ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ตำนานพระฤๅษี

พระฤๅษีพรหมนิมิตร

พระฤๅษีองค์นี้แหละที่ท่านได้เป็นเทพเจ้าแห่งความฝันทั้งปวง ตามประวัติตั้งแต่เดิมมา ท่านเป็นพระฤๅษีที่มีบารมีมากมายอีกพระองค์หนึ่ง มีความสามารถหายตัวลงไปเข้าฝันบอกเหตุดีเหตุร้ายทั้งหลายให้กับมนุษย์ได้รู้ตัว ตามตำนานแห่งความฝันตั้งแต่อดีตกาลหลายพันปีมาแล้ว ในครั้งนั้นความฝันจะเป็นความจริงเสมอ มิใช่จะฝันแบบไร้สาระ เหมือนเช่นทุกวันนี้ อย่างเช่น เมื่ออดีตจะฝันว่าเป็นอะไรก็จะเป็นไปตามความฝันทุกประการ เช่น ฝันว่าจะได้แก้วแหวนเงินทองก็จะต้องได้ หากฝันว่าหัวขาดแขนขาด ก็จะต้องขาดจริงๆตามความฝันเสมอไป

มีอยู่ครั้งหนึ่งมีมานพผู้หนึ่งได้เลี้ยงนกขุนทองเอาไว้และมีความกตัญญูเป็นอย่างมาก วันหนึ่งมานพนั้นได้ฝันไปว่ามีโจรมาปล้นที่บ้านและได้ฆ่าตนเองจนตายจึงเกิดความกลัดกลุ้มได้เล่าให้เจ้านกขุนทองฟังและบอกว่าไม่มีใครสามรถที่จะช่วยได้ เจ้านกขุนทองจึงหัวเราะและพูดว่า"ทองนี่แหละที่จะช่วยพ่อได้" มานพหนุ่มเกิดความหมั่นไส้คิดว่าเจ้าขุนทองแกล้งพูดเพื่อเอาใจมากกว่าจึงเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวเกิดขึ้นร้องด่าเจ้าขุนทองเป็นครั้งแรก "ไอ้นกบ้า ไอ้นกระยำ ไอ้นกขี้โม้ เสือกไม่เข้าเรื่อง" เจ้านกขุนทองหัวเราะงอหายอีกครั้งหนึ่งเพราะขำในท่าทางของมานพ แล้วพูดอีกครั้งด้วยเสียงอ่อยๆว่า" นั่นซี ไหมล่ะ ทีเขาจะช่วยก็หาว่าขี้โม้เสียอีกแน่ะ"มานพจึงถามทั้งๆที่มิได้มรความหวังเลยสักนิดเดียวว่า" เจ้าจะช่วยได้จริงเหรอ ไหนลองบอกมาซิว่าจะช่วยด้วยวิธีไหน" เจ้าขุนทองจึงพูดว่า"ไหนๆพ่อก็เลี้ยงทองมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ป้อนข้าวป้อนน้ำจนโต ทองยังไม่ได้ทดแทนบุญคุณพ่อเลย ขอให้ทองได้ทดแทนบุญคุณสักครั้งเถอะนะพ่อ" มานพหนุ่มเริ่มงุนงงสงสัยมากขึ้นกับท่าทางที่จริงจังและมีน้ำหนักทำให้อยากรู้มากขึ้น"เจ้าทองเจ้าจะทำอะไร" เจ้าทองตอบว่า"ก็จะช่วยพ่อจะพยายามทำลายความฝันให้กลายเป็นเรื่องไร้สาระจะไม่ให้ความฝันกลายเป็นจริงอีกต่อไป ทองจะบินขึ้นไปหาพระฤๅษีพรหมนิมิตรแล้วแกล้งยั่วหลอกล่อให้ถอนคำพูดในเรื่องฝันเป็นจริง ให้เป็นฝันเล่นๆหลอกๆ ยกเลิกกันเสียตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พ่อก็จะไม่ถูกโจรปล้น และพ่อก็จะไม่ตายไงล่ะ"

เมื่อได้รับอนุญาตจากมานพหนุ่มเจ้านกขุนทองก็บินผงาดลิ่วขึ้นไปทันทีจุดหมายคือพรหมโลก มันบินสูงขึ้นไป สูงขึ้นไปทุกขณะด้วยความมานะพยายามแม้จะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใดก็ไม่ย่อท้อ จะต้องทำงานให้สำเร็จให้ได้ ในที่สุดเจ้าขุนทองก็ทำสำเร็จมาถึงพรหมโลกจนได้แม้จะเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบจะขาด หิวโหยจนแทบไร้เรี่ยวแรง แต่กำลังใจ พลังแห่งความกตัญญู ทำให้มาถึงชั้นพรหมโลกจนได้ จึงรีบมุ่งไปที่สำนักของพรฤๅษีพรหมนิมิตร แต่ขณะนั้นท่านกำลังเข้าฌานอยู่ จึงเป็นโอกาสที่เจ้าขุนทองได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยบ้าง ก็พอดีพระฤๅษีพรหมนิมิตรออกจากฌาน เจ้าขุนทองก็ไม่ปล่อยโอกาสให้เลยไป รีบบินมาเกาะกิ่งไม้ไม่ห่างจากพระฤๅษีเท่าใดนัก "สวัสดีจ้าพระคุณเจ้าที่เคารพ"พระฤๅษีสดุ้งโหยง เพราะอยู่ๆก็มีเสียงเหมือนมนุษย์ดังขึ้นใกล้ๆสงสัยว่ามนุษย์ที่ไหนจะมีความสามรถขึ้นมาบนพรหมโลกได้ จึงส่ยตามองหาเจ้าของเสียง"เอ๊ะ..ไม่เห็นมีใครเลยนี่ แล้วเสียงมันดังมาจากไหนกันหว่า"

พระฤๅษีบ่นพึมพำ เจ้าขุนทองจึงนึกขำในท่าทางของพระฤๅษีจึงหัวเราะออกมาดังๆ เล่นเอาพระฤๅษีสดุ้งโหยง มองซ้ายมองขวาก็ไม่พบ เจ้าขุนทองจึงขยับตัวจากกิ่งไม้กระโดดเข้ามาเกาะกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆพระฤๅษี"สวัสดีจ้าพระฤๅษีที่เคารพ ทองขอทำความเคารพท่านด้วยความจริงใจเจ้าข้า"พระฤๅษีจึงมองเจ้าขุนทองด้วยความสงสัย"เออ..นี่เจ้าทองเจ้ามาที่นี่เพื่อต้องการอะไรกัน"เจ้าขุนทองแกล้งทำหน้าตาตื่นน้ำเสียงกังวลแล้วพูดว่า"ทองมาจากโลกมนุษย์น่ะด้วยความซื่อสัตย์และจงรักพักดีต่อพระคุณเจ้า มีเรื่องสำคัญที่จะนำข่าวมาบอกประเดี๋ยวจะสายเกินไป" พระฤๅษีพรหมนิมิตรฟังเจ้าทองพูดด้วยความงุนงง"เอ..มันเรื่องอะไรกันหว่า มันเกี่ยวกับข้าด้วยหรือวะ"เจ้าขุนทองเห็นท่าทางของพระฤๅษีก็ยิ้มอยู่ในที"ทองถามพระคุณเจ้าสักหน่อยก่อนว่าความฝันนั้นเป็นจริงหรือไม่"พระฤๅษีพรหมนิมิตรไม่ทันคิดอะไรก็ตอบว่า

"มันก็จริงน่ะซีวะ ประกาศิตข้อนี้มีมานมนานกาเลแล้วเจ้าถามทำไมหรือ" เจ้าขุนทองแกล้งทำหน้าเซื่องซึม"เฮ้อ..สงสารพระคุณเจ้าเหลือเกินที่ทองพยายามบินขึ้นมาบนพรหมโลกด้วยความเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบจะขาดก็เพื่อที่จะบอกท่านให้รู้ตัวก่อนจะได้หาทางแก้ไขให้ทันต่อเหตุการณ์"พระฤๅษีจึงพูดว่า"เอ้าเล่ามาเถอะว่า

เรื่องมันเป็นอย่างไร เผื่อว่าข้าแก้ไขได้จะได้รีบแก้ไขให้ทันเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่" เจ้าขุนทองได้ทีจึงพูดว่า"นายของทองฝันเมื่อวันก่อนว่าเขาได้เป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจได้ครอบครองทั้งสามโลก เท่านั้นยังไม่พอเขายังรู้ว่าพระฤๅษีพรหมนิมิตรจะต้องไปเกิดเป็นม้าไว้สำหรับให้เขาขี่อีกด้วยทองจึงเป็นทุกข์ เพราะเรื่องนี้มันไม่สมควร อย่ายิ่ง ทองจึงรีบบินมาส่งข่าวกับท่านเพื่อจะหาทางแก้ไขได้ทันต่อเหตุการณ์และทันต่อเวลาที่ท่านจะกลายเป็นม้า ไปเสียก่อน"

พระฤๅษีพรหมนิมิตรได้ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ จนเจ้าขุนทองเล่าจบจึงโวยวายลั่นว่า"เฮ้ย..ไม่ได้ๆ ข้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้แต่เอ..แล้วจะทำยังไงกันล่ะหว่า.." พระฤๅษีหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วก็นึกขึ้นมาได้ก็ส่งเสียงหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจในความชาญฉลาดของตัวเองประกาศออกไปเสียงดังฟังชัดว่า"เอ้า..ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าจะยกเลิกความฝันที่เป็นความจริง ให้เป็นความฝันที่เหลวไหล ไร้สาระ ความฝันจะไม่เป็นจริงอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดาจะต้องเป็นเช่นนั้นตามคำประกาศิตของข้า"

นับจากนั้นมาความฝันจึงกลายเป็นความฝันที่ไม่จริงตามคำประกาศิตของพระฤๅษีพรหมนิมิตร เจ้าขุนทองมีความกระหยิ่มยิ้มย่องจึงลากลับมายังโลกมนุษย์กลับมาหามานพหนุ่มผ็มีพระคุณ เล่าเรื่องราวให้ฟังโดยละเอียด มานพหนุ่มจึงรอดพ้นความตายได้ เพราะเจ้าขุนทองยอดกตัญญูนั่นเอง และยิ่งเพิ่มความรักเจ้าขุนทองมากขึ้น ทะนุถนอมปรนเปรอด้วยอาอารอย่างดีเป็นการตอบแทนคุณคุณงามความดี เท่านั้นยังไม่พอ ยังซื้อสร้อยคอทองคำมาคล้องคอให้อีกเพื่อเป็นบำเหน็จรางวัลแห่งความดี และเพื่อจะได้ประกาศเกียรติคุณให้ชาวโลกทั้งหลายได้รู้ว่าเจ้านกขุนทองตัวนี้ได้กระทำความดีและมีความซื่อสัตย์กตัญญูรู้คุณเจ้าของ จึงได้รับรางวัลอันล้ำค่านี้

นับตั้งแต่นั้นนกขุนทองทุกตัวจะต้องมีสายสร้อยที่ข้างหู และบริเวณคอของมันที่เป็นสีเหลืองๆนั่นแหละคือสร้อยทองที่มันได้รับรางวัลจากมานพผู้เป็นนายของมันและเมื่อมีลูกหลานเหลน สืบต่อมามันก็จะมีสีเหลืองติดตัวเช่นเดียวกันนับได้ว่าพระฤๅษีพรหมนิมิตรองค์นี้มีความเก่งกล้าไม่น้อย ทั้งคาถาอาคมและวาจาประกาศิต ท่านมีบารมีมาก และนับว่ามีคุณต่อมวลมนุษย์ไม่น้อย สมควรที่ท่านทั้งหลายจะเคารพบูชาและขอพรจากท่าน บางทีท่านอาจจะเมตตา แล้วส่งคำประกาศิตมาถึงท่านทำให้ชีวิตของท่านสุขสมบูรณ์ขึ้นมาก็เป็นได้ การเคารพบูชาผู้ควรเคารพบูชามิใช่เรื่องเสียหายมิใช่หรือ

หนังสืออ้างอิง : ตำนานพระฤๅษีของ อ. จีนประดิษฐ์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย