ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>

เพลงพื้นบ้าน

นายบุญเสริม แก่นประกอบ ครู โรงเรียนบ้านชงโค

การแบ่งประเภทของเพลงพื้นบ้าน

เพลงพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เพลงพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

1. กลุ่มอีสานเหนือ
2. กลุ่มอีสานใต้

กลุ่มอีสานใต้

เพลงโคราช

ลักษณะของเพลงโคราช คำประพันธ์เป็นกาพย์ กลอนสุภาพซึ่งนำแบบแผนการประพันธ์ของภาคกลางมาใช้ แต่ลีลาจังหวะในการสัมผัส กวีมักจะคิดรูปแบของตน เวลาจะใช้คำภาษาถิ่นโคราชผสมภาษาไทยภาคกลางประกอบเป็นสำเนียงโคราช ครูเพลงโคราชได้คิดเพลงหลักให้มีจังหวะรำได้ มีการเล่นคำ เล่นสัมผัสใน เพลงโคราชจะเล่นในโอกาสงานมงคลต่างๆ เช่น งานบวช งานโกนจุก งานทำบุญ หรือแม้แต่งานศพก็เล่นเพลงโคราชได้เช่นกันเพลงโคราชคณะหนึ่งๆ มีผู้เล่นเพลงประมาณ 6 คน แบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงอย่างละเท่าๆ กัน สถานที่เล่นเดิมเล่นตามลานบ้าน ต่อมามีการยกเวทีขึ้น 4 เสามีหลังคา เริ่มเล่นโดยผู้เล่นที่มีอาวุโสหรือหมอเพลงจะออกมาร้องก่อน แล้วฝ่ายหญิงจะว่าบทไหว้ครู ตามด้วยการร้องเกริ่นโต้ตอบกันไปทั้งสองฝ่าย

ลักษณะการเล่นเพลงโคราชแบ่งได้อย่างกว้างๆ 3 ประเภทคือ

เกี้ยวพาราสี เนื้อร้องจะเป็นคำเกี้ยวพาราสีระหว่างหญิงชาย ในบางครั้งอาจมีคำเสียดสี ถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบ ซึ่งเป็นลักษณะของเพลงพื้นบ้านทั่วไป
ลองปัญญา เป็นการนำเอาปัญหาหรือปรัชญาพุทธศาสนา หรือตำนานเรื่องต่างๆ มาซักถาม ฝ่ายใดที่ตอบไม่ได้ก็จะถูกว่าให้ได้อาย
เล่าเป็นเรื่อง เช่น ยกนิทานที่มีคติสอนใจ หรือจับเรื่องราวตามธรรมเนียมของเพลงพื้นบ้านอื่นๆ โดยสมมติตัวละคร

ตัวอย่าง เพลงโคราช

“ระอาตัดระอารอน ใจไม่อยากระอาร้อน ระอาเร่า ของเก่งของกาจเพลงโคราชเป็นของเก่า ก่อนจะสมมติพูดปากมันเกิดจากมีอารมณ์ ไม่หนีทุ่มหนียามพอรำหนีย่อน ทั้งรักทั้งโกรธเป็นบทเป็นกลอน แล้วเปลี่ยนมาใช้สมัยนิยม คนไทยในสยามเราไม่อยากหนีปู่หนีย่า อาศัยบุญอาศัยกรรม ขึ้เหร่อาศัยกาย จะไปไหนมาก็พูดเป็นกลอนใส่กัน จะรุ่งเรืองสร้างเมืองใหม่เพราะคนไทยรักเมืองมั่น ได้ลือกระท่อนเมื่อตอนย่าโมท่านกู้เมืองมา”

จากการศึกษาวิวัฒนาการของเพลงโคราช เริ่มตั้งแต่เพลงก้อมจนถึงเพลงยาวที่ใช้แสดงในปัจจุบัน แบ่งได้ 5 ประเภทคือ 1.เพลงขัดอัน2.เพลงก้อม 3.เพลงหลัก4.เพลงจังหวะรำเพลงสมัยปัจจุบัน
คุณค่าด้านเนื้อหาที่ปรากฎในเพลงโคราช จะเกี่ยวข้องกับศาสนา ความเชื่อ ค่านิยม ธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ อาชีพ วรรณคดี ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และการเมือง

