสวงหาทังส้มปลาและส้มกุ้ง ทังผักบุ้งผักชี ผักกาดดีเก็บใส่ ถงพราหมณ์ใหญ่เท่าปูมฅวาย นางขงขวายมาใส่ เอาไว้แก่เถ้าพราหมณ์ เอาไว้ไปกินหนทาง วันนั้นแลฯ

ส่วนชูชกะพราหมณ์ ก็รีบดาดางแต่ง แปงหยดยายาวเรือน ที่ใดหลุที่ใดคร่ำ ที่ใดต่ำมันก็แปงหื้อสูง เรือนมีฟากก็ภัวะพัง มีเสาตั้งก็คลาดคลา มีฝาก็ภัวะผ่อย เมียมันค่อยถอดเอาหุงเข้า ทุกฅ่ำเช้าแลงงาย ปู่ก็ขงขวายแปงอยู่ ทังประตูเรือนหื้อแทบทับ หับไว้ดีนัก บ่หื้อผู้อยู่พายนอกลักจกได้ พราหมณ์ก็ถือเอาพร้าและขวาน เข้าสู่ดงดานป่าไม้ แล่นเซาะไซ้หาหลัวมากอง เต็มที่นางนอนแล้ว ก็คลาดแคล้วเอาไหอันแตกหวาก ไปสู่ท่าน้ำหากตักเอามา หื้อเต็มภาชนะชุแห่ง ใส่ตับเฟื้องไห เหล็กไฟและบอกเข็มก็บ่ไว้ ทังบอกไม้สีฟัน ก็เอาใส่ไว้หื้อบัวระพ่ำเพ็ง เพื่อบ่ใคร่หื้อนางไปตักน้ำท่า กลัวเมียพราหมณ์ด่าจำหนี ฯ

แล้วพราหมณ์ก็มาทรงเพศระสี เป็นเถ้าตาชีในเรือนแล้ว จิ่งหื้อโอวาทนางแก้วอมิตตา ว่าดูราสายใจกูพี่ ตั้งแต่นี้เจ้าอย่าลาสาใจ เจ้าอย่าไปพายนอก ยามข้างขอกกลางฅืน นางอย่ายืนใกล้ข้างฅุ่ม อยู่ใกล้พราหมณ์หนุ่มลิงลาม อย่าตริจามไอใหญ่น้อย อะรือะแรมอ่อยองอาจ อย่าได้ประมาทแท้ดีหลี ฯ อันนึ่ง นางอย่าได้เอาชายหนุ่มมาสมสู่ อย่าห่มผ้าผืนเดียวนอน นางเป็นสาวจีงามชุ่ม กลัวพราหมณ์หนุ่มขัดขืน อันนึ่ง ไผมาร้องกลางฅืนเดิ๋กดื่น นางอย่าได้ตื่นไปหา กลัวชายพาลาเทียวสอด มาเกี้ยวกอดเชยชม นางจุ่งปรารมณ์อยู่กับบ้าน อย่าขี้คร้านนอนขวาย อย่าฅบชายเชิงชู้ จาหลิ่งหลู้มายา ตราบต่อเท่ากูพี่ฅืนมา ฯ

