สุขภาพ ความงาม อาหารและยา สมุนไพร สาระน่ารู้ >>

ไข้ออกผื่นในเด็ก

ผื่นชนิดไม่เจาะจง (non-specific virus)

นอกจากไวรัสที่ทำให้เกิดผื่นที่มีอาการเฉพาะแล้ว ไข้ออกผื่นในเด็กยังเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ ซึ่งอาการของผื่นในกลุ่มนี้ไม่แน่นอน

เชื้อ enterovirus

ติดต่อผ่านทางเดินอาหาร อาการที่สำคัญ ได้แก่ อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ถ่ายอุจจาระเหลว ผื่นพบได้หลายชนิด เช่น morbilliform, petechiae, vesicular, urticaria

เชื้อ adenovirus

มักพบในฤดูหนาว และมักพบอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมกับผื่น โดยผื่นที่เกิดจากเชื้อนี้อาจต้องแยกจากผื่นแพ้ยาชนิด maculopapular rash ซึ่งการวินิจฉัยที่แน่นอนต้องอาศัย viral culture, serological study หรือ PCR

การติดเชื้อแบคทีเรีย

โรคกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างรีบด่วน และให้การรักษาที่ถูกต้อง มิฉะนั้นผู้ป่วยจะเกิดโรคแทรกซ้อนและเป็นอันตรายได้ ตัวอย่างของโรคกลุ่มนี้ ได้แก่
ไข้ดำแดง (scarlet fever)

พบมากในเด็กวัยเรียน ปัจจุบันพบโรคนี้น้อยลง เนื่องจากผู้ป่วยมักจะได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อน สาเหตุเกิดจากเชื้อ group A Streptococcus ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ เจ็บคอ ภายในปากแดง ลิ้นเป็นฝ้าขาว เห็น papillary บวมแดง เรียก white strawberry tongue หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็น red strawberry tongue ผื่นปรากฏภายใน 1-2 วันหลังจากมีไข้ ลักษณะเป็นผื่นแดงคล้ายกระดาษทราย (sand-paper like) หน้าแดง แต่บริเวณรอบปากซีด (circumoral pallor) บริเวณข้อพับเห็นเป็นจุดเลือดออกเรียบเป็นเส้น (pastia’s lines) หลังจากผื่นหายจะมีการลอกของผิวหนังเป็นแผ่นใหญ่ภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นชัดบริเวณมือ เท้า ลอกเป็นแผ่น แต่ตามตัวลอกเป็นขุย ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของโรค

การวินิจฉัย

จะอาศัยอาการทางคลินิกร่วมกับผลเพาะเชื้อในคอได้เชื้อ group A Streptococci

การรักษา

ให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อ Streptococcus ได้แก่ amoxicillin 25-50 mg/kg/day นาน 10 วัน หรือ benzathine penicillin 25,000 unit/kg ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว
โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ rheumatic fever และ acute glomerulonephritis

Scarlet fever อาจเกิดจากเชื้อ Straphylococcus ซึ่งผื่นคล้ายกับที่เกิดจากเชื้อ Streptococcus แต่ไม่พบความเปลี่ยนแปลงภายในปาก และการลอกของเชื้อ Staphylococcus จะเร็วกว่าสาเหตุของเชื้อ Streptococcus

Staphylococcus scalded skin syndrome (SSSS)

พบในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี เป็นโรคที่มีอาการรุนแรง เกิดจาก epidermolytic toxin หรือ exfoliative exotoxin A และ B (ETA & ETB) ของ Staphylococcus aureus group 2 phage type 55,71 จากการติดเชื้อของ Staphylococcus aureus ที่ nasopharynx สะดือ นัยน์ตา และผิวหนัง

ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ร้องกวน ผื่นแดงทั้งตัว (erythroderma) เจ็บบริเวณผิวหนัง (cutaneous tenderness) บริเวณหน้าเห็นเป็นผื่นสะเก็ดรอบปากและตา (periorificial crusting) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค ต่อมา 24-48 ชั่วโมง ผิวหนังพองเป็นตุ่มน้ำ การตรวจ Nikosky’s sign ให้ผลบวก

การวินิจฉัย

ต้องแยกจาก toxic epidermal necrolysis (TEN) ซึ่งเกิดจากการแพ้ยา และทำให้เกิดผิวหนังลอกเช่นกัน ในรายที่มีปัญหาในการวินิจฉัยโรค การตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา (skin biopsy) จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค

การรักษา

ควรรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล ให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ ครอบคลุมเชื้อ Staphylococcus เช่น cloxacillin 100 mg/kg/day นาน 7-10 วัน ระวังปัญหาการสุญเสียน้ำและเกลือแร่ทางผิวหนัง ถ้าเป็นตุ่มน้ำใสให้ wet dressing ด้วยน้ำเกลือ ในระยะที่ผิวลอกควรใช้ยาทาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง
การพยากรณ์โรค ในรายที่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผื่นจะหายภายใน 10-14 วัน โรคแทรกซ้อนที่พบได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรีย อัตราการตายร้อยละ 3-5

Toxic shock syndrome

พบไม่บ่อยในเด็ก เป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราตายสูงถ้าไม่ได้รับการรักษา เกิดจาก toxin ของเชื้อ Staphylococcus (toxic shock syndrome-1 และ toxic shock syndrome-2) อาการแสดงเริ่มด้วยไข้สูง อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ และมีความดันโลหิตต่ำ หรือในรายรุนแรงอาจมีอาการช็อกร่วมด้วย ลักษณะผื่นเป็นแบบ diffuse macular erythroderma rash หรือ sunburn rash ซึ่งต่อมา 1-2 สัปดาห์หลังมีไข้ผื่นจะลอกทั้งตัว โดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าจะลอกเห็นได้ชัด นอกจากผื่นอาจพบอาการของระบบอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน การทำงานของตับ ไต ระบบประสาท ระบบเลือด ผิดปกติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้
การรักษา ให้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดครอบคลุมเชื้อ Staphylococcus และรักษาภาวะช็อก

ไข้กาฬหลังแอ่น (meningococcemia)

พบได้ไม่บ่อยแต่ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องอาจเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เกิดจากการติดเชื้อ Niesseria meningitides อาการทางผิวหนัง พบประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ที่ติดเชื้อ ลักษณะผื่นเป็น maculopapular rash หรือพบเป็น petechiae หรือ stellate purpura บริเวณแขน ขา ฝ่าเท้า ฝ่ามือ ร่วมกับมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ช็อก หรืออาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
การวินิจฉัยที่ยืนยัน คือ ทำ gram strain จากบริเวณ hemorrhagic pustules ถ้าพบ gram negative diplococci อยู่เป็นคู่ จะช่วยการวินิจฉัยโรค และควรยืนยันการวินิจฉัยโดยการเพาะเชื้อจากเลือดหรือน้ำไขสันหลัง

การรักษา

ในรายที่สงสัยการติดเชื้อ meningococcus ต้องรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล และให้ยาปฏิชีวนะ เช่น cefotaxime หรือ penicillin ขนาดสูงฉีดทางหลอดเลือดดำนาน 7-10 วัน

Leptospirosis

พบได้ไม่บ่อย เกิดจากการติดเชื้อ Leptospira ประวัติที่ช่วยในการวินิจฉัย คือ ผู้ป่วยไปเล่นน้ำ ซึ่งสัมผัสกับอุจจาระและปัสสาวะหนูที่มีเชื้อนี้ อาการสำคัญ คือ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อมาก ตาแดง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการของ aseptic meningitis หรือตัวเหลืองร่วมด้วย ลักษณะผื่นเป็นแบบ erythematus maculopapular rash

การวินิจฉัย อาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเลือดหา titer ของ Leptospira

การรักษา ให้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ penicillin หรือ tetracycline นาน 7-10 วัน

การติดเชื้อ Mycoplasma

ส่วนใหญ่พบในเด็กวัยเรียน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำๆ ไอมาก ลักษณะผื่นที่พบบ่อยคือ maculopapular rash แต่สามารถพบผื่นได้ทุกแบบ เช่น urticaria vesiculo-bullous หรือรุนแรงเป็น Stevens-Johnson syndrome

การวินิจฉัย

อาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจ cold agglutinin และ hemagglutination test

การรักษา

ให้ยา erythromycin ชนิดรับประทานขนาด 20-50 mg/kg/day นาน 7 วัน

การติดเชื้อ Rickettsiae

เกิดจากถูกไรอ่อนกัด ซึ่งมีเชื้อ Rickettsia tsutsugamushi พบน้อยในเด็ก มักพบใน endemic area ของเชื้อ บริเวณที่ถูกกัดเห็นเป็นวงแดงล้อมรอบรอยดำไหม้ตรงกลางคล้ายบุหรี่จี้ (eschar) ซึ่งพบบริเวณในร่มผ้า หลังจากถูกไรอ่อนกัดเข้าสู่กระแสเลือด และต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ไอแห้งๆ ผื่นพบในวันที่ 5-7 ภายหลังได้รับเชื้อ ลักษณะเป็น erythematous maculopapular rash เป็นอยู่นาน 3-4 วัน ผื่นหายเองได้

การวินิจฉัยที่ยืนยัน อาศัยการตรวจพิเศษโดยวิธี Weil-Felix test

การรักษา ให้ยา tetracycline หรือ doxycycline รับประทานนาน 7-10 วัน

ผื่นชนิด classic viral exanthems
ผื่นชนิดไม่เจาะจง (non-specific virus)
ผื่นจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่การติดเชื้อ (non-infection)

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รอยต่อพัฒนาการ
หนึ่งในมโนทัศน์ของ เลฟ เซเมโนวิช ไวก็อตสกี้ ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้และพัฒนาการ และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในวงการการศึกษาของเด็กปฐมวัยและพัฒนาการเด็ก

» ทฤษฎีการดูแลของวัตสัน
เป็นทั้งปรัชญาและทฤษฏีทางการพยาบาล ที่มีจุดเน้นที่การดูแล ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 ภายใต้อิทธิพลทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งความรู้สึกผูกพันต่อบทบาทการดูแลเพื่อการฟื้นหายของผู้ป่วยที่วัตสันประจักษ์ด้วยตัวเอง

» ทฤษฎีแห่งการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา
ผู้เรียนเป็นฝ่ายสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง มิใช่ได้มาจากครูและในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องลงมือสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา

» ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน
มิติทางวิชาการหลายมิติที่ซ้อนทับ เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในทุกบริบทที่เกี่ยวข้อง

» การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทย
สังคมทุกสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ตราบใดที่สังคมนั้นยังต้องมีการติดต่อและสัมพันธ์กับสังคมอื่น การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง

» ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ
เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-