วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา >>

ชีวิตและพันธุกรรมกำหนดของความเป็นมนุษย์

ปิแอร์ ลุยกิ ลุยสิ, มหาวิทยาลัยโรมา อิตาลี

การรับรู้ (Cognition)

สิ่งมีชีวิตได้รับอาหารหล่อเลี้ยง เติบโต ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ตลอดเวลากับสิ่งแวดล้อม มีการแลกเปลี่ยนทั้งสสารและพลังงานอย่างต่อเนื่องระหว่างชีวิตและสิ่งแวดล้อม ความจริงข้อนี้ หมายความว่า เราไม่ได้อยู่ในสมดุลที่หยุดนิ่ง และหากพูดในภาษาวิทยาศาสตร์ เราอาจจะพูดได้ว่า ชีวิตเป็นระบบที่มีพลังงานความร้อนและพลังงานกลเป็นระบบเปิด (thermodynamically open system)
ถึงแม้ว่าเซลล์จะไม่ต้องอาศัยข้อมูลใดๆภายนอกมาช่วยกำหนด “ความเป็นเซลล์” เช่น มดก็มีความเป็นมดในตัวของมันเอง เหมือนๆกับช้าง กับสิ่งมีชีวิตทั่วๆไป ในภาษาของการศึกษา ทฤษฎีธรรมชาติและการเรียนรู้ (epistemology) จะเรียกชีวิตว่าเป็น “ระบบปฏิบัติการปิด (operationally closed system)”

เรื่องนี้กลายเป็นคุณลักษณะที่ขัดแย้งในตัวเองของชีวิต ทั้งๆที่ในการที่ชีวิตแต่ละชีวิต กำหนดตนเองได้โดยปราศจากความช่วยเหลือจากภายนอก มดเป็นมด ช้างเป็นช้าง แต่ในการดำเนินชีวิต และดำรงชีวิต ชีวิตกลับต้องพึ่งพาสิ่งแวดล้อมภายนอกเท่านั้นจึงจะอยู่รอด

การพึ่งพาพลังงานความร้อนและพลังงานกลจากสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์อย่างซับซ้อนและแสดงออกมาในการใช้ชีวิต หากเราจะบอกว่าสิ่งแวดล้อมก็เป็นเพียงอะไรที่อยู่ตรงนั้น ที่ชีวิตผ่านเข้าไปเวียนว่าย หรือว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นอะไรที่มีบทบาทมากไปกว่านั้น มีพลวัตรต่อชีวิตมากไปกว่านั้น? ในรูปที่สี่ได้แสดง ปรากฏการณ์ที่จะตอบคำถามที่ว่านี้ สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ตั้งแต่อมีบา ไปจนถึงสัตว์ใหญ่เช่นช้าง รับเอาอาหารและอะไรก็ตามที่จำเป็น จากสิ่งแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ กระบวนการที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสุ่มหรือไร้รูปแบบ

ตรงกันข้าม อะไรที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อม นั้นๆกลับมี ความสัมพันธ์อย่างแนบแน่น กับกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวสิ่งมีชีวิต ตามธรรมชาติของ ชีวิตนั้นๆ วิวัฒนาการอันเกิดขึ้นใช้เวลายาวนาน เกิดเป็นระบบจัดการตนเอง จะส่งผลทำให้เกิดกระบวนการ หาอาหาร แปรรูปอาหาร ใช้อาหารและขับถ่าย อย่างจำเพาะเจาะจง การกินอาหารเป็นกระบวนการของ สิ่งมีชีวิตที่ต้องมีคุณสมบัติจำแนกแยกแยะ ซึ่งในภาษาของมาตูรานาและวาเรลา (1980) นี่คือ “กระบวนการการรับรู้ (cognitive process)” นั่นเอง เมื่อไรก็ตามที่อมีบา หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เมื่อนั้นจะเกิดระบบการรับรู้เกิดขึ้น และสิ่งแวดล้อมนั้นๆที่ที่กระบวนการ เมตาบอลิสมของชีวิตเกิด ก็จะถูกปรับเปลี่ยน (modified) หรือสร้าง (created) โดยชีวิตนั้นๆด้วย อย่างที่ลีวันติน (Lewontin) และนักชีววิทยาอื่นๆจะอธิบาย (Luisi, 2006)

สิ่งมีชีวิตมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่เกิดการวิวัฒน์ไปพร้อมๆกัน อย่างมีการรับรู้ซึ่งกันและกัน สิ่งมีชีวิตมีส่วน “สร้าง” สิ่งแวดล้อมของตัวมันเอง และสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนในการหล่อเลี้ยง และการเป็นของชีวิตนั้นๆด้วย

พอเราใช้คำว่า “สร้าง” ก็รู้สึกว่ามากเกินไปไหม กระนั้นปรากฏการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นจริง ก็ทำให้การใช้คำๆนี้ค่อนข้างเหมาะสม อาทิ การสร้างใยของแมงมุม การสร้างจอมปลวกของปลวก รังมด รวงผึ้ง หรือแม้กระทั่งถิ่นฐานบ้านเรือนของมนุษย์เอง ก็เห็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากชีวิตค่อนข้างชัด

คำว่า “การรับรู้ (cognition)” และ “ระบบการรับรู้ (cognitive system)” ก็มีความกำกวม ไม่ชัดเจนนัก และง่ายต่อการที่หลายๆคนจะนำไปสับสนปนกับเรื่องการรับรู้ของมนุษย์ เรื่องสมอง และเรื่องสติปัญญาไปได้ในทันทีทันใด ในที่นี้คำๆนี้บ่งบอกถึงการรับรู้ของชีวิตทุกระบบ ที่ต่างก็มีการรับรู้พื้นฐานเช่นเดียวกัน เป็นปฏิกิริยาร่วมกันระหว่างชีวิตกับสิ่งแวดล้อม จากระบบสัมผัสของสิ่งมีชีวิต สร้างขึ้นจากกระบวนการทางวิวัฒนาการเพื่อการอยู่ร่วมในนิเวศน์

การรับรู้นี่เองที่เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างชีวิตกับสิ่งแวดล้อม การรับรู้ยังอยู่ในกระบวนการ วิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ยิ่งชีวิตเพิ่มความซับซ้อนมากเท่าไหร่ ระบบสัมผัสของชีวิตนั้นๆยิ่งซับซ้อนตาม เป็นทวีคูณ จากสัตว์ชั้นต่ำเซลล์เดียว เป็นแมลง เป็นนก เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม

กระบวนการรับรู้ก็วิวัฒนาตามไปด้วย จากระยางแฟลกเจลลาในสัตว์เซลล์เดียว กลายเป็นระยาง เป็นแขนขา เป็นดวงตา จนกลายเป็นสมอง และจิต ความเป็นจริงแห่งชีวิตดูจะเป็นการผุด กำเนิดร่วมกันระหว่างชีวิต และสิ่งแวดล้อม จะไม่มีสิ่งหนึ่งหากปราศจากซึ่งอีกสิ่งหนึ่ง จนกระทั่งเราสามารถกล่าวได้ว่า จะไม่มีความหมายอะไรเลย หากเราจะพูดถึงชีวิตเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการกล่าวถึงความสามารถในการเกิดปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โลกภายนอกนี้ถูกสร้างขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ถูกปรับเปลี่ยนไป ด้วยการมีสิ่งมีชีวิตระดับต่างๆ และการมีการรับรู้ของ สิ่งมีชีวิตต่อนิเวศน์นั้นๆ

เมื่อสิ่งมีชีวิตเกิดปฏิสัมพันธ์ และ “รับรู้” กับสิ่งแวดล้อม

ถึงจุดนี้ การใช้อัตตกำเนิด (autopoiesis) เป็นแม่พิมพ์แห่งชีวิต และได้บทสรุปว่าชีวิตปราศจากความหมายถ้าไม่มีการรับรู้ เราจำต้องหาทางจำลองแบบแปลนนี้ ด้วยรูปที่ห้า หากเราแทนการรับรู้ด้วยจิต (mind) เราก็จะกำลังพูดถึงชีวิตของมนุษย์ และต้องชี้แจงไว้ด้วยว่า “จิต” ในที่นี้หมายถึงจิตที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งถูกนำเสนอโดนวาเรลาในปี 90 เป็นกรอบคิดที่เป็นที่นิยมในวิทยาศาสตร์ด้านการรับรู้ นั่นคือเราจะไม่วิเคราะห์จิตในแค่เชิงนามธรรมหรือทฤษฎี เพราะมันจะไร้ความหมาย จิตที่จะวิเคราะห์กันจะต้องอยู่ในร่างกาย และพูดถึงกายที่มีจิตรับรู้อยู่ด้วยเท่านั้น เพื่อให้ได้ความหมายของชีวิตและสิ่งแวดล้อม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใครจะเลยไปถึงการใช้คำ “รู้ตัว หรือการรู้สติ (consciousness)” ก็จะหมายถึงสติของสิ่งมีชีวิต ที่ไม่ใช่อะไรที่หลุดพ้นจากระดับนี้ไป อย่างของมนุษย์ที่มีสติ รู้สติ ก็เป็นอย่างที่เราเรียกว่า “รู้ตัวว่าเรารู้” นั่นเอง

คำ “รู้สติ” นี้ค่อนข้างลึกซึ้ง แต่สำหรับตอนนี้จะพอเพียงแค่นี้ก่อน

สัตว์เซลล์เดียวขั้นพื้นฐานธรรมดา
การผุดกำเนิด
ระบบจัดการตนเอง
ระบบอัตตกำเนิด
การไร้ซึ่งจุดจำเพาะเจาะจงหรือศูนย์กลางแห่งชีวิต
การรับรู้
วิถีภายในตัวเองของการรู้ตัว
ทฤษฏีวิวัฒนาการของดาร์วินสู่ยุคพันธกรรมมนุษย์
ภาพรวมและอนาคตที่กำลังผุดกำเนิด
พันธุกรรมของมนุษย์จะส่งผลอะไรกับเรา

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รอยต่อพัฒนาการ
หนึ่งในมโนทัศน์ของ เลฟ เซเมโนวิช ไวก็อตสกี้ ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้และพัฒนาการ และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในวงการการศึกษาของเด็กปฐมวัยและพัฒนาการเด็ก

» ทฤษฎีการดูแลของวัตสัน
เป็นทั้งปรัชญาและทฤษฏีทางการพยาบาล ที่มีจุดเน้นที่การดูแล ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 ภายใต้อิทธิพลทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งความรู้สึกผูกพันต่อบทบาทการดูแลเพื่อการฟื้นหายของผู้ป่วยที่วัตสันประจักษ์ด้วยตัวเอง

» ทฤษฎีแห่งการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา
ผู้เรียนเป็นฝ่ายสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง มิใช่ได้มาจากครูและในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องลงมือสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา

» ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน
มิติทางวิชาการหลายมิติที่ซ้อนทับ เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในทุกบริบทที่เกี่ยวข้อง

» การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทย
สังคมทุกสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ตราบใดที่สังคมนั้นยังต้องมีการติดต่อและสัมพันธ์กับสังคมอื่น การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง

» ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ
เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-