เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ วิศวกรรม เกษตรศาสตร์ >>
การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก
การปลูกข้าวโพดหวานเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์
การเลือกพื้นที่ปลูก
ควรเป็นแปลงที่ไม่เคยปลูกข้าวโพดมาก่อน
แต่ถ้าเคยปลกมาก่อนก็ควรจะมีการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อป้องกันการระบาดของโรคและแมลงรวมทั้งป้องกันเมล็ดข้าวโพดพันธุ์อื่นงอกขึ้นมาปะปนกับพันธุ์ที่ปลูกด้วย
การปลูกข้าวโพดหวานพิเศษเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ จะต้องปลูกห่างจากข้าวโพดชนิดอื่น ๆ
เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว ข้าวโพดเทียน หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่น้อยกว่า 800 เมตร
แต่ถ้าหาพื้นที่ไม่ได้ก็ให้ปลูกก่อนหรือหลังการปลูกข้าวโพดชนิดอื่น ๆ อย่างน้อย 14
วัน
ไม่เช่นนั้นจะเกิดผสมข้ามพันธุ์ทำให้เมล็ดข้าวโพดหวานพิเศษกลายพันธุ์เปลี่ยนจากเมล็ดเหี่ยวลีบเป็นเมล็ดเต่งแข็ง
ฤดูปลูกที่เหมาะสม
ฤดูปลูกที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์มี 2 ฤดู คือ
1. ปลายฤดูฝน จะปลูกช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และเก็บเกี่ยวประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน เหมาะสำหรับการปลูกบนที่ดอนอาศัยน้ำฝน การปลูกในช่วงนี้อาจมีปัญหาในเรื่องของเมล็ดเน่าเสีย เนื่องจากแมลงกัดเมล็ด ทำให้เกิดแผลแล้วโรคเน่าเข้าทำลายต่อ เนื่องจากยังมีฝนตกอยู่ในช่วงที่เมล็ดเริ่มแก่ ซึ่งอาจแก้ไขโดยการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงและหักต้นให้ปลายฝักชี้ลงดินในช่วงที่ฝักเริ่มแห้ง
2. ฤดูหนาว จะปลูกช่วงปลายเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวประมาณปลายเดือนเมษายน
เหมาะสำหรับการปลูกในนาอาศัยน้ำชลประทาน
ซึ่งเป็นช่วงปลูกที่เหมาะสมที่สุดเนื่องจากมีอากาศแห้ง แต่มึข้อควรระวังคือ
ไม่ควรปลูกก่อนปลางเดือนมกราคม
เนื่องจากข้าวโพดจะออกดอกพอดีกับช่วงอากาศร้อนและแห้งแล้งในกลางถึงปลายเดือนมีนาคม
ทำให้ดอกตัวผู้ปล่อยละอองเกสรไม่ดีและติดเมล็ดน้อย
การปลูกข้าวโพดหวานพิเศษเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์จะต้องปลูกห่างจากข้าวโพดพันธุ์อื่น ๆ
เป็นระยะทาง 800 เมตร
เมล็ดพันธุ์
เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานที่ต้องการปลูกจะต้องคัดเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่มีลักษณะดี
ไม่มีเมล็ดข้าวโพดชนิดอื่นปะปน แล้วนำมาคลุกด้วยสารเมทาแลคซิล ได้แก่ เอพรอน หรือ
ลาซิล เป็นต้น ในอัตราที่ระบุในฉลากเพื่อป้องกันโรค
การเตรียมดิน
ควรปลูกในดินร่วมที่สามารถระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง
5.5-6.8 ไถดินลึกประมาณ 18-20 เซนติเมตรตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน
แล้วจึงใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
และพรวนย่อยหน้าดินให้มีขนาดเล็กลง
ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับให้ดินมีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างพอเหมาะ