พราหมณ์จาฅะฅ้อย สั่งเมียหนุ่มหน้อยอมิตตา ฅะยุยฅะยายสั่งแล้วสั่งเล่า พราหมณ์เถ้าจิ่งขึ้นสุบสอดเกิบหนังฅวาย แล้วสะพายถงหลวงอันใหญ่ สัพพะของกินใส่พอเต็ม หนักพอเอ็นชักปากเบี้ยว เขินหว่างเขี้ยวปูนกลัว พราหมณ์เมามัวบาปใบ้ เมียด่าใช้จำไป มันอาลัยบ่สว่าง ไห้แต่ร่างไปมา แล้วเวียนปทักษิณา เซิ่งนางอมิตตาสามรอบ ไหว้นบนอบอำลา เกิดโมหาวิปโยค ร้องไห้วะโวกหนีไป สั่งนางสายใจร้องไห้ เยียะคลั่งไคล้ใหลหลง สั่งจอมใจเมียมิ่ง พร้อมทุกสิ่งนานา ด้วยปิยะเวทนาซะไซ้ เยียะร้องไห้ก็เยียะหนีลงเรือนไปวันนั้นแล ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อิทํ วตฺวาน พราหมณพนฺธุ(ง) อุปาทนํ ตโต โส มนฺตยิตฺวา น ภริยํ กตฺวา ปทกฺขิณํ ดั่งนี้ ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพราหมณ์ขี้ไร้ เมียมันใช้จำไป มันอาลัยด้วยกามราศ เข้าอำนาจแห่งตัณหา มันก็ถือเอาไม้เท้า ทังถงห่อเข้าเครื่องปูชาไฟ ก็เข้าไปเสวยทุกข์ยาก ในหนฟากคิรีป่าไม้ เพื่อแสวงเซาะไซ้หาเอา ยังข้าญิงชายเลามาไว้ เป็นข้าใช้พ่ำเรินตน

มันก็หลงหนทางเข้าสู่ เถิงเมืองแก้วกู่สีวีราช เป็นอาวาสชาวสีพี ฯ ส่วนชาวปุรีมวลมาก เขาไหลหลากชุ่มนุมกันมวลหมู่ พราหมณ์เถ้าปู่จิ่งจาถาม ว่าดูราชายรามหนุ่มเถ้า พระยาเจ้าเวสสันดร อยู่ดงดอนด่านด้าว โขงเขตท้าวแดนใด ข้าจงใจคึดขอด ใคร่หันหน้าเจ้ายอดองค์ฅำ สร้างปารมีธัมม์เช่นแลฯ

ฅนทังหลายมวลมาก จิ่งออกปากขานไข ว่าตนบุญใสเวสสันดรเจ้า อันสูพราหมณ์เถ้ามาเบียนขอไจ้ ๆ ช้างเผือกบ่ไว้หากเททาน ชาวเมืองระรานเคียดท้าว ขับหนีจากด้าวสีพี เอาลูกเมียหนีไปอยู่ เขาแก้วกู่คิรี สูนี้บ่ดีสักหยาด เยียะหื้อเจ้าราชกูหนี ยามนั้นฅนทังหลายอะอือ มีมือถือไม้ฆ้อน ขับไล่ต้อนบุบตี ยังเถ้าตาชีใจบาป กล่าวคำหยาบนานา ว่าเถ้าพาลาใจบาป อันเทวดาหากบันดลเข้าหัวใจ มันก็หนีไปจากเมืองสีวีราช ก็ไปรอดประตูป่าไม้หิมพานต์ ด้วยล่ำดับหนทางก็มีในกาละยามนั้นแลฯ

ขณะยามนั้น หมาพรานเจตบุตร 32 ตัว เล็งหันพราหมณ์เถ้า ก็มาห้อมล้อมเฝ้า เห่าชูชกะพราหมณ์ก็มีแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สตฺถา สัพพัญญูพระพุทธเจ้า จักสำแดงอัตถะพายหลังมาหื้อแจ้ง พระจิ่งแสร้งเทสนาเป็นคาถาว่า โส โชติโต พราหมณิยา พราหมโณ กามคิทฺทินา อฆนฺตํ ปฏิเส วนฺเน วฬมิกฺก กิณฺเณ ดั่งนี้เป็นเค้า พระเจ้าว่า ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย พระยาเวสสันดรอยู่หนใด พราหมณ์ชูชกะก็มีมือถือไม้เท้า ก็เข้าไปสู่ป่าใหญ่แดนดง ฯ

