Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

วิถีโลก

เอกสารประกอบการสอนหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป

วิวัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ และ การเมืองการปกครองของสังคมโลก
สภาพปัจจุบันของสังคมโลก
ปัญหาและการแก้ปัญหาสังคมของโลก
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
การปรับตัวของไทยในสังคมโลก
บรรณานุกรม

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของโลก

จากการศึกษาวิวัฒนาการ และปัญหาสังคมโลกที่ผ่านมาในอดีต และที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทำให้เราสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง และปัญหาของโลกทางด้านสังคมในอนาคตได้หลายประเด็น ดังนี้

1. แนวโน้มเกี่ยวกับครอบครัว

อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์(Alvin Toffler) นักวิชาการและ นักวิจารณ์สังคมผู้มีชื่อเสียงชาวอเมริกันซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง "อนาคตระทึก" (Future Shock) ได้ชี้ให้เห็นถึงความตื่นกระหนกอย่างใหญ่หลวงของสังคมอเมริกันภายหลังจากสหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมสปุตนิก (Sputnik) ขึ้นสู่วงโคจรในอวกาศได้สำเร็จเป็นประเทศแรกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1957 (พ.ศ. 2500) ขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญยังทำไม่ได้ และในหนังสือเรื่อง "คลื่นลูกที่สาม" (The Third Wave) เขาได้ชี้ให้เห็นว่ากระแสคลื่น หรือกระแสวิถีชีวิตของมนุษย์ได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วสองลูก คือ คลื่นการปฏิวัติเกษตรกรรมในยุคหินใหม่ ซึ่งกระแสคลื่นดังกล่าวใช้เวลานับพันปีกว่าจะแสดงตัวเองอย่างเด่นชัด คลื่นลูกที่สองคือกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 ซึ่งใช้เวลาประมาณ 300 ปีจึงสามารถแสดงออกซึ่งวิถีชีวิตบดบังวิถีชีวิตคลื่นลูกเก่าได้ ส่วนคลื่นลูกที่สามที่กำลังเกิดขึ้น คือ คลื่นแห่งการปฏิวัติเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งคลื่นลูกที่สามนี้จะส่งผลกระทบต่อการผลิตแบบใหม่ ครอบครัวแบบใหม่ รวมทั้งสถาบันใหม่ ๆ จะบังเกิดขึ้น

1.1 ครอบครัวอนาคต

อัลวินกล่าวว่าครอบครัวในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยวอันประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูก 1-3 คน พ่อมีหน้าที่ทำงานเลี้ยงครอบครัว แม่มีหน้าที่ดูแลบ้านและเลี้ยงลูก ครอบครัวแบบนี้มีความเหมาะสมกับรูปแบบสังคมในยุคคลื่นลูกที่สอง ซึ่งเป็นสังคมที่มีผลผลิตทีละมาก ๆ มีค่านิยม และรูปแบบการดำเนินชีวิตที่คล้ายคลึงกัน มีการปกครองตามลำดับขั้น มีการแบ่งแยกชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวที่บ้านออกจากกันอย่างเด็ดขาด สำหรับในอนาคตอัลวินเห็นว่ารูปแบบครอบครัวจะเปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ งานบางชนิด เช่น การสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การออกแบบอาคาร การเขียนตำรา การตรวจสอบกระบวนการผลิตระยะไกล การโต้ตอบจดหมายอีเล็กทรอนิกส์จะสามารถทำได้ที่บ้าน สามีภรรยาจะมีเวลาได้อยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ลักษณะการทำงานอาจแบ่งกันทำคนละชิ้นหรือแบ่งเวลากันทำคนละช่วง นอกจากนั้นแนวคิดในการหาคู่ครองจะเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งแต่เดิมการเลือกคู่ครองมีเหตุผลสำคัญจากความรักในเชิงโรแมนติก แต่ในอนาคตคู่สมรสจะต้องพิจารณาการทำงานแบบรวมมันสมอง โดยจะต้องเพิ่มเกณฑ์การเลือกคู่ครองในเรื่องสติปัญญา ความรับผิดชอบ ความมีวินัย และคุณธรรมการทำงานด้วย เด็ก ๆ ในยุคคลื่นลูกที่สาม จะไม่ถูกตัดขาดจากพ่อแม่เพราะต้องไปเรียนหนังสือ แต่เขาจะเติบโตในบ้านอีเล็กทรอนิกส์ และคุ้นเคยกับงานของพ่อแม่ตั้งแต่เกิด เมื่อเขาโตขึ้นถึงระดับหนึ่งเขาจะมีส่วนร่วมในการทำงานของพ่อแม่ด้วย อัลวินยังเห็นว่าครอบครัวในอนาคตจะกลับไปมีลักษณะคล้ายยุคคลื่นลูกที่หนึ่งตรงที่ครอบครัวจะมีลักษณะครอบครัวขยาย คือครอบครัวที่มีจำนวนคนมากขึ้นและมีลักษณะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือสหกรณ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ครอบครัวอาจประกอบด้วยเพื่อนของพ่อ เพื่อนของแม่ที่ร่วมธุรกิจด้วย หรืออาจรวมถึงลูกค้าที่ต้องเกี่ยวข้องกับการผลิต ซึ่งไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจะส่งผลตามมาในลักษณะใดก็ตาม อัลวินสรุปว่าโลกจะต้องก้าวต่อไป และระบบครอบครัวจะยังเป็นสถาบันหลักของสังคมต่อไป ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ระบบครอบครัวจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมและการปรับตัวสู่อารยธรรมของคลื่นลูกใหม่

นอกจากแนวคิดของอัลวิน ในเรื่องครอบครัวอนาคตดังกล่าวแล้ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพจะทำให้มนุษย์สามารถเลือกมีบุตรตามความต้องการได้อีกด้วยโดยเฉพาะในเรื่องลักษณะทางกายภาพ

1.2 บ้านสำนักงาน (Office Home)

อัลวินเชื่อว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีการสื่อสารจะทำให้เกิดระบบการผลิตแผนใหม่ที่จะดึงคนจำนวนนับล้านคนให้ออกจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อกลับเข้าทำงานในบ้านโดยการปรับบ้านให้เป็นที่ทำงานแทนการทำงานในโรงงาน บ้านดังกล่าวจะเป็นบ้านที่มีเทคโนโลยี ทันสมัยและเป็นศูนย์กลางการผลิต ทั้งนี้ เพราะการทำงานในอนาคตจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลมากกว่า การทำกับสิ่งของหรือเครื่องจักร ซึ่งงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นสามารถทำที่บ้านได้ ในอนาคตบ้าน จึงกลายเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบหลายประการ เช่น

1) ทำให้ชุมชนมีความมั่นคงขึ้น เพราะคนทำงานไม่ต้องย้ายตามสถานที่ทำงานในกรณีถูกโยกย้าย
2) เป็นการลดและกระจายพลังงานจากการกระจุกอยู่ตามอาคารใหญ่ ๆ และยังสามารถใช้พลังงานทดแทนจากดวงอาทิตย์ได้อย่างเพียงพออีกด้วย
3) ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และโทรคมนาคมจะเจริญรุดหน้า ในขณะที่ธุรกิจ รถยนต์และธุรกิจซื้อขายที่ดินอาจลดลง
4) เอกชนที่ทำงานคล้ายคลึงกันอาจร่วมมือกันเป็นเจ้าของเครื่องมือในการทำงานร่วมกันในลักษณะของหุ้นส่วนหรือบริษัทขนาดย่อม เป็นต้น

2. แนวโน้มเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

ปัจจุบันสังคมโลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ มากมายนับตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุคที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์สังคมโลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ มากมาย ซึ่งอาจแบ่งได้หลายประเภทที่สำคัญ ได้แก่

2.1 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology) เทคโนโลยีสารสนเทศนับเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญที่สุดในยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญในกระบวนการโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีสารสนเทศมีวิวัฒนาการมานานหลายพันปีแล้วเริ่มต้นจากการสื่อสารด้วยภาพและอักษรโดยมีอุปกรณ์ได้แก่กระดาษ หมึก และเครื่องเขียนต่าง ๆ ตามด้วยเทคโนโลยีเครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องพิมพ์ดีด โทรศัพท์ เทคโนโลยี ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การส่งข่าวสารต่าง ๆ เป็นต้น เทคโนโลยีเหล่านี้เมื่อผสมผสานกับเทคโนโลยีคมนาคม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร เช่น วิทยุ โทรทัศน์ โทรสาร รวมทั้งการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว การนำเอาวัสดุสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตใยแก้วนำแสง (Fiber Optics) ทำให้มีการพัฒนาการสื่อสารด้วยภาพ เสียง และตัวเลขได้ดีขึ้นอย่างมาก เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้สังคมโลกมีความใกล้ชิดกันจน เป็นเสมือนหมู่บ้านเดียว คือ หมู่บ้านโลก ในอนาคตเทคโนโลยีเหล่านี้จะยิ่งพัฒนาไปอย่างรวดเร็วทั้งในเชิงปริมาณและ คุณภาพในอนาคตภาวะโลกาภิวัตน์จะกระจายไปทั่วทุกมุมโลก และคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าในปัจจุบันซึ่งกระจายเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความสามารถและมีโอกาสสูงเท่านั้น เช่น ระบบอินเทอร์เนตในปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้เฉพาะประชากรบางกลุ่มเท่านั้น

2.2 เทคโนโลยีอุตสาหกรรม (Industrial Technology) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับผลิตสินค้าและการบริการขนาดใหญ่ ได้แก่เทคโนโลยีในการทำวัสดุภัณฑ์สมัยใหม่ เช่น

1) เซรามิกส์ (Ceramics) ซึ่งมีคุณภาพแข็ง ทน เบา ไม่เป็นสนิม ทนต่ออุณหภูมิสูง บางชนิดมีความแกร่งแต่บางเบา จึงสามารถนำมาผลิตสินค้าจำพวกกรรไกร มีด เตารีด ในอนาคตจะมีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรมเครื่องยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม รถยนต์ ดาวเทียม พลังงาน การแพทย์ และการทหาร

2) พลาสติก (Plastics) บางชนิดมีความแข็งเท่าโลหะแต่มีความบางเบากว่า เก็บความร้อนและไฟฟ้าได้ดีกว่าทำให้ประหยัดพลังงาน สามารถนำไปทดแทนโลหะ และกระจกได้ เช่น กาน้ำ คอนแท็คเลนส์ ท่อน้ำ กระจกพลาสติก ขวดน้ำ หลอดนีออน หมวกทหาร เสื้อกันกระสุน ชิป แผ่นความจำในเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งชิ้นส่วนเครื่องบินและดาวเทียม

3) ใยแก้วนำแสง (Fiber Optics) มีขนาดเล็กเท่าเส้นผม หรือประมาณหนึ่งในห้าของ สายเคเบิลที่ทำจากทองแดงแต่มีศักยภาพในการสื่อสารและรับส่งข้อมูลได้สูงกว่าสายเคเบิลที่ทำจากทองแดงมากมาย ในอนาคตเคเบิลใยแก้ว จะถูกนำไปวางเป็นเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก สำหรับการสื่อสารคมนาคมทั้งด้านเสียง ภาพ และข้อมูลตัวเลข

4) เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) เช่น การผลิตซิลิคอนจากทรายธรรมดา สำหรับไมโครอิเล็กทรอนิกส์จำพวกทรานซิสเตอร์ แผงวงจร และชิป (Chip) ในอนาคตจะมีการพัฒนาวัสดุผสมทำให้สามารถลดขนาดวงจรได้ วัตถุบางชนิดสามารถนำมาทำชิป ที่ทำงานได้เร็วกว่า กินไฟน้อยกว่า และยังทนความร้อนดีกว่าชิป แบบเดิมอีกด้วย

2.3 เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ในอนาคตเทคโนโลยีชีวภาพจะมีความก้าวหน้าหลายประการ เช่น