โดยใส่หลังจากไถพรวนแล้ว ไถเปิดระหว่างร่องระยะห่างประมาณ 15-80 เซนติเมตร
โดยไถตามแนวที่จะให้น้ำหรือระบายน้ำออก
ในการไถเปิดร่องนั้นควรปรับระดับและทำทางระายน้ำให้ดีอย่าให้เกิดน้ำท่วมขังได้
เพราะจะทำให้ต้นข้าวโพดเหลืองแคระแกร็น
เมื่อไถเปิดเป็นร่องครั้งแรกแล้วใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 จำนวน 25
กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรจในร่องแล้วไถกลบหรือใช้จอบขุดกลบอีกครั้งหนึ่งก็ได้
การปลูก
ควรปลูกแบบแถวเดี่ยวโดยการยกร่องและให้น้ำแบบตามร่องระยะปลูกที่เหมาะสมคือระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตวร ระยะระหว่างต้น 25 เซนติเมตร นำเมล็ดที่จะใช้ปลูกประมาณ 3 กิโลกรัมต่อไร่ที่คลุกสารเคมีป้องกันโรคแล้วมาแช่น้ำประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อให้เมล็ดดูดน้ำพอเต่งพองจะช่วยให้งอกได้เร็วขึ้น แล้วนำไปหยอดโดยใช้จอบหรือเสียมขุดเป็นหลุม ๆ ละ 4-5 เมล็ด เกลี่ยดินกลบแล้วใช้สารเคมีกำจัดแมลงชนิดเม็ดแบบดูดซึม เช่น ฟูราดาน คูราแทร์หรือเดทพารอน โรายคลุมผิวหน้าหลุม จากนั้นจีงปล่อยน้ำเข้าแปลง ระวังอย่าให้น้ำท่อมหลังร่องเพราะจะทำให้หญ้าขึ้น กรณีปลูกบนที่ดอนอาศัยน้ำฝ่นควรปลูกหลังฝนตกและดินเปียกแล้ว
ในบางพื้นที่พบว่าเกษตรกรมีเทคนิคการเตรียมดินที่ดีมาก โดยมีการให้น้ำแก่ดินจนเปียกชุ่มแล้วจึงไถเตรียมดินตามขั้นตอนต่าง ๆเช่นเดี่ยวกับที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น แต่จะไม่มีการให้น้ำอีกในตอนปลูก จะเริ่มให้น้ำในตอนถอนแยกและให้ปุ๋ยครั้งแรก
ในพื้นที่ๆมีปัญหาเรื่องหนู
ให้วางเหยื่อล่อหลังจากปลูกแล้วโดยใช้เมล็ดข้าวเปลือกมาคลุกสารเคมีที่ใช้กำจัดหนู
เช่น ราคูมิน หรือ รูมาไซด์ วางเหยื่อล่อเป็นจุดๆกระจายรอบแปลงปลูกให้ทั่ว
การดูแลรักษา
การให้น้ำ กรณีปลูกแบบให้น้ำแบบปล่อยตามร่อง ควรให้น้ำตามความจำเป็นโดยดูจ่ากความชื้นของดินเป็นหลัก ซึ่งจะให้ประมาณ 3-5 วันต่อครั้ง ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ เพื่อให้ดินชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ระวังอย่าให้ดินแห้งเพราะจะทำให้ข้าวโพดชะงักการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง่ช่วงออกดอกและติดฝักไม่ควรให้ขาดน้ำ เพราะจะทำให้ฝักมีเมล็ดติดไม่ค่อยดีหรือที่เรียกว่าข้าวโพดฟันหลอและผลผลิตลดลง
การถอนแยก เมื่อข้าวโพดอายุได้ประมาณ 14-15 วัน ให้ถอนแยกต้นข้าวโพดออกให้เหลือต้นที่สมบูรณ์ไว้เพียง 1 ต้นต่อหลุม
การใส่ปุ๋ยและกำจัดวัชพืช ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 50-75 กิโลกรัมต่อไร่ และปุ๋ยยูเรียหรือแอมโมเนี่ยมซัลเฟต อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 3 ครั้ง คือ
- ครั้งที่ 1 ใส่ปุ๋ย15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูก
- ครั้งที่ 2 เมื่อข้าวโพดอายุได้ประมาณ 14-15 วัน ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย หรือแอมโมเนี่ยมซัวลเฟต อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมกับกำจัดวัชพืชครั้งแรกและถอนแยก
- ครั้งที่ 3 เมื่อข้าวโพดอายุได้ 25-30 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ในปริมาณที่เหลือจากการใส่ครั้งที่ 1 ทั้งหมด โดยใส่ตามร่องข้างแถวหรือหลุมปลูกห่างจากต้นข้าวโพด 15-20 เซนติเมตร แล้วพรวนดินกลบโคนต้นเพื่อป้องกันการล้มของต้นข้าวโพด
โรคและแมลงศัตรูข้าวโพดหวาน
โรคที่สำคัญของข้าวโพดหวาน
1. โรคราน้ำค้างหรือโรคใบลาย
สาเหตุ เกิดจากเชื้อราเพอโรโนสเคอโรสปอร่า ชอใจ (Peronosclerspora sorghi)
ซึ่งสามารถติดไปกับเมล็ดพันธุ์ได้
ลักษณะอาการ ในระยะต้นกล้าจะสังเกตได้จากใบมีทางสีขาวเขียวอ่อนหรือเหลือง เห็นได้ชัดจากฐานใบถึงปลายใบ ทำให้ต้นกล้าตายได้ แต่ถ้าเป็นระยะที่ข้าวโพดเติบโตแล้วต้นข้าวโพดจะแห้งตายก่อนออกดอกและฝัก โรคนี้จะระบาดมากในฤดูฝ่นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงสิ้นสุดฤดูฝน
การป้องกันกำจัด
- หมั่นตรวจไร่ข้าวโดพตั้งแต่เริ่มปลูก ถ้าพบข้าวโพดแสดงอาการให้ถอนเผาทำลายทันที เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโรค
- ใช้พันธุ์ต้านทานปลูก เช่น พันธุ์ซุปเปอร์สวีท ดีเอ็มอาร์
- ใช้สารเคมีป้องกันโรค เช่น เอพรอน 35 เอสดี คลุกเมล็ดก่อนปลูกในอัตรา 7 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม จะสามารถป้องกันโรคราน้ำค้างได้
2. โรคใบไหม้แผลเล็ก
สาเหตุ เกิดจากเชื้อราเฮลมินโทสปอเรี่ยม เมย์ดิส (Helminthosporium maydis)
ซึ่งสามารถติดไปกับเมล็ดจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งอื่นๆ ได้
ลักษณะอาการ ระยะแรกจะเกิดจุดเล็ด ๆ สีเขียวฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดจะขยายออกตามความยาวของใบ โดยจำกัดด้านกว้างของแผลขนานไปตามเส้นใบ ตรงกลางแผลจะมีสีเทา ขอบแผลมีสีน้ำตาลขนาดของแผลไม่แน่นอน แผลใหญ่เต็มที่ขนาดกว้าง 6-12 มิลลิเมตร ยาว 6-27 มิลลิเมตร อาการของโรคเมื่อเกิดกับต้นกล้าอาจจะทำให้ต้นกล้าแห้งตายภายใน 3-4 สัปดาห์หลังปลูก โรคนี้ระบาดในฤดูฝนเช่นกัน และสร้างคอนิเดีย 6 (conidia) ปลิวไปตามลมทำลายต้นอื่นต่อไป
การป้องกันกำจัด
- หมั่นตรวจแปลงเสมอตั่งแต่ระยะกล้า เมื่อพบโรคเริ่มระบาดให้ถอนทิ้งแล้วเผาทำลาย
- หลีกเลี่ยงการใช้เมล็ดจากแหล่งที่มีโรคระบาดมาทำพันธุ์
- ใช้สารเคมีไซเนบ โปรบิเนบ หรือมาเนบ ในอัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 วัน จำนวน 4 ครั้ง
3. โรคใบไหม้แผลใหญ่
สาเหตุ เกิดจากเชื้อราเฮลมินโทสปอเรียม เทอชิคัม (Helminthosporium turcicum)
ซึ่งมีชีวิตข้ามฤดูได้ในซากของข้าวโพดที่ทิ้งอยูในไร่ทำให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคในฤดูกาลต่อไป
ลักษณะอาการ ระยะแรกจะเกิดเป็นแผลขนาดใหญ่สีเทาหรือสีน้ำตาลยาวไปตามใบ หัวท้ายเรียวคล้ายรูปกระสวย แผลมีขนาด 2.5-5 เซนติเมตร จะเกิดที่ใบล่างๆ ก่อนแล้วลุกลามไปยังใบบนทั่วต้นเมื่อมีอาการรุนแรงแผลจะขยายตัวรวมกันเป็นแผลใหญ่ ทำให้ใบไหม้และแห้งตายในที่สุด โรคนี้จะระบาดในที่ๆมีความชื้นสูง อุณหภูมิประมาณ 20-22 องศาเซลเซียส มักพบในฤดูหนาวทางภาคเหนือของประเทศไทย การแพร่กระจายขของกลุ่มสปอร์จะปลิวไปโดยลมเข้าทำลายต้นอื่นต่อไป
การป้องกันกำจัด
- หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวโพดในแหล่งที่มีโรคระบาดโดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นและมีน้ำค้างมาก
- ใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดเช่นเดียวกับโรคใบไหม้แผลเล็ก
4. โรคสมัทหรือราเขม่าสีดำ
สาเหตุ เกิดจากเชื้อยูสทิลลาโก เมย์ดิส (Ustilago maydis)
พบระบาดมากในสภาพที่แห้งแล้ง อุณหภูมิระหว่าง 25-34 องศาเซลเซียส
เชื้อโรคมักเข้าทำลายพืชทางบาดแผล เช่น
บาดแผลที่เกิดจากเครื่องมือในการเขตกรรมหรือการถอดยอดเกสรตัวผู้ในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์
ลักษณะอาการ ส่วนใหญ่จะพบบนฝัก รองลงมาพบบนเกสรตัวผู้และลำต้นโดยเฉพาะตรงข้อ เชื้อราจะสร้างปมขนาดใหญ่อาการระยะแรกจะมีสีขาวทั้งภายนอกและภายใน หลังจากปมแก่ภายในจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ จนในที่สุดจะมีลักษณะดำทั้งปม เมื่อแก่เต็มที่ผนังหุ้มปมจะแตกมองเห็นสปอร์สีดำของเชื้อราซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแพร่กระจายโรคโดยปลิวไปกับลมและสปอร์นี้จะสามารถทนทานกับสภาพที่แห้งแล้งหรือมีความร้อนสูงได้
การป้องกันกำจัด
- เผาทำลายต้นที่พบว่าเป็นโรคเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่อไป
- ระมัดระวังอย่าให้ต้นข้าวโพดเกิดบาดแผลเพราะเชื้อโรค แล้วปลูกพืชอื่นหมุนเวียนประมาณ 1-2 ปี แล้วจึงเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพดใหม่
แมลงศัตรูที่สำคัญของข้าวโพดหวาน
1. มอดดินหรือมอดช้าง
มอดดินเป็นตัวงวงขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในดิน
โดยจะกัดกินใบและต้นข้าวโพดที่เพิ่งงอกจนกระทั่งอายุ 2 สัปดาห์ให้เสียหายได้
ทำให้เกษตรกรต้องปลูกหรือหยอดเมล็ดใหม่ซ้ำหลายครั้ง
มอดดินเป็นแมลงศัตรูข้าวโพดที่สำคัญชนิดหนึ่ง
ในเขตสภาพดินร่วนปนทรายของอำเภอลำนารายณ์ จังหวัดลพบุรี
เริ่มพบมอดดินประมาณเดือนมิถุนายน
เพราะเป็นช่วงที่เกษตรกรเริ่มไถดินปลูกพืชและจะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ
และพบมากที่สุดในเดือนสิงหาคม
การป้องกันกำจัด
การ
ใช้สารเคมีกำจัดแมลงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะมอดดินระบาดเข้าทำลายข้าวโพดตั้งแต่งอกถึงประมาณ
10 วันเท่านั้น การทำลายจะรุนแรงเนื่องจากต้นพืชยังเล็ก
ดังนั้นก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ได้แก่ ฟูราไทโอคาร์บ
(โบรเมื 40เอสดี) ในอัตรา 10-15 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือคาร์โบซัลแฟน
(พอสซ์ 20% เอสที) อัตรา 20 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม
2. หนอนกระทู้หอมหรือหนอนหลอดหอม
หนอนกระทู้หอมเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก
เป็นศัตรูอันดับหนึ่งของหอมแดงและผักทั่วไป
แต่ก็พบหนอนกระทู้หอมทำลายกล้าข้าวโพดที่ปลูกในแถบอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
ทำให้ข้าวโพดในระยะต้นกล้าเสียหายอยู่เสมอ
โดยหนอนจะกัดกินตั้งแต่ข้าวโพดงอกได้ประมาณ 3-5 วัน จนถึงอายุ 3 สัปดาห์
ทำให้ข้าวโพดที่ถูกกัดกินตายในที่สุด
การป้องกันกำจัด
- ใช้เชื้อไวรัสเอ็นพีวี อัตรา 12 มิลลิเมตร ฉีดพ่น 3 ครั้ง ตอนเย็น แต่ละครั้งห่างกัน 7 วัน
- ใช้สารเคมีกำจัดแมลงไตรฟูมูรอน (อัสซิสติน 25% ดับบลิวพี) ในอัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไซเปอร์เมทริน (5%อีซี) ผสมโมโนโครฟอส (20 % ดับบลิวเอสซี) อัตรา 40 มิลลิเมตรต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่น จะให้ผลในการป้องกันกำจัดได้ดีในช่วง 2 สัปดาห์
3. หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด
หนอนเจาะลำต้นข้าวโพดเป็นแมลงศัตรูข้าวโพดฝักอ่อนชนิดหนึ่ง
จะเข้าทำลายตั้งแต่ข้าวโพดอายุ 20 วันเป็นต้นไป
โดยปกติแล้วหนอนชนิดนี้จะเป็นศัตรูสำคัญของข้าวโพดไร่ เพราะมีระบาดอยู่เป็นประจำ
และจะทำให้ผลผลิตลดลง 10-15 เปอร์เซ็นต์
ส่วนในข้าวโพดฝักอ่อนนั้นจะทำให้คุณภาพของฝักเสียไป
ถึงแม้ว่าหนอนจะชอบเข้าทำลายลำต้นมากกว่าฝักก็ตามแต่เมื่อมีการระบาดมากหนอนจะเข้าทำลายฝักด้วย
การป้องกันกำจัด
- ใช้สารเคมีกำจัดแมลงคาร์โบฟูแรน (ฟูราดาน 3%จี) หยอดที่ยอดอัตรา 8 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 2 ครั้ง ในช่วงที่ข้าวโพดมีอายุ 30 และ 45 วัน ส่วนข้าวโพดในระยะออกดอกออกไหม ควรใช้ไตรฟูมูรอน (อัลซิสติน 25%ดับบลิวพี) อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่น
4. หนอนเจาะฝักข้าวโพด
หนอนเจาะฝักข้าวโพดจะทำลายโดยการกัดกินไหมและเจาะปลายฝัก
ทำให้ข้าวโพดหวานเสียหาย
ส่วนข้าวโพดไร่ถ้าหนอนระบาดในระยะที่ฝักยังไม่ได้รับการผสมเกสรเต็มที่จะทำให้ฝักติดเมล็ดน้อย
ถ้าระบาดในระยะฝักได้รับการผสมเกสรแล้วจะไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตเพราะหนอนกัดกินที่ปลายฝักเท่านั้น
การป้องกันกำจัด
ในสภาพข้าวโพดไร่ทั่วไปไม่จำเป็นต้องพ่นสารเคมีกำจัดแมลงเพราะความเสียหายจะเกิดที่ส่วนของปลายฝักเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นข้าวโพดหวานแม้มีหนอนเจาะเพียง 1 ตัวต่อฝักก็จะทำให้เสียราคาได้ ดังนั้นควรทำการป้องกันกำจัดโดยใช้เมโธมิล (แลนเนท 90% ดับบลิวพี) และโมโนโครโตฟอส (อโซดริน 56 % อีซี) ฉีดพ่นเฉพาะที่ฝัก
การตรวจแปลงปลูก
การตรวจแปลงปลูกเพื่อตัดถอนทิ้งต้นหรือฝักที่ไม่ต้องการต้นที่มีลักษณะแปลกปลอม เช่น มีลำต้น ใบ ฝักและเมล็ดแตกต่างจากต้นอื่น รวมทั้งต้นที่ถูกโรคและแมลงทำลาย ซึ่งการตัดต้น ฝักและเมล็ดที่ไม่ต้องการนี้จะช่วยลดปัญหาการผสมข้ามชนิดและพันธุ์เป็นการป้องกันการขยายพันธุ์ของต้นที่อ่อนแอต่อโรคและแมลงด้วย
การตรวจแปลงปลูกนั้นจะต้องปฏิบัติตามระเบียบกองขยายพันธุ์พืชว่าด้วยมาตรฐานแปลงขยายพันธุ์พืช
พ.ศ. 2539 และระเบียบแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2533
โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับจำนวนต้นของพันธุ์อื่นซึ่งยอมให้มีได้ 1 ต้น
จากจำนวนต้นที่ปลูก 1,000 ต้น (0.1%) ของแปลงปลูกขยาย และ 1 ต้นจากจำนวนต้นที่ปลูก
500 ต้น (0.2%) ของแปลงปลูกพันธุ์จำหน่าย และจำนวนต้นผิดปกติ