ขั้นตอนการแสดงเพลงโคราช จะเริ่มไหว้ครู ซึ่งเป็นพิธีอันสำคัญแล้วจะแสดงตามลำดับคือ

1.เพลงประกาศ ฝ่ายชายบอกเกริ่นแนะนำตนเอง ชื่ออะไร มาจากไหน มาทำอะไร
2.เพลงเชิญ ฝ่ายชายร้องเชิญฝ่ายหญิงให้ลงมาจากเรือนมาว่าเพลงกับตน
3.เพลงตัดเชิญ ฝ่ายหญิงร้องตอบฝ่ายชายว่าเชิญมาทำไม มีธุระอะไร
4.เพลงทักทาย ฝ่ายชายตอบว่าเชิญมาว่าเพลงงานอะไร ของใครและทักทายฝ่ายหญิงว่าชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน มีอาชีพอะไร
5.เพลงขออภัย เป็นเพลงกล่าวขอโทษ หากว่าการร้องไม่ไพเราะหรือพาดพิงถึงบรรพบุรุษ
6.เพลงไหว้ครู เพื่อน้อมรำลึกพึงครูที่ให้ความรู้สั่งสอนมา
7.เพลงปรึกษา เป็นเพลงที่ทั้งสองปรึกษาหารือกันว่าจะว่าเพลงอะไรกันก่อน
8.เพลงเฉพาะเกี่ยวกับงานของเจ้าภาพ
9.เพลงตามสถานการณ์ ซึ่งแล้วแต่ผู้ฟังจะให้ว่าเพลงอะไร อาจเป็นเพลงเรื่องเช่น นางอรพิม ท้าวปาจิตต์ นางพญานกกระจอก พระเวสสันดร อาจเป็นเพลงชมธรรมชาติหรือเพลงลองปัญญา
10.เพลงเกี้ยว ทั้งสองฝ่ายเกี้ยวพาราสีกันหรือเกี้ยวแทนผู้ชม
11.เพลงชวน ฝ่ายชายชวนฝ่ายหญิงให้ไปรู้จักบ้านฝ่ายชาย
12.เพลงเกี้ยวแกมจาก ทั้งสองเกี้ยวกล่าวลา
13.เพลงปลอบ เป็นเพลงกล่าวปลอบใจ อย่าเสียใจที่ต้องจากกัน
14.เพลงคร่ำครวญ แสดงความอาลัยอาวรณ์ต่อการพรากจากกัน
15.เพลงให้พร ทั้งสองฝ่ายกล่าวให้พรเจ้าภาพ ผู้ชมและหมอเพลงด้วยกัน
16.เพลงลา ทั้งสองฝ่ายกล่าวลา

จากการศึกษาค้นคว้า เพลงโคราช จะเห็นคุณค่าเนื้อหาที่ปรากฎเช่นเดียวกับวรรณกรรมอื่นๆ แม้นว่าเพลงโคราชจะเน้นในการสร้างความบันเทิงเพื่อสนองความต้องการด้านอารมณ์ แต่เพลงโคราชมีเนื้อหาสะท้อนชีวิตอย่างชัดเจนในเรื่องต่างๆต่อไปนี้

1.สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ เพลงโคราชย่อมสอดแทรกประวัติศาสตร์ไทยไว้ “ แต่ก่อนเขาเรียกกันว่าทุ่งสำเร็จ เลยเรียกเป็นทุ่งสำริดเป็นด้วยวาสนาโดยมีป่าสนับ คือหญิงโมเป็นแม่ทัพ จำให้แน่สนิท”

