Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

การเมืองการปกครอง

ความหมายการเมืองการปกครอง
รัฐ (State)
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม
รัฐธรรมนูญ (Constitution)
กฎหมาย (Law)
อำนาจอธิปไตย
รัฐสภา พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง
ประชาชนกับบทบาททางการเมือง
ลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การเมืองการปกครองไทย
ระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครอง
ธรรมาภิบาล
บรรณานุกรม

ระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครอง

หลักเกณฑ์สำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

การปกครองระบอบประชาธิปไตย มีหลักเกณฑ์ที่สำคัญที่จะต้องยึดถือดังนี้

1. ต้องยึดหลักกฎหมาย คือมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครอง ไม่ใช่ปกครองตามใจชอบ

2. ต้องมีการเลือกตั้ง เพื่อแสดงว่าผู้ถูกปกครองให้ความยินยอม ให้ผู้ปกครองได้เข้ามาปกครอง แต่การเลือกตั้งต้องเป็นการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย คือมีหลักเกณฑ์ดังนี้
ก. เป็นการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยอิสระ
ข. มีการลงคะแนนเสียงเป็นการลับ
ค. การเลือกตั้งเป็นไปอย่างแท้จริง มีการเลือกจากผู้สมัครหลายคน
ง. เป็นการเลือกตั้งที่มีกำหนดระยะเวลา กำหนดว่าผู้ใดรับเลือก จะอยู่ในตำแหน่งได้นานเท่าไร ถึงจะมีการเลือกตั้งใหม่ (ปกติจะเป็น 2-5 ปี เป็นส่วนใหญ่)
จ. ผู้ไปเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้ง มีสิทธิ์เสมอภาค และไปใช้สิทธิ์ได้ทั่วถึง

จากหลักเกณฑ์ดังกล่าว การเลือกตั้งอาจใช้วิธีการต่างๆ ได้หลายวิธี เช่น การจัดเขตเลือกตั้ง เป็นแบ่งเขตหรือรวมเขต เป็นต้น

3. ต้องยึดหลักเหตุผล เป็นหลักของนักปราชญ์ที่ว่า มนุษย์มีลักษณะเป็นสัตว์ฉลาด โดยเหตุนี้มนุษย์จึงเป็นผู้มีเหตุผล เหตุผลจะเกิดจากการที่มนุษย์ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการโต้เถียงกัน ทำให้มนุษย์สามารถใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจหลักการของประชาธิปไตยจึงอยู่ที่ว่า ควรเปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็นมากที่สุด เพื่อให้มนุษย์ได้ใช้เหตุผลได้อย่างเต็มที่ เช่น มีการประชุมในลักษณะต่างๆ และระดับต่างๆ เป็นต้น

4. ต้องยึดหลักเสรีภาพ หลักประชาธิปไตยถือว่า เสรีภาพเป็นสิ่งสำคัญ เป็นเครื่องเกื้อกูลให้มนุษย์สามารถใช้ปัญญา และเหตุผลได้อย่างเต็มที่ โดยกำหนดหลักเสรีภาพไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และในกฎหมายต่างๆ แต่เสรีภาพก็ต้องยึดหลักความชอบธรรมเหตุผลและคุณธรรม ถ้ามีมากจนกระทั่งไม่มีเขตจำกัด จะเป็นอนาธิปไตย (Anarchy) ที่ทุกคนเป็นใหญ่ มีอิสระเต็มที่ ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เสรีภาพแบบไม่มีขอบเขตนี้ ไม่ใช่ประชาธิปไตย

5. ต้องยึดหลักความเสมอภาค เป็นหลักปรัชญาเบื้องต้น ของความเป็นประชาธิปไตย และเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง ประการหนึ่ง ของประชาธิปไตย ความเสมอภาคในที่นี้หมายถึง ความเสมอภาคทางการเมือง

6. ยึดหลักตัดสินใจโดยใช้เสียงข้างมาก ที่เคารพสิทธิของเสียงข้างน้อย(Majority Rule & Minority Right) หลักประชาธิปไตยต้องใช้เสียงข้างมากเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินงาน ในการตัดสินปัญหา ในการแก้ไขข้อขัดแย้ง การใช้เสียงข้างมากนี้ต้องยึดหลัก ความเสมอภาค คือทุกคนมีความสำคัญ และมีคุณค่าเท่ากัน และเมื่อเสียงข้างมากลงมติอย่างไรแล้ว เสียงข้างน้อยต้องยอมรับและปฏิบัติ และที่ว่าเคารพสิทธิของเสียงข้างน้อยนั้นคือ เมื่อเสียงข้างมากชนะแล้ว จะไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อผู้ที่เป็นเสียงข้างน้อย คือเสียงข้างน้อยไม่ถือว่ามีโทษ หรือมีความผิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ระบอบประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นรูปการปกครอง แบ่งออกได้เป็น 3 ระบบ คือประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ระบบประธานาธิบดี และระบบกึ่งรัฐสภาหรือกึ่งประธานาธิบดี ซึ่งแต่ละระบบอธิบายได้ดังนี้

1. ประชาธิปไตยระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ในการปกครองระบบรัฐสภา ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติคือสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจ ไม่เพียงแต่จะควบคุมผู้ใช้อำนาจบริหารมิให้ใช้อำนาจเกินขอบเขตเท่านั้น แต่บังไปทำหน้าที่เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารเองอีกด้วย ทั้งนี้ก็เป็นไปตามหลักการรวมอำนาจนิติบัญญัติและบริหารไว้ในมือของคณะบุคคลเดียวกัน (Fusion of Power) อันเป็นหลักการที่สำคัญที่สุด ของการปกครองระบบนี้ กล่าวคือ พรรคที่มีเสียงข้างมาก ในรัฐสภาจะเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากประมุขของรัฐ ให้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลทำหน้าที่บริหารประเทศ ส่วนพรรคที่มีเสียงข้างน้อย ก็จะคอยค้านการใช้อำนาจบริหารของพรรคที่มีเสียงข้างมากนั้น เพื่อมิให้พรรคฝ่ายข้างมากหรือพรรครัฐบาล ลืมตัวและใช้อำนาจเกินขอบเขต ถ้าทั้งสองฝ่ายเกิดขัดแย้งกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อพรรคฝ่ายข้างน้อย เกิดรวบรวมสมาชิกในรัฐสภาได้มากกว่าพรรครัฐบาล และสามารถลงมติไม่ไว้วางใ นรัฐบาลได้ รัฐบาลก็มีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ ลาออกเพื่อให้พรรคฝ่ายค้านจัดตั้งรัฐบาลบ้าง หรือมิฉะนั้นก็ขอให้ประมุขของรัฐยุบสภาเสีย เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งก็จะมีผลให้สมาชิกของทั้งสองฝ่ายต้องหลุดจากตำแหน่ง และออกไปหาเสียงเพื่อให้ประชาชนเลือกตนกลับเข้ามานั่งในรัฐสภาอีก วิธีการอนุญาตให้สมาชิกฝ่ายหนึ่ง ไล่สมาชิกอีกกลุ่มหนึ่งออกจากตำแหน่งบริหารได้ และยอมให้สมาชิกที่อยู่ในตำแหน่งบริหารนั้น สามารถขอให้ประมุขปลดทุกฝ่ายออกจากตำแหน่งพร้อมกันได้นี้ มีผลทำให้เป็นการถ่วงดุลอำนาจของกันและกันและให้สมาชิกชองรัฐสภาทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความรับผิดชอบ และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่

โดยทั่วไป รัฐธรรมนูญของประเทศที่ใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภานี้ เช่น อังกฤษ เป้ฯต้น จะจัดแบ่งอำนาจและหน้าที่ของสถาบันต่างๆ ที่มีส่วนในการปกครองประเทศไว้ดังนี้
ประมุขของรัฐ ซึ่งอาจจะเป็นกษัตริย์หรือประธานาธิบดีก็ได้จะต้องปฏิบัติตนเหมือนกันคือ จะต้องไม่ทำตนเป็นนักการเมือง และจะต้องวางตนเป็นกลาง ในทางการเมืองอย่างแท้จริง ประมุขของรัฐจะใช้อำนาจบริหารแต่เพียงในด้านพิธีการเท่านั้น เช่น แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เปิดและปิดรัฐสภา เป็นต้น และมักจะปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี โดยเหตุที่ประมุขของประเทศ มิได้ใช้อำนาจในทางบริหารตามความประสงค์ของตนเอง รัฐธรรมนูญของประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา จึงกำหนดให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง เป็นผู้รับผิดชอบแทนประมุข ในการใช้อำนาจบริหารนั้นๆ โดยให้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามกำกับอยู่ ในเอกสารของทางราชการทุกฉบับที่ออกในนามของประมุข

