Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มหาเวสสันดรชาดก
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 11
มหาราช
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
มหาราช 69 คาถา

... ม้าอาชาไนยก็ริแฮ่น ช้างก็แส่นสะเฅียนถีบ กงเกียนรถดังซะซ้าว ลือทั่วด้าวสีพี ฝุ่นผงธุลีก็พอกุ้ม อากาศกุ้มพายบน ปางเมื่อริพลท่านท้าว เจียนจากด้าวสีพีไป โยธาหาญบรมท้าวสญไชย ย่อมหาญหาดห้าว เป็นข้าท้าวอาดอาสา ก็เอากันมาระวังแวดล้อม ย้อมยสเจ้าชาลีกุมาร ตนเป็นหลานมัคคุเทศก์ สำแดงเหตุหนทางไปก่อนหน้า เข้าสู่ป่าหิมพานต์ ...

นโม ตสฺสตฺถุ ฯ โพธิสัตฺโต จ มทฺที จ สมฺโมทมานา สกฺกขตฺติเย อสฺสเม วสึสุ ชูชโกปิ กุมาเร คเหต๎วา สฏฺฐิโยชนมคฺคํ ปฏิปจฺจิ เทวตา กุมารานํ อารกฺขํ กรึสุ ฯ

ล่ำดับธรรมเทสนา ส่วนว่าพระมหากระษัตรา และราชะมัทที ก็มีใจอภิรมณ์ชมชื่น ยินดีเซิ่งกันไปมาแล้ว ก็อยู่ในกู่แก้วศาลา อันอินทาธิราชหากตกแต่งไว้หื้อแก่ตนวันนั้นแลฯ

ชูชโกปิ เบื้องบั้นชูชกะพราหมณ์ ก็เอาสองกุมารงามพี่น้อง เข้าสู่ห้องพนาลัย เสี้ยงหนทางไกลลิ้วโลด ได้หกสิบโยชน์คณนา เทวดาก็ตามรักษาบ่ขาด ยังสองน้อยราชกุมาร เมื่อพระสุริยะลงต่ำ เข้าสู่ฅ่ำลับเหลี่ยมเขา พราหมณ์ก็เอาสองกุมารหน่อไธ้ ผูกกับฅุ่มไม้ให้นอนเหนือดินทราย ตัวมันกลัวตายแต่เนื้อเบื้อ มันบ่เอื้อสองลูกภูธร ก็ขึ้นนอนเหนือค่าไม้ ที่มาไขว่สุมกัน วันนั้นและนาฯ

ตสมึ ขเณ ในขณะยามนั้น มีเทวบุตรตนนึ่งงามวิเศษ เนรมิตเพศเหมือนดี ดุจดั่งพระระสีตนพ่อ ก็อว่ายหน้าล่อเข้ามา กับเทวดาตนนึ่งวิเศษ เนรมิตเพศเหมือนนางมัทที ก็เข้าแก้ปล่อยยังสองสรีพี่น้อง หื้อพ้นจากบ่วงคล้องเครือเขา ก็เอากันนวดฟั้น ยังหัตถบาทที่เจ็บที่เมื่อย หื้อหายเหนื่อยอันพราหมณ์ตี สรงเกษีหมวดเกล้า เข้าเครื่องทิพย์เล่าหลายประการ หื้อกินอาหารมีรสหลายหลาก แล้วหื้อนอนเหนืออาสนา เป็นอันผาสุกมากยิ่ง บ่ข้อนขิ่งสวัสสดี ในรวายตรีฅืนนั้นและรุ่ง สายฟ้าพุ่งขึ้นมา เทวดาก็หื้อสองพี่น้อง เข้าสู่บ้วงคล้องเครือเขา หื้อสองนงเลานอนดั่งเก่า ดั่งพราหมณ์เถ้าผูกไว้ เทพะไธ้ก็อนธะรายกลับหายไป วันนั้นและฯ อันว่าสองกุมารา อันเทวดาตามรักษาบ่ขาด บ่มีพยาธิ์อันใด ก็ไปตามพราหมณ์นั้นแลฯ

ส่วนชูชกะพราหมณ์ อันเทวดาหากบันดาลหัวใจ ว่าจักไปเมืองกลิงคราช อันเป็นอาวาสแห่งตน ก็หลงไปเมืองเชตุตระนคร ด้วยอันนอนหนทางได้สิบห้าวัน ในฅืนอันพราหมณ์จักไปรอด ท้าวไธ้ยอดสญไชย นอนสำราญในปราสาท ในเมืองแก้วราชบุรี ในรวายตรีจักใกล้รุ่ง ท้าวก็มุ่งฝันหัน นิมิตร(อ่านมิถะ)ฝันมีดั่งนี้ ว่าตนนั่งอยู่ที่พิจารณาคำ หันชายผู้นึ่งดำดำนำเอาดอกบัวสองดอก มาทูนตั้งไว้ในพระหัตถ์ พระกระษัตริย์ตนนั้นทัดทรงในหูทังสอง ฝันว่าละอองไกสรฟุ้งขึ้นเหนืออก ตกลงมาเหนือตัก ก็มีแลฯ

โส ปพุชฺฌิต๎วา ท้าวสญไชยสะดุ้งตื่นทังฝัน คันรุ่งเช้าก็หื้อพราหมณ์หลาย อันรู้ท่ำนวายทวายนิมิต มาสู่โรงที่พิจารณาคำ จิ่งถามดูยังเหตุ เพื่อหื้อแจ้งเจตน์คำฝัน ฝูงพราหมณ์อันจบเพท จิ่งบอกเหตุถวายสารว่า เทว ข้าแต่พระภูบาลเป็นเจ้า ญาติเผ่าวงศา แห่งพระราชาตนบุญมาก อันพลัดพรากไปนาน บ่มีหลานก็ลูกเต้า จักไต่เต้ามาเถิงวันนี้ ชะแลฯ

ท้าวสญไชยตนวิเศษ ก็ทรงเกล้าเกษเกษี ด้วยน้ำมุทธาดีอาบแล้ว ท้าวตนแก้วก็เสวยอาหาร อันมีรสหลายประการต่าง ๆ แล้วก็ย่างสู่โรงพิจารณาคำ เทวดาก็นำเอาสองเจ้า กับพราหมณ์เถ้าชรา ไปปรากฏแก่ท้าวไธ้ ในที่ใกล้ข่วงหลวง ทัดที่ดวงเนตรแห่งท้าวสญไชย ท้าวจักวรรณนาไขยังรูป จิ่งแสร้งสรูปคาถาว่า กสฺเสตํ มุขมาภาติ เหมํ เอว วุตฺตตฺต มคฺคินา ดั่งนี้เป็นต้น โภณโต อามจฺจา ดูราเสนาอามาตย์ อันมาเต็มห้องราชสิงสนาม อันว่าขะเบ็ดหน้างามรุ่งโรจน์ งามเท้าโสดใสงาม ดั่งต่อมฅำช่างหลอมหล่อเบ้า เรืองเรื่อเร้าด้วยฟองไฟ จักเป็นกุมารน้อยหน้อยญิงใดนั้นชา กุมารทังสองประกอบไปด้วยองคะน้อยใหญ่เสมอกัน กุมารน้อยชายใดอันมาก่อนหน้า สังมาเหมือนหลานแก้วก่ำพร้าชาลีเช่นและนาฯ ลูกญิงใดมาตามหลังพี่ เล็งถี่แท้เหมือนนางแก้วกัณหาหลานกู มาเช่นและนา ฯ

เอวํ ราชา พระยาสญไชยราชา กล่าววรรณนาสองกุมาร ด้วยคาถาสามประการสันนี้แล้ว ตนแก้วจิ่งปลงอาชญา อาณัติสัญญาหื้ออามาตย์แก้ว ว่าท่านจุ่งลุกแล้วไปพลัน เกาะกุมผันเอาพราหมณ์เถ้า กับสิงหน่อเหน้ากุมาร มาสู่สถานโรงหลวงรีบเทอะ ฯ

ทีนั้นนักการอามาตย์ ลุกด้วยอาชญาพลัน ไปยับยังพราหมณ์เถ้า กับสองเจ้าหน่อกุมาร มาสู่สถานโรงราช จิ่งมีศุภสารจงโจทย์ ไขพระโอษฐ์เจียรจาว่า กุโต นุ ต๎วํ ภารท๎วาโช อิเม อาเนสิ ทารเก ดั่งนี้ ดูราท่านพราหมณ์ ท่านได้สองกุมารพี่น้อง แต่แห่งห้องเมืองใด เมืองเราไกลบ่ใช่ใกล้ พราหมณ์แขกได้มาเถิง รอดเทิงที่นี้แล้ว จักเอาหลานแก้วกูไปที่ใดชาฯ

ชูชกะพราหมณ์ ได้ยินพระโองการเท้าใหญ่ หน้าไข่ม้านทูลสารว่า เมยฺหํ เต ทารกา เทว ติณณา ชิตฺเตน ดั่งนี้ เทว ข้าแด่พระเทพินทร์ สญไชยนรินทร์เจ้าเจื่อง แผ่นดินฟ้าเฟื่องเคารพ ข้าขอนบพระบาท อันว่าสองเจ้าราชกุมาร อันเป็นวงศ์วานพี่น้อง เกิดร่วมท้องแม่เดียวมา อันพระนราธิเบศร์ ท้าวเวสสันตรราชระสี อยู่ยังคิรีป่าไม้ ได้หื้อลูกแก้วแก่นไธ้เป็นทาน ด้วยใจบานชมชื่น หอมหื่นด้วยสัทธา สองกุมารนี้นาข้าได้ จากป่าไม้เมื่อเดือนเพ็งมา นับแต่นั้นมาดูนานซะร่ำ สิบห้าฅ่ำเดือนดับ นี้และฯ

พระยาสรีสญไชย จักไขศุภสารโอวาท เพื่อบ่หื้อพราหมณ์คลาดคำจา จิ่งกล่าวคาถาว่า เคน วาจาย ปญฺเญน สมฺมา ญาเณน สทฺทเห ดั่งนี้ ดูราพราหมณ์หินะชาติ ดั่งกูราชพิจารณา รอยท่านมีคำจาเผาะผ่อย กล่าวคำเกลี้ยงระร่อยโลมเอา ยังสองนงเลาเดินเทศ เดินดั้นเขตเทียวหน บ่อั้นท่านมีมนตร์ดลอันนึ่งเป่าแท้ ไปเป่าแก้กุมหนี คำใดดีเชื้อแท้ เชิญท่านแก้หื้อกูฟัง อันฅนใดในโลก ยังหวังหว้ายโอฆะสงสาร จักปันทานโดยง่าย หื้อลูกรักจ่ายเป็นทานนั้นชา ฯ

ชูชกะพราหมณ์ ได้ยินคำพระภูบาลจงโจทย์ เยียวว่าเป็นโทษแก่ตัว จิ่งก้มหัวกราบไหว้ พระบาทไธ้ภูธรว่า โย ยาชิตํ ผติฏฺฐาหิ สุภูตํ ธรณีริว ข้าแด่สมมุตินรินทร์เป็นเจ้า อันว่าแผ่นดินหลวงใหญ่กว้าง เป็นที่อ้างอาไสร แห่งสัตว์ทังหลายหลายโกฏิ์ อันนั้นโสดมีสันใด พระบัวไขนรนาถ ประกอบด้วยราชสัทธา เป็นที่เข้าไปหาแห่งยาจกวนิพกเข็ญใจ ก็มีอุปไมยดั่งอั้นฯ ประการนึ่ง ดั่งน้ำมหาสมุทรสาครใหญ่กว้าง เป็นท่าท้างที่ไหลไป แห่งน้ำน้อยทังหลาย ดั่งอั้นและมีสันใด พระยาเวสสันตรระสีใสใจกว้าง เป็นท่าท้างไหลไป แห่งฅนเข็ญใจก็ดั่งอั้น พระระสีมักใคร่สร้างโพธิญาณ จิ่งให้สองกุมารแก่ข้าเถ้า อันข่มเท้าเข้าไปขอ ท่านยกยอหื้อด้วยง่าย สละจ่ายด้วยสัทธาดีหลี นิคมคำมีบ่คลาด ข้าพระบาทขอถวาย อัญชุลีใส่เกล้า ไหว้พระบาทเจ้าสาธุการ ให้ปฏิญาณสุภาพ สุขย้อนราชสมพาร ขอพระภูบาลอย่ามีมโนปะโทษแก่ข้า อันอว่ายหน้าเข้ามาหานี้เทอะ ฯ

ตํ สุต๎วา อามจฺจา ฆรเมสินา ดั่งนี้เป็นต้น ดูราชาวเราทังหลายเฮย กัมม์อันบ่ดี พระยาเวสสันตรระสีพ้อยกระทำเล่า เราขับเจ้าออกจากปุรี ก็ปุนดีหล้างหลาบ ใจเจ้านั้นหยาบในบุญ เราทังหลายมาชุ่มนุมกันที่นี้ ทัดที่นี้มีเท่าใดจุ่งฟัง ข่าวไขอันนี้หื้อรู้ถี่คำมี ท้าวอยู่คิรีป่าไม้ ยังหื้อลูกแก่นไธ้เป็นทาน แก่พราหมณาจารย์ชินะเพศ อันเดินเทศสันฐี ตาสาตาสีช่วยใช้ เพิงท้าวตนนั้นปลดไป่ให้เป็นทาน ม้าเทียมอานและรถกงแก้ว เพิงแต่งแล้วให้เป็นทาน ช้างพังพลายสารตัวใหญ่ เพิงท้าวตนนั้นยกให้เป็นทาน ลูกรักปานปั้นหล่อ ดั่งฤาท้าวตนพ่อหื้อทานนั้นชา ฯ

ชาลีกุมาโร เจ้าชาลีตนองอาจ ได้ยินคำอามาตย์และปุโรหิต อันติเตียนปิตาธิราช เจ้าบ่อาจจักอดยังคำบ่หมดนั้นได้ จักกั้งคำนั้นไว้บ่หื้อฅนจา เหมือนเทวดาตนสักสวาด กั้งเขาสิเนรุราชปัพพตา เมื่อลมหลวงพัดมาบ่หย่อน บ่หื้อดอยอ่อนไปมา เอาแขนขวากั้งไว้ก่อน เพื่อหื้อลมอ่อนหายไป เจ้าจิ่งผายสีหนาท กล่าวคำองอาจกลางสนามว่า ยสฺส นาสฺส ฆเร ทาโส อสฺโส วาสฺสตรีรโถ ปิตามห ข้าแด่พระยาเป็นเจ้า ข้าจักกล่าวเถิงพระปิตา เมื่อชาวเมืองมาสนส่อ ขับพระพ่อไสหนี ไปอยู่เป็นชีในป่าไม้ ทุกข์ยากไร้หลอตาย ชื่อว่าข้าญิงชายช่วยใช้ ก็หาบ่ได้สักฅน ม้ามงคลควรขี่ ม้าตัวที่เทียมอาน ช้างพลายสารตัวโสด พ่อเผือข้าไร้โหดทุกอัน เมื่อพราหมณ์ลุกไกลมาผันหย่อง หน่องเหนี่ยวเข้าขอทาน จักได้อันใดมาหื้อได้ หันแต่หลานแก่นไธ้ทังสอง ท้าวบ่ปองเอาไว้ จิ่งจกจ่ายให้เป็นทาน บ่ใช่พ่อบ่รักหลานปู่พระยาเจ้า หากจนแท้เล่าสุดฅะนิง และปู่พระยาเฮยฯ

เมื่อนั้น พระยาสญไชยนรินทร์ ได้ยินเจ้าชาลีกุมาร กราบทูลสารไขข่าว จิ่งได้กล่าวเป็นถ้อยคาถาว่า ดูราเจ้าชาลีกุมารหลานรักแก่ปู่ ฅนทังหลายมวลมาก ย่อมออกปากยกยอ สักเสิญพ่อเจ้าไผบ่ได้เล่าติเตียน พ่อเจ้าตนมีเพียรบุญมาก ปู่จักออกปากขอถาม เมื่อพ่อหื้อทานเขือเจ้า ยังฅวามโสกเส้าสันใด

เจ้าชาลีไขคำพระอัยยิกาธิราช จิ่งสวาดเป็นคาถาว่า ทุกฺขสฺส หทยํ อาสิ ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า พ่อพระยาเผือข้า มีโสกหมองทุกข์ร้อน หายใจข้อนไปมา พระชลเนตรตาท้าวทังคู่ พอแดงพู่ดั่งดวงไฟ น้ำตาไหลบ่ใช่หน้อย ปางเมื่อหื้อข้าข้อยพรากเป็นทาน เจ้าชาลีส่ำแดงอาการเป็นทุกข์แห่งพ่อ ที่นี้จักส่อคำมี อันนางสรีน้องแก้วกัณหา ไห้เอิ้นจาสั่งพ่อไว้ ในป่าไม้ดงหนา แก่ปู่พระยาเป็นเจ้า จิ่งกล่าวคาถาว่า ยนฺตํ กณฺหาชินาโว จ อยํ มํ ตาต พราหมโณ ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า พราหมณ์เถ้าผู้หยาบช้า ตีเผือข้าด้วยเงื่อนเชือกเครือรี เครือเขาผ้งมียางหยาด สันหลังข้าขาดเป็นลาย เหมือนดังตีญิงชายปล่อยไว้ เกิดเก่าใช้กลางเรือนมันนั้นแล ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า เถ้าฅนนี้บ่ใช่พราหมณ์ดี บ่มีใจปรานีสักฅาบ ใจกล้าหยาบเหมือนผี ชาติพราหมณ์ดีแต่ก่อน ย่อมมีใจอ่อนกรุณา ยังทารกาเด็กน้อย เหมือนดั่งข้าข้อยหลานปู่พระยา พราหมณ์ผู้นี้นารอยเป็นยักษ์เปรต กลายกลับเพศเพิงเกรงขาม เข้ามาต่อตามขอต่อ เอาลูกน้อยพ่อไปกิน พระนรินทร์ยังอยู่จะกว้าย บ่ยินร้ายโสกเส้าโสกา ยังไกวตาผ่อดูได้ ลูกน้อยหน้อยไห้พ่อก็บ่กรุณานี้ชา ฯ

อถ ในกาละยามนั้น ท้าวสญไชย เล็งหันสองสายใจก่ำพร้า บ่พ้นจากข้าชีพราหมณ์ จักเอาคำงามมาโลมเล้า สองหน่อเจ้าหลานตน จิ่งนิพนธ์คาถาว่า ราชปุตฺตี จ โว มาตา ราชปุตฺโต จ โว ปิตา ปุพฺเพ เม อํคมารุยฺห กึ นุ ติฏฺฐถ ทารกา ดูราเจ้าชาลีหลานรักแก่ปู่เฮย แม่เขือเจ้าตนองอาจ ก็เป็นเชื้อชาตินางเมือง พระบุญเรืองตนพ่อ ก็เป็นเชื้อท้าวหน่อกระษัตรา อันเกิดมาแต่อกปู่ เจ้าเคยนั่งอยู่เหนือตัก จักเพาเอาใจปู่ดีหลี บัดนี้เจ้าทังสองเอากันหนีหลีก นั่งพ้นฟีกแดนไกล นั้นชาฯ

เจ้าชาลีขานคำปู่ว่า ข้าแต่ปู่พระยาเป็นเจ้า อันว่าพระมารดาเผือข้า ก็เป็นเชื้อเจ้าฟ้านางพระยา ส่วนพระปิตาธิราช ก็เป็นเชื้อชาติกระษัตรา เท่าว่าบัดนี้สองหลานหน่อเหน้า ได้เป็นข้าต่างวงศา สายตาตกต่ำใต้ อยู้เภ้ไหว้ยื่นยงถวาย ยินละอายมีมาก มานั่งหนี้ก็หากทังขามเสียแล้ว และปู่พระเฮยฯ ที่นั้น

ท้าวพระยาสญไชยนรินทร ได้ยินหลานตนกล่าว จิ่งไขข่าวคำเฅิงว่า มา สมฺเมวํ อวจุตฺถ ดูราเจ้าชาลีหลานรักแก่ปู่เฮย เจ้าอย่ากล่าวคำฟ้อง ให้ถูกต้องหัวใจ หรทัยกูปู่ ร้อนวะวู่เหมือนขึ้นนั่งกองไฟ การอันใดเป็นท้าวราช นั่งเหนืออาสนา หาฅวามผาสุขบ่ได้แลหลานเฮยฯ กิมคฺคิยํ ด้วยมีแท้สองหลานเป็นค่า นักหน้อยว่าเท่าใด จุ่งบอกไปหื้อแจ้ง ปู่จักแสร้งฟังดู พระบุญชูตนพ่อ แห่งลูกน้อยหน่อสองหลาน เมื่อจักหื้อทานเขือแก่นไธ้ ยังกฏค่าไว้สันใด เจ้าอย่าขามใจปู่ จุ่งกล่าวหื้อรู้ชุอันมี เข้าของเราบ่มีไร้ จักแต่งให้ชีพราหมณ์ และนาฯ

กุมาโรปิ เจ้าชาลีกุมาร ได้ยินพระโองการตนปู่ท้าว ชมชื่นย้าวบานใจ จิ่งทูลสารกราบไหว้ว่า ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า ข้าน้อยผู้เดียวเป็นค่า พ่อข้ากฏค่าไว้เป็นสัจจะ ว่าพันฅำนิกขะ(ลิ่ม แท่ง)หนักใหญ่ ปลดไป่ให้แก่ชีพราหมณ์ ฯ ส่วนกัณหางามน้องข้า หลานก่ำพร้าปู่นั้นค่าแฅวนแพง ช้างม้าแสร้งอ่านพอร้อย ข้าญิงชายใหญ่น้อยงัวดี ฅำสิงคีร้อยนึ่งเป็นขนาด เป็นค่านางนาฏกัณหา พระปิตาสั่งไว้แล้ว จิ่งหื้อลูกแก้วเป็นทาน แก่พราหมณาจารย์แก่เถ้า อันข่มเท้าเข้ามาขอนั้นแลฯ

ตโต เมื่อนั้นท้าวสญไชยราช จักปลงอาชญาอาณัติอามาตย์ ผู้ฉลาดในราชการ ให้ปลงราชทานลงเล่า แก่เถ้าชูชกะพราหมณ์ จิ่งกล่าวคำงามว่า ดูรานายนักการอามาตย์ ผู้ฉลาดแต่งดา ท่านจุ่งไปพิจารณาของรางวัลพราหมณ์แขก ช้างม้าสูแต่งและอันและร้อย ญิงชายใหญ่น้อยและงัวราม ฅำแดงงามพันร้อยนึ่ง ไถ่เอาหลานกูมารีบเทอะ ฯ

ที่นั้นนายนักการอามาตย์ รับพระราชอาชญา ไปพิจารณาช้างม้า ทังหมู่ข้าชายญิง และสิ่งและร้อยบ่คลาด ทังงัวอุสุภราชและงัวนม ฅำแดงอุดมพันร้อยนึ่งเป็นขนาด ไถ่เอาสองราชออกเป็นไทรีบหั้นแลฯ

ที่นั้น พระยาสญไชยราช ก็หื้อปราสาทหลังนึ่งเจ็ดชั้น ตกแต่งตั้งอาสนา หื้อพราหมณาสมบัติมาก ผู้พรากเมืองมา พราหมณ์พาลายามหนุ่มนั้นไส้ ทุกข์ยากไร้นักหนา จะเดินหาต่างประเทศ เถิงชั้นเขตมัชฌิมวัย โชคไชยมีมวลมาก นางใช้หลากญิงชาย ช้างม้ายายเป็นถ้อย บ่รู้กี่ร้อยประหมาณ ยสะปริวารมีเหลือแหล่ พราหมณ์แก่เถ้าเป็นดี ก็มีใจยินดีชมชื่น ถงหนักหมื่นชุอัน ได้ปานดั่งฝังขุมได้ จิ่งลำดับไว้เป็นอันดี แล้วลีลาขึ้นสู่ปราสาท อันท้าวปลงราชทาน กินอาหารหลายหลาก คัดท้องมากเวทนา นอนเหนืออาสนามะมุ่น เป็นสุขอุ่นอารมณ์

ท้าวสญไชยบรมนาถ คันถามไถ่หลานรักราชะวงศ์ ก็อาบองค์สรงเกษ ผ้าวิเศษให้ทรง ให้กินอาหารต่าง ๆแล้ว ตนแก้วก็อุ้มเอาเจ้าชาลี นางผุสดีตนย่า ก็อุ้มเอาหน่อหล้ากัณหา ย่าพระยาชมไป่ทันแล้ว ปู่พระยาแก้วลู่ชิงชม ก็มีวันนั้นแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห นิกฺกมิต๎วา นหาเปต๎วา โภชยิต๎วาน ทารเก สมลํกริต๎วา ภณฺเฑน อุจฺจํเก อุปเวสยุง ฯ ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าสองกระษัตราภูบาล คันถ่ายหลานตนออกแล้ว ก็ให้หลานแก้วราชวงศ์ อาบองค์สรงเกษเกล้า อาบน้ำวิเศษมุทธาดี หื้อกินอาหารหลายหลาก ชิ้นปลามากงัวฅวาย เข้าหนมหลายอันหลายเยื่อง นับว่าได้เครื่องกินดี ให้เข้าเครื่องสรีต่างเทศ ย่อมของวิเศษอุดม อภิรมย์ทั่วเท้า หดสองเจ้าสองสรี กล่าวว่ามังคละดีมวลหมู่ หื้อหลานแก้วอยู่ทีฆา หื้อได้เป็นพระยาเอกอ้าง เป็นเจ้าช้างสืบแทนเมือง พระบุญเรืองตนปู่ อุ้มเอาหลานแก้วอยู่เหนือตัก คันว่าสองกุมารสรงเกษ ผ้าวิเศษให้ทรง กุณฑลฅำประดับต่างแก้ว สุบสอดแล้วใบหู ทรงมงกุฏเภณีกระโจมโลมสอดเกล้า เข้ามานั่งอยู่เหนือตัก ท้าวตนปู่รักบ่แล้ว จิ่งถามหาข่าวลูกแก้วอันพรากไปนาน จิ่งไขสารพระโอษฐ์ แย้มยว้ายโจทย์เจียรจาว่า

ดูราเจ้าชาลีสรีหลานรักแก่ปู่เฮย อันว่าพ่อแม่สองหลาน ยังอยู่สำราญในป่าไม้ บ่เจ็บเมื่อยไข้โรคา ยังแสวงหาหัวมันและลูกไม้ ก็ยังได้พอฉัน สัตว์ตัวอันน้อยหน้อย คือเหลือบและยุง ชักเข็บและแมงป่อง งูน้อยและงูใหญ่ ยังบ่มาตอมไต่ขบตน ในไพรสณฑ์ป่ากว้าง มีทังแรตช้างเสือหมี บ่เข้ามาราวีกระทำโทษ แก่พ่อแม่เจ้าสร้างโสดสมพาน อั้นชารือฯ

ชาลีกุมาโร อาห เจ้าชาลีกุมาร ก็ขานคำพระยาตนปู่ว่า ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า พ่อแม่เผือข้ายังอยู่สำราญในป่าไม้ หาพยาธิ์บ่ได้อยู่สวัสสดี ยังเลี้ยงชีวิตอินทรีย์ไจ้ ๆ ด้วยอันแสวงหาลูกไม้และหัวมัน ก็ยังพอฉันพอปาก บ่ทุกข์ยากปานใด สัตว์ทังหลายน้อยหน้อย คือว่าเหลือบและยุงยังมีสะน่อย เขาบ่ค่อยเบียนรา ในดงพนารกเรื้อ เต็มไปด้วยเนือ้เบื้อฅะนอง เขาก็บ่ปองกระทำโทษ แก่ผู้ข้าอันสร้างโพธิสมพาร ฯ

ขณนฺตาลุกลมฺพานิ จ ข้าแต่ปู่พระยาเป็นเจ้า ส่วนแม่มัททีสรีสะไพ้ปู่พระยาเจ้า คันลุกเช้ากวาดเผี้ยวศาลา แล้ว ก็แต่งดาน้ำกินน้ำใช้ ทังน้ำซ่วยหน้าและไม้สีฟัน หื้อแก่พระนักธรรม์นั่งเกล้า แม่เป็นเจ้าก็ถือเอา ยังเสียมคันเลาจอดบ้อง ดาแต่งต้องหัวมัน แม่ก็ผันไปขุดเอาเหง้าบัวหัวพ้าน ทังมันแดงแฝงฝังราก ทังอ้อนชวากและมันเครือ มันมือเสือหัวใหญ่ มันตีนไก่และตีนนก มันหัวเขานกงาบง้าง มันตีนช้างมากเหลือหลาย ทังมันลายและมันไข่ แม่ขุดได้แล้วนำมาชุวัน ทังหมากกะทันและหมากกอก หมากแหนมหมอกและนมงัว ทังฝักบัวและม่วงไข่ ขนุนใหญ่และสิทธิสอ หมากซางดอและหมากม่วงสว่ายก้าน แม่บ่คร้านบ่เซา ก็ไปหักเอาหน่อไม้ไผ่ ทังหน่อไล่และบงซาง ทังหมากปรางและแตงเต้า แม่เป็นเจ้าได้แล้วก็พามาสู่ศาลาทังฅ่ำ แม่จิ่งได้ย่ำศาลา ผู้ข้าเอากันมานั่งล้อม สามสี่พร้อมเพรียงกัน กลางฅืนสันลูกไม้ บ่ห่อนได้กินเมื่อยามวัน สักเทื่อและนาฯ

แม่มัททีเมื่อก่อน มีผิวอ่อนเกลี้ยงงามนักหนา บัดนี้แม่เดินหาลูกไม้ ในแหล่งไหล้ดงเขียว ตัวต้องเปียวแดดผิวแม่ก็ดูแก่ดูหมอง คือดั่งดอกบัวทองผิวอ่อน ผิวพรรณผ่อนเสียวรรณ ซ้ำบ่หันเผือข้าแถมเล่า อกแม่เปล่าตรอมใจ อยู่อาลัยว่างว้า อิ่นดูแม่ข้าเหลือใจ อยู่กลางไพรลำบาก เพราะว่าเลี้ยงตนยากนักหนา พระเกษาเมื่อก่อน มีปลายก่องเกี่ยวตระหวัดขึ้นบนชุเส้นดีหลี บัดนี้แม่มัททีเผือข้า เป็นก่ำพร้าอยู่กลางดง หนามก็มาจงจ่องขอดเกล้า สะไพ้ปู่พระยาเจ้าก็เสียสรี ในคิรีด้าวป่า เนื้อร้ายล่าเนืองนัน เสือเหลืองผันผกผ่า แรตช้างลิงล่าหมาหนี ไกสรราชสีห์เสือโคร่ง ร้องเสียงโก่งครางกราย แม่ก็เถิงปางตายนักหน่อ ข้าคึดใจต่อแม่ทุกวันมา แม่พระยาอยู่ป่าไม้ ขอดเกล้าไว้เป็นชะฎา จะเดินหาลูกไม้ เหื่อและไคลไหลยัวะยว่าง ถั่งเต็มเค้าแร้แม่ออกมา แม่พระยานุ่งหนังเสือ นอนอยู่เหนือเฟือยไม้ ไหว้ชาติเปียวไฟทุกฅ่ำเช้า เป็นทุกข์ด้วยสะไพ้ปู่พระยาเจ้าเหลือหลาย เช่นและนาฯ

เอวํ ชาลีกุมาโร เจ้าชาลีกุมาร สำแดงอาการเป็นทุกข์แห่งเจ้าแม่ เจ้าใคร่แผ่โจทนายุโยงปู่เจ้าพระยา ยังรักลูกเต้าอันอยู่ในไพร รือว่าบ่อาลัยเสียแล้ว เจ้าหน่อแก้วกล่าวคาถาว่า ปุตฺตา ปิยา มนุสฺสานํ โลกสฺมึ อุปฺปชฺชิตุง ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า ชื่อว่าลูกญิงชายสายสืบเชื้อ เทียรย่อมเป็นที่รักเอื้ออาลัย แห่งฅนทังหลายในโลก ดั่งผู้ข้าอาโภคร่ำเพิงมา ควรสีเนหาในลูก ปู่พระยาบ่ผูกใจติด ยังพระบพิตรพ่อแม่ข้า อันชาวเมืองว่าร้ายบ่ดี ขับไสหนีไปอยู่ป่าไม้ เท่ากินหัวไม้และหัวมัน เอามาสันต่างเข้า รอยปู่พระยาเจ้าบ่บังเกิดสิเนหา ชะและนาฯ

ที่นั้น ท้าวบรมสญไชยนรินทร์ ได้ยินคำเจ้าชาลีกุมาร อันไขสารแจ้งโจทย์ จักแก้โทษอันตนกระทำผิด ในอดีตติดแต่ต้น เพื่อหื้อพ้นอันตนได้ประทำผิด อันบพิตรบ่ได้พิจารณา จิ่งกล่าวคาถาว่า ทุกฺทญฺจ หิ โน โปตฺภูนหจฺจํ กตํ มยา โยหํ สิวีนํ วจนา ปพฺพาเชสึ อทู สกํ ดูราเจ้าชาลีหลานรักแก่ปู่เฮย ส่วนปู่อันเถิงปัจฉิมวัยลงต่ำ ชินะฅ่ำชรา เข้าอำนาจโทษโมหา กระทำอันใดบ่พิจารณาถองถัด รู้ยังคุณและโทษ มีใจกริ้วโกรธโกธา ขับพ่อแม่พระยาหลานแก่นไธ้ ผู้หาโทษบ่ได้หื้อหนี เพราะฟังคำเจ้าสีพีมาสนส่อ ว่าพ่อเจ้าจักหล้มหล่อเมืองเสีย ปู่ก็มาอาเฅียใจฟั่ง ขับพ่อเจ้าหนีทังฅืนและนาฯ ภูนหจฺจํ วุฑฺฒิฆาตกมฺมํ มักว่ากัมม์อันบ่ได้บำบัด ตัดเสียยังสรียสลาภพ่อเจ้า ปู่ผู้เฒ่าก็ได้กระทำแท้ดีหลี เป็นกัมม์บ่ดีบ่ชอบ เหตุบ่ประกอบด้วยราชะสัทธา ดูราเจ้าชาลี เข้าของเงินทองของเลือก ทังเข้าเปลือกและเข้าสารทังหลาย ทังงัวฅวายและช้างม้า ทังหมู่ข้าญิงชาย อันมีในอาณารัฐไขเขต ประเทศท้องสีพี กูปู่นี้จักเวนเคนหื้อพ่อเจ้า มาเสวยเล่าพอสอง ขอเชิฐเจ้าบัวทองหลานหน่อ ไปนิมนต์เจ้าพ่อมาเสวยเมือง หื้อยสรวายเรืองดั่งเก่า สอนชาวสีพีเล่าสองที เทอะฯ

เมื่อเจ้าสญไชยไขศุภสาร เจ้าชาลีกุมารยสใหญ่ พิจารณาแล้วไป่ควรไป ปู่เจ้าก็ไขคำตนว่า น เทว เมยหํ วจนา เอเตห ิ ข้าแด่พระอัยกาธิราช ผู้ข้าบ่อาจปฏิบัติตาม พระราชโองการถี่ถ้อย ดั่งข้าผู้น้อยจาคำเมือง เยียวบ่เปืองบ่ถูก หากใช้ข้าผู้ลูกไปอาราธนา บ่เป็นธรรมดาอันชอบ เป็นคำต่ำยอบเบาบาง บ่เป็นปางหนักใหญ่ ลูกท้าวไป่จักฅืนมา เชิญปู่พระยาเสด็จ ยาตราไปหล้างแล้ว อุสสาภิเษกลูกแก้วตนแล้วลวดนำมา เหมือนจักควร ชะแลฯ

ตโต พระยาสรีสญไชยนรินทร ยินคำเจ้าชาลีไขข่าว หลานท้าวกล่าวคำควร ก็ให้ป่าวเสนามวลทังสี่จ่ำพวก จิ่งไขพระโอษฐ์โองการ ปลงราชะสารสิทธิวาท ว่าดูราเสนาอามาตย์ทังหลาย อันปรากฎยายทรงยสแต่ชาติ ท่านจุ่งใช้ราชะสาร ไปอย่านานทุกแห่ง หื้อรีบแต่งพลมา คือเสนาช้างและเสนาม้า เทียวบ่ช้าทันใจ เสนารถไววะแว่น เสนาตีนแล่นแฅวนไว เสนาในทุกแห่ง หื้อเขาแต่งห้างตามกูไป นิคมไกลเมืองขอก หื้อเขาออกมาพลัน พราหมณ์ทรงธรรม์จบไตรเพท ทังท้าวเทศและหมอฅวาย โยธาหลายหกหมื่น หน้าช้อยชื่นสมงาม เกิดมาวันยามทันลูกเรา เจ้าพระยาเวสสันตระราช ให้เขามาประดับอาจดูงาม หื้อรีบไปตามกูอย่าขาด โยธาหลวงราชลางพร่อง หื้อเขาแต่งหย้องเครื่องอาจผืนดำ ลางพ่องเข้าเครื่องเหลืองงามสะพรั่ง ดุจดั่งดอกกัณณิกา ลางพร่องให้เข้าเครื่องแดงแสงงาม ดุจดั่งกลางวันจิ่งออกมา โยธาลางพร่องงามล้ำเลิศ ให้เขานุ่งผ้าเผือกผืนขาว ดุจดั่งดาวยังฟ้า ให้เขามาก่อนหน้าและตามหลังกู พลันนักเทอะฯ

เขาหิมวันต์ป่ากว้าง มีทังน้ำฅ้างและหมอกเหมยลง เป็นที่ทรงแห่งคัณธะทังหลายต่าง ๆ ดาดเต็มไปด้วยไม้สองจ่ำพวก คือผ้งเป็นดอกและดอกบานงาม เป็นที่อยู่แห่งผีเสื้อ กับทังนกเนื้อหลายอย่างนานา อบตระลบไปด้วยยาทิพย์พรายเพริด งามล้ำเลิศในทิศะทังหลาย และมีสันใด โยธาทังหลาย ให้เข้าเครื่องงามองอาจ ดูวิลาศแก่ตา ในทิศาพรายเพริด เสื้อผ้าเกิดตระลบ ด้วยคัณธะอบต่าง ๆ ก็อุปมาดั่งอั้นแล จุ่งไปตามกูเทอะฯ

ถัดนั้น หัตถาจารย์ควานช้าง จุ่งให้เขาแต่งห้างช้างสี่หมื่นสี่พันตัว ช้างพลายสารตัวใหญ่ กำลังใฝ่สัตตัน ช้างฝูงอันเกิดมาจากอังคะตัวแม่ หนุ่มบ่แก่ถ้านมัชฌิมวัย มีสายฅะพัดแล้วด้วยฅำฅาด มีผ้าลวาดหัวช้างแล้วด้วยฅำ ควานช้างมีถือยังขอและฅ้อน ขึ้นขี่พร้อมชุตัว แล้วดาไปตามกูเทอะ ฯ

ถัดนั้นสารถีนายม้า จุ่งหื้อห้างม้าหมื่นสี่พัน อันรู้ยังเหตุอันเป็นมงคล แก่เจ้าตนงามล้ำเลิศ อันเกิดมาแต่ข้างแม่น้ำสินธุวา สิงคาวาหนาท อาจนำเจ้าตนไปพลัน สารถีฝูงนั้น มีมือถือแส้และธนูสิงยิงแม่น เป็นนายม้าแก้วแกว่นอาสา ขึ้นขี่อาชาม้าแก้วมงคล สำแดงตัวตนเหนือหลังม้า แล้วจุ่งดามาก่อนหน้าและตามหลังกูเทอะ ฯ ประการนึ่งสารถีนายรถ จุ่งห้างรถหมื่นสี่พัน รถฝูงนั้นมีกีบกงกรอบ ครอบด้วยแผ่นเหล็กดี มีข้างประจิตร์แล้วด้วยฅำ มีช่อกั้งกางหัวรถชุเหล้ม ลวาดเจือไปด้วยหนังเสือโคร่งและเกาะก่ายทังหลาย นายสารถีมีมือถือธนูแข็งเข้าเนื้อพาด ปืนเงื้องาดเอาตาย แม่นหางทรายทังแท่ง ถ้องแถกแล่งเถือไป ห้างรถไปอย่าช้า จุ่งก่อนหน้าตามกูพลันนักเทอะ ฯ

ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสเสพสร้าง กิเลสม้างกระจัดกระจาย สัตรูหลายมวลหมู่ ร่ำงับอยู่เสวยผล จุ่งฟังท่ำพลนรนาถ ปางเมื่อเจ้าปะระมะนาถเจ้าสรีสญไชย ไถ่เอาหลานไทยกลิ่นแก้ว เบิกบายแล้วหื้อสมฤทธิ์ ใคร่หื้อบพิตรตนลูก มานั่งเมืองผูกไว้เป็นตรา ท้าวจิ่งปลงอาชญาถี่ถ้วน ราชะการล้วนสนิท แก่ราชะอโนชิตสมสวาท ผู้เป็นอามาตย์ต่างตา ว่าดูราเสนาผู้ฉลาด จุ่งมารับราชอาชญามี ไปตีกลองเคาะค้องป่าว หื้อรู้ข่าวราชการเส้นก้าน ลือสะท้านทั่วเมือง เสนาเนืองชุด้าว ทังลูกท้าวและหลานไทย ทังเสนาในและเสนาออก ป่าวทุกสลอกทุกพาย พิณธะล้อหลายหลาบ…. ไม้อะซ่อมไซ้คราวไชย นายแถวไกลและใกล้ เร็วรีบได้พร้อมสัพ แต่งเครื่องประดับสี่หมู่ ให้ครบคู่ทังกุม เสนาชุมแสนช้าง จุ่งแต่งห้างเติ่มตาม สายชะนักงามถ่ายหื้อหมั้น สายกับช้างและหาง ป่วงฅำงามยัวะยวาด เอาธงกางกั้งคาดหมู่ทุงไชย หอกหลามไหลคันไม้รวก ง้าวช้างฅวักแฅวนแพง ขอฅำแฅวนศักดิ์ใหญ่ ขอเงินไต่เติมตาม ขอทองงามยะยวาด ขอเหล็กพาดพาวเพิง ช้างไชยเทิงผ่านผอก ถ้วนหกศอกเมือบน สุบเพาเพิงถ่อมถ้า ถอดฅว่ำหน้าชิงชาย วิทูรนายถ่อมถ้าย ตีนซ้ายบ่ห่อนถอยไกล ชุมช้างไชยเข้มขื่น สังขยาว่าได้หมื่นหกพัน มีชื่ออนันต์อเนก ควรสังเกตไว้เป็นตรา

ตัวนึ่งชื่อว่าปราบท้องแท่นจักรวาล ตัวนึ่งชื่อว่าสัตรูวานขอกราบ ตัวนึ่งชื่อว่าปราบตราตริง ปืนไฟยิงบ่เฟื่อง ตัวนึ่งชื่อว่าเอราวัณเนื่องพิมาน ตัวนึ่งชื่อว่าทรงสมพารเจือจ้าน ตัวนึ่งชื่อว่าพ้านพลแสน ตัวนึ่งชื่อว่าตาแหลวแมนจนแม่น ตัวนึ่งชื่อว่าเพ็กนารายณ์แก้วแกว่นสงฅวาม ตัวนึ่งชื่อว่าไชยกาลเหล็กค้าน ตัวนึ่งชื่อว่าไตรจักรแกล้วกล้า ตัวนึ่งชื่อว่าเปียวป่องฟ้าใจไว ตัวนึ่งชื่อว่าไชยะฟ้าเลื่อนปราการ ช้างพลายสารหาญบ่หย้าน และตัวถูกถ้านลุ่มซาว งางอนยาวสอดเสี้ยว จำลองเลี้ยวตราตริง คันผ้งเมามันพ้นเพ็ก แกล้วกล้าเอกสงฅวาม ช้างพังตามเทียมออก ห้างใส่ครอบครัวหลวง ช้างพังพวงฅำหยาด จุ่งหื้อนางนาฏทรงไปเทอะเพื่อนเฮยฯ

ถัดนั้น ชุมเสนาม้าใช้ นับว่าได้หมื่นสี่พันตัวเป็นขนาด ย่อมอาชาไนยชาติชมขวัญ มีหลายพรรณต่าง ๆผิวส้อสว่างแซมซอน กาแกพอนม้าเผือก ม้าห้อเลิกพานเฅิง ดาวเสด็จเชิงผิวก่ำ ผิวด่างพร่ำผิวสอ ผิวกอลอตีนเท้า ม้ามณีราคเจ้าสุทธนู ม้าดีดูล้ำเลิศ ม้าห้อเกิดหนองแส ม้าแก้วแกตีนข่าย ม้าห้อม่ายมาแมน แฅมฅำแฅวนศักดิ์ใหญ่ขนันใส่ไหมฅำ อกทอทำมอนมาด จักร์ฅำฅาดติดหาง อานฅำวางชามแส่ว อานเงินแส่วทอทำ แถบลายฅำแห่งห้อย ดาวเสด็จย้อยจามรี นายม้าดีสักสวาด ขี่ม้าควาดคองแล ขี่ม้าแนยิงแม่น ม้าแล่นแกว่นรักนาย ม้าไชยทางกวัดแกว่ง สลับเสลียวแล่นไปฅืน ขี่ม้ายืนหย่องเที่ยง เยียะบิดเบี่ยงเมือบน ม้าเศิกสนเชิงหอก อันนึ่งชื่อว่าแม่มอดเกี้ยวเสาโรงทอง เป็นดวงคองหมากเต้า สามสุ้มเส้าฅะเชิงชิดช่อง นางเหยี้ยมปล่องลงแทง ผ่าฟองแรงรีบร้อน ฟองเฟื่องลงสน ๆ เกล้ากลางพลสัดสวาด ชะฎาแม่นมาดส่งสู่สองแสน ตาแหลวแมนเชิงถี่ ช้องนางควี่ขะแจจำ พลจำช้างม้าขุนใหม่ หมากเซ็กฅ่ายขุนแสน ท่านหื้อรางวัลอมสมเสีย นางกินเมืองขวางแข่งฟ้า ศักดิ์ใหญ่หม้าปรากฏ เมื่อนั้นและนาฯ

ถัดนั้น เสนารถไชยชุมแต่งห้าง เหล้มใหญ่กว้างเท่าพิมาน ทุมทานเพ็กพาด ข่มข้างพาดหวายทรง ดุมฅำกงเหล็กแขบ ตีเพิงแฅบไชชุม ถ่ายเพลาดุมไม้ใหม่ เครื่องรถใส่เหลือหลาย หนังเสือลายหุ้มห่อ หนังราชสีห์พ็อกอีสาน แล่นปูนปานทิพาวาส ตั้งปราสาทโขงไข กางทุงไชยวะวาด ช่อใหญ่กวาดลงสน เครื่องเศิกขามขนขึ้นใส่ หน้าไม้ใหม่และธนูสิง ปืนพิษยิงและสินาท อะม็อกอาดตรา จุงดากว่าชูไชยโชค เครื่องบริโภคสัปปัตถะ รถทังหลายมีมาก ลางเหล้มชอนด้วยอุสุภราชตัวใหญ่ ลางเหล้มก็มาใส่กวางฅำ ลางลำก็มาใส่แพะพู้ลากซุยซาย รถทังหลายสัพพเรศ ควรสังเกตไว้หื้อเป็นตรา เหล้มนึ่งชื่อว่าสุริยาทัณฑราช เหล้มนึ่งชื่อว่าจันทมาสมาน เหล้มนึ่งชื่อว่าอังคารพลวิเศษ เหล้มนึ่งชื่อว่าพุทธเพศเพาสรี เหล้มนึ่งชื่อว่าผัสสวดีครูโลก เหล้มนึ่งชื่อว่าสุกรโชคเพาพิมาน เหล้มนึ่งชื่อว่าโสรีสถานสังโสด เหล้มนึ่งชื่อว่าราหูโคตรผิวเขียว เหล้มนึ่งชื่อว่าเปียวป่องฟ้า เหล้มนึ่งชื่อว่าอัสสวดีม้าหางหอน เหล้มนึ่งชื่อว่าผรณีวอนใจโลก เหล้มนึ่งชื่อว่ากิตติโชคชุมสรี เหล้มนึ่งชื่อว่าโรหิณีแดงเพริด เหล้มนึ่งชื่อว่ามิคะสิรเลิศฤาไชย เหล้มนึ่งชื่อว่าอัทธพิไชยประสาท เหล้มนึ่งชื่อว่าปุณณสุราชพิมาน เหล้มนึ่งชื่อว่าปุสสะบัวบานอุ้มตุ้ม ราชรถหุ้มกระฏัก เหล้มนึ่งชื่อว่าหัสสเรศ มาฆวิเศษสลายลุม ปุพพคุณคามยศยิ่ง อุตตระพระทรงคุณสิ่งใสสรี เหล้มนึ่งชื่อว่าหัสสวดีชมชื่น จิตระหื่นหอสาร ศาสตระมาณไนดูวิลาศ วิสาขาสุจจนาถนาตาวิฆาต เหล้มนึ่งชื่อว่าอนุราชราชา เชฏฐาวดีแถวถั่ง ธรณีสัพพะคับคั่งถวายเถิง สัตตพิตเพิงควรฅาด ปุพพาอาจเพิงพอ อุตตระพระทรงตนยสยิ่ง เหล้มนึ่งชื่อว่าเรวติมิ่งไขสรี เหล้มนึ่งชื่อว่ามาตุลีไขโลกหล้า ขึ้นขี่ฟ้าเสวยผล เหล้มนึ่งชื่อว่าเวไชยนต์ยสซะราบ พระยาอินทร์ขี่ปราบไอศวร รถทังมวลยสเยี่ยง เยียะบิดเบี่ยงผ้าชูไชย ชิงกันไปเยียะซะซาดซะซ้าว เยียะอะอาดอะอ้าวอือทือ เสียงดังนันลือฅะฅุ่มเฅงฅ่วน เสียงระรดระราดร่วนลือนัน เยียะตะตุมตะตาม เสียงฅะฅุมฅะฅามฅะฅาด เยียะอะอาดอะอ้าวอืดอือทือ เสียงนันลือนันก้องอากาศ หกห้องฟ้าฟาดเถิงพรหม ปางเมื่อบรมสญไชยย้อยเยิ่ง พอรถทิพย์เฟื่องเปิ้งพิมาน อาสาการบ่อ้าง รางวัลกว้างกินเมือง ฯ

ถัดนั้น ฅนตีนเนืองไวแว่น ใช้สอยแกว่นรางวัล เร่งจัดสรรสุระพ่าง เศรษฐีห่างเมืองมูล ขุนกินเมืองหื้อป่าวชาวบ้าน ช่างเส้นก้านขางยามัง ใคร่ได้ยังหวังกินเมืองกว้าง เครื่องเศิกห้างอาสา สุบว่อมหนังหนาและว่อมเงี้ยว จากัดเขี้ยวตะลัน ๆ ปืนธนูคันยัวะยวาด หน้าไม้ปาดปืนยา สีโรกะราต่างดาบ ด้ามคัดคาบปลายสอง ผาลาทองไวแว่น เสนาแกว่นกับปืน หอกยิงยอยหยดหยอก หอกชาวหอกหล่อนคลอน ดาบกับลากูนี้ถือเอาหอก ด้ามยาวศอกสามฝู เชิงกลิ้งดูไววะวาด ฅะฅุบฅาบเยียะตะริงตะราย จะเลยดายเชิงจ้าน แม้สี่ด้านเลยไป เชิงชายไวทรงแทบเชิงหอก อันนึ่งชื่อว่าแม่หมัดนอนแกลบกองวาง แม่เสือลากหางเหนนอก ช้างงาทอกตวงเต็ก ก่ำแพงเพ็กดิ้นตาย พาดพลิกแวดไวเวียน อินทร์ทือเทียนถ่อมถ้า เกินก่ายฟ้าเอาพระยาอินทร์ นางเกี้ยวเกล้าชิดชินเถิงถี่ ช้องนางควี่เวียนวน อีเพ็กชายสนกินหยาบ ใจเฅิงฅาบปานไฟ ตีนมือไวเที่ยงเท้า เขานันละเล้าจากัน ว่าจักบินเบี่ยงฟ้าเอาอินทร์ ฅนหาญชินชดชั้น สี่หมู่ปั้นเป็นชุม นายสิบหุมแห่หมู่ นายซาวอยู่สันเดียว ฅนสลับเสลียวกวัดแกว่ง ลุกขึ้นแล่นทันนาย ลูกหาบยายอยู่ก่อนหน้า ยั้งอยู่ถ้าหุยหาย ชาวเด็กชายมหาด ชาวเมืองราชชูไชย หล้างการใดหากการนั้น อดหมั้นหมั้นขอขัน ราชะการรางวัลเสื้อผ้า กินน้อยถ้าถมแถม นางนมแนมอุ่นเอื้อ เมืองใหญ่เงื้อมกินกม ปางพระบรมสักสวาด ท้าวธิราชสญไชย รอมริพลไปวันนั้นแลฯ

เอวํ ราชา ท้าวสญไชยพิจารณา จตุรงคะเสนาสี่จ่ำพวกนี้แล้ว ท้าวตนแก้วจักปลงอาชญา ให้ประดับประดาราชะมัคคาทางใหญ่ อันกว้างได้อุสภคณนา นับได้ 50 วาเป็นขนาด แต่ฅุ้มน้อยราชเวียงไชย จตุรนกรไปชุจอด ต่อท้าวรอดเขตวงกตปัพพตาคิรี มีประหมาณ 60 โยชนะคณนา ให้ประดับประดาทุกสิ่ง ท้าวจิ่งปลงราชโองการ อาชญาสารจาเทิก ให้อามาตย์เบิกบรบัติ ว่าจุ่งรับเอาราชอาชญาสาร เอาฅนการมามวลมาก หื้อเผี้ยวถากชวากทางไป หื้อเหมือนหน้ากลองไชยเรียบราบ บ่ล้ำกว่าอามาตย์จักกระทำแท้ดีหลี จิ่งกล่าวเสาวนีย์คาถาว่า ราชา โอโลกิยา ปุปฺผามาลาคณฺธ วิเลปนา ดั่งนี้

โภณฺโต อามจฺจา ดูราอามาตย์ อันมาเต็มราชสิงสนาม จุ่งปฏิบัติตามให้วิเศษ ลูกกูเจ้าพระยาเวสสันดร จักเดินจรไต่เต้า ยาตราเข้ามาเมือง สูจุ่งประดับประดาเรืองรอด หนทางจอดราชมัคคา ปัญจมาลาห้าสิ่ง ดอกไม้ยิ่งห้าประการ คือดอกตายหานดอกพุดดอกซ้อน ดอกหญ้าแพรกข้อนเขียวเย็น ดอกผักกาดเป็นถ้วนห้า ขันเข้าตอกถ้าดาผาย จวงจันทน์มัณฑายายไว้ ชุมนุมดอกไม้ยายทาง น้ำอ่างและไหอย่าหื้อขาด ไหเหล้าเป็นขนาดและไห เต็มแบกไปยายใกล้หั้น ไหฝูงนั้นเต็มไปด้วยเมรัย เข้มแข็งชุไหชุแห่ง ตอกและแป่งเมาซะเรซะรำ

อันนึ่ง ท่านทังหลายจุ่งแปงเข้าหนมถั่ว เข้าต้มอั่วชิ้นยำ เข้าหนมแดกงารำและชิ้นปลาทุกอย่าง ยายไว้สองตราบข้างมัคคา น้ำกะธิน้ำมันงาใหม่ สัปปิใส่นมงัว เข้าหนมหนัวและเข้าป้าง กองเท่าแฅ่งช้างชาวไร่สร้างยาเมา ตั้งเต็มเลาไว้ต้อน ฅนฟ้อนร้อนหลุ้มกินไป พ่อครัวในและพ่อครัวนอก ให้เขาออกมาไว

ฅนทังหลายฝูงขับช่าง และช่างฟ้อนสังสลืดย้อนตีนมือไว ฅนช่างตีกลองให้หุ้มปาก มีรสหลายหลากยังยาย ช่างขับนิยายลวงโลก หื้อหายโสกมายา อาหยนฺตุ สพฺพาวินาโย พวกพิณตราชำหนีด ให้เขาดีดเป็นชุม ฅนฝูงหมู่ตีกลองหลวงและกลองหน้อย เสียงละห้อยเป่าหอยสังข์ เสียงโด่งดังดีดสีตีเป่า มือนับเล่าสอนใจ เภรีใดดังด่วน หน้าใดม่วนผู้ตีไป ฅนฝูงใดช่างเป่าวุ่นและปัณเฑาะว์ และตีสังข์ทึงชักเข้ธะล้อ จุ่งหื้อตีต่อทางเดิน ช่างตีกลองฅำกลองเงินและช่างหุ้ม จุ่งตีแต่ฅุ้มเราไปเทอะฯ

ดูราเสนาอามาตย์ทังหลาย จุ่งมาดีดพิณเราอันมีซาวหกสาย อันมีแซ่วหลายกง มีทังรูปฅนและราชหงษ์องค์แอ่น มีทังรูปม้าแก้วแกว่นอาชาไนย มีทังรูปไกรสรคุชชราช พิณแก้วอาจแจจัด แสนกระษัตริย์ใคร่รู้ พิณสายนึ่งนั้นเสียงเนืองนันสะสว่า ปานดั่งฟ้าผ่าต้องสมุทรสาคร สายนึ่งชื่อว่ามธุรสหวานยิ่งกว่าอ้อย สายนึ่งชื่อว่าสาวหน้อยไห้หื้อแม่หาผัว สายนึ่งชื่อว่าสาวใคร่หัวเมื่อเช้า สายนึ่งชื่อว่าหน้าเถ้าเหี่ยวแล้วพ้อยชื่นเชยบาน สายนึ่งชื่อว่าท้าวไปอื่นนางคอง สายนึ่งชื่อว่ารุทธทองทังแท่ง สายนึ่งชื่อว่าแต่งเอาใจ สายนึ่งชื่อว่าแสนตาสาวไหลเหยี้ยมปล่องห้อ สายนึ่งชื่อว่าป้อสมบัติ สายนึ่งชื่อว่าปัดฅำเต็มแขนนางสนถี่ สายนึ่งชื่อว่าช้องนางควี่ซะดาน สายนึ่งชื่อว่าถ้านสมบัติในเมืองฟ้า สายนึ่งชื่อว่าอยู่ถ้าเมืองพรหม สายนึ่งชื่อว่าชมสมบัติในโลก สายนึ่งชื่อว่าอยู่ถ้าเนรพานเป็นที่แล้ว สายนึ่งสูจุ่งดีดไปนำเอาลูกแก้วพ่อมาเมืองเทอะเพื่อนเฮย ท้าวปรมสญไชยพิจารณาห้องราชะมัคคาอลังการ ด้วยประการฉะนี้ก็มีวันนั้นแลฯ

ชูชโกปิ ส่วนชูชกะพราหมณ์ปู่เถ้าอันเดินมา หื้อทังปราสาทปิ้นเจ็ดชั้น ทังอาสนาอันเชยชม อภิรมย์ผะโหด เข้าน้ำโสดโภชนาหาร มีรสหวานหลายยิ่ง กินเสี้ยงทุกสิ่งเหลือประหมาณ ตามอันกลั้นอันอยาก ท้องพราหมณ์พรากมานาน มากินอาหารตามอันมัก อาหารคัดคั่งในไส้ ไฟท้องไหม้บ่ทัน ท้องเต็มตันอ้นย้นพ้นปากพราหมณ์ ฅวามอันอยากจักกินชุอัน เมื่อมันอยู่เรือนบ้านเก่า เท่ากินผักบุ้งใส่กุ้งและตัว พราหมณ์เถ้ากินทางหัว เมียมันกลัวเถ้าอยาก มันก็หากกินทางหาง ท่ำกลางขาไว้กินเมื่อแลง บัดนี้ได้พบของกินแพงต่าง ๆ ชิ้นส้มค่างกับมันหมู สองมือถูเข้าปาก เยียะชะชุบชะจาบซะซุยซะซาย กินทังลาบฅวายและแกงแฅเป็ด แกงแฅเห็ดเผ็ดวะวี่วะวี่ กินทังปิ้งจี่และปลาเผา แฅบหมูมันเอาใส่ระรันระรัน เถ้ายินมันค่อยเคี้ยว ปากพราหมณ์เบี้ยวเมือบน กินทังแกงอ่อมต้มจนดังซะซูบ ปิ้งไก้รูดทังตัว กินทังขางัวและห่านต้ม กินทังชิ้นส้มและปลาเจียว แกงหนังเหนียวใส่ส้มอ่อย เคี้ยวบ่ย่อยสักอัน พราหมณ์มันเยียะมึนตาอยู่ พราหมณ์เถ้าปู่ค่อยเคี้ยวงะงันงะงัน กินทังแมงมันและอึ่งหย้าง กินทังก้างและดูกทังมวล กินทังหมากไฟและลูกส้ม กินทังชิ้นส้มและปลาจืน เยียะมะมึนมะม้าวมะม้าว กินทังหมากพร้าวและหมากตาล กินทังน้ำหวานและหัวเผือก กินบ่เลือกบ่แยง กินทังแตงและเต้า กินทังเข้าสาลี ของกินมีหลายหลาก ปูนพลูหมากนางสาวใช้ถวาย นางทังหลายพร้อมกันเข้าใกล้ เยาะหยอกยว้ายส่ำแดงองค์ หื้อพราหมณ์หลงอำนาจ เข้าบ้วงบาศก์ฝูงญิง เขาเพาพิงป้อนปาก พราหมณ์เถ้าอยากระรอน กินมะมอนมะมัด สองแก้มคัดมะไม่ ท้องพราหมณ์เถ้าใหญ่เท่าไหตาล ท่านพราหมณ์ยินลำบาก อุ้มท้องร้องปากทังฅืน กลิ้งผับผืนอยู่บนสาด ทะลุกทะลาดเรือนไป ไปเอาไฟมาส่อง ขดหาช่องอยู่ระรวาน ระรวาน ขดหาชานก็บ่ออก หวังจักถอกหื้อเบาใจ กินยาประจุในก็บ่แพ้ กินยาแก้ก็บ่ลง กินยาผงก็เสี้ยงสามไต้ ท้องพราหมณ์ไค่ปูมพิง ฝูงเด็กญิงชายทังหลาย จิ่งจูงแขนปกลุกเล่า เถ้าหายใจเส่าอยู่ยะหยกยะหยก หวังจักตกพ้อยซ้ำพองมาแถมเล่า ซ้ำร้ายกว่าเก่าแถมและนา ฯ

ธ เอายามาลูบไล้ หวังจักได้เบาใจ พราหมณ์หายใจสะอื้น เสลดขึ้นรูฅอ ปานงัวมอซะซ้าว หายใจเส่าคางคับ ตาบ่หลับเหลือกขึ้น ตาเหลือกฟื้นเมือบน ตากวนตีนมือเป็นเกี่ยว หันบิดเบี่ยวรางา ฝูงเขารักษาอยู่เฝ้า หันพราหมณ์เถ้าดั่งจักตาย เขาทังหลายพร่ำพร้อม ใจหลิ่งน้อมเป็นเกลียวเดียว เขาจิ่งเทียวไปหาหมอชุแห่ง เพื่อจักแต่งหื้อพราหมณ์หาย ไปสู่หมอหัวฝายก็ว่าขิดขวง ไปสู่หมอหัวหลวงก็ว่าบ่ได้อยู่ ไปหาเถ้าปู่ก็ว่ายายำ ยังอยู่กัมม์บ่ออก ไปสู่หมอหัวหงอกก็ว่าสูมาเทอะหลาน ไปสู่หมอช่างตาลก็ว่าตายเสียแล้ว ไปสู่หมอปากมากก็ว่าอย่าสู้มาถาม ไปสู่หมอสานไภก็ว่าบ่รู้ที่ ไปสู่หมอยี่ก็ว่าจักร้าย ไปสู่หมออ้ายก็ว่ามันตายแล้ว ไปสู่หมอช่างแก้วก็ว่าผิดเมียมัน ไปสู่หมอฅำพันก็ว่าไปการแขก ไปสู่หมอหัวแตกก็ว่าไปสร้างสวนมัน ไปสู่หมอขวัญก็ว่าเป็นพยาธิ์ ไปสู่หมอหัวกาดก็ว่าไอ ไปสู่หมอฅำใบก็ว่าไปล้อมรั้วบ่มา ไปสู่หมอคูลวาก็ว่าหนีไปไร่ ไปสู่หมอใสก็ว่าหนีไปนา ไปสู่หมอโหราก็ว่าหล้มพง ไปสู่หมอสวนหงษ์หมาก็ว่าไล่ขบ เขาจิ่งหลบฅืนมาดั่งเก่า เขามาแปงยาประจุต่าง ๆ หื้อกินหมากข่างก็เสี้ยงสามถง หื้อกินยาผงก็เสี้ยงสามไต้ ท้องพราหมณ์เถ้าไค่แตกเสียงตุม ฝูงฅนนันอยู่งะงุ มงะง้าว นันอยู่ซะซ้าวเสียงซาว ว่าพราหมณ์เราตายเสียแล้ว บางพ่องก็เบี้ยวปากแล้วใคร่หัว พร่องก็เยียะกลัวบ่เข้าใกล้ พร่องก็ร้องไห้ระวานระวาน พร่องก็ด่าถ้านหนำใจ พร่องตีกลองสะบัดไชยไปทะทาด ตีหื้อพราหมณ์ขาดใจตาย เขาทังหลายจิ่งหามพราหมณ์ไว้เหนือแท่น เขาก็ว่าเราจักได้ผ้าแผ่นไหนมาปก พร่องก็พกเอาเบี้ยไปซื้อยังกาด ได้ผ้าขาดผืนนึ่งดั่งย่องัว เอามาปกหัวก็บ่กุ้ม หน้าก็บ่หุ้มเขาก็บ่หนาเขินสองตาหลับหลิ่ว พร่องก็ว่าอิ้วหลิ้วกูนี้ยินกลัว หนังหัวพองเยียะระร่าย เด็กน้อยพ่ายนะนูน เขากลัวปูมพราหมณ์แตก เถ้าใบ้แบกกินผิด เสี้ยงชีวิตอินทรีย์กินเข้า ในราชมณเฑียรพระเจ้ายอดสญไชยโสดและนาฯ

ท้าวบรมสญไชยก็หื้อรีบส่งสการพราหมณ์ปู่ บ่หื้ออยู่พอยาม ฝูงขาหักหื้อมาหามพายหน้า ฝูงขาห้านย่างช้าหื้อมาหามพายหลัง ผู้ตาฟางหื้อตีกลอง ผู้ตาพองหื้อตีค้อง ผู้ช่างฟ้อนหื้อตีแส่ง ผู้ปากแหว่งหื้อเป่าปี่แต้แตรมือ ผู้แขนซื่อหื้อถือระแอฉัตรกั้ง พร่องว่ายั้งพร่องว่าไป หันหัวไหวอยู่นะนุ่มนะนุ่ม ผู้ตาซุ่มหื้อมานำทาง ผู้ตาฟางหื้อมาแบกไม้ไต้ ผู้หูหนวกใบ้หื้อมาตีกลอง ผู้เป็นพองหื้อมาตีพาทย์ นุ่งผ้าขาดซุยซาย ผู้แขนลายหื้อฟ้อนหลบหลัง ผู้แขนหักหื้อตีแส่ง ผู้ตีนแหย่งหื้อตบมือ ผู้เถ้าหื้อถือวีกับสาด ผู้ปากเบี้ยวหื้อดังไฟ เขาร่ำไรโสกต้อง พร่องก็ฟ้อนรำสาผด ฝูงหลังขดหื้อถือทุง ฝูงเป็นลุงหื้อถือช่อ ผู้ไห้ม่อหื้อค่อยรวายไป เขาร่ำไรโสกเส้า หามพราหมณ์เถ้ากาลกิณี เถ้าบ่ดีช่างสับปะหลี้ พร่องว่าพราหมณ์ผู้นี้เอนนัก พร่องว่ายั้งพักถ้าหมู่ พร่องว่าอย่าเอาอยู่เท่าลู่ไป หันซากปู่พราหมณ์ไหวอยู่ระรอก พร่องกางศอกเหนือหัว พร่องก็มัวฟื้นบ่า พร่องร้องด่าว่าเวยเวย พร่องว่าชาวเราเฮยคื่นเค้า เราจักเสียพราหมณ์เถ้าที่ใดชา

จักเสียยังน้ำก็จักกินปลา จักกินเสียยังนาก็จักกินยังเหนี้ยวเหนี่ยงและฮวก จักเสียยังจอมปลวกก็ว่าจักไว้หากินเห็ด จักเสียยังเค้าผักเผ็ดก็ว่าจักไว้กินดอก จักเสียยังป่าผักหนอกก็ว่าจักไว้กินใบ จักเสียที่ใกล้บ้านก็ว่ากิเลียดวาง จักเสียใกล้ทางก็เยียวว่าจักกลัว จักเสียใกล้หัวขัวก็ว่าจักเอาไว้ไต่เต้า จักเสียใกล้ต้นพร้าวก็กลัวพร้าวบ่หวาน จักเสียใกล้เค้าตาลก็กลัวตาลบ่ใหญ่ จักเสียที่ใกล้เค้าไผ่ก็ว่าเอาไว้กินหาง จักเสียที่ใกล้เค้าซางก็ว่าจักเอาไว้กินหน่อ จักเสียที่ใกล้น้ำบ่อก็จักเอาไว้ตักกิน จักเสียที่ใกล้สวนผักก็ขี้เหลียด เจ้าสวนก็เคียดอยู่มะมงมะมง จักเสียที่ใกล้เค้าบงก็บ่หน้า จักเสียที่ป่าหญ้างัวก็จักกัด จักเสียที่วัดก็กลัวจักหลอก จักเสียที่ใกล้เค้ากอกก็ว่าจักเป็นยา จักเสียที่ป่าฅาก็ว่าจักเกี่ยว จักเสียที่ป่าเฮี่ยวผีก็จักชัง จักเสียยังวังน้ำก็จักหากินปลา เท่าว่าเสียที่ดินแดนขอก พ้นพายนอกแฅวนไกล ประเทศใดที่ดินโปดที่นั้นโสดบ่ดี กาลกิณีพายซ้าย ดินจักงว้ายห่างหา พายป่างขวาดินจักไหม้ ทิสะหนใต้ดินก็จักเหลือง หนเหนือลวงเมืองดินก็ว่าม้าน ทังสี่ด้านก็ควรวางที่ท่ำกลาง ตกเสียเท่าดีเสียพราหมณ์เถ้าชื่อยังควร เขาจิ่งชวนกันสู่ซะซ้าว เต็มทุกด่านด้าวคราวทาง เถิงที่วางพราหมณ์ปู่ เขาจิ่งอยู่เจียรจากัน เพื่อจักผันหาเล่า

นิมนต์สวาธุเจ้ามาปังสุกุล เพื่อจักหื้อเป็นคุณแก่พรามหณ์เถ้า เขาไปอาราธนาสวาธุเจ้า วัดน้อยก็ว่าขิดขวง ไปนิมนต์พระวัดหลวงก็ว่าเราไปบ่ได้ ไปนิมนต์พระวัดใต้ก็ว่าเราบ่เคยมือ ไปนิมนต์พระวัดเหนือก็ว่าเราเป็นตุ่ม ไปนิมนต์พระวัดลุ่มก็ว่าเราเกรง ไปนิมนต์พระวัดเม็งก็ว่าบ่ไปและท่าน ไปนิมนต์พระวัดม่านก็ว่าบ่ตะวา ไปนิมนต์พระอโยธิยาก็ว่าบ่หล้างบ่หล้าง ไปนิมนต์พระล้านช้างก็ว่าเราต่างภาษา เขาไปได้พระคูลวาตนหนึ่งดูหลาก หันหน้าก็หากปูนใคร่หัว ทังตนตัวย่อมเป็นขี้เขี้ยนขี้กราก ริมปากก็เส้าเค้าคางก็หยุบ ปูมก็แทบหนังเกิบก็ดีทือ สองมือก็โผกเยียะโสกโกกผิดคอง สองตาพองหลับหลิ่ว อกก็กิ่วแถวแนว แอวก็คดหลังก็โก่งขดงอปูนกลัว หัวก็ซ้ำมาเพิบ หน้าเทิบเยิบบ่ปูนดีดู สองหูก็หนวก คำจาก็สวกบ่เจียมตัว เอาผ้ามาปกหัวฅอมฅ่อ เยี่ยะบ่ปากล่อเจียรจา ค่อยลีลาย่างยาตร ที่แท้ผ้าย้อมฝาดหนูมากัด ตาลปัตรก็ขาด สายสนุกบาตร(สลก)ก็เป็นเห็ด หน้าก็เป็นเกล็ดบ่ห่อน ขม่อมก็อง(เถิก) ก้นถงก็รั่ว เขาว่าชีชั่วบ่เชียง ก็ยืนซะเมียงสองตา ไกว่แขนไปมาเยียะยะยุ่ยยุย่าง มายืนเทียมป่างข้างกองหลัว ปูนดีใคร่หัวนักกว่าเช่น เบ่นหน้าเยียะจิหลดจิหลดว่า อุปาสกเฮยเราจักปังสุกุลสะน่อย เอาไม้เท้าต่อยกองหลัว เยียะกะกกกะกาก คำปากก็ลวดว่า นอมอตอสอ นะมอตาสัง กุสลาธัมมัง อกุสลาธัมมัง ปู่พราหมณ์ตายคายัง ว่าคำหลังแถมเล่าซ้ำคำเก่าไปมา กุสลาก็บ่ได้เสี้ยง เหมี้ยงในปากก็บ่หยุด มูลีขี้สุดก็บ่ฅว่าง ถงขาหย่างก็สะพาย แล้วก็ปันพรหลายหื้อพราหมณ์ปู่ ว่าหื้อพ่อออกไปอยู่อเวจี อย่าได้หนีไปเมืองฟ้า จุ่มก้มหน้ารับบาปกัมม์เวร หื้อไปอยู่กับเถรเทวทัตลุ่มใต้ อย่าหื้อได้เกิดมาเป็นฅนซ้ำพอสอง ว่าอั้นก็มีวันนั้นแลฯ

เมื่อนั้น พระยาสรีสญไชย คันว่าหื้อส่งสการพราหมณ์แล้ว ตนแก้วก็หื้อฅนทังหลาย ตีค้องยายร้องป่าว ถามหาข่าวญาติวงศา แห่งพราหมณาหัวหงอก ทุกสลอกทุกคอง คนทังหลายตีกลองปานหน้ากลองจักขาด ก็บ่หันเชื้อชาติพราหมณ์มา เมื่อนั้นของนานาบ่มีฅนเฝ้า เชื้อพราหมณ์เถ้าเปล่าเสียสูญ ก็ขนฅืนมามูลมั่ง ในราชะโกฐาคาร เล้มฉางแห่งท้าวสญไชยดั่งเก่า ก็มีวันนั้นแลฯ

ส่วนว่าเสนาโยธามวลหมู่ เขาก็มาสู่ชุ่มนุมกัน ในวันถ้วนเจ็ดบ่ขาด ท้าวไท้ราชสญไชยภูมี ก็กระทำเจ้าชาลีกุมาร อันเป็นหลานแห่งตน หื้อเป็นเจ้านำพลไปก่อนหน้า หลานพระเจ้าฟ้าก็ออกไป ด้วยยสปริวารหลายมาก เสด็จพรากนครไป หยาดยายใยช้างม้ารถราช ชาวมหาดถมกันไปก็มีวันนั้นแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สา เสนา มหตี อาสิ อุยยุตฺตา สิวิพาหินี ชาลินา มคฺคนเยน วํคํ ปายาสิ ปพฺพตํ ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าริพลสกลเสนาโยธา แห่งท้าวปรมสญไชยตนใหญ่ มีประหมาณว่าได้สิบสองอโขเภณี มีเจ้าชาลีนำทางไปก่อนหน้า ทังช้างม้าหยาดยายใย ออกจากเวียงไชยเชตุตตระนครเมืองใหญ่ อันสนุกใช่สามานย์ เข้าสู่ป่าหิมพานต์เก่าเกื้อ อันเป็นที่อยู่ผีเสื้อ นกเนื้อทังหลาย อันเป็นที่อยู่สบายแห่งพระยาเวสสันตระ ชื่อว่าเขาวังกฏะปัพพตาคิรี ก็มีวันนั้นแลฯ

ตตา ในกาละนั้น พราหมณ์ทังหลาย อันอยู่ในเมืองกลิงคะราช ก็นำช้างแก้วราชปัจไจย ไปรอดเมืองตนแล้ว ห่าฝนแก้วชลธารา ก็ไหลหลั่งมาบ่ขาด จิ่งนำช้างแก้วราชฅืนมาถวาย แก่พระยาสญไชยดั่งเก่า ช้างตัวนั้นเล่าก็ยินดี ปีติมีบ่เส้า ด้วยใส่ใจว่าจักได้หันหน้าเจ้าแห่งตน ก็ร้องรนไปมาด้วยเสียงสะเฅียนอันมาก

ตํ สนฺธาเยตํ คาถาพันธนะอันนี้ชื่นช้อย พระยอดสร้อยสวัสสดา เทียวรัตนาจงกรมแก้ว ก่ายหว้ายฟากฟ้าจักรวาล อาศัยช้างแก้วปัจไจยให้เป็นเหตุ พระจิ่งเทสนาในจริยาปิฎกะ แก่ท่านธรรมเสนาในจริยาปิฎกะ ดั่งนี้เป็นต้น ดูราสารีบุตร ผู้บัวริสุทธิ์ด้วยปัญญา ช้างแก้วปัจไจยนั้นนาประเสริฐ อันเกิดมาแต่องคะตัวแม่ หนุ่มบ่แก่ถ้านมัชฌิมวัยอายุได้สิบขวบเข้า จิ่งถ่อยเถ้าโรยแรง อัตถะแสร้งหลายหลาก อัตถะไขว่ สฏฺฐิกายโน ยังช้างสารได้สิบหกตัวองอาจ อาจผจญแพ้โดยง่าย กจฺจายโน ในเมื่อเชือกสายฅะพัดอันฅวาญช้าง ดาใส่สายชะนักไป่ทันแล้ว ช้างแก้วตัวนั้นใจชมชื่นยินดี จิ่งร้องก้องด้วยเสียงสะเฅียน เหมือนดั่งเสียงนกกระเรียนร้องก้อง ก็มีวันนั้นแลฯ

อาชานิยา หสิสฺสนฺติ ม้าอาชาไนยก็ริแฮ่น ช้างก็แส่นสะเฅียนถีบ กงเกียนรถดังซะซ้าว ลือทั่วด้าวสีพี ฝุ่นผงธุลีก็พอกุ้ม อากาศกุ้มพายบน ปางเมื่อริพลท่านท้าว เจียนจากด้าวสีพีไป โยธาหาญบรมท้าวสญไชย ย่อมหาญหาดห้าว เป็นข้าท้าวอาดอาสา ก็เอากันมาระวังแวดล้อม ย้อมยสเจ้าชาลีกุมาร ตนเป็นหลานมัคคุเทศก์ สำแดงเหตุหนทางไปก่อนหน้า เข้าสู่ป่าหิมพานต์ กระษัตริย์ปู่หลานสี่พระองค์ ก็เข้าไปสู่ไพรพงป่ากว้าง อันเป็นที่อยู่แรตช้างเสือหมี อันมีผักและน้ำมาก ดาดาดเต็มไปด้วยไม้สองจำพวกเรียงราย คือมีดอกไม้และลูกหลายสิ่ง บางพร่องก็จิ่งบานจุมจีแตกซ้อนก้าน บางพร่องบานเรืองเรื่อเร้า แม่เผิ้งเค้าคู่ชมดวง บางพร่องลูกสุกพวงสามสู่ ลูกเค้ากุมแกมใบ บางพร่องก็สุกใสอะท้าม เหลืองแห้มร่ามยุท่างกินป่าหิมพานต์ ประกอบด้วยนกทังหลายต่าง ๆพร่องก็ด่างดำแดงขาวเขียว จับอยู่เหนือเรียวป่าไม้ ในป่าอันเป็นชอบระดู ก็เกิดก้องร้องกันไปมา แห่งสกุณาอันเป็นผัวเป็นเมียแห่งตน ก็มีวันนั้นแล ฯ

เต กนฺต๎วา ทีฆมทฺธานํ อโหรตฺตา นปจฺจเย ปเตเสนฺตํ อุปารญฺฉุง ยตฺถา เวสฺสนฺตโร อาหุ ฯ ภิกขเว ฯ ดูราภิกขุทังหลาย ปางเมื่อพระตถาคตะ เป็นพระยาเวสสันตระ นราธิบดีธัมมิกระสี อยู่ในคิรีป่ากว้าง ประเทศท้างแดนใน กระษัตริย์ทังสี่ตนปู่ย่าหลาน ทังบริวารสิบสองอโขเภณีอันใหญ่ ก็เอากันไปชุจอด ต่อเท้ารอดป่าหิมพานต์ อันเป็นสถานที่อยู่แห่งพระยาเวสสันตรนั้น ด้วยอันนับวันและฅืนอันมาก ก็มีวันนั้นแลฯ

อิติวุตฺตปฺปกาเรน ด้วยประการดั่งกล่าวมานี้แลเด ฯ มหาราชปพฺพํ นิฏฺฐิตํ กรียาอันกล่าวห้องมหาราช อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ 69 คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จ (แล้วเท่านี้ก่อนแล) ฯ

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 1 ทสพร
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 2 หิมพานต์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 3 ทาน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 4 วนปเวศน์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 5 ชูชก
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 6 จุลพน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 7 มหาพน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 8 กุมาร
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 9 มัทที
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 10 สักกปัพพ์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 11 มหาราช
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 12 สัคคติ
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 13 นครกัณฑ์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com