ซึ่งเป็นเทคโนโลยี ที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งพืช และสัตว์ด้วยการแทรกแซงพันธุกรรมโดยตรง โดยใช้เทคนิคการรวมตัวกันของสารดีเอ็นเอ (DNA) และการตัดต่อยีนส์ เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้เกิด "สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการตัดต่อพันธุกรรม" (GMOs) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพการตัดต่อยีนส์ในอนาคตได้แก่การพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์ให้ทนทานต่อโรคและปัจจัยที่บ่อนทำลายความเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์ต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเกษตร ปศุสัตว์ อุตสาหกรรม เคมีอุตสาหกรรม อาหาร ยารักษาโรค รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลก

เป็นการคัดลอกพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ให้เหมือนกับพ่อแม่ ประโยชน์ของการโคลนนอกจากจะเป็นการคัดลอกตัวใหม่ได้แล้วยังมีประโยชน์ตรงที่ช่วยควบคุมไวรัสได้ด้วย พันธุ์พืชต้นเดียวที่ไร้โรคจะสามารถคัดลอกได้นับเป็น พัน ๆ ต้น การโคลนสัตว์มีข้อยุ่งยากกว่าการโคลนพืชแต่ก็ใช้หลักการคล้ายคลึงกัน เพียงแต่พืชสามารถเลี้ยงเซลล์ และต้นอ่อนได้ในหลอดแก้วแล้วสามารถนำไปปลูกได้เลย ในขณะที่การโคลนสัตว์จะต้องนำตัวอ่อนไปฝังในมดลูกของตัวเมียจึงจะให้ลูกออกมาได้ การโคลนนอกจากจะใช้กับสัตว์แล้วยังสามารถใช้กับมนุษย์อีกด้วย

ซึ่งจะทำให้เราทราบถึงความลับของกลไกแห่งความเป็นมนุษย์ทั้งทางกายภาพและพฤติกรรม รวมทั้งการเจ็บไข้ได้ป่วยและความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่ก่อนการปฏิสนธิ เช่น รู้ว่าเด็กคนใดเกิดมาแล้วจะมีพฤติกรรมอย่างไร จะเป็นคนเก่งกาจแค่ไหน รวมทั้งจะเป็นโรคอะไร และจะมีอายุมากน้อยเพียงใด จุดมุ่งหมายสำคัญของโครงการนี้ก็เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ หรือเป็นอุปสรรคต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ที่มีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์หรือความผิดปกติของยีนส์ได้ล่วงหน้า เช่น โรคโลหิตเป็นพิษ โรคอัลไซเมอร์ โรคแก่เกินวัย เป็นต้น ซึ่งการค้นพบดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดผลดีในแง่การป้องกัน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจส่งผลต่อจิตใจผู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น กรณีที่หญิงบางคนได้ทราบล่วงหน้าว่าลูกในท้องที่จะเกิดออกมาจะมีพฤติกรรมเลวร้าย จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่ขวบเป็นต้น

2.4 เทคโนโลยีอวกาศ

มนุษย์สามารถส่งวัสดุออกไปนอกโลกได้เมื่อ 5 ทศวรรษมาแล้วเมื่อสหภาพโซเวียตได้ส่งดาวเทียมสปุตนิกขึ้นสู่วงโคจรในปลายปี ค.ศ. 1957 และสหรัฐอเมริกาส่งดาวเทียมเอ็กพลอเรอร์ (Explorer) ได้ในเดือนมกราคมปีถัดมา จากนั้นทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตก็แข่งขันกันส่งดาวเทียมและยานอวกาศขึ้นสู่วงโคจรอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) สหรัฐอเมริกาก็สามารถส่งมนุษย์อวกาศสามคนขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกตามโครงการอพอลโล 11 และส่งมนุษย์อวกาศสองคนลงเหยียบผิวดวงจันทร์ในวันที่ 21 กรกฎคม 1969 ซึ่งการที่จะส่งมนุษย์ไปลงยังดวงจันทร์ได้จะต้องอาศัยความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงมาก หลังจากนั้นมนุษย์ก็ไม่อยู่นิ่งแต่ได้พยายามสำรวจจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลโดยการส่งยานสำรวจออกไปนอกระบบสุริยะ ส่งกล้องโทรทัศน์อวกาศไปลอยอยู่นอกโลกเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของจักรวาล รวมทั้งการส่งสัญญาณติดต่อไปยังดวงดาวที่คาดว่าอาจมี "สิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาด" (Extra Terrestrial) ซึ่งมีความเป็นได้ในเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าจักรวาลมี ความกว้างนับหมื่นปีแสงและประกอบด้วยกลุ่มดาวหรือดาราจักร(Galaxy) มากมายนับหมื่นล้าน แกแล็กซี่ เทคโนโลยีอวกาศฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวแต่การศึกษาอวกาศ และจักรวาลนอกจากจะทำให้เราเข้าใจธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา และแสดงภูมิปัญญาความสามารถของมนุษย์แล้วผลประโยชน์อื่นที่ติดตามมาที่เราได้รับแล้วมีมากมาย เช่น การส่งดาวเทียมสู่ท้องฟ้าก็เป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และดาวเทียมนี่เองที่ทำให้เราสามารถใช้อินเทอร์เน็ต รวมทั้งใช้ในการถ่ายทอดรายการต่าง ๆ ทางวิทยุ โทรทัศน์ และการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีอวกาศจึงส่งผลประโยชน์ต่อมนุษยชาติทั้งมวลอย่างมหาศาล

3. แนวโน้มเกี่ยวกับปัญหาสังคม

ปัญหาสังคมที่ปรากฏขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เช่น ปัญหาประชากร ปัญหาการขาดแคลนอาหาร ปัญหายาเสพติด ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน จะเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังต่อไป

3.1 แนวโน้มเกี่ยวกับจำนวนประชากรและผลกระทบ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชากรของโลกมีเพียง 1,000 พันล้านคนเศษปัจจุบัน(ค.ศ. 2003) มีมากกว่า 6,000 ล้านคน นักประชากรศาสตร์ใช้สูตรคำนวณว่าในปี ค.ศ. 2025 หรืออีกประมาณยี่สิบปีข้างหน้าโลกจะมีประชากรอย่างต่ำ 7,600 ล้านคน จึงกล่าวได้ว่าจำนวนประชากรโลกยังเพิ่มในอัตราที่สูงมาก และจะส่งผลกระทบต่อปัญหาสังคมมากมาย ยิ่งกว่านั้นข้อมูลด้านประชากรส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า ประชากรของโลกที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงมากที่สุดคือประเทศด้อยพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือประเทศในทวีปแอฟริกาซึ่งมีอัตราเพิ่มถึงร้อยละ 3 ในขณะที่อัตราเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 1.7 และยุโรปมีอัตราเฉลี่ยเพียง 0.22 จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้นอกจากจะส่งผลกระทบในเรื่องการขาดแคลนอาหาร แล้วยังมีผลต่อการละทิ้งที่อยู่อาศัยเข้าอยู่ในเขตเมือง ประมาณว่าในละตินอเมริกาจะมีคนอาศัยในเขตเมืองถึงร้อยละ 85 แอฟริการ้อยละ 58 เอเชียร้อยละ 53 ในต้นศตวรรษที่ 21 นี้จะมีเมืองขนาดยักษ์ที่มีประชากรเกิน 11 ล้านถึง 20 เมือง ปัญหาจำนวนประชากรที่เพิ่มยังส่งผลต่อความยากจนซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ธนาคารโลกเคยสำรวจสภาวะความยากจนของประชากรในโลกพบว่าในปี ค.ศ. 1987 มีประชากรทั่วโลกที่มีฐานะยากจนหรือมีรายได้ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ต่อวันประมาณ 1,200 ล้านคน และเพิ่มเป็น 1,300 คน ในปี 1998 และ 1,500 ล้านคนในปี ค.ศ. 1999 หรือประมาณร้อยละ 30 ของประชากรทั่วโลก

นอกจากนั้นยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า กระแสโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจได้ส่งผลให้คนที่มีฐานะดีมีความร่ำรวยยิ่งขึ้นในขณะที่คนยากจนกลับยิ่งจนลง ช่องว่างระหว่างคนยากจนกับคนร่ำรวยจึงมีมากขึ้นด้วย

