Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

การมีส่วนร่วมทางการเมืองกับการพัฒนาทางการเมือง

หน้า 3

ดังนั้น ในการพิจารณาถึงเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองในประเทศกำลังพัฒนาจำต้องพิจารณาถึงกลุ่มผู้นำต่าง ๆ ที่ช่วงชิงอำนาจหรือที่ต้องการเข้ามามีส่วนควบคุมรัฐบาลผู้นำเหล่านี้อาจแบ่งได้อย่างกว้าง ๆ เป็น 2 กลุ่ม คือ ทหารกับพลเรือน

สำหรับกลุ่มทหารนั้นมักเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน และเมื่อขึ้นมามีอำนาจมักอ้างว่า การให้มีการเลือกตั้งก็ดี การมีการเมืองในระบบพรรคก็ดี ก่อให้เกิดความแตกแยก ดังนั้น จึงมักระงับหรือลดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนลง ในกรณีของประเทศไทย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นตัวอย่างอันดีในเรื่องนี้ สำหรับผู้นำทหารคนอื่น ๆ ก็เช่นกัน เช่น อายุบข่าน และเซียอูล ฮัค แห่งปากีสถาน หรือ ปัก จุง ฮี แห่งเกาหลีใต้ในตอนแรกของการปกครองของตนได้ใช้วิธีการลดการมีส่วนรวมทางการเมืองของประชาชนลง

อย่างไรก็ตาม ผู้นำทหารในหลายประเทศในระยะหลังได้ให้ความสนใจในเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน และกลุ่มทางสังคมอื่น ๆ มากขึ้น สเต็บแพน (Alfred Stepan) ซึ่งศึกษาบทบาทของทหารในบราซิล และเปรูและพิช (John Fitch) ในเอควาดอร์ ได้แสดงให้เห็นว่าทหารในประเทศเหล่านี้เข้าบริหารประเทศ โดยดึงเอากลุ่มพลเมืองอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วย ลักษณะของรัฐบาททหารแบบนี้เรียกว่า “ corporative military regime ” หรือบางทีเรียกว่าเป็นระบบ corporation ในระบบที่มีการดึงเอาประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเช่นกัน แต่มักเป็นแบบระดม (mobilized participation) เช่นในการ ปกครองเปรูของ เวลาสโก้ (Velasco) และ เบอร์มิวเดช (Bermudez) ในช่วง ค.ศ. 1968 –1973 เพื่อความสนับสนุนจากกรรมการและชาวนาเช่นได้จัดตั้งหน่วยงานเรียกว่า SIMAMOS เพื่อให้ความรู้ทางการเมืองแก่ประชาชนและเป็นเครื่องมือระดมการมีส่วนรวมทางการเมืองของประชาชน รัฐบาลทหารอีกรูปแบบหนึ่งคือแบบที่ร่วมมือกับพรรคการเมือง (Army-Party Military-Regimes) เช่น ใน คิวบา ซีเรีย และอีรัค เป็นต้น ซึ่งเป็นการปกครองคู่กันระหว่างพรรคการเมืองกับทหารและมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันสูง ระบบนี้อาศัยการมีส่วนร่าวมทางการเมืองของประชาชนแบบระดมเช่นกันดังนั้น ระบบการเมืองในประเทศที่กำลังพัฒนาที่ทหารมีบทบาทเมืองสูง มักเป็นรูปแบบที่ทหารไม่ได้ปกครองเพิกเฉยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน แต่ได้พยายามดึงเอาสถาบันพลเรือนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง และมีการปลุกระดมมวลชนให้ร่วมมือกับผู้นำในด้านต่าง ๆ

การเปลี่ยนแปลงท่าทีของผู้นำทหารที่มีต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนข้างต้นนั้น เป็นเรื่องของความพยายามที่จะดูดซึมการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน และในขณะเดียวกัน เป็นความพยายามที่จะสร้างฐานสนับสนุนในหมู่ประชาชน เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้ รวมทั้งแย่งชิงฐานสนับสนุนจากผู้นำฝ่ายพลเรือน

สำหรับผู้นำพลเรือน ส่วนใหญ่ต้องการให้มีการขยายการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพราะเป็นลู่ทางที่สำคัญที่ตนสามารถใช้เป็นฐานสนับสนุนบทบาททางการเมืองของตนได้ นอกจากนั้นในการท้าท้ายอำนาจของผู้นำทหารที่ครอบงำการเมืองอยู่เดิมผู้นำพลเรือนมักใช้ประชาชนเป็นฐานอำนาจ ผู้นำพลเมืองจึงกระตุ้นให้มีการขยายตัวของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนจึงเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อความมีเสถียรภาพทางการเมือง การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนมีผลให้ระบบการเมืองสั่นสะเทือน ผู้นำฝ่ายตรงข้ามอาจใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือท้าทายอำนาจของผู้นำในอำนาจซึ่งอาจนำมาซึ่งความวุ่นว่ายทางการเมืองได้ นักทฤษฎีตะวันตกหลายคนได้พยายามแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมทางการเมืองกับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง โดยได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อประชาชนมีความหวังขึ้นมีความต้องการมากขึ้นในสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต เนื่องจากสังคมมีความเจริญขึ้น จะเป็นผลให้ประชาชนเรียกร้องต่อระบบการเมืองให้ตอบสนองความต้องการของตนที่เพิ่มมากขึ้น และมักปรากฎอยู่ ระบบการเมืองมักตอบสนองได้ไม่เต็มที่ จุดนี้เองที่ทำให้เกิดความไม่พอใจหรือความคับข้องใจขึ้นทำให้ประชาชนเริ่มตื่นตัวทางการเมืองและผลักดันตนเองให้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อกดดันให้ประชาชนตัดสินใจตามความต้องการของตัว เมื่อระบบการเมืองยังไม่สามารถสนองตอบให้เป็นที่พอใจได้ ประชาชนจะเปลี่ยนการกดดันแบบสันติมาเป็นแบบการใช้ความรุนแรงและเมื่อถึงจุดนี้ ระบบการเมืองจะพบกับความระส่ำระสายไร้เสถียรภาพได้

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีตะวันตกไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยเอง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นเรื่องที่ถูกชักจูงหรือปลุกปั่นโดยผู้นำมากกว่าเป็นเรื่องของความต้องการของประชาชนเอง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนจึงเป็นเครื่องมือของผู้นำทางการเมืองในการสร้างฐานอำนาจให้กับตน และโค่นล้มผู้นำฝ่ายตรงกันข้าม การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นเรื่องที่ผู้นำบางกลุ่มหยิบยื่นให้กับประชาชนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มตน การที่ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 ไม่ได้เกิดจากการเรียกร้องของประชาชนเอง แต่เป็นเรื่องที่คณะราษฎรใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของตน และหลังจากนั้นเป็นต้นมาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของผู้นำกลุ่มต่าง ๆ การต่อสู้ระหว่างผู้นำทหารกับผู้นำพลเรือน ได้เป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างการเพิ่มกับการลดการมีส่วนร่วมทางการเมืองและแม้ว่าในตอนหลังฝ่ายทหารจะได้ยอมรับการมีส่วนร่วมทางการเมืองแล้วก็ตาม ประเด็นที่ตอ่สู้ระหว่างฝ่ายพลเรือนกับทหารก็ยังมีอยู่ในเรื่องของรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นประเด็นในเรื่องความสัมพันธ์ข้างต้นระหว่างการมีส่วนร่วมทางการเมืองกับสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ จึงน่าสนใจที่จะศึกษาเพื่ออธิบายการพัฒนาทางการเมืองของไทยให้กระจ่างชัดเจน

อ้างอิง : สุจิต บุญบงการ. 2537. การพัฒนาทางการเมืองของไทย : ปฏิสัมพันธ์ระหว่างทหาร สถาบันทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

<<< ย้อนกลับ ||

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com