Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

การเมืองการปกครอง

ความหมายการเมืองการปกครอง
รัฐ (State)
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม
รัฐธรรมนูญ (Constitution)
กฎหมาย (Law)
อำนาจอธิปไตย
รัฐสภา พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง
ประชาชนกับบทบาททางการเมือง
ลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การเมืองการปกครองไทย
ระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครอง
ธรรมาภิบาล
บรรณานุกรม

ลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจ

ระบบเผด็จการ

ระบบการเมืองแบบเผด็จการถือว่า เป็นระบบการเมืองที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนน้อยที่สุด ประชาชนไม่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองหรือมีก็มีน้อยที่สุด ผู้ปกครองในระบบนี้จะถืออำนาจการปกครองรัฐเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเสรีภาพของบุคคล ผู้ปกครองอาจจะเป็นบุคคลเดียวหรือหลายคนก็ได้ และจะถือประโยชน์ของรัฐหรือตัวเองหรือกลุ่มของตัวเองยิ่งกว่าประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นการปกครองที่มีจุดประสงค์เพื่อประชาชนในระยะแรกเพื่อต้อง การแรงสนับสนุนจากประชาชนต่อมาเมื่อได้อำนาจแล้วก็เปลี่ยนไป การปกครองระบบเผด็จการแยกตามจำนวนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ 2 ประการ คือ

1. อัตตาธิปไตย (Autocracy)

เป็นการปกครองที่บุคคลคนเดียวมีอำนาจสูงสุดเหนือการควบคุมของกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น การปกครองแบบนี้มีอยู่ทุกยุคทุกสมัยตามธรรมชาติของบุคคลซึ่งเมื่อตนเป็นใหญ่แล้วมักจะลืมตัว อยากจะทำอะไรก็ทำได้ตามชอบใจไม่ว่าจะถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว การปกครองแบบอัตตาธิปไตยยังแบ่งออกได้อีกดังนี้

1.1 ราชาธิปไตย (Absolute Monarchy) เป็นการปกครองแบบสิทธิเด็ดขาดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ แต่ก็บริหารบ้านเมืองด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของราษฎร การปกครองแบบนี้จะมีข้อเสียตรงที่ไม่กระจายอำนาจ เพราะบุคคลคนเดียวไม่สามารถวินิจฉัยสั่งการได้อย่างถูกต้องเสมอไป ในกรณีที่รัฐนั้น ๆ มีประชากรจำนวนมาก

1.2 ฟาสซิสม์ (Fascism) เป็นลัทธิที่ส่งเสริมการปกครองเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ ให้รัฐบาลควบคุมคนในแง่มุมต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อนุญาตให้มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวซึ่งจะเป็นผู้ผูกขาดในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีหลักการว่า “ต่อต้านเหตุผลไม่สนใจความเท่าเทียม ใช้กำลังความรุนแรง บูชาผู้นำ จำกัดเสรีภาพ ชอบจักรวรรดินิยม ไม่ชอบสันติสุข“ ซึ่งหลักการนี้เองก่อให้เกิดผลเสียต่อการปกครองแบบนี้

2. คณาธิปไตย (Oligarchy)

คือ การปกครองที่อำนาจติดอยู่กับบุคคลคณะย่อย ๆ หมายความว่าบุคคลคณะหนึ่งเป็นผู้ที่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์หรือบริหารประเทศได้ตามที่กลุ่มของตนปรารถนา ในบางครั้งบุคคลในคณะนั้นอาจไม่เป็นคณะผู้บริหารเองอาจมอบให้บุคคลอื่นทำหน้าที่ แต่ถ้าบุคคลคณะนั้นยังมีอำนาจและอิทธิพลสามารถควบคุมหรือบงการทิศทางการบริหารได้และถือว่าอำนาจอธิปไตยอยู่ในกลุ่มคนนั้น การปกครองแบบคณาธิปไตยมีดังนี้

2.1 อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) เป็นการปกครองที่คณะบุคคลมุ่งที่จะใช้อำนาจปกครองไปในทางบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับราษฎร ซึ่งหมายถึงการปกครองโดยคณะบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษหรือคุณภาพเหนือกว่าชนส่วนใหญ่ เช่น กลุ่มขุนนาง กลุ่มปัญญาชน หรือกลุ่มที่ได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชน แต่อาจมีข้อเสียตรงที่หนักไปในทางสนับสนุนชนชั้นผู้ดีหรือผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ การทหาร การศาสนา หรือความมีอายุหรือความชำนิชำนาญพิเศษ