3.2 แนวโน้มเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด แม้ว่าประเทศต่าง ๆ จะได้ทำการปราบปราม ยาเสพติดอย่างจริงจัง แต่ปัญหายาเสพติดก็ยังคงจะเป็นปัญหาสังคมอีกต่อไป ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยหลายประการที่ส่งเสริมให้ยาเสพติดแพร่หลายทั้งในกลุ่มเยาวชนและคนทั่วไป ปัญหายาเสพติดจะยังเป็นปัญหาระดับโลกของหลายภูมิภาค สำหรับประเทศไทยเราได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากยาเสพติดที่มีการผลิตจำนวนมากทางแถบชายแดน ยาเสพติดที่สำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอย่างมาก ได้แก่ฝิ่น เฮโรอีน โคเคน และแอมเฟตตามีนหรือ "ยาบ้า"

3.3 แนวโน้มเกี่ยวกับปัญหาโรคเอดส์ (AIDS) โรคเอดส์นับได้ว่าเป็นโรคระบาดร้ายแรงที่สุดเท่าที่โลกเคยประสบมา คำว่า AIDS มาจากคำเต็มว่า Acquired Immuno-Deficiency Syndromes ซึ่งหมายถึง กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม หรือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง การระบาดของโรคเอดส์เท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันถือว่ากำลังอยู่ในระยะเริ่มแรกเท่านั้น ในอีก 20 ปีข้างหน้าคาดกันว่าโรคเอดส์จะคร่าชีวิตมนุษย์ถึง 17 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบทะเลทราย ซาฮาราในแอฟริกา

การที่สถานการณ์โรคเอดส์ยังมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายออกไปอีกมากนั้นปัจจัยด้านหนึ่งมาจากลักษณะพิเศษของโรคเอดส์ ที่สามารถหลบซ่อนอยู่ในเซลล์เม็ดเลือด สามารถเปลี่ยนแปลง ผนังเปลือกนอกที่ห่อหุ้มตัวเองได้รวดเร็วมากจนยากที่จะหาวิธีป้องกันให้ ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งมาจากมนุษย์เองที่ไม่รู้เท่าทันหรือไม่มีระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

อย่างไรก็ตามมีข่าวในด้านดีสำหรับคนทั่วไปด้วยว่า ได้มีการทดลองวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ในสัตว์ประสบผลสำเร็จและกระทรวงสาธารณสุขไทยร่วมกับโครงการ HIV แห่งกองทัพสหรัฐอเมริกาและสถาบันอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศกำลังทดลองวัคซีนป้องกัน โรคเอดส์ที่เรียกว่า "แอลแวควัคซีน" และ "เอดส์แวกซ์วัคซีน" ซึ่งจะสามารถวิเคราะห์และทราบผลได้ในราวปี ค.ศ. 2005

3.4 แนวโน้มเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมและการเพิ่มขึ้นของประชากร จะยังส่งผลกระทบสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมทั้งบนบก ในน้ำ และในอากาศ การตัดไม้ทำลายป่ายังจะคงมีต่อไป แม้ว่ามลพิษทางอากาศอันเกิดจากสารอุตสาหกรรม จะได้รับการตระหนักมากขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันมลพิษต่างๆ โดยการงดใช้สารจำพวก Chlorofluocarbon-CFC กับเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น ตู้เย็นเพื่อป้องกันการทำลายบรรยากาศที่หุ้มก่อโลก รวมทั้งการลดปริมาณแก๊สต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ภาวะเรือนกระจก" (Greenhouse Effect) อันส่งผลให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น และทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีกด้วย

3.5 แนวโน้มเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน คงจะได้รับการแก้ไขมากยิ่งขึ้น เพราะประเทศต่าง ๆ หันมาสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น แม้ว่าจะยังคงมีบางประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาซึ่งยังจะคงปัญหาดังกล่าวไปอีกระยะหนึ่ง

4. แนวโน้มเกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรม

4.1 แนวโน้มเกี่ยวกับวัฒนธรรม จากการศึกษาแนวคิดของนักวิชาการด้านต่างๆ อาจ
สรุปได้ว่าแนวโน้มทางสังคมวัฒนธรรม อาจเป็นดังนี้