2.แสดงสภาพสังคม เพลงโคราชได้สะท้อนความเป็นอยู่ อาชีพและสภาพสังคม “พอรถไฟหยุดกึก เห็นเจ๊กโกขายกุ้ง พวกผู้หญิงก็ยุ่งขายข้าวเหนียว ขายไก่ เหมือนยกเรือนเรียงรอด สามล้อจอดอยู่เรียงราย หัวรถไฟเมืองโคราช แสงเรือง…..รอง”

3.แสดงขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒธรรมไทย “ เห็นน้องตักน้ำอยู่คนเดียว จะไปตามเกี้ยวหรือก็ไม่ได้ กลัวญาติโยมคนใหญ่ๆจะดุด่าว่าไม่ดี เพราะเหตุฉะนั้นดอกยังไพล่ตั้งใจคำผิล มาพลิกแพลงเกี้ยวน้องเพลิน สะด้วยคำ…..เพลง”

4. แสดงเรื่องของการนับถือศาสนา การบวชพระในพระพุทธศาสนา “ โอ้ โอ่ ลูกก็บวชเป็นสงฆ์ มาก็หลายพรรษา เหมือนอย่างไม่ที่เขาผ่าแตกเสี่ยงผ่าซอเป็นโยมถือพานมา เป็นพานยาพานหมาก เข่ามาสู่สำนัก ปานโมงปานเหมาะ ที่นี่มีเรื่องราวอะไรโยมยังถือพานหมากพานหนุ่ม มีดบิ่นที่นั่นบัวบานที่ใด หรือมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นที่บ้าน หรือมีเขยมาร่วมบ่อน มีหลั๊กนอนประจันบาน นี่ยังเดินบนบาน แบกมาหาอาจารย์…..บุญ”

5.แสดงถึงสุภาษิตและคำพังเพย “หนูกัดเสือ แล้วคิดถึงแมว น้ำแห้งหมดแล้ว คิดถึงคุ…..ว่าหวาด อย่าด่วนติไม้ทั้งโกลนอย่าด่วนติโขนยังไม่แกร่ง พรหมลิขิตมันขีดได้เมื่อไร…..”

6.สะท้อนเรื่องความเชื่อ “ โอ้บุญทานฉันก็ทำ แต่กายไม่งามไม่หล่อ มันอั๊บเฉาทั้งเหง่า ทั่งกอ จั๊กเป็นอะไรผู้ชายไม่แล จะหุงเข่าใส่บาตรไปทำก๊ะวัดไหนดีแน่ มันจะได้หนุ่มมาตุ้มพอใจฉันดี….หน่อ”คุณค่าของเพลงพื้นบ้านอีสานใต้

เพลงพื้นบ้านอีสานใต้ มีคุณค่าหลายประการ ดังนี้

1.คุณค่าทางศิลปะการดนตรี ทำนองเพลงพื้นบ้านอีสานใต้มีความไพเราะ มีทำนองที่น่าฟังมาก และมีที่ใช้หลากหลาย เช่น เพลงไหว้ครู เพลงโหมโรง เพลงเบ็ดเตล็ด
2.คุณค่าทางจิตวิทยา ในเนื้อร้อง ได้แสดงออกถึงพฤติกรรมที่เก็บกดของคนในสังคมการร้องเพลงพื้นบ้าน จึงเป็นการระบายความในใจให้คนที่ผู้ร้องต้องการสื่อสาร
3.คุณค่าทางด้านภาษา เพลงพื้นบ้านมีสัมผัสคล้องจอง มีความงามในการใช้ถ้อยคำการร้องเพลงที่มีทำนองไพเราะ ใช้คำที่กินใจทำให้ผู้ฟังได้อรรถรส

4.คุณค่าทางจริยศาสตร์ เนื้อเพลงได้สอนให้คนในสังคมประพฤติตนอยู่ในทำนองคลองธรรม ทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม และเชิดชูบุคคลที่ทำความดี

- เพลงพื้นบ้านภาคเหนือ
- เพลงพื้นบ้านภาคใต้
- เพลงพื้นบ้านภาคตะวันออก
- เพลงพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- เพลงพื้นบ้านภาคกลาง


แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย