Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

วิถีโลก

เอกสารประกอบการสอนหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป

วิวัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ และ การเมืองการปกครองของสังคมโลก
สภาพปัจจุบันของสังคมโลก
ปัญหาและการแก้ปัญหาสังคมของโลก
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
การปรับตัวของไทยในสังคมโลก
บรรณานุกรม

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของโลก

1. แนวโน้มเกี่ยวกับการจัดระเบียบโลกด้านการเมืองการปกครอง

1.1 การปกครองระบอบประชาธิปไตย ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาการเมืองโลกอยู่ในภาวะไร้ระเบียบและมีความขัดแย้งกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือยุค “สงครามเย็น” ความขัดแย้งสำคัญที่สุดคือ ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ประชาธิปไตยนำโดยสหรัฐอเมริกา และอุดมการณ์คอมมิวนิสต์นำโดยสหภาพโซเวียต แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประชาธิปไตยกลายเป็นอุดมการณ์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ปัจจุบันคงมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ใช้การปกครองรูปแบบอื่น เช่น พม่า อิรัก ใช้รูปแบบเผด็จการอำนาจนิยมซึ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองการปกครอง ซาอุดิอารเบีย บรูไน ใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่วนสาธารณรัฐประชาชนจีน ลาว เวียดนาม คิวบา และเกาหลีเหนือ ปกครองระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จแบบคอมมิวนิสต์ซึ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่ก็มีการผ่อนคลายความเข้มข้นลงไปกว่าเดิมมาก

1.2 การต่อต้านและปราบปรามการก่อการร้าย หลังจากการก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ใน สหรัฐอเมริกาเมื่อ วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 สหรัฐอเมริกาได้ ประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้ายอย่างเปิดเผยและเป็นทางการ พร้อมกันนั้นประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ได้เรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมมือกันต่อต้านและปราบปรามการก่อการร้าย ซึ่งได้รับการตอบสนองด้วยดีจากประเทศต่าง ๆ ทั้งประเทศพันธมิตรเก่า เช่น อังกฤษ อดีตมหาอำนาจอย่าง รัสเซียและจีน รวมทั้งสมาคมอาเซียน จากนั้นจึงส่งกำลังเข้าไล่ล่ากลุ่มก่อการร้าย อัลเคด้า หรือ อัลกอร์อิดะ ในอัฟกานิสถาน การปราบปรามการก่อการร้ายจึงเป็นการจัดระเบียบโลกที่เพิ่มขึ้นใน สหัสวรรษที่ 3

2. แนวโน้มเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองการปกครอง

ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา โลกมีความขัดแย้งกันในทางการเมืองโดยตลอดทั้งที่เป็นกรณีพิพาทธรรมดา เป็นสงครามที่รุนแรงจนกระทั่งเป็นสงครามโลกถึง 2 ครั้ง ในอนาคตความขัดแย้งในเรื่องดินแดน ศาสนา ชาติพันธุ์และการก่อการร้ายจะยังคงมีอยู่ ซึ่งบางกรณีอาจจะมีการคลี่คลายได้ แต่บางกรณีอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

2.1 ความขัดแย้งเกี่ยวกับดินแดน ดินแดนและทรัพยากรธรรมชาติเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งของสังคมโลกมาโดยตลอด สำหรับความขัดแย้งที่ยังคงดำรงอยู่ในปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะมีอยู่ต่อไปในอนาคต เช่น ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถานซึ่งเป็นความขัดแย้งทั้งในเรื่องศาสนาและกรณีพิพาทเหนือดินแดนจัมมูแคชเมียร์ (Jummu-Kashmir) ซึ่งมีมาตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน ความขัดแย้งระหว่างอิรักกับอิหร่านเหนือลำน้ำ ชัต อัล อาหรับ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ความขัดแย้งระหว่างเปรู และเอกวาดอร์เหนือดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ก็ยังคงมีอยู่ และที่ยังปรากฏชัดเจนอีกกรณีหนึ่งคือความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอลกับอาหรับเหนือดินแดนปาเลสไตน์ เป็นต้น