ปัจจุบันหลายชนชาติได้ประกาศตนเป็นอิสระ ซึ่งต่างก็มี วัฒนธรรมเป็นของตนเองก่อให้เกิดชาตินิยมทางวัฒนธรรมขึ้น ทำให้วัฒนธรรมโลกมีลักษณะหลากหลาย การยึดมั่นในวัฒนธรรมของตนอย่างเหนียวแน่นและหลงใหลใน ชาติพันธุ์ของตนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งจนกลายเป็นสงครามได้ แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ประชากรมีโอกาสได้พบเห็นวัฒนธรรมที่ แตกต่างกันมากขึ้นทำให้เกิดการยอมรับความหลากหลายของ วัฒนธรรมได้

เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจเดียวในโลก ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจโฆษณาและลัทธิบริโภคนิยม(Consumerism) รวมทั้งการผูกขาดด้านข้อมูลข่าวสารและธุรกิจมวลชนแพร่หลาย จึงเกิดการไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตกเข้าครอบงำวัฒนธรรมของชนชาติอื่น เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ อาหารการกิน การแต่งกาย เป็นต้น นอกจากนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามามีบทบาทสำคัญทางการศึกษา จำนวนผู้รู้ภาษาสากลจะมีมากขึ้นและภาษาญี่ปุ่นจะกลายเป็นภาษาสากลอีกภาษาหนึ่ง

เช่น ขบวนการสันติภาพ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ขบวนการสตรี ขบวนการสิทธิมนุษยชนและขบวนการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง (Determination) เป็นต้น

4.2 แนวโน้มเกี่ยวกับศาสนาและชาติพันธุ์ กระแสชาติพันธุ์นิยมจะส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งด้านศาสนาและกลุ่มชาติพันธุ์มากยิ่งขึ้น

4.3 แนวโน้มเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ แนวโน้มเกี่ยวกับประชากรและสังคมมนุษย์ มีข้อพิจารณา ดังนี้

ตะวันอออกกลาง เอเชียใต้จะเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประชากรในยุโรปและอเมริการเหนือจะลดลง จีนและอินเดียจะยังเป็นประเทศที่มีประชากรสูงสุดสองลำดับแรกและมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 36 ของทั้งโลก สัดส่วนของประเทศด้อยพัฒนาจะมากขึ้นในขณะที่สัดส่วนของประเทศพัฒนาแล้วลดลง สัดส่วนของเด็กจะลดลงในขณะที่ผู้สูงอายุจะมากขึ้น อัตราส่วนการพึ่งพิงจะลดลงสำหรับประเทศกำลังพัฒนา แต่จะเพิ่มขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว อายุของประชากรจะยาวขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์การแพทย์คุณภาพของประชากรจะสูงขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าทางการศึกษาและเทคโนโลยี การเกิดลักษณะเมืองและการสร้างเมืองในประเทศยากจนและประเทศที่มีฐานะปานกลางจะเพิ่มขึ้น

ดลงอย่างมาก ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ความเสมอภาคระหว่างเพศมีมากขึ้น สตรีจะเข้ามาเป็นผู้นำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองมากขึ้น เพราะประชาชนได้รับการศึกษามากขึ้นและสามารถติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น

สังคมจะตระหนักในคุณภาพชีวิตมากขึ้น และช่วยกันหาแนวทางเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตมากขึ้นแนวคิดของประชาชน ในอนาคตแนวคิดของประชาชนในสังคมจะเปลี่ยนจากการคิดแบบสากลแต่ปฏิบัติจริงแบบท้องถิ่นไปเป็นการคิดอย่างท้องถิ่นแต่ทำอย่างสากล (Think Globally, Act Locally เป็น Think Locally, Act Globally) เนื่องจากประชาชนมีความฉลาดและมีความสามารถมากขึ้น สามารถประยุกต์แนวคิดสากลมาใช้ได้มากขึ้น

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของโลก
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลก
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของโลก
บทสรุป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com