(ต้นที่เกิดจากการกลายพันธุ์หรือผสมพันธุ์) ของต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูก ซึ่งยอมให้มีได้
1 ต้น จากจำนวนต้นที่ปลูก 500 ต้น (0.2%) ของแปลงปลูกพันธุ์ขยาย และ 1
ต้นจากจำนวนต้นที่ปลูก 200 ต้น (0.5%) ของแปลงปลูกพันธุ์จำหน่าย
ในการตรวจแปลงปลูกนั้นจะต้องเข้าตรวจอย่างน้อย 3 ครั้ง คือ ระยะก่อนออกดอก
ระยะออกดอกและผสมเกสร และระยะเก็บฝักแก่และเก็บเมล็ดพันธุ์
การเก็บเกี่ยวฝักแก่และการคัดฝัก
การเก็บเกี่ยวฝักแก่ของข้าวโพดหวานพิเศษจะทำเมื่อมีอายุประมาณ 85-95
วันหลังจากหยอดเมล็ด หรือประมาณ 35-40 วันหลังจากการผสมเกสร
ซึ่งสังเกตจากเปลือกหุ้มฝักเริ่มสีฟาง การเก็บเกี่ยวจะใช้แรงงานคนเก็บเกี่ยว
โดยปอกเปลือกออกแล้วหักเฉพาะฝักใส่ถุงและนำไปตาก
การคัดฝักอาจทำได้ทั้งในขณะเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว
ในกรณีของข้าวโพดหวานพิเศษพันธุ์ผสมเปิด จะคัดฝักที่เป็นโรค ถูกแมลงทำลาย
เมล็ดงอกบนฝัก
และถูกพันธุ์อื่นผสมปะปนทำให้สีของเมล็ดเปลี่ยนไปและมีเมล็ดเต่งแข็งปนมากทิ้ง
กรณีฝักข้าวโพดหวานพิเศษลูกผสมที่ผ่านการคัดแล้วต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
- มีฝักที่เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นพันธุ์อื่นปะปนได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 0.1 (1 เมล็ดใน 1,000เมล็ด) - ฝักที่มีเมล็ดสีอื่นหรือมีฝักที่มีเนื้อเมล็ดเป็นข้าวโพดชนิดอื่นปนได้สูงสุดอย่างละไม่เกินร้อยละ 0.5 (5 เมล็ดใน 1,000) แต่ทั้งนี้เมื่อนับเมล็ดที่มีสีอื่นรวมเข้ากับเมล็ดที่มีเนื้อเป็นข้าวโพดชนิดอื่นแล้วต้องมีจำนวนไม่เกิน 25 เมล็ดต่อ 1,000 ฝัก
การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
เมื่อเก็บฝักมาแล้ว การที่จะทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีขั้นนั้นจะต้องนำมาผ่านขั้นตอนการจัดการฝัก คือการตากแห้ง การคัดฝักและเมล็ด การนวดหรือกระเทาะะเมล็ด การทำความสะอาดและการคัดแยกเมล็ดพันธุ์
การตากแห้ง
เมล็ดข้าวโพดที่เก็บใหม่ ๆ จะมีความชื้นสูงประมาณ 20-25% ดังนั้น จะต้องนำมาตากให้แห้งเพื่อลดความชื้นของเมล็ดลงเหลือไม่เกิน 12% จะทำให้เก็บรักษาได้โดยมีความงอกสูง ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
- การผึ่งหรือตากแดด เป็นวิธีการที่นิยมกันทั่วไป
เหมาะสำหรับการผลิตข้าวโพดในปริมาณที่ไม่มากนัก
โดยนำเมล็ดข้าวโพดตากบนแคร่ไม้ไผ่
บนลานดินหรือคอนกรีตโดยใช้ตาข่ายพลาสติกปูทับบนท่อนไม้หรือวัสดุดื่น ๆ
ให้อากาศผ่านใต้กองเมล็ดได้ จะช่วยให้เมล็ดแห้งเร็วขึ้น
- การอบแห้งโดยใช้เครื่องเป่าความร้อน โดยการบรรจุฝักข้าวโพดลงในฉางอบที่ทำด้วยไม้หรือถังอบแล้วเป่าอากาศร้อนเข้าไปตามท่อให้มีอุณหภูมิไม่เกิน 43 องศาเซลเซียส เพื่อทำให้เมล็ดแห้งเร็วเหมาะสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นจำนวนมากหรือในสภาพที่อากาศไม่เอื้ออำนวยในการตากเมล็ด การอบแห้งโดยความร้อนจะช่วยลดความเสียหายของเมล็ดพันธุ์ได้เป็นอย่างดี
การคัดฝักและเมล็ด
ฝักข้าวโพดหวานพิเศษที่ถูกผสมข้ามทำให้เมล็ดเต่งแข็งมากและมีสีเปลี่ยนไป เช่น