2.2 คอมมิวนิสต์ (Communism) คือลัทธิการปกครองที่มุ่งใช้กำลังสร้างระบบสังคม ปราศจากชนชั้น โดยให้ประชาชนทั้งมวลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและให้สังคมมีความเสมอภาคสมบูรณ์ตามหลัก “ทุกคนทำงานเต็มความสามารถ แต่ได้รับเครื่องอุปโภคบริโภคตามความจำเป็น“ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดบรรลุถึงระดับสังคมดังกล่าวนี้เลยลัทธิคอมมิวนิสต์มีหลักกว้าง ๆ ดังนี้

1. เลิกล้มกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
2. เก็บภาษีรายได้แบบก้าวหน้า
3. ล้มลัทธิการรับมรดก
4. ยึดทรัพย์สินผู้อพยพ
5. ทุกคนทำงานเท่ากัน
6. รัฐจัดเป็นส่วนแบ่งให้ประชาชนตามความจำเป็น

จากระบบการเมืองแบบเผด็จการที่กล่าวนั้นจะเห็นว่า อำนาจทางการเมืองการปกครองเป็นของชนชั้นนำ ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองหรือมีก็เพียงน้อย ซึ่งผู้ปกครองจะออกกฎเกณฑ์ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ มาเพื่อใช้ควบคุมบังคับประชาชนให้ปฏิบัติตามอันเป็นการสนองความต้องการของตนหรือคณะของตน ประชาชนจึงไม่มีอำนาจและมีส่วนร่วมทางการเมืองเหมือนกับการปกครองแบบประชาธิปไตย ฉะนั้นเมื่อจะสรุประบบเผด็จการโดยยึดถืออำนาจเป็นสำคัญแล้วจะได้ 2 ระบบ คือ

1. ระบบเผด็จการแบบอำนาจนิยม (Authoritarianism)
2. ระบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism)

1. ระบบเผด็จการแบบอำนาจนิยม ระบบการเมืองแบบอำนาจนิยม หมายถึง ระบบการปกครองที่ใช้อำนาจเป็นหลักเกณฑ์สำคัญ นั่นคืออำนาจเป็นวิถีทางและจุดหมายปลายทางของการเมืองการปกครอง ผู้ปกครองในระบบนี้จะควบคุมอำนาจทางการเมืองอย่างเด็ดขาด หรือผู้ผูกขาดอำนาจทางการเมือง แต่ยังให้เสรีภาพแก่บุคคลในด้านอื่น เช่น เสรีภาพในทางสังคมและเศรษฐกิจ บุคคลสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างอิสระและยังมีเกียรติมีศักดิ์ศรีได้ตามควร เพียงแต่ไม่มีบทบาททางการเมืองเท่านั้น เช่นการปกครองของไทยสมัย ถนอม ประภาส หรือการปกครองฟิลิปปินส์ สมัยของมากอส เป็นต้น

2. ระบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ ระบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จนี้ผู้ปกครองถืออำนาจอย่างสูงสุด ทั้งอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ถือว่าประชาชนในรัฐเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐและรัฐอาจลงโทษประชาชนขนาดไหนเพียงไรก็ได้ ถ้าหากว่าเป็นความประสงค์ของรัฐหรือเห็นว่าเหมาะสม ประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ไม่มีสิทธิเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม พวกเขาจะได้รับปันส่วนแบ่งอาหารเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเท่าที่จำเป็น ระบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จนี้จะมีคุณลักษณะแตกต่างไปจากระบบเผด็จการแบบอำนาจนิยมอย่างมาก

แนวความคิดทางการเมือง
ประเภทของลัทธิการเมือง
ระบบประชาธิปไตย
หลักการของระบอบประชาธิปไตย
องค์สามของประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นอุดมคติ
ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นระบบการเมืองการปกครอง
ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นวิถีชีวิต
ระบบเผด็จการ
ลักษณะสำคัญของระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ
แนวความคิดทางเศรษฐกิจ
ประเภทของลัทธิเศรษฐกิจ
หลักสำคัญของระบบทุนนิยม
แบบสังคมนิยม (Socialism)
หลักสำคัญของระบบสังคมนิยม
ประเภทของระบบสังคมนิยม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com