สุขภาพ ความงาม อาหารและยา สมุนไพร สาระน่ารู้ >>

สาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนทำให้ไม่สามารถหลั่งอินซูลินได้ตามปกติ หรือเนื้อเยื่อของร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินลดลง หรือจากทั้งสองส่วนร่วมกัน เป็นผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและก่อให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะอื่นๆตามมา

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน

1. น้ำหนักเกิน ความอ้วน และขาดการเคลื่อนไหวออกกำลังกายที่เพียงพอ
2. กรรมพันธุ์ มักพบโรคนี้ในผู้ที่มี บิดา มารดาเป็นเบาหวาน ลูกมีโอกาสเป็นเบาหวาน 6-10 เท่า ของคนที่ บิดา มารดาไม่เป็นเบาหวาน
3. ความเครียดเรื้อรัง ทำให้อินซูลินทำหน้าที่ในการนำน้ำตาลเข้าเนื้อเยื่อได้ไม่เต็มที่
4. อื่นๆ เช่น จากเชื้อโรคหรือยาบางอย่าง(รวมทั้งเหล้าด้วย) ไปทำลายตับอ่อน ทำให้สร้างอินซูลินไม่ได้ จึงเกิดเบาหวาน

อาการของโรคเบาหวาน

สังเกตได้จากการปัสสาวะบ่อย มีปริมาณมาก กระหายน้ำและดื่มน้ำมากกว่าปกติ หิวบ่อย กินจุแต่น้ำหลักลด อ่อนเพลีย ชาปลายมือปลายเท้า คันตามตัว ผิวหนัง และบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นแผลแล้วหายยาก บางรายตรวจพบโดยบังเอิญโดยไม่มีอาการ

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน วิธีที่ดีที่สุด คือ การตรวจเลือด มี 3 วิธีดังนี้

1. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเมื่ออดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มก./ดล.
2. ระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อเวลาใดก็ได้มากกว่าหรือเท่ากับ200 มก./ดล. ร่วมกับมีอาการปัสสาวะมาก ดