สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

การเมืองการปกครอง

ความหมายการเมืองการปกครอง
รัฐ (State)
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม
รัฐธรรมนูญ (Constitution)
กฎหมาย (Law)
อำนาจอธิปไตย
รัฐสภา พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง
ประชาชนกับบทบาททางการเมือง
ลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การเมืองการปกครองไทย
ระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครอง
ธรรมาภิบาล
บรรณานุกรม

อำนาจอธิปไตย

สถาบันของอำนาจตุลาการ ( Judicial )

อำนาจตุลาการเป็นอำนาจที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม สถาบันที่เป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการคือศาล เมื่อมีการละเมิดกฎหมายเกิดขึ้น ศาลจะเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ เป็นกู้พิจารณาคดี เป็นผู้ให้ความยุติธรรม เป็นผู้ตีความกฎหมายและป้องกันสิทธิต่างๆ ของบุคคลในประเทศประชาธิปไตย ฝ่ายตุลาการมีฐานะเป็นพิเศษ และทำหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง การแบ่งแยกอำนาจตุลาการออกมาเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ก็เพื่อให้ฝ่าตุลาการมีอิสระในการปฏิบัติงาน ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล หรือใต้บังคับของอำนาจฝ่ายใด

ระบบศาลยุติธรรมของแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน แต่ก็อาจจะมีแตกต่างกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะการจัดระเบียบศาล มีแตกต่างกันอยู่ในหลายประเทศ บางประเทศถือว่าศาลเป็นผู้ใช้อำนาจ ตุลาการในนามประมุข บางประเทศ ประมุขฝ่ายบริหารเป็นผู้แต่งตั้งตุลาการ บางประเทศผู้พิพากษาเป็นผู้รับฟังคำให้การและพยานหลักฐานต่างๆแล้วสั่งการลงโทษ บางประเทศก็มีคณะลูกขุนเป็นผู้ฟังคำให้การ และชี้ขาดว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก แล้วเสนอให้ผู้พิพากษาพิจารณาลงโทษ และบางประเทศก็จะมีศาลสำหรับพิจารณาคดีเฉพาะเรื่อง เช่น ศาลปกครอง ศาลเกษตร ศาลภาษีอากร ศาลแรงงาน ศาลจราจร เป็นต้น การจะทราบเกี่ยวกับเรื่องศาล ของประเทศใดนั้น จะต้องศึกษาจากธรรมนูญศาลยุติธรรมของประเทศนั้น

สำหรับประเทศไทย เรื่องของสถาบันตุลาการนั้น มีศาลยุติธรรมสังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม และศาลทหารสังกัดกระทรวงกลาโหม ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ทหารเป็นจำเลยในความผิดทางอาญาเท่านั้น โดยมีทหารเป็นตุลาการทหาร เป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี และมีอัยการศาลทหารเป็นผู้ฟ้องคดี ส่วนศาลยุติธรรมนั้นจะมีพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเป็นกฎหมายกำหนดระเบียบราชการของศาลยุติธรรม กำหนดบุคคลผู้มีตำแหน่งหน้าที่ รับผิดชอบต่างๆ วางลำดับชั้นของศาล และเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง

ศาลยุติธรรมแบ่งออกเป็น 3 ชั้นคือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ผู้พิพากษาจะมีอิสระในการพิพากษาพิจารณาตัดสินคดีไปตามตัวบทกฎหมาย โดยความเที่ยงธรรม ไม่อยู่ใต้อำนาจของฝ่ายใด การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย ถอดถอน เลื่อนขั้น เลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่งของผู้พิพากษา ถึงจะเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้สั่งการ แต่ยังไม่มีผลบังคับ จนกว่าจะได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการที่เรียกว่า คณะกรรมการตุลาการในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ปี พ.ศ.2540) ได้กำหนดว่าคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประกอบด้วยประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละชั้นศาล ชั้นศาลละ 4 คน ซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล และได้รับเลือกตั้งจากข้าราชการตุลาการในทุกชั้นศาลกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน ซึ่งไม่เป็น หรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการ และได้รับเลือกจากวุฒิสภา

นอกจากจะมีศาลยุติธรรมและศาลทหารแล้ว ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ปีพ.ศ.2540)ยังได้กำหนดให้มีสถาบันศาล เพิ่มขึ้นอีก 2 สถาบันคือ ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง

ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นสถาบันศาลที่ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่นอีก 14 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากบุคคลต่อไปนี้คือ

1. ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับจำนวน 5 คน
2. ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ ศาลปกครองสูงสุดโดยวิธีลงคะแนนลับจำนวน 2 คน
3. ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ จำนวน 5 คน
4. ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ จำนวน 3 คน

การเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ สาขานิติศาสตร์และสาขารัฐศาสตร์นี้ มาจากการคัดเลือกของ คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้กำหนดวิธีการสรรหาไว้โดยละเอียดในมาตรา 257 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปีพ.ศ.2540)

ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่
- พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อขัดแย้งระหว่างรัฐธรรมนูญกับกฎหมายอื่น
- พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเรื่องขอบเขตอำนาจขององค์กรทางการเมืองต่างๆ
-วินิจฉัยเรื่องการขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามของกรรมการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และรัฐมนตรี
- วินิจฉัยเกี่ยวกับมติ หรือข้อบังคับของพรรคการเมือง ที่ขัดแย้งหรือกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
- ฯลฯ

ศาลปกครอง เป็นสถาบันศาลที่ประกอบด้วย ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น และอาจจะมีศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ด้วยก็ได้

ศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ พิจารณาพิพากษาคดี ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่ายงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชา หรือในกำกับดูของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันอันเป็นข้อพิพาทที่เนื่องมาจาก การกระทำหรือการละเว้นการกระทำ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวต้องปฏิบัติ หรือรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

ในศาลปกครอง จะมีคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ซึ่งเป็นตุลาการในศาลปกครองและได้รับเลือกจากตุลาการในศาลปกครองด้วยกันเอง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภา 2 คน และจากคณะรัฐมนตรี 1 คน

คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองจะมีหน้าที่ พิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนตุลาการในศาลปกครอง ให้ความเห็นชอบในการเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน และลงโทษตุลาการในศาลปกครอง
อำนาจอธิปไตยเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของรัฐ ที่มีความสำคัญมาก ในเรื่องของการเมืองการปกครอง จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจ เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยให้ถูกต้องชัดเจน อำนาจอธิปไตยจะมีลักษณะประจำตัวที่สำคัญคือ มีความเด็ดขาดถาวร ใช้ครอบคลุมได้ทั่วรัฐ และแบ่งแยกมิได้ ในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยย่อมเป็นของประชาชม และผู้ใช้อำนาจนี้จะมี 3 องค์กร ซึ่งใช้อำนาจอธิปไตยร่วมกับ เพื่อเป็นการค้านอำนาจกัน คือองค์กรนิติบัญญัติ องค์กรบริหาร และองค์กรตุลาการ

รูปแบบขององค์กรนิติบัญญัติหรือเรียกว่า รัฐสภา อาจมีรูปแบบต่างกันบ้าง แต่ก็มีหลักอย่างเดียวกัน ในเรื่องของอำนาจหน้าที่ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย เกี่ยวกับวิธีดำเนินงาน การสรรหาสมาชิก ย่อมอาจแตกต่างกันได้ ซึ่งแต่ละรัฐก็มีวิธีการของตนที่กำหนดขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอันแท้จริงของรัฐ เช่นเดียวกับฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล ซึ่งหลักการใหญ่ๆเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ จะเป็นแบบเดียวกัน แต่รายละเอียดเกี่ยวกับคุณวุฒิ คุณสมบัติ หรือวิธีดำเนินงาน อาจแตกต่างกันออกไปบ้าง แล้วแต่รัฐนั้นๆ จะกำหนด ข้อดีข้อเสียของรูปแบบของรัฐสภา และรัฐบาล ซึ่งได้อธิบายแยกแยะรายละเอียด ดังที่กล่าวไว้ในตัวบทนั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนของแต่ละรัฐ จะตัดสินใจเลือก ดำเนินการ เพื่อความเหมาะสมต่อไป ส่วนองค์กรฝ่ายตุลาการหรือศาลนั้น ทุกรัฐจะมีหลักการใหญ่ๆ ที่เหมือนกันคือ ศาลจะต้องเป็นสถาบันที่สามารถ ดำเนินกิจการได้อย่างอิสระ ปราศจากการควบคุม หรือแทรกแซงจากอำนาจอื่นใดภายนอก

สำหรับประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทุกรัฐก็จะพยายามให้โอกาสประชาชา ได้แสดงออกซึ่งความเป็นเจ้าของ อำนาจอธิปไตยหลายวิธี ส่วนจะได้แสดงออกมากน้อยเพียงใด หรือด้วยวิธีใดบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับความเป็นประชาธิปไตยของรัฐนั้นๆ และความเหมาะสมกับสภาพของรัฐ รวมทั้งความรู้ ความเข้าใจ ความตื่นตัวทางการเมือง การปกครองของประชาชน และวัฒนธรรมทางการเมือง ของประชาชนในรัฐนั้นๆ

ประวัติแนวความคิดของอำนาจอธิปไตย
ความหมายของอำนาจอธิปไตย
ลักษณะของอำนาจอธิปไตย
ประเภทของอำนาจอธิปไตย
การแสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยของประชาชน
วิวัฒนาการของแนวคิดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย
ลักษณะสำคัญของอำนาจอธิปไตย
ทฤษฎีที่ค้านลักษณะอำนาจอธิปไตย
ประเภทของอำนาจอธิปไตย
การแสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยของปวงชน
สถาบันที่ใช้อำนาจอธิปไตย
สถาบันของอำนาจนิติบัญญัติ (Legislature)
อำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติหรือรัฐสภา
โครงร่างของสภานิติบัญญัติ (Structure)
ลักษณะทั่วๆ ไปของสภาสูง
อำนาจหน้าที่ของสภาสูง
ลักษณะทั่วๆ ไปของสภาล่าง
สถาบันของอำนาจบริหาร (Executive)
ข้อดีของรัฐบาลแบบคณะรัฐมนตรี
อำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร (Functions)
สถาบันของอำนาจตุลาการ ( Judicial )

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» นิยาย-เรื่องสั้น
» ข้อเขียน-บทความ
» บทกวี
» สารคดี-ท่องเที่ยว

» การจัดระเบียบทางสังคม
การจัดระเบียบสังคมเป็นกระบวนการที่สมาชิกได้พัฒนาการกระทำระหว่างกันทางสังคมอย่างมีระเบียบ โดยสมาชิกส่วนรวมของสังคมได้ยอมรับเป็นแนวความประพฤติร่วมกัน

» การควบคุมทางสังคม
วิธีการและกระบวนการทั้งหมด ซึ่งกลุ่มหรือสังคมใช้ในการให้สมาชิกของสังคมปฏิบัติตามที่สังคมคาดหวัง

» ค่านิยมทางเพศ (Sexual Value)
หลักการพื้นฐานที่บุคคลยึดเป็นหลักในการปฏิบัติเพื่อดำเนินชีวิตซึ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยค่านิยมทางเพศของบุคคลเกิดจากการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่ในสถาบันครอบครัว ระบบการศึกษา ประสบการณ์

» ลัทธิของค้านท์
ลัทธิที่ยึดมั่นในคุณธรรมหรือเหตุผลอย่างเคร่งครัด หรือ Moral Purism แปลว่า บริสุทธิ์นิยมทางศีลธรรม หรือบางทีก็เรียกว่า หน้าที่นิยม เพราะเน้นที่หน้าที่เป็นหลัก

» ประชุมพงศาวดาร
การศึกษาหาความรู้พงศาวดาร และตำนานเก่าย่อมถือว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งใน การศึกษาทั่วทุกประเทศ

» อปริหานิยธรรม 7
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม 7 ประการ ผู้ปฏิบัติ ธรรมนี้จะเป็นไปเพื่อความเจริญทั้งฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายสงฆ์

» จริยธรรม
จริยธรรมไม่แยกเด็ดขาดจากศีลธรรม แต่มีความหมายกว้างกว่าศีลธรรม