สุขภาพ ความงาม อาหารและยา สมุนไพร สาระน่ารู้ >>

ทฤษฎีทางการพยาบาล

อ.มณีรัตน์ พันธุ์สวัสดิ์

กระบวนการพยาบาลจิตเวชตามแนวคิดทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็ม

โอเร็ม ได้นำแนวคิดในการดูแลตนเองมาใช้ในการเรียนการสอน การปฏิบัติ การบริหาร และการวิจัยทางการพยาบาล ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 และขยายแนวคิดไปยังการดูแลครอบครัว ชุมชน และสังคม จนเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เนื่องจากแนวคิดของโอเร็ม ชี้ให้เห็นว่าในสภาพของสังคมปัจจุบัน บุคคลมีอิสระ มีสิทธิในการดูแลตนเอง บุคคลต้องมีวุฒิภาวะในการรับผิดชอบตนเอง และดูแลตนเองอย่างมีความสุข หากบุคคลไม่สามารถดูแลตนเองได้สมบูรณ์จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือในการดูแลตนเองตามความเหมาะสม

โอเร็มกล่าวว่า การพยาบาลเป็นการบริการทางสุขภาพในการดูแลช่วยเหลือ สนับสนุนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพให้สามารถดูแลตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์โดยใช้ศาสตร์และศิลป์ รวมทั้งเทคโนโลยีในการดูแลช่วยเหลือ

การประยุกต์แนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองในกระบวนการพยาบาลจิตเวช

1. หลักการตามแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม

การประยุกต์ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็มในการพยาบาลสุขภาพจิต และจิตเวชนั้น ก็คือ การจัดดำเนินการให้ผู้รับบริการ ทั้งบุคคล ครอบครัว และชุมชน ได้ใช้ความสามารถในการดูแลตนเองในการส่งเสริมสุขภาพจิต ป้องกันปัญหาทางจิต ดูแลช่วยเหลือตนเอง ครอบครัว และชุมชนเมื่อมีปัญหาทางจิต Viola Duft (1990) ได้เสนอหลักการพยาบาลตามแนวคิดทฤษฎีของโอเร็มไว้ ดังนี้

เน้นการดูแลสุขภาพของแต่ละคน โดยเน้นที่การคงไว้ซึ่งภาวะสุขภาพที่ดีของบุคคล และครอบครัว โดยพยาบาลประเมินความสามารถของบุคคลในการดูแลตนเอง และดำเนินการสนับสนุนศักยภาพการดูแลตนเองทางสุขภาพ

ความต้องการที่เป็นสากลของบุคคล เช่น ความต้องการอากาศ อาหาร และน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของบุคคล การมีกิจกรรมกับการพักผ่อนต้องสมดุลกัน ความต้องการด้านร่างกายและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก็เป็นความต้องการของทุกคน

การประเมินความต้องการตามพัฒนาการ เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นกับทุกคน บุคคลในวัยใดวัยหนึ่ง อาจเกิดความล้มเหลวในการพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ หรือสติปัญญาได้
ความต้องการการดูแลสุขภาพในภาวะเบี่ยงเบน อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือวงจรชีวิต ซึ่งอาจจำเป็นต้องมีการใช้ยา

การดูแลตนเองเป็นความสามารถของบุคคลแต่ละคน ในการเริ่มต้นทำกิจกรรมดูแลตนเองเพื่อรักษาชีวิต สุขภาพและความสุขสมบูรณ์อาจกระทำได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยพยาบาล ยกเว้นว่าเขาเหล่านั้นขาดความรู้ ขาดแรงจูงใจ และทักษะความพร่องในการดูแลตนเอง เกิดขึ้นเมื่อการกระทำไม่สามารถตอบสนองบุคคล เมื่อนั้นพยาบาลจำเป็นต้องให้การดูแล

เมื่อเกิดสภาวะพร่องในการดูแลตนเอง พยาบาลจะต้องตัดสินใจใช้ระบบการพยาบาลอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมาะสมในการช่วยเหลือดูแลผู้รับบริการ ในขณะเดียวกัน ผู้รับบริการจะได้รับอิสระในการดูแลตนเองทันทีที่เขาสามารถดูแลตนเองได้

ถ้าบุคคลไม่สมารถปฏิบัติในการดูแลตนเองได้ อาจเนื่องมาจากสภาวะทางด้านร่างกายหรือจิตใจก็ตาม พยาบาลจะช่วยเหลือชดเชยในสิ่งที่ผู้รับบริการต้องการระบบการพยาบาลแบบชดเชยให้บางส่วนเป็นลักษณะหนึ่งซึ่งพยาบาลกับผู้รับบริการจะร่วมกันพยาบาล โดยพยาบาลหรือผู้รับบริการบุคคลใดก็ได้ที่จะมีบทบาทส่วนใหญ่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้รับบริการ ความรู้และแรงจูงใจ
แม้ผู้รับบริการสามารถ หรือกระทำกิจกรรมการดูแลตนเองได้ แต่ยังต้องการการสนับสนุนหรือการสอนหรือสนับสนุนการเรียนรู้ พยาบาลก็ควรจัดให้ผู้รับบริการในเรื่องต่าง ๆ เช่น การใช้ยา ซึ่งควรจัดขึ้นเป็นประจำโดยการให้ความรู้ และกระทำในลักษณะสอนแบบสนับสนุน

2. การใช้กระบวนการพยาบาลจิตเวชตามทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็มสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน ดังนี้

การประเมินสภาวะผู้ป่วย แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ

ขั้นรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นของการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วย ครอบครัว และสิ่งแวดล้อมทุกด้านที่มีความสัมพันธ์กับตัวผู้ป่วยเพื่อให้ทราบถึงความสามารถของผู้ป่วยในการดูแลตนเอง ข้อมูลที่ควรจะต้องสืบค้นในขั้นนี้ก็คือ

  1. ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการดูแลตนเองโดยทั่วไป โดยพิจารณาถึงสภาพโครงสร้างทั่วไปของผู้ป่วย และบุคคลที่เกี่ยวข้อง สภาพแวดล้อม ตลอดจนระยะพัฒนาการของผู้ป่วย
  2. ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะเบี่ยงเบนทางสุขภาพทั้งในปัจจุบัน และที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
  3. ข้อมูลและกิจกรรมที่จะตอบสนองความต้องการการดูแลตนเองของผู้ป่วย

การวิเคราะห์ข้อมูล ในขั้นนี้เป็นขั้นของการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมาได้ พยาบาลจะนำมาตรวจสอบความสมบูรณ์ ดังนี้

  1. ความถูกต้องชัดเจน ข้อมูลที่ได้มีความถูกต้อง เชื่อถือได้เพียงใด ถ้าไม่แน่ใจต้องทบทวนสอบหาเพิ่มเติม
  2. ความครบถ้วน ข้อมูลที่ได้เพียงพอเพื่อการระบุความต้องการการดูแลตนเองของผู้ป่วยได้ถูกต้อง

การวินิจฉัยทางการพยาบาล

พยาบาลเป็นผู้กำหนดสภาวะความต้องการการช่วยเหลือในการดูแลตนเองของผู้ป่วย จากข้อมูลที่ได้รวบรวมและวิเคราะห์มาแล้วเป็นอย่างดี จึงกำหนดเป็นข้อความที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การกำหนดแผนการพยาบาล เป้าหมาย และกิจกรรมการพยาบาลต่อไป ข้อวินิจฉัยการพยาบาลในแนวคิดของโอเร็ม จะเป็นข้อวินิจฉัยในลักษณะ ดังนี้

ผู้ป่วยขาดความสามารถในการดูแลตนเองด้านใดและระดับใด เช่น การปฏิบัติกิจกรรมการดูแลตนเอง การแสวงหาความรู้ในการดูแลตนเอง อาจระบุรายละเอียด เช่น ผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้

ระบุสาเหตุของความไม่สามารถในการปฏิบัติกิจกรรมการดูแลตนเองนั้น ๆ ได้ เช่น ผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้เนื่องจากมีอาการหูแว่วตลอดเวลา

บางครั้งอาจระบุตามระดับของอาการที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ซึ่งเป็นการประเมินข้อมูลในเบื้องต้น เช่น ผู้ป่วยวิตกกังวลสูง ไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้

การวางแผนการพยาบาล เป็นการวางแผนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้ช่วยตนเองได้ โดยเน้นการช่วยเหลือ 3 ระดับ คือ การช่วยเหลือเพื่อทดแทนทั้งหมด หรือการช่วยเหลือเพื่อทดแทนบางส่วน หรือการช่วยเหลือเพื่อประคับประคอง การกำหนดกิจกรรมการพยาบาลจะมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วยในการดูแลตนเองทุกด้าน เมื่อต้องกำหนดเป็นแผนการพยาบาล ควรมุ่งหลักการตามความสำคัญของปัญหา นั่นคือ มุ่งที่ความต้องการการดูแลตนเองที่จำเป็นเร่งด่วนเพื่อพ้นจากอันตราย ความต้องการการดูแลตนเองที่จำเป็นเพื่อความเป็นอยู่อย่างปลอดภัย และความต้องการการดูแลตนเองที่เน้นการพัฒนาสุขภาพเพื่อความสุขสมบูรณ์

ความต้องการการดูแลตนเองที่จำเป็นเร่งด่วนเพื่อพ้นจากอันตราย เป็นความต้องการการดูแลตนเองในภาวะที่กระทบถึงสภาพทางสรีรวิทยา เช่น ภาวะขาดอาหาร ภาวะหลงผิด ประสาทหลอน จนเป็นอันตรายต่อตนเอง เช่น ทำร้ายร่างกายตนเอง เป็นต้น พยาบาลควรกำหนดเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้สามารถรับประทานอาหารได้ ระมัดระวังตนเองหรือสามารถหาแหล่งช่วยเหลือเมื่อตนเองอยู่ในภาวะภาวะอันตราย เช่น การสื่อสารให้ผู้อื่นทราบว่าไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เพื่อให้ผู้อื่นช่วยเหลือได้ทัน

ความต้องการการดูแลตนเองที่จำเป็นเพื่อความเป็นอยู่อย่างปลอดภัย เป็นการดูแลตนเองที่มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองในการดำเนินชีวิต และการรักษาพยาบาลอย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

ความต้องการการดูแลตนเองที่เน้นการพัฒนาสุขภาพเพื่อความสุขสมบูรณ์ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนส่งเสริมผู้ป่วยให้สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองในการดำเนินชีวิตและการปรับตัวในสังคม การปรับตัวเข้ากับญาติ การปรับตัวในการทำงาน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข การกำหนดกิจกรรม พยาบาลสามารถกำหนดกิจกรรมตามสภาพปัญหาความต้องการการดูแลตนเอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยการประยุกต์หลักการพยาบาลจิตเวช ดังนี้

1) หลักการสื่อสารและสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด
2) หลักการสอนและการให้คำปรึกษาเพื่อการปรับตัวที่เหมาะสม
3) การจัดโอกาสและประสบการณ์ให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้และปรับพฤติกรรมตนเองในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
4) การใช้เทคนิคและเทคโนโลยีในการดูแลช่วยเหลืออย่างถูกต้อง
5) ส่งเสริมสนับสนุนให้กำลังใจให้ข้อมูลย้อนกลับตลอดจนการเสริมแรงอย่างเหมาะสม

การปฏิบัติการพยาบาลตามแนวคิดของโอเร็ม เป็นการปฏิบัติการพยาบาล โดยพยาบาลใช้ความรู้ความสามารถที่ได้เรียนรู้มาใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือเมื่อเจ็บป่วย พัฒนาความสามารถในการดูแลผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งโอเร็มเน้นการปฏิบัติการในการช่วยเหลือ ดังนี้

การกระทำให้หรือการปฏิบัติกิจกรรมทดแทนผู้รับบริการโดยตรง (Acting for doing for another) เป็นกิจกรรมที่พยาบาลเป็นผู้จัดกระทำหรือปฏิบัติต่อผู้ป่วยโดยตรง

การแนะนำและชี้แนะ (Guiding and directing) พยาบาลเป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจและปฏิบัติกิจกรรมดูแลตนเองได้

การจัดหาและช่วยเหลือทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ (Providing physical or psychological support) พยาบาลเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือ ปกป้องผู้ป่วยให้พ้นจากภยันตรายที่อาจเกิดขึ้น ลดภาวะเครียดในการปฏิบัติกิจกรรมการดูแลตนเองจนมั่นใจในการปฏิบัติกิจกรรมการดูแลตนเองได้ด้วยตนเอง