ยามนั้น พรานเจตบุตร อันเป็นนายรักษาประตูป่าไม้ มีหมาได้ 32 ตัว หากเป็นบริวาร หมาทังหลายก็เอากันมาแวดล้อม เลยไล่ห้อมเห่า เถ้าเล่าเก่ากลัวตาย เพื่อหมาพรานมีหลายเลี้ยงไว้ 32 เลยไล่วกหน้าวกหลังตัวนึ่งชื่อว่าหมาปู่แก้วหางคิด มันติดวกหน้า เป็นหมาแกว่นกล้าเคยขบ ตัวนึ่งชื่อพู้ตูบตัวนึ่งชื่อพู้ตาบ ตัวนึ่งชื่อพู้แดงหยาบหากิน ตัวนึ่งชื่อพู้ดำมอยหางปกครางไปทั่วป่า เสี้ยงทั่วป่ารวายตรี ตัวนึ่งชื่ออ้ายหูรีหางดอก ตัวนึ่งชื่อพู้ท็อกมันช่างเสาะสอกในลอม หลอนหันสัตว์มามันย่อมไล่ คันเข้าใกล้ปาวเปิบเอา

ตัวนึ่งชื่อดาวเสด็จ แม่นหลงป่าได้เจ็ดวัน มันก็ฅืนมารอด ตัวนึ่งชื่อพู้ยวงหางก่าน มันหุมช่างชอมรอย ตัวนึ่งชื่อพู้ดำมอยหมาเก่า มันช่างเห่าหาแลน ตัวนึ่งชื่อพู้แพงดำหม่น บุเค้ารวกหลุหลาม ตัวนึ่งชื่อพู้หางงอหางงอด เต้นผับจอดมัคคา ตัวนึ่งชื่อตำราหมาใหญ่ เถ้าแล้วไป่โรยแรง ตัวนึ่งชื่อพู้แพงหูมเห่า ตัวนึ่งชื่อพู้เป้าใจกัด ตัวนึ่งชื่อพู้พัดใส่สร้อยห้อยฅอนาง เป็นหมารามร่างน้อย หันพราหมณ์เถ้าถ่อยไล่วกไว้ เข้าใกล้เปิบปาวเอา ตัวนึ่งชื่อพู้ขอดหัวแหวน ตัวนึ่งชื่อว่าพู้ตาแหลวแมนเก่าเกื้อ มันย่อมไล่เนื้อติดใกล้ มันหันอันใดย่อมขบย่อมคาบ คันคาบได้แล้วบ่สัวะวาง เอาพร้าง้างคางจิ่งออก

ตัวนึ่งชื่อว่าพู้ทอกทับกวาง หูหางมันฉีกยับย่อย คันเจ้ามันปล่อยก็แล่นไล่เนื้อแกว่นตัวไกล ตัวนึ่งชื่อว่าอี่ใจไว มันหันอันใดก็ขบหยาบ แล่นคั้นคาบยามเดียว ตัวนึ่งชื่อว่าอ้ายสับเสียวเชิงแล่นแกว่นรู้รอย คอยหูตาเจ้ามันเรียก ตัวนึ่งชื่อว่าอ้าายขาเหล็กตีนเท้า หากเป็นหมาเถ้าแต่เดิมมา เล็งมัคคาคอยแม่น ใจรู้แกว่นหนทาง หันลัวะและยางสะพายแชก ขบคาบแบกตกดอย

ตัวนึ่งชื่อว่าอี่ดำมอยหม่นหม้อ เป็นหมาห้อแต่หลังมา ตัวนึ่งชื่อว่ามณีกาหางก่าน หันหมู่ม่านและเม็ง ไล่ตามเส็งหลังหลาบ ไล่คั้นคาบติงตาย ตัวนึ่งชื่อว่าอ้ายขาลายแฅ่งเท้า หากเป็นหมาเถ้าถ่อยโรยแรง เจ้ามันแพงเลี้ยงไว้กับหัวฅันได มันหันอันใดบ่ไว้ คั้นคาบได้บ่วาง ตัวนึ่งชื่อว่าอ้ายข้างหย้างหมาเก่า เจ้ามันรักเท่าเสมอใจ มันได้ไปบ่เปล่า ตีนมันย่ำเต่าปากมันเห่าหาแลน ตามันแหงนหารังเผิ้งรังรอก หางมันซุกซอกเข้ารูหนู หูมันฟังหาเจ้ามันเรียกว่าโอ๊ะ ๆ ตัวนึ่งชื่อว่าพู้ตับงูหมาหม่น ตัวนึ่งชื่อว่าก้นหางกิด หันอันใดย่อมไล่ติดเลยไล่ คันหันใกล้ย่อมคั้นคาบหื้อตาย ตัวนึ่งชื่อว่าแสนตาวงไววะวาด ตัวนึ่งชื่อว่าสายฟ้าฟาดธรณี

หมู่หมามี 32 ตัว ก็มาระวงแวดล้อม ห้อมล้อมพราหมณ์ปู่เถ้าเล่าเก่ากลัวตาย ก็ฅะยุฅะยายขึ้นต้นไม้สิก ขึ้นขะยิกงะงันงะงัน มือนึ่งผันค่าเค้า มือนึ่งถือไม้เท้ากวัดไกวไปมา พราหมณ์พาลาปู่เถ้า ร้องอ้อเอ้าว่าเสือขบหัว หมาผีว้อสูนี้ร้ายแท้หนอ หมาพาลาขี้หย้าน ต่านส้านตกไม้กวาว ปาวหวาวตกไม้หมี่ รูขี้บี่บังยัง มือมันเกาะง่าจันทน์ ตีนมันยันง่าเก่า เอาไม้เท้ายอกฅืนหลัง จับใส่ดังหมาแม่ดำร้องเหง็ง ๆ มันซ้ำเร่งด่าว่าฮึฮึเป็นดั่งรือ สุนักขาเหยหมาผีว้อ ของแพ้สูก็ยังมีนอ

ว่าอั้นแล้ว ปู่พราหมณ์เถ้าก็นั่งอยู่ค่าไม้ มันก็เซาะหาถงอันใดก็บ่ได้ พราหมณ์ร้องออกปากว่าวายวาย ถงสะพายกูก็ขาด กระดาษลายลองของกูก็เสียไป หมอนอันกูจักไว้หนุนหัวก็เสียไป มีดดำหน้อยจักไว้ปาดเล็บตีนเล็บมือก็เสียไป หมากคำและอ้งไก่กูก็เสียไป บอกไขอันกูจักเอาไว้ทาหน้าแฅ่งกูก็เสียไป เค้าไม่ไผ่ไล่แมงวันกูก็เสียไป ง้องไม้ไผ่อันกูจักเอาไว้เกาหลังกูก็เสียไป หอยสังข์อันกูจักเอาไว้เกาขี้กรากกูก็เสียไป โอยหนอวายวายครัวกูปางนี้หนอ

เสียทังหวีอันกูจักเอาไว้หวีเกษเกล้า ทังไท่เข้าและบอกเข็ม เสียทังกุบตาบ้างเกิ่ง ยังฅ้างเกิ่งนึ่งอันกูจักไว้เกิ้งแดดก็เสียไป หัวชักไครและน้ำตาลหวาน อันเขี้ยวขุ่นกูก็เสียไป เสียทังพากน้อยหน้อยขวักขี้หูกูก็เสียไป ต้นปูนทองแดงก้นล้งหับบ่แทบ ทังแหบหน้อยขาหักกูก็เสียไป พลูแคงกับเปลือกหาดแห้ง เข้าแป้งใส่มันหมูกูก็เสียไป โอยวายวาย พริกพรายอันกูจักเอาไว้ขบกับหัวข่าแห้ง อันนางอมิตตาหากแสร้งแปงไว้กูก็เสียไป

ปลาสะลากแห้งหย้างข่าได้สามปี ชิ้นบ่มีหลอแต่ก้าง ฅ้างแต่ดูกขมองหัวกูก็เสียไป ชักจั่นแห้งตำผงอันมีรสมากกูก็เสียไป แกงผักบุ้งใส่กุ้งตัวเดียวของลำกูก็เสียไป เจียวผักใส่ปูตำกูก็เสียไป ตำกุ้งใส่ผักเผ็ดดูลำอร่อย ใส่ร้าปลาดุกของกินลำกูก็เสียไป หัวชักไครอันกูจักเอาไว้กับลาบ ผักสาบแห้งจักเอาไว้แกงกินแลง ส้ามดแดงใส่ส้มหมากพูกูก็เสียไป

โอยนอ…. ของกินอันหล้างได้กินแล้ว พ้อยคลาดแคล้วเสียไปดีหลี ฯ เสียครัวมีนักกว่า มีต้นว่าข้องขัดแอว ยันต์ถันพกพันไว้ก็เสียไป เสียทังเหล็กไฟอันดำตะมิกซิก พัดสองสามพิกก็บ่ออกสักเมียงกูก็เสียไป สลุงทองแดงก้นรั่วกูก็เสียไป งาช้างหักขำพุงและเพ็กชำฅง ของแต่เช่นปู่กูก็เสียไป เบ้ายาปากบ้างสูบบ่ได้ได้ฅวันหลายกูก็เสียไป เสียมซะแลงบ้องหวาก ทังสาดน้อยรองนอนกูก็เสียไป ช้อนทองแดงมีค่ากูก็เสียไป ตะไหลยาดีปากหิ้นใส่น้ำกินแฅวนลำ พากน้อยหน้อยเท่าใบบัวกูก็เสียไป ไม้จิ้มเขี้ยวเหล็กกูก็เสียไป น้ำต้นดินแดงก้นรั่วกูก็เสียไป โอยนอ….. บัดนี้กูมาเถิงป่าที่นี้ พ้อยมาปะใส่หมาทังหลาย กูจักฉิบหายในที่นี้แถมเล่า เคราะห์ร้ายเก่าใหม่มาเถิง กัมม์วิบากมาเทิงตัวข้า ตายบ่ได้หันหน้านางอมิตตา

ว่าอั้นแล้วก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า โก ราชปุตฺตํ นิสภํ ชยนฺตมปราชิตํ ปุคคละผู้ใดและรู้ ยังที่อยู่เจ้าเวสสันดร ตนบวรล้ำเลิศ เทียรย่อมหื้อเกิดสุขเกษมใจฯ ประการนึ่งผู้ใดและยังรู้ ยังที่อยู่แห่งเวสสันตระราชา พระกระษัตราตนนั้นนา อุปมาเป็นดั่งไม้ร่มโพธิซะไรยามแล้ง เค้าต้นแห่งชุมใบหนา อัมพาไม้ม่วงใบบ่ห่าง มีร่มกว้างงามใส นิโครธาใบชื่นช้อย ต้นบ่หน้อยใบหนา ฉายาไม้รังหลวงร่มกว้าง เป็นที่ยั้งชุ่มเย็นใจ พระจอมใจแก่นไท้ เป็นที่ไหลไปแห่งฅนเข็ญใจยากไร้ทังหลาย อันร้อนกระหายไปด้วยสัพพะสิ่ง ใจข้อนขิ่งปูนดู ในเมื่อพราหมณ์หลงป่าไม้ ร้องร่ำไห้ถามหา ยังพระเวสสันตระราช ผู้ใดและอาจมีสัทธา บอกยังมัคคาไต่เต้า หนทางเข้าสู่บัณณศาลา ก็จักได้ผลานาบุญบ่หน้อย ด้วยร้อยเท่าพันที ว่าอั้น ฯ