รัฐสภา ซึ่งอาจจะมีสภาเดียวหรือสองสภาก็ได้ มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นผู้ใช้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร แต่โดยเหติที่รัฐสภาของทุกประเทศมีสมาชิกมากและมีความคิดเห็นแตกต่างกัน จึงถือกันเป็นหลักการว่า สมาชิกรัฐสภากลุ่มข้างมากจะไปเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารประเทศภายใต้การควบคุมของสมาชิกทั้งหมดของรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาจะอยู่ในตำแหน่งได้นานตามวาระที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเช่น 3 หรือ 5 ปี แล้วแต่กรณี และอาจจะต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระก็ได้ถ้ารัฐสภาถูกยุบ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ในรัฐสภาทุกคนได้รับเอกสิทธิ์หลายอย่าง เช่น จะกล่าวแสดงความคิดเห็นในรัฐสภาอย่างใดก็ได้ โดยไม่มีใครนำไปฟ้องร้องได้ เป็นต้น การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาไว้เช่นนั้นก็เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐภา ได้ทำหน้าที่ของตน อย่างปราศจากความวิตกกังวลว่าอาจจะต้องรับโทษ ภายหลัง หน้าที่สำคัญของสมาชิกรัฐสภาก็คือ หน้าที่ในการออกกฎหมายและหน้าที่ในการควบคุมการบริหารงานของคณะรัฐมนตรีโดยการตั้งกระทู้ถามหรือเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักฟอกคณะรัฐมนตรี หรือเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรี ได้แก่คณะบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ให้ทำหน้าที่ เป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร ตามประเพณี คณะรัฐมนตรีนี้จะต้องได้รับแต่งตั้งจากประมุขของประเทศเสมอ แต่ในการบริหารประเทศนั้นคณะรัฐมนตรีต้องรบผิดชอบโดยตรงต่อรัฐสภา ถ้าไม่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาเมื่อใดก็จะพ้นจากตำแหน่ง โดยทั่วไปรัฐมนตรีส่วนมากในคณะหรือทั้งคณะจะต้องเป็นสมาชิกรัฐสภาด้วย มีสิทธิ์เข้าไปนั่งในรัฐสภา อภิปราย และออกเสียงในรัฐสภาได้ คณะรัฐมนตรีอาจขอให้ประมุขของประเทศยุบสภาได้เสมอ เมื่อตนต้องการจะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาใหม่
ศาล จะเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการโดยอิสระและปลอดจากการแทรกแซงของฝ่ายบริหารหรือ นิติบัญญัติ เพื่อประกันความเป็นอิสระของศาล รัฐธรรมนูญของทุกประเทศจึงมักจะ กำหนดให้การจัดการศาล เป็นเรื่องของผู้พิพากษาโดยเฉพาะ ซึ่งอาจจะมีคณะกรรมการตุลาการก็ได้ เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องโยกย้าย แต่งตั้งและถอดถอนผู้พิพากษา ในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมักจะถือกันว่า ผู้พิพากษาทำหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงไว้ซึ่งพระอำนาจที่จะให้ความยุติธรรมแก่พสกนิกรของพระองค์ ด้วยเหตุนี้เมื่อผู้พิพากษาตัดสินไปอย่างไรแล้ว ใดจะไปวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินนั้นไม่ได้ ถ้าไปทำเข้าก็จะมีความผิด เสมือนว่าได้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

2. ประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี (Presidential System) ในการปกครองระบบประธานาธิบดี ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภา กับผู้ใช้อำนาจบริหารคือประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรี ทำหน้าที่แยกต่างหากจากกัน ทั้งนี้ก็เป็นไปตามหลักการแยกผู้ใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติ ออกจากกัน ( Seperation of Powers ) อันเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดของระบบนี้ นอกจากนั้นผู้ใช้อำนาจทั้งสองนี้ ยังเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกันอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะผู้ใช้อำนาจทั้งสองฝ่าย ซึ่งต่างก็ได้รับเลือกตั้งโดยตรง มาจากประชาชนเช่นกัน มีฐานะเป็นตัวแทนของเจ้าของอำนาจสูงสุดในประเทศเท่าเทียมกัน นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญของประเทศที่ใช้ระบบเช่นนี้ เช่น สหรัฐและฟิลิปปินส์ เป็นต้น ยังถือว่าศาล ซึ่งเป็นสถาบันอิสระมีฐานะเท่าเทียมกับสถาบันอื่นๆ อีกด้วย อย่างไรก็ตามแม้ว่า ผู้ใช้อำนาจทั้งสาม จะเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน แต่สถาบันทั้งสามนี้ต่างมีอำนาจที่คอยยับยั้งและถ่วงดุ ล(Checks and Balances) ซึ่งกันและกัน ซึ่งก็เป็นการคอยป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต เช่น ประธานาธิบดีอาจไม่ยอมลงนามในร่วงกฎหมายที่รัฐสภาผ่านออกมา หรือศาลอาจตัดสินว่ากฎหมายเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้ เป็นต้น

ในประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น สหรัฐอเมริกาเป็นต้น ได้กำหนดหน้าที่ของสถาบันต่างๆไว้ในรัฐธรรมนูญดังนี้

ประมุขของรัฐ ประมุขของรัฐในที่นี้จะต้องเป็นประธานาธิบดีเสมอ และเป็นนักการเมืองเต็มตัว มีอำนาจมากกว่าประมุขของรัฐในระบบรัฐสภา ไม่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของใคร จึงไม่ต้องมีใครมารับผิดชอบแทน พูดสั่นๆ ก็คือว่า ประธานาธิบดีในระบบนี้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยนั่นเอง เพราะในระบบนี้ไม่มีนายกรัฐมนตรีคอยให้คำแนะนำกับประมุขของรัฐ

รัฐสภา อาจมีสภาเดียวหรือสองสภาก็ได้ สมาชิกรัฐสภาสามารถใช้ได้แต่อำนาจนิติบัญญัติเท่านั้น สมาชิกรัฐสภาจะไปเป็นรัฐมนตรีในคราวเดียวกันไม่ได้ ถ้าอยากเป็นต้องลาออกจากสมาชิกภาพแห่งรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาในระบบนี้ได้รับเอกสิทธิ์เช่นเดียวกับสมาชิกรัฐสภาในระบบแรก แต่มีหน้าที่แตกต่างกับสมาชิกรัฐสภาในระบบแรกอยู่บ้าง กล่าวคือสมาชิรัฐสภาในระบบนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมายเหมือนกัน แต่ใช้อำนาจควบคุมผู้ใช้อำนาจบริหารได้น้อยมาก คือควบคุมผู้ใช้อำนาจบริหาร โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนพฤติกรรมอันชวนสงสัยของฝ่ายบริหารและโดยการไม่อนุมัติงบประมาณเท่านั้น จะตั้งกระทู้ถามหรือเปิดอภิปรายไม่ได้

คณะรัฐมนตรี เป็นคณะกรรมการที่คอยช่วยเหลือประธานาธิบดี และรับผิดชอบโดยตรงต่อประธานาธิบดีแต่ผู้เดียว รัฐมนตรีจะเข้าไปอภิปราย และแสดงความคิดเห็นในรัฐสภาได้เมื่อได้รับเชิญ
ศาล เป็นสถาบันอิสระไม่ขึ้นกับสถาบันอื่นใด ผู้พิพากษาของศาลในระบบนี้จะทำหน้าที่สองอย่างในขณะเดียวกันคือ เป็นทั้งตุลาการคอยตัดสินคดีทั้งแพ่งและอาญา และเป็นผู้คอยพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญไว้ มิให้ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติหรืออำนาจบริหารละเมิดได้ ถ้าศาลเห็นว่า กฎหมายของรัฐสภา หรือคำสั่งนั้นเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้