2.2 ความขัดแย้งเกี่ยวกับลัทธิและอุดมการณ์ เป็นความขัดแย้งที่เคยมีความรุนแรงและขยายเป็นวงกว้างมากในยุคสงครามเย็น แต่หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายความขัดแย้งดังกล่าวก็ลดน้อยลงอย่างมาก ความขัดแย้งที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันและในอนาคตอย่างน้อยก็ระยะหนึ่งได้แก่ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เพราะเกาหลีเหนือปกครองในลัทธิเผด็จการคอมมิวนิสต์ ในขณะที่เกาหลีใต้ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย แม้จะมีเชื้อชาติเดียวกันแต่ก็ขัดแย้งกันได้ อันเนื่องจากชนชั้นนำมีความเชื่อแตกต่างกัน หากผู้นำสามารถปรับตัวกันได้ก็อาจรวมประเทศกันได้ แต่ถ้าผู้นำถือทิษฐิแล้วก็ยากที่จะรวมกันและจะต้องเผชิญหน้ากันต่อไป

2.3 แนวโน้มเกี่ยวกับการก่อการร้าย การก่อการร้ายเป็นรูปแบบหนึ่งของการปฏิบัติการด้วยความรุนแรง เป็นการก่อความไม่สงบด้วยการบ่อนทำลายและเป็นการต่อสู้โดยใช้มาตรการทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยาตลอดจนกำลังทหารโดยไม่มีการเผชิญหน้าคู่ต่อสู้อย่างเปิดเผย การก่อการร้ายในปัจจุบันเป็นปฏิปักษ์ระหว่างตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกากับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง (Islamic Fundamentalism) กลุ่มก่อการร้ายที่สำคัญในปัจจุบันตามที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศมีมากกว่า 30 องค์กร เช่น กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา กลุ่มอบูนิดาลในอิรัก กลุ่มอาบูเซยาฟในฟิลิปปินส์ กลุ่มโอมชินริเกียวและกองทัพแดงแห่งญี่ปุ่น กลุ่มคนงานชาวเคิร์ดในตุรกี กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมในศรีลังกา กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติ โคลัมเบีย ขบวนการไชนิ่งพาธและทูปักอมารูในเปรู กลุ่มบาสก์ในสเปน รวมทั้งกลุ่มอัลเคด้า หรือ อัลกออิดะห์

ในปัจจุบันลักษณะของการก่อการร้ายเปลี่ยนแปลงไปซึ่งแต่เดิมการก่อการร้ายจะอยู่ ในระดับรัฐ ต่อมาได้กลายเป็นการก่อการร้ายที่มีระดับต่ำกว่ารัฐ การก่อการร้ายลักษณะนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 30 ปีมานี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปอีกนานและอาจมีความรุนแรงมากขึ้น ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวอาจกลายเป็นสงครามเย็นครั้งที่ 2

