Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อุไรวรรณ ธนสถิตย์

ระบบการเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
การบ่มเพาะวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย

การบ่มเพาะวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย

การมีบุคลิกภาพประชาธิปไตย

การให้ความหมายของบุคลิกภาพประชาธิปไตยนั้น จะมีความเห็นแตกต่างกันไป แต่ผู้เขียนขอถือตามศาสตราจารย์ ฮาโรลด์ ลาสเวล ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาทางการเมือง ในหนังสือ “วัฒนธรรมพลเมือง” (Civic Culture) อัลมอนด์ และเวอร์บ้า ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของบุคลิกภาพประชาธิปไตยตามคาดหมายของศาสตราจารย์ลาสเวล ว่ามีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ

1. บุคลิกเปิดเผย (open ego) ซึ่งหมายถึง การมีทัศนคติที่ดีและอบอุ่นต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
2. ความสามารถที่จะแบ่งปันคุณค่า (สิ่งที่มีประโยชน์) กับผู้อื่น
3. มีแนวโน้มที่จะยึดระบบคุณค่าแบบหลากหลาย มากกว่าจะยึดถือระบบคุณค่าเดียว อาจแปลความว่า ไม่มีวิสัยทัศน์คับแคบ
4. ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในสิ่งแวดล้อมทางสังคมและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
5. เป็นอิสระ (หรือปลอดจาก) ความกระวนกระวายใจพอประมาณ

สำหรับศาสตราจารย์ ดร. สาโรจ บัวศรี ผู้ซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดต่อวงการการศึกษาไทย ก็ได้สรุปบุคลิกภาพประชาธิปไตยไว้ว่าควรจะมี 3 ลักษณะ คือ

1. มีปัญญาธรรม ใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหา
2. มีคารวะธรรม เคารพศักดิ์ศรีผู้อื่น
3. มีความสามารถที่จะแบ่งปันและร่วมมือกัน

การกำหนดคุณสมบัติบุคลิกภาพประชาธิปไตย อาจมีได้หลายๆ ลักษณะ แต่ส่วนใหญ่แล้วต้องมีความสอดคล้องกัน คือไม่ขัดแย้งกัน

วัฒนธรรมประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรมที่ต้องใช้เหตุผลและปรึกษาหารือกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดบนหลักการแห่งสันติประชาธรรม ไม่ใช่มองอะไรลบไปหมดทุกเรื่อง วัฒนธรรมแบ่งซีก แบ่งข้าง เห็นได้ชัดเจนในประเทศไทย ตอนเล็กๆ เมื่อเป็นเด็กอนุบาล เด็กๆ จะเล่นอยู่ในหมู่เพศเดียวกัน เช่น “เด็กผู้หญิงขี้แงไปเล่นทางโน้น” หรือ “เด็กผู้ชายเกเร ออกไปนะ อย่ามายุ่งกับพวกผู้หญิง เดี๋ยวจะฟ้องคุณครูเลย” พอโตขึ้นมาเข้าทำงานในกระทรวงมหาดไทยก็แบ่งพวกเป็นสิงห์ดำ (รัฐศาสตร์จุฬาฯ) กับสิงห์แดง (รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์) พอไปเดินเล่นที่ท้องสนามหลวง ก็ต้องไปเข้ากลุ่มรักทักษิณ หรือกลุ่มเกลียดทักษิณเท่านั้น กลุ่มกลางๆ จะไม่มีที่อยู่ในการเมืองไทย มีแต่ขาวกับดำ สีเทาไม่มี นักการเมืองถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเทพ หรือกลุ่มมาร มนุษย์ปกติไม่มี พวกใครพวกมัน ไม่ร่วมมือกับกลุ่มอื่นเป็นคล้ายวัฒนธรรม we/they คือ แบ่งแยกเขาออกจากเรา จึงมีพวกเขาพวกเราตามมา คนไทยไม่ค่อยทำตามที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชจริยาชี้หนทางไว้ ไม่เคยทำตามตัวอย่างที่ดีงามของพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐเลย ดังความตอนหนึ่งจากบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ความว่า “…บุคคลใดจะเป็นปราชญ์ไม่ได้เลย หากมีน้ำใจเหยียดหยามเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คนเช่นนั้นคงไม่มีวันเป็นปราชญ์ที่แท้เพื่อประโยชน์ของมหาชนได้ ปราชญ์ที่ดีจะต้องใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ตระหนักในความงามของความแตกต่าง และเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์…”

หลังตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินคดียุบพรรคการเมือง เหตุการณ์หลัง 30 พฤษภาคม 2550 ประชาชนจะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง เราบริโภคข้อมูลผ่านสื่อ ต้องฟัง วิเคราะห์ และสังเคราะห์ เวลาฟังข่าวหรืออ่านข่าว ต้องให้แน่ใจว่าเป็น ข้อเท็จจริง(fact) ซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ใช่ opinion (ความคิดเห็น) ซึ่งเปลี่ยนไปตามความรู้สึกของผู้อ่านข่าวหรือผู้เขียนข่าวได้ตลอดเวลา

ผู้เขียนคิดว่า สิ่งหนึ่งที่นักการเมืองไทย และคนไทยขาดมาก คือ จิตวิญญาณประชาธิปไตย (democratic spirit) การมีจิตวิญญาณประชาธิปไตย คือ การเคารพกฎหมาย การซื่อสัตย์สุจริต การมีมารยาททางการเมือง และจิตใจที่เสียสละ จิตใจที่เป็นนักกีฬา จิตวิญญาณประชาธิปไตยจะมาจากสองส่วนหลักๆ คือ

1. การอบรมสั่งสอนจากครอบครัว และโรงเรียน ต้องให้สมาชิกแสดงความสงสัยได้ ตั้งคำถามได้ และแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว แต่ยังน้อยเกินไป ขาดความต่อเนื่องในการให้ความรู้ ความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องการเมือง อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ประชาธิปไตยจะต่อเนื่องเป็นเวลา 200 กว่าปี อังกฤษ ประมาณ 700 กว่าปี เป็นความต่อเนื่องอันยาวนานของการปลูกฝังประชาธิปไตย โดยไม่ถูกขัดจังหวะด้วยการปฏิวัติเช่นประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ดังนั้น ต้องทำแบบสม่ำเสมอ และลงลึก ไม่ทำอยู่หน่วยงานเดียว แต่ต้องหาตัวช่วยเช่น กระทรวงศึกษาธิการ เพราะกระทรวงนี้ มีเครือข่ายกับโรงเรียนทั่วประเทศ ระบบการเลี้ยงดูภายในครอบครัว และระบบการศึกษาจะมีส่วนสำคัญมากต่อการสร้างบุคลิกภาพประชาธิปไตย

2. วัฒนธรรมสังคมต้องเอื้ออำนวย ต้องไม่โกรธง่าย การมองคนในระบอบประชาธิปไตย ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา อดทนต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง การปรับทัศนคติ ต้องไม่มีอคติต่อทหาร ตำรวจ นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ไม่ตั้งธงที่ผิดๆ เอาไว้ล่วงหน้า เช่น ทหารชอบปฏิวัติ ตำรวจรีดไถเก่ง นักการเมืองทุจริตเลือกตั้ง ข้าราชการระดับสูงคอร์รัปชัน เช่นนี้เป็นต้น ที่ไม่ควรคิด เพราะในทุกวงการจะมีทั้งคนดีและไม่ดี การกล่าวเหมารวมไปหมด จะทำให้คนดีหมดกำลังใจ ต้องพยายามดึงคนไม่ดีออกมาจากกลุ่ม เอามาลงโทษให้ได้ คนดีจะได้อยู่อย่างมีความสุข

 

เมื่อมีเหตุผิดพลาด ต้องคิดว่า เป็นความผิดพลาดของตนเอง เช่น ที่ต่างประเทศ ถ้าเขาเลือกคนผิด เลือกพรรคผิดไปบริหารประเทศ เขาจะไม่โทษใคร แต่จะโทษตัวเองว่า เราเลือกผิด เพราะฉะนั้น เขาก็ต้องทนไปอีก 4 ปี แต่ระหว่างนั้น เขาก็จดจำ และในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ก็จะไม่ยอมเลือกนักการเมืองผู้นั้นเข้าไปในสภาอีก

พลเอกจารุภัทร เรืองสุวรรณ ช่วงที่ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคยไปดูงานที่อิสราเอล และเข้าพบนายกรัฐมนตรีของประเทศอิสราเอล นายกฯ ปรารภว่า “เหตุใดประเทศไทยจึงเป็นประชาธิปไตยมากเกินไป?” ทำไมเอาผู้นำมาล้อเล่นในลักษณะไม่เคารพมากๆ เช่น “เฒ่าสารพัดพิษ” (ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช) “ปลาไหลใส่สเก็ต” (คุณบรรหาร ศิลปอาชา) “แม้ว” (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) ซึ่งอิสราเอลจะไม่ “เล่น” นายกฯ ถึงขนาดนี้

ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างที่ดีงามของ democratic spirit ในประเทศอิตาลี และประเทศอินเดีย ตามลำดับ

วิกฤตการณ์การเมืองในอิตาลี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 จนนายกรัฐมนตรี โรมาโน โพรดี ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง น่าจะเป็นบทเรียน หรือกรณีศึกษาที่ดี โพรดี เพิ่งได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีได้แค่ 9 เดือน หลังการเลือกตั้งใหญ่เมื่อเดือนเมษายน 2549 ผลการเลือกตั้งสูสีกันมากจนในที่สุด กลุ่มโพรดีชนะอย่างหวุดหวิด และเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลผสมถึง 9 พรรค เป็นรัฐบาลที่ง่อนแง่นมาตั้งแต่เริ่มต้น ทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน มีฝ่ายค้านอยู่ในรัฐบาล และพังไปในที่สุดหลังจากที่บริหารประเทศอยู่ได้แค่ 9 เดือน เนื่องจากแพ้มติในเรื่อง นโยบายต่างประเทศ รัฐบาลยืนยันให้คงกำลังทหารอิตาลี 2,000คน อยู่ในอัฟกานิสถาน และให้มีฐานทัพสหรัฐฯ อยู่ในอิตาลีต่อไป เมื่อเรื่องนี้เข้าสู่วุฒิสภา มี ส.ว.ฝ่ายรัฐบาล 2 คนเบี้ยว หรือเป็นกบฏเป็น ส.ว. พรรคคอมนิวนิสต์ทั้ง 2 คน และแค่ 2 เสียงก็ทำให้รัฐบาลพัง นายกฯ โพรดี จึงตัดสินใจยื่นใบลาออกต่อประธานาธิบดี

อันที่จริง แค่แพ้มติในเรื่องนโยบายต่างประเทศ 2 คะแนน นายกฯ โพรดี ไม่จำเป็นที่จะต้องลาออกก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับ แต่เขาถือเป็นมารยาททางการเมืองที่จะต้องลาออก เพื่อให้บทเรียนแก่บรรดาสมาชิกรัฐสภาฝ่ายรัฐบาล บทเรียนนั้นก็คือ สมาชิกรัฐสภาฝ่ายรัฐบาลจะต้องมีระเบียบวินัย ต้องยึดถือมติหรือแนวทางของพรรค หรือของรัฐบาลเมื่อลงมติในสภา

เมื่อพลเอก จารุภัทร เรืองสุวรรณ กกต. เดินทางไปดูงานเลือกตั้งที่ประเทศอินเดีย ก็ประหลาดใจมากที่พบว่า คนอินเดียกระตือรือร้น สนใจเรื่องการเมืองมาก อินเดียคนจนแยะ แต่ซื้อขายเสียงน้อยกว่าเมืองไทย สื่อมวลชนอินเดีย ลงข่าวคนดีหน้าแรก คนชั่วหน้าสุดท้าย ของไทย สลับกัน วัฒนธรรมการเมืองของอินเดียดีกว่าไทย อาจจะเพราะได้มรดกตกทอดมาจากวัฒนธรรมการเมืองของอังกฤษ ความคิด สติปัญญา คนอินเดียไม่จน จนแต่วัตถุเท่านั้น การหาเสียงเลือกตั้งไม่ต้องแจกเงิน ไม่ต้องแจกของ แต่คนฟังเต็มถนน ยืนฟังกลางถนน รถบีบแตรไล่ไม่ได้ รถต้องอ้อมไป

ในประเทศไทยก็มีตัวอย่างที่ดีงามของ democratic spirit สองตัวอย่าง ซึ่งผู้วิจัยจะยกมาให้เห็นดังนี้

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 คณะบุคคลซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะราษฎร” ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ด้วยพระราชดำริที่ทรงต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว กอปรกับไม่ต้องการให้คนไทยประหัตประหารกันเอง รัชกาลที่ 7 จึงทรงยอมรับเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญพระองค์แรก ทรงห้ามไม่ให้ทหารลุกขึ้นมาต่อต้านเพื่อพระองค์ ทรงเป็นห่วงเป็นใยในสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย และพยายามสอดส่องดูแลอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้พสกนิกรของพระองค์ท่านต้องลำบาก

วาระสุดท้ายของรัชกาล มีลายพระหัตถ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัย ดังนี้

บัดนี้ ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริง ไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป (ตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติวันที่ 2 มีนาคม 2477)

เมื่อทรงสละราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ในประเทศอังกฤษต่อไป โดยไม่ทรงใช้พระนามว่า King แต่ทรงใช้พระนามว่า “The Prince of Sukhodaya” หรือ ‘สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา’ พระนามทรงกรมก่อนที่จะเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติและเสด็จสวรรคตที่ประเทศนั้น เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2484

ตัวอย่างที่ 2 เป็นตัวอย่างแนวความคิดที่ดีงาม democratic spirit ของนายแพทย์กระแส ชนะวงษ์ เจ้าของรางวัลแม็กไซไซ และอดีตหัวหน้าพรรคพลังใหม่

… ชีวิตที่ผ่านไป คนจะ record ให้เอง ความพอใจลึกๆ อยู่ในตัวเรา ความภูมิใจของเราเอง ไปเพื่อจะอาสา ถ้าแพ้ ต้องทำให้มากขึ้น เห็นปัญหา การเมืองต้องไม่ขี้แพ้ชวนตีว่าไอ้คนนั้นชนะ เพราะซื้อเสียง แพ้ก็ไม่เคยด่าใคร ไม่เคยด่าประชาชน เศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมเข้าใจ และเห็นใจ

การเมืองเหมือนการบริหารจัดการแบบทีมฟุตบอล คึกคัก fresh อยู่ตลอดเวลา จะเอาใครแข่งกับใคร และจะได้ชนะ เมื่อชนะก็ไม่ได้ถือว่าเป็นหนี้บุญคุณใคร ถือว่าเข้าไปได้เพราะตัวเราเอง smart และไม่จำเป็นต้องตอบแทนบุญคุณแบบผิดๆ เมื่อออกจากตำแหน่ง ก็ไม่เคยอาลัยอาวรณ์แบบสูญเสีย….

การเลือกตั้ง คือ เครื่องมือการเข้าไปสู่อำนาจของพรรคการเมือง การเลือกตั้งกับการโกงเป็นของคู่กันทั่วโลก แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็มีโกง แต่เมื่อถึงจุดที่จะเสียหายต่อประเทศ เขาจะหยุด แต่ของเรา แข่งขันกันแบบชนิดที่ว่าในที่สุดก็ไม่สามารถประนีประนอมกันในระดับที่จะรักษาไว้ซึ่งกฎเกณฑ์ของระบอบประชาธิปไตย ต้องเอากันให้ถึงตาย ต้องให้เลือดมาท่วมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเสียก่อนจึงจะหยุด

นักการเมืองไทยควรมีแนวความคิดแบบนักการเมืองตะวันตก ต้องคิดว่า เราทำดีที่สุดแล้ว เมื่อนักการเมืองส่วนใหญ่ในสภา หรือประชาชนเห็นว่าตนเองไม่ดีก็ต้องลาออก ไม่ติดยึดกับสิ่งที่มีอยู่ นักการเมืองบางครั้งไม่ต้องพิสูจน์ว่าผิด แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อถือ และการไว้วางใจ เช่น ที่ประเทศเดนมาร์ก จะทำกันเป็นประเพณี เพียงรู้ว่าจะมีการตั้งวาระลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเข้าในสภา รมต. คนนั้นจะมี democratic spirit จะชิงลาออกก่อนที่จะมีการอภิปรายในสภาฯ ไม่ว่าตนเองจะผิดจริงหรือไม่ คนเราการศึกษาสูงอย่างเดียวไม่พอ จะต้องมีจิตสำนึกด้วย

การจะทำให้ประชาชนมีบุคลิกภาพประชาธิปไตยนั้น ต้องเตรียมประชาชน การปลูกต้นไม้ต้องเตรียมดิน เมื่อ input ดี output ก็ย่อมดีตามไปด้วย รักประชาธิปไตยด้วยใจ สร้างใจได้ ดังนั้นถ้าต่อไปมีนักการเมืองที่อุทิศตัว คนก็เห็นคุณค่าของนักการเมือง คนที่ดีมีความพร้อมควรเสียสละเข้าสู่วงการเมือง ต้องทำใจล่วงหน้าว่า อาจจะถูกสาดโคลนบ้าง เหมือนออกจากบ้านวันสงกรานต์ต้องทำใจล่วงหน้าว่าต้องเปียก การเมืองเป็นในลักษณะที่เรียกว่า learning by doing (เรียนจากการกระทำ เรียนจากประสบการณ์) you are what you do (ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น) คุณขายเสียงไป คุณก็ได้นักการเมืองฉ้อฉลกลับมา เลือกคนไม่ดีเข้าสภา คนไม่ดีก็ขึ้นมาค้ำคอเราเป็นผู้ปกครองประเทศ นักการเมืองก็ต้องดี ประชาชนก็ต้องดี ดีไปพร้อมๆ กัน การปลูกฝังเรื่อง democratic spirit ควรปลูกฝังไปเรื่อยๆ ได้ผลแน่นอน แต่อาจต้องใช้เวลาบ้าง คนดีที่มีความพร้อมก็เสียสละไปทำหน้าที่นักการเมือง พวกเราประชาชนก็ทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี เพื่อจรรโลงการเมืองไทยให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com