3. ประชาธิปไตยระบบกึ่งประธานาธิบดีหรือกึ่งรัฐสภา (Semi Presidential or Semi Parliamentary System) ในการครองระบบนี้ รัฐสภามีอำนาจเพียงออกกฎหมายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น สมาชิกรัฐสภาจะไปใช้อำนาจบริหารในขณะเดียวกันไม่ได้ ส่วนประธานาธิบดีในระบบนี้ มีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดีในระบบรัฐสภาเพราะสามารถใช้อำนาจบริหารบางอย่างได้ โดยไม่ต้องมีนายกรัฐมนตรีมาคอบรับผิดชอบแทน เช่น ยุบสภาผู้แทนได้ทุกกรณี เป็นต้น จึงทำให้ประธานาธิบดีอยู่ในฐานะที่จะถ่วงดุลอำนาจของรัฐสภาได้ อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารอย่างแท้จริง ก็ยังคงต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาอยู่ และถ้าไม่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาก็จะต้องลาออก เว้นแต่ประธานาธิบดีจะให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป พร้อมกับสั่งยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ จะเห็นได้ว่าในระบบนี้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ในฐานะที่คานกันและดุลย์กัน

ในประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น ฝรั่งเศส เป็นต้น ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันต่างๆ ไว้ดังนี้

ประมุขของรัฐ ประมุขของรัฐในระบบนี้จะต้องเป็นประธานาธิบดี ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดีในระบบนี้จึงมีฐานะเป็นนักการเมืองเต็มตัว ผิดกับประธานาธิบดีของประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา ซึ่งมีฐานะอยู่เหนือการเมืองคล้ายกับพระมหากษัตริย์ เมื่อประธานาธิบดีเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้ว ก็ย่อมอาจจะถูกตำหนิหรือประณามจากนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้ ซึ่งอาจจะทำให้ฐานะของประมุขอันเป็นศูนย์รวมแห่งความสามัคคีของประเทศต้องถูกกระทบกระเทือนได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสิ่งเสียหายเพราะ ถ้าหากว่าประธานาธิบดีดังกล่าวนี้ พยายามปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของชาติแล้ว ก็ย่อมจะทำดีให้กับประเทศได้มากกว่าประธานาธิบดีที่พยายามจะวางตนอยู่เหนือการเมืองแบบกษัตริย์

รัฐสภา อาจจะมีสภาเดียวหรือสองสภาก็ได้ สมาชิกรัฐสภาในระบบนี้ มีอำนาจมากกว่าสมาชิกรัฐสภาในระบบประธานาธิบดี เพราะนอกจากจะใช้อำนาจนิติบัญญัติได้แล้ว ยังมีอำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยวิธีการตั้งกระทู้ถามและเปิดอภิปราย แต่มีอำนาจน้อยกว่า ไม่สามารถไปทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีได้ในขณะเดียวกัน ถ้าอยากเป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจากสมาชิกภาพแห่งรัฐสภา

คณะรัฐมนตรี เป็นคณะบุคคลที่มีอำนาจบริหารประเทศ ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีจึงต้องรับผิดชอบต่อประธานาธิบดี นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาอีกด้วย ทั้งประธานาธิบดีและรัฐสภา อาจจะทำให้นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งได้ นายกรัฐมนตรีของประเทศที่ใช้ระบบนี้จึงอยู่ในฐานะลำบากกว่าคณะรัฐมนตรีของประเทศที่ใช้ระบบอื่น เพราะต้องเอาใจ “นาย” ถึงสองคนในขณะเดียวกัน รัฐมนตรีอาจเข้าไปร่วมประชุมและอภิปรายในรัฐสภาได้ แต่จะออกเสียงมิได้

ศาล เป็นสถาบันอิสระ ทำหน้าที่ตุลาการ พิพากษาคดีความตามตัวบทกฎหมายเหมือนกับศาลของประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา

อาจกล่าวได้ว่า ระบบที่ 3 นี้เป็นระบบผสมที่นำเอาหลักการที่ดีของทั้งระบบรัฐสภาและระบบประธานาธิบดี แต่ข้อที่น่าจะกล่าวก็คือว่าระบบที่ 3 หรือระบบผสมนี้ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับระบบของฝรั่งเศสเสมอไป กล่าวคืออาจจะมีการให้อำนาจประธานาธิบดีมากกว่ารัฐสภาก็ได้ ดังเช่นที่ใช้อยู่ในเวียดนามใต้ ซึ่งทำให้ระบบการปกครองของเวียดนามใต้ มีลักษณะคล้ายกับระบบของสหรัฐอยู่มาก แม้แต่กฎเกณฑ์หรือวิธีการบางอย่างในระบบรัฐสภาหรือระบบประธานาธิบดี ก็อาจจะดัดแปลงให้เหมาะสมกับความต้องการหรือความจำเป็นของแต่ละประเทศได้ ดังจะเห็นได้ว่าอินเดียซึ่งใช้ระบบรัฐสภาเป็นหลัก และนำวิธีการบางอย่างของระบบประธานาธิบดีมาใช้ โดยให้ศาลสูงสุดมีอำนาจชี้ขาดว่ากฎหมายของรัฐสภาหรือคำสั่งของประธานาธิบดีขัดกับรัฐธรรมนูญเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้

ระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองการปกครอง มีความผูกพันกัน ถ้าจัดระบบเศรษฐกิจได้ถูกต้อง ได้ผลดีมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ย่อมทำให้การปกครอง ดำเนินไปอย่างราบรื่น ในทำนองเดียวกัน ถ้าระบบการปกครองและการเมืองมั่นคง ย่อมทำให้การดำเนินงานด้านเศรษฐกิจรุ่งเรือง ซึ่งจะมีผลไปถึงความอยู่ดีกินดีของประชาชนและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ

ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและแบบสังคมนิยม มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันออกไปเป็นเรื่องที่แต่ละรัฐจะพิจารณาว่าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระบบใด ที่จะให้ประโยชน์ แก่รัฐและประชาชนของตนอย่างเต็มที่ในเรื่องของระบบการปกครอง ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นแบบการปกครองที่ดีกว่าแบบอื่น แต่ประชาธิปไตยก็มีหลายระบบประเทศที่เป็นผู้นำโลก ต่างก็เป็นประชาธิปไตยแต่เป็นคนละระบบกัน เช่น สหรัฐอเมริกาเป็นประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี อังกฤษเป็นประชาธิปไตยระบบรัฐสภา และฝรั่งเศสเป็นประชาธิปไตยระบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี

ประชาธิปไตยระบบรัฐสภานั้น มีหลักการใหญ่ที่สำคัญคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิ์อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล รัฐบาลมีสิทธิ์ยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นรัฐมนตรีได้ในเวลาเดียวกัน ส่วนประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดีนั้น มีหลักการที่สำคัญ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีสิทธิ์อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ยุบสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะไม่เป็นรัฐมนตรีในเวลาเดียวกันไม่ได้ สำหรับประชาธิปไตยระบบกึ่งรัฐสภา กึ่งประธานาธิบดีนั้น มีหลักการว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ประมุขของรัฐ คือประธานาธิบดี ยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะไปเป็นรัฐมนตรีในเวลาเดียวกันไม่ได้ ประชาธิปไตยแต่ละระบบ มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป จึงเป็นเรื่องที่แต่ละรัฐแต่ละประเทศ จะพิจารณาเลือกเอาว่าประเทศของตนเหมาะที่จะเป็นประชาธิปไตยระบบใด ทั้งนี้เพื่อความมั่นคง ความเจริญของประเทศ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

ระบบเศรษฐกิจ (Economic System)
ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม (Liberalism) หรือทุนนิยม (Capitalism)
ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม (Socialism)
ระบบเศรษฐกิจแบบผสม
ระบบการปกครอง
ที่มาของเผด็จการ
การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ความหมายของประชาธิปไตย
หลักเกณฑ์สำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com