เจตปุตฺโตปิ ส่วนพรานเจตบุตร ตนเป็นมัคคลุทธกะผู้ใหญ่ อันท่านแต่งใช้หื้อรักษา ยังทวาราประตูป่าไม้ ได้ยินเสียงไห้แห่งชูชกะพราหมณ์ จิ่งฅนิงใจว่ามันผู้นี้มาร้องไห้ หาท้าวไธ้เวสสันดรนักหนา มันจักมาด้วยดีอันชอบ ประกอบด้วยราชะธรรม บ่หล้างหวังจักมี มันมานี้ก็เพื่อขอเอาราชะมัทที บ่อั้นก็จักขอเอาเจ้าชาลีและนางกัณหาชะแล มากูจักข้าพราหมณ์ผู้นี้หื้อตายหล้างแล้ว พรานเจตบุตร ก็วาดธนูขึ้นติดปืนไว้แล้ว ก็ฅ่ำรามชูชกะพราหมณ์ วันนั้นและนาฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สัพพัญญูพระพุทธเจ้า จิ่งเทสนาเป็นคาถาว่า ตสฺส เจตปุตฺโต ปฏิโสสิ อรัญฺเญ ลุทฺธโก ตุมฺเหหิ พราหเม ปกโต อทินฺนาเนน ขตฺติโย ปพฺพชิโต สกลวกึ โก เสติ ปพฺพโต สิโร ดั่งนี้ฯ ภิกขุเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพรานเจตบุตรผู้ใหญ่ อันท้าวเจตราชตั้งไว้ให้ตางหูดูฟัง ในระวงวังโขงเขต ก็ยินสังเกตหันภัย บ่หันไหนสักแห่ง เท่าได้ยินเสียงหมาเห่าอยู่โง่งโง่ง ในกลางดงป่าไม้ หมาเห่าใกล้ดั่งจักขบ

พรานเจตบุตรจิ่งฅนิงใจว่า หมากูนี้เห่าอะสัง รอยว่าปะหมีเถ้าแต่กลางเถื่อนดงหนา บ่อั้นก็หมาไปหันใส่ กวางฟานได้พลัดเพื่อน หลงดงเถื่อนป่ากว้าง บ่อั้นก็ไปคั้นช้างขบตาย

พรานเจตบุตรจิ่งแล่นเข้าใกล้ ตาสอดไซ้เล็งดูเยียะจะลิงจะลิง กลิ้งตาเมือพายบนแล้วลงลุ่ม ซัดตาหันไปในฅุ่มเอามือกั้งบั้งหน้าผากเล็งหา จิ่งหันมือพราหมณ์เกาะกิ่งไม้ จักว่านกเค้าก็เหมือนหงษ์ จักว่าลิงดงก็ยังบ่ใช่ จักว่าผีตะมอยก็ยังมีดั่งเก่า จักว่าลิงเถ้าก็บ่มีหาง จักว่ากวางฟานก็ยังลู่ขึ้นต้นไม้ จักว่าไก่เถื่อนก็บ่มีขน จักว่าฅนก็มีรูปร้ายนักบ่ห่อนจักมี รอยว่าเป็นผีวิศาจ มันใคร่อยากชมดอยดง จิ่งเทียวผันมารอด จักยับทอดเอาหมากูไปกิน

พรานเจตบุตรจิ่งย้ายออกจากฅุ่มไม้ กางธนูไว้เหมือนดั่งจักยิง ก็เล็งแลหันถงห่อเข้า แห่งปู่เถ้าชีพราหมณ์อันปุดขาด รอกมาทึ้นยาดลงมาคั้น เล็งซั้นแท้ก็หันขาพราหมณ์เถ้า คาบกิ่งไม้เค้าอยู่อ๋งปง ก็บ่หันวัตถุใดเป็นเครื่องข้า คือว่ามีดพร้ากงธนู พรานเจตบุตรจิ่งเข้าล่อ ตั้งตาผ่อเล็งดู ก็หันหูพราหมณ์บานทาบยาบ ผ่อดูแท้ก็หากหันตัวพราหมณ์ ตัวลายเต็มไปด้วยไฝแดงแกมขี้กราก ปากมันสวดโจนโปน คางมันเว่าว้ามดั่งปากนกยาง รอยว่าเป็นผีเข็ญ จักว่าเห็นก็หันดูหลาก รอยว่าผีเสื้อร้ายพรากไหนมา เล็งหันท้องใหญ่เท่าลำตาล ฯ เมื่อนั้นพรานเจตบุตร จิ่งรู้ว่าเป็นพราหมณ์เถ้า จิ่งกล่าวฅ่ำราบ กล่าวขนาบหื้อพราหมณ์กลัว ว่าดูราพราหมณ์พาโลปู่เถ้าใจหยาบ มึงจักมาขอเอาเจ้าราชกุมารทังสอง ผิบ่มีดั่งอั้น ก็จักขอเอาราชะมัทที กูจักข้าพราหมณ์เถ้านี้หื้อตายเทอะ

ดูราพราหมณ์เถ้า มึงนี้หาประญาบ่ได้ เท่าแอ่วแสวงหาขอ บัดนี้มึงพราหมณ์พ้อยมาสู่ป่า แสวงหาราชบุตร เป็นประดุจดั่งนกยางแสวงหากินปลาในน้ำ มึงจิ่งซ้ำมาขอทานแถมเล่า ปืนกูเหล้มนี้ดีเถิงขนาด กูจักยาดยิงไป ถูกมึงพราหมณ์ตายหิ้วเลือด ด้วยปืนเหล้มประเสริฐบัดเดียวนี้แล กูจักยิงใส่ท้องมึงตาย หื้อวำวายมรนาต ชีวิตขาดหัวตก จักปาดเอาหัวอก จกเอาหัวใจตามอันมัก เอาปูชาเทวดาอารักษ์ ชื่อว่าปักขสกุณณา อันอยู่เฝ้ามัคคาที่นี้ ด้วยชิ้นเนื้อและหัวใจ กับออกออในหื้อเสี้ยง คันว่ามึงเมี้ยนมรณา แร้งจักมาสับขา กาก็จักมาสับกินไส้ มึงบ่หล้างได้จักขอทาน ยังนางมัททีนุชนาฏ กับสองเจ้าราชกุมาร บ่อย่าชะแลฯ

โส ตสฺส วจนํ สุตวา ภยชาโตมหิโต มุสาวาทํ กโรนฺโต อาห ส่วนชูชกะพราหมณ์ ได้ยินคำพรานเจตบุตร มาผรุสวาท กล่าวคำขนาบเสียงแข็ง ปานดั่งธนูแทงแผวรอด ดาจักทอดยิงตน พราหมณ์เถ้าเรรนกลัวใหญ่ เป็นดั่งแม่ไก่ไข่บ่จำรัง เจ้ามันชังวะวาด เอาฆ้อนฟาดสันหลัง ร้องเสียงดังแวกแวก ผัดปั่นแถกไปมา มันจิ่งมุสาจาวาท ดั่งนักปราชญ์แต่พายหลัง จาตอบคำเจตบุตรพราน จิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า สุโณมหิ เม ตสฺมา ฑูตํ นหนนฺติ เอส ธมฺโม สุณนฺตุ เม ดั่งนี้เป็นต้น

ว่าดูรา เจ้าหลาน จุ่งฟังอาการอันปู่จักกล่าว ชื่อว่าพราหมณ์และฅนใช้ ไผบ่ห่อนได้ข้า เจ้าอย่าว่าจักกั้งหน้ายิงลุงนึ่งรา จุ่งพิจารณาอย่าได้รีตโบราณ ชื่อว่าฅนใช้สืบคำเมือง ไผบ่ห่อนเฅืองเข่นข้า หื้อขว้ำหน้าสู่มรณา คำธรรมดาโลกว่าไว้ ฯ

ข้านี้เป็นฅนใช้แห่งพระยาสญไชยตนพ่อ อันนึ่งชาวสีวีราชทังหลาย ก็หายคำเคียด คำส้มเสียดโกธา อันนึ่งพระยาตนพ่อ มักใคร่หันหน้าหน่อระสี นางผุสสดีตนแม่ เชื้อแท้หน่อเทวี ก็มีใจไมตรีต่อลูก มีใจผูกสิเนหา ยังนัตตาหลานรักยิ่ง กับทังสะไพ้มิ่งมัทที พระยาสรีสญไชยตนปู่ อยู่บ่ได้คึดเทิงหา จิ่งใช้ข้าพราหมณ์เถ้าปู่ เข้ามาสู่ดงหนา เพื่ออาราธนาตนลูก หื้อสิกไปสร้างปลูกแทนเมือง เชิญตนบุญเมืองไปเสวยราช เป็นท้าวอาจสองที ข้าบ่มีคำจุล่าย ลดเลี้ยวม่ายบังสัง แม่นว่าเจ้าและรู้ยังที่อยู่ แห่งแก้วกู่บัณณศาลา แห่งพระยาเวสสันตระเจ้า จุ่งบอกแก่เถ้าลุงพลัน ทะราว่าอั้นฯ

ในกาละยามนั้น พรานเจตบุตร ได้ยินคำพราหมณ์ปู่เถ้า มาจุล่ายกล่าวแก่ตน ก็ใส่ใจว่าคำอันนั้นมีเที่ยงแท้ จิ่งผูกสุนักขาหมาไว้ ในป่าไม้ไพรหนา ก็เรียกพราหมณ์ลงมาจากต้นไม้ หื้อมานั่งใกล้เหนือเฟือยไม้ อันตนปูไว้เหนือดิน จิ่งกล่าวว่า ปิยสเม ปิโย ทุนฺโต ปุน ปตฺตํ ททามิ เต อิทญฺจ มธุโน ดั่งนี้

ดูราพราหมณ์ พระยาเวสสันตระตนนั้น ก็เป็นที่รักแห่งข้ามากนัก ผิว่าท่านจักนำเอาพระยาเวสสันตระ ตนเป็นที่รักเมือเสวยเมืองดั่งเก่า เราก็จักหื้อของฝากอันเพิงใจเรา คือว่าน้ำเผิ้งกับชิ้นขาทรายสุกแห้ง เพื่อเป็นของกินกับเข้าไท่เข้าถง กินในดงหนทางพายหน้า แก่ท่านพราหมณ์ชะแลฯ เจ้าพระยาเวสสันตระ มักหื้อหิตาสุขแก่ยาจกฅนขอทังหลาย อยู่สร้างสมณธัมม์ อยู่ในอาสรมบทที่ใด ข้าผู้หลานก็หากจักบอก ยังประเทศเขตอาสรมบทแก่ท่านพราหมณ์ บ่อย่าชะแลฯ

ชูชกปพฺพํ นิฏฺฐิตํ สังวัณณนาวิเศษ จาห้องเหตุยังชูชก ได้กล่าวยกเป็นปริยายบ่น้อย เหื่อไคลย้อยพังลง อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ 79 คาถาก็บังคมสมเร็จ เสด็จ ฯ

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 1 ทสพร
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 2 หิมพานต์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 3 ทาน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 4 วนปเวศน์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 5 ชูชก
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 6 จุลพน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 7 มหาพน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 8 กุมาร
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 9 มัทที
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 10 สักกปัพพ์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 11 มหาราช
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 12 สัคคติ
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 13 นครกัณฑ์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com