มีสีขาวหรือสีดำ ฯลฯ
เมล็ดที่ถูกโรคและแมลงปนมาจะต้องคัดออกทั้งฝักหรือเฉพาะเมล็ดก่อนนำไปนวดหรือกระเทาะเมล็ดจะทำให้ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดและคัดทิ้งต่อไป
การกระเทาะเมล็ด
นำข้าวโพดที่ผ่านการคัดเลือกไปกระเทาะด้วยเครื่องกระเทาะเมล็ดที่มีกำลังการหมุนช้า
เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดแตกหักเสียหายมากเกินไปและจุดสำคัญคือเมล็ดจะต้องแห้งมีความชื้นต่ำกว่า
12% เพราะถ้าเมล็ดมีความชื้นสูงจะทำให้เมล็ดแตกหักได้ง่าย
สำหรับผลผลิตเมล็ดพันธุ์ต่อไร่นั้น จะได้ประมาณ 200-450 กิโลกรัม
ขึ้นอยู่กับพันธุ์และการดูแลรักษา
การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์
เป็นการจัดการเพื่อให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพสูง เหมาะสำหรับการใช้เพาะปลูก โดยมีขั้นตอนการจัดการคือ การปรับปรุงสภาพและตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ การบรรจุและติดป้าย
1. การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์
การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์
คือการยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ให้ดีขึ้นโดยการทำความสะอาด
ลดความชื้นและคัดขนาดแล้วนำไปคลุกสารเคมีป้องกันโรคและแมลง เช่น ริโดมิลเอ็มแซด
เอพรอน แคปแทน ไดเทนเอ็ม 45 กับเซฟวิน หรือมาลาไธออน เป็นต้น
สำหรับการทำความสะอาดและคัดแยกขนาดเมล็ดนั้นจะทำหลังการกระเทาะเมล็ดโดยใช้เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ตามความถ่วงจำเพาะอีกครั้งหนึ่ง ก่อนนำเมล็ดมาคลุกสารเคมีและบรรจุถุงต่อไป
2. การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์
เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการทำความสะอาดแล้วจะถูกนำมาตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งได้แก่
การทดสอบความงอก ความชื้นในเมล็ด เมล็ดพันธุ์อื่น ๆ และสิ่งเจือปน
ในห้องปฏิบัติการเพื่อให้ทราบว่าเมล็ดพันธุ์มีคุณภาพเป็นอย่างไร
ตรงเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์ผัก พ.ศ. 2532 หรือไม่
3. การบรรจุและติดป้าย
เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงสภาพโดยมีความชื้นไม่เกิน 10%
จะนำไปบรรจุภาชนะที่เหมาะสม เช่น ถุงผ้า กระสอบป่าน หรือถุงพลาสติก เป็นต้น
พร้อมกับติดป้ายรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ผลิตคุณภาพเมล็ดพันธุ์
วันที่ทำการทดสอบเมล็ดพันธุ์ ชื่อสารเคมีที่ใช้คลุกเมล็ด
น้ำหนักเมล็ดทั้งหมดและข้อมูลอื่น ๆ
นำเมล็ดพันธุ์ที่บรรจุลงในภาชนะเรียบร้อยแล้วไปเก็บไว้ในห้องหรือสถานที่เหมาะสมที่เย็นและแห้งเพื่อรอการจำหน่ายต่อไป
»
หลักการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก
»
การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีน
» การปลูกข้าวโพดหวานเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์
»
การปลูกผักกาดหอมเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์
»
การปลูกแตงกวาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์