3. แนวโน้มเกี่ยวกับการทหารและการพัฒนาอาวุธ

แนวโน้มเกี่ยวกับการทหารและการพัฒนาอาวุธในอนาคตจะมีลักษณะดังนี้

3.1 การใช้กำลังทหารในการตัดสินปัญหา เนื่องจากโลกยังมีปัญหาความขัดแย้งกันอยู่เสมอ แม้แต่ในระยะหลังสงครามเย็นซึ่งโดยสภาพทั่วไป น่าจะเป็นช่วงที่ควรจะปลอดจากสงครามจนทำให้ประธานาธิบดี จอร์จ บุช แห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศการจัดระเบียบโลกใหม่ แต่แล้วเพียงไม่นาน สหรัฐอเมริกาและ พันธมิตรก็ต้องใช้กำลังทหารภายใต้มติของสหประชาชาติที่ 687 ในการตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้นจากกรณีอิรักบุกคูเวตจนทำให้เกิดสงครามอ่าว (Gulf war) ระหว่างกองกำลังประเทศต่าง ๆ กับประเทศอิรักภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน หลังจากนั้นดูเหมือนโลกจะห่างจากสภาวะสงครามเพื่อหันมาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่แล้วเพียงขึ้นต้นทศวรรษแรกแห่งสหัสวรรษใหม่เท่านั้น สงครามก็ได้เกิดขึ้นอีก สงครามครั้งนี้แตกต่างจากสงครามที่แล้วๆ มาเพราะเป็นสงครามไล่ล่าผู้ก่อการร้ายซึ่งเป็นสงครามไร้รูปแบบสหรัฐอเมริกา และประเทศพันธมิตรเข้าไปทำสงครามในประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อกำจัดรัฐบาลภายใต้การนำของกลุ่มตาลิบันและกลุ่มก่อการร้ายภายใต้การนำของ บิน ลาเดน หลังจากนั้นสหรัฐอเมริกาได้ประกาศจะจัดการกับประเทศที่กล่าวอ้างว่าสนับสนุนและให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย และประเทศที่ไม่ยอมปลดอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง เช่น อาวุธนิวเคลียร์ และอาวุธเคมีชีวภาพ หรือ “นิวเคลียร์คนจน” สหรัฐอเมริกายังประกาศว่า ประเทศอิรัก ประเทศอิหร่านและเกาหลีเหนือ เป็นแกนแห่งความชั่วร้าย (Axis of evil) ต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2003 สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และพันธมิตรก็ได้ส่งกำลังเข้าปลดอาวุธอิรักจนกลายเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย ภาค 2

3.2 การพัฒนาอาวุธ ในยุคสงครามเย็นการแข่งขันด้านอาวุธระหว่างมหาอำนาจมีความเข้มข้นอย่างมาก แต่เมื่อสงครามเย็นยุติลงใน ค.ศ. 1990 การแข่งขันด้านอาวุธก็ผ่อนคลายลงไปด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซีย ค.ศ. 1991 และสงครามปราบปรามการก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน ค.ศ. 2001 สหรัฐอเมริกาได้พัฒนา และนำอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆมาใช้ที่สำคัญได้แก่ จรวดร่อน เครื่องบินรบ เครื่องบินไร้คนขับ และเครื่องบินล่องหน ตลอดจนการนำระเบิดชนิดใหม่ๆ มาใช้

สำหรับอาวุธทางทหารนั้นอาวุธนิวเคลียร์นับเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน การทดลองระเบิดปรมาณูอันเป็นขั้นตอนแรก ๆ ของนิวเคลียร์สำเร็จเป็นครั้งแรกโดยสหรัฐอเมริกาเมื่อ วันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) จากนั้น จึงถูกนำมาใช้จริง ๆ โดยสหรัฐอเมริกาในการเผด็จศึกญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 รวม 2 ลูก ในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1945 ณ เมือง ฮิโรชิมา และวันที่ 9 สิงหาคม ณ เมือง นางาซากิ ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องยอมแพ้ในวันรุ่งขึ้นและได้ลงนามในสัญญาสงบศึกอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ.1945 ซึ่งในขณะนั้น มีเพียงสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวที่มีนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง แต่หลังจากนั้น มหาอำนาจโลกในยุคสงครามเย็นต่างเร่งรีบคิดค้นระเบิดนิวเคลียร์ เพื่อสร้างดุลแห่งอำนาจ และในที่สุด สหภาพ โซเวียต อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน และประเทศกำลังพัฒนาก็สามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้เช่นกัน

4. แนวโน้มเกี่ยวกับรัฐและขั้วอำนาจโลก

นอกจากแนวโน้มด้านต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ยังมีแนวโน้มทางการเมืองที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่

4.1 แนวโน้มเกี่ยวกับรัฐ แนวโน้มของรัฐในอนาคต มีประเด็นพิจารณาดังนี้

ในอนาคตจำนวนรัฐมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประชากรบางส่วนในรัฐปัจจุบัน มีเชื้อชาติ ภาษา และศาสนาแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในรัฐนั้นๆ ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ต่างมีความต้องการที่จะปกครองตนเอง และดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอกราช จนทำให้รัฐใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ จะเห็นได้ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 มีรัฐในยุโรปเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 20 รัฐ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีรัฐเพิ่มขึ้นกว่า 100 รัฐ เมื่อโซเวียตล่มสลายปรากฏว่ามีรัฐเพิ่มขึ้นกว่า 20 รัฐและเป็นที่คาดได้ว่าจำนวนรัฐจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งโดยวิถีทางสันติและวิถีการ ต่อสู้ จอห์น แนสบิตต์ (John Naisbitt) นักวิเคราะห์สังคมชาวอเมริกันคาดหมายว่าก่อนสิ้นปี ค.ศ.2000 จะมีรัฐทั่วโลกถึง 1800 รัฐ แม้ว่าขณะนี้จะเลยปี ค.ศ. 2000 ไปแล้วและจำนวนรัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายอย่างที่ แนสบิตต์คาดหมาย แต่แนวโน้มปัจจุบันบ่งชี้ว่าในอนาคตจำนวนรัฐจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ในอนาคตเขตพรมแดนของรัฐต่าง ๆ จะคลายความหมายลงและมีความหมายเปลี่ยนไปเพราะการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้พรมแดนไม่สามารถเป็นเครื่องสกัดกั้น ความคิดและการติดต่อสื่อสารถึงกันระหว่างชนชาติต่างรัฐได้ ในอดีตประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ ชื่อว่าเป็น “ประเทศหลังม่านไม้ไผ่” บุคคลภายนอกไม่มีโอกาสทราบความเป็นไปภายในประเทศนั้นเลย ในขณะเดียวกับประชาชนในสหภาพโซเวียต ที่เรียกว่า “ประเทศหลังม่านเหล็ก” ก็ไม่มีโอกาสได้ทราบความเคลื่อนไหวของชาวโลกเพราะมีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากภายนอก โดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ในอนาคตจะไม่มีประเทศใดสามารถปิดบังข่าวสารจากต่างประเทศได้อีกแล้ว

 ในอนาคตอำนาจอธิปไตยของรัฐจะถูกจำกัดลงด้วยเหตุผลสำคัญคือการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสาร นอกจากนั้นความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านอาวุธและการคมนาคมทำให้รัฐเจ้าของดินแดนไม่สามารถจำกัดอำนาจอธิปไตยของตนได้ ดังเช่น กรณีเมื่อเกิดสงครามขึ้น รัฐมหาอำนาจสามารถเคลื่อนย้ายกำลังหรือยิงอาวุธข้ามประเทศต่างๆ ไปทำลายอีกประเทศหนึ่งได้ในระยะไกลๆ ดังเช่น การที่สหรัฐอเมริกาได้ใช้จรวด และเครื่องบินรบไปทำลายเป้าหมายในประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อกวาดล้างกลุ่ม ก่อการร้ายจากระยะไกลนับพันกิโลเมตร

ในอนาคตรัฐบาลของประเทศต่างๆ จะมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเพราะการจัดระเบียบของสังคมโลกและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน ประชาชนสามารถตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลได้มากขึ้น รัฐบาลในอนาคตจะต้องนำเอาหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีหรือที่เรียกว่า “หลักธรรมาภิบาล” (Good Governance) มาใช้ในการบริหารประเทศมากขึ้น อีกทั้ง จะต้องมีการคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เข้าร่วมบริหารประเทศมากขึ้น และการฉ้อราษฎร์บังหลวงจะค่อยๆ ถูกขจัดออกไปจากแวดวงการเมือง

4.2 แนวโน้มเกี่ยวกับขั้วอำนาจโลก ในยุคสงครามเย็นขั้วอำนาจทางการเมืองของโลกมีลักษณะเป็นแบบ 2 ขั้วอำนาจ (Bipolar System) โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำฝ่ายเสรีประชาธิปไตยและสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แต่หลังจากปี ค.ศ. 1991 อันเป็นปีสิ้นสุดสงครามเย็น เนื่องจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย มหาอำนาจของโลกเหลือเพียงประเทศเดียวคือสหรัฐอเมริกา ขั้วอำนาจทางการเมืองโลกจึงมีเพียงขั้วอำนาจเดียว (Mono-polar System) และคาดว่าระบบขั้วอำนาจเดียวจะคงอยู่ไปอีกนานจนกว่าจะมีประเทศมหาอำนาจอื่น พัฒนาความเข้มแข็งขึ้มมาเคียงคู่กับสหรัฐอเมริกา

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของโลก
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลก
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของโลก
บทสรุป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com