การจัดทำ และคงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความสามารถ (Proving and maintaining an environment that support personal development) พยาบาลเป็นผู้จัดหาและเตรียมสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ตลอดจนหาวิธีการสร้างบรรยากาศเพื่อให้ผู้ป่วยพัฒนาความสามารถของตนเองในการดูแลตนเองที่เหมาะสม

การสอน (Teaching) พยาบาลจัดสภาพการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ป่วยทั้งด้านความรู้ และทักษะในการดูแลตนเองเพื่อการสร้างชีวิตที่มีความสุข

พยาบาลปฏิบัติการพยาบาลตามแผนการพยาบาลที่กำหนด โดยเริ่มต้นที่การพิจารณาแผนและเป้าหมายที่กำหนด และมุ่งที่ตัวผู้ป่วยในขณะนั้นว่ามีความพร้อมเพียงใด การปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลทุกขั้นตอนควรมุ่งที่พฤติกรรมของผู้ป่วยขณะนั้นว่า ต้องการการดูแลตนเองในรูปแบบใด พยาบาลพิจารณาสถานการณ์และปฏิบัติการด้วยการใช้ความคิดพิจารณา และการสังเกตอย่างต่อเนื่องทุกขั้นตอน

หลักการปฏิบัติการพยาบาลต่อผู้ที่มีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ จำเป็นต้องใช้ทักษะการสื่อสารและสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดทุกขั้นตอนตามสถานการณ์ของผู้ป่วยแต่ละราย ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา พยาบาลอาจต้องมีการปรับแผนเมื่อสถานการณ์ของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลง การปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลควรให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วม และยอมรับจะได้ผลดีกว่าการปฏิบัติด้วยตนเองโดยลำพังทั้งหมด

การประเมินผลการพยาบาล พยาบาลรวบรวมข้อมูลและเหตุการณ์เกี่ยวกับผู้ป่วยและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทุกขั้นตอน นำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบก่อนและหลังการปฏิบัติ หากพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ต้องย้อนกลับมาทบทวนข้อมูลและเหตุการณ์ใหม่ โดยมีการเริ่มต้นรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล กำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล และวางแผนการพยาบาลใหม่ที่ตอบสนองกับสภาพปัญหาที่ค้นพบใหม่

ทฤษฎีทางการพยาบาลของรอย
การประยุกต์แนวคิดทฤษฎีการปรับตัวของรอยในกระบวนการพยาบาลจิตเวช
ทฤษฎีทางการพยาบาลของคิง (King’s Theory)
กระบวนการพยาบาลจิตเวชตามแนวคิดทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็ม
บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และคุณลักษณะของพยาบาลจิตเวช
ประวัติความเป็นมาของการพยาบาลขั้นสูง สาขาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช
ทีมสุขภาพจิต
สิทธิของผู้ป่วยจิตเวช
แนวคิดเกี่ยวกับการพยาบาลสุขภาพจิตชุมชน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รอยต่อพัฒนาการ
หนึ่งในมโนทัศน์ของ เลฟ เซเมโนวิช ไวก็อตสกี้ ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้และพัฒนาการ และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในวงการการศึกษาของเด็กปฐมวัยและพัฒนาการเด็ก

» ทฤษฎีการดูแลของวัตสัน
เป็นทั้งปรัชญาและทฤษฏีทางการพยาบาล ที่มีจุดเน้นที่การดูแล ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 ภายใต้อิทธิพลทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งความรู้สึกผูกพันต่อบทบาทการดูแลเพื่อการฟื้นหายของผู้ป่วยที่วัตสันประจักษ์ด้วยตัวเอง

» ทฤษฎีแห่งการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา
ผู้เรียนเป็นฝ่ายสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง มิใช่ได้มาจากครูและในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องลงมือสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา

» ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน
มิติทางวิชาการหลายมิติที่ซ้อนทับ เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในทุกบริบทที่เกี่ยวข้อง

» การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทย
สังคมทุกสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ตราบใดที่สังคมนั้นยังต้องมีการติดต่อและสัมพันธ์กับสังคมอื่น การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง

» ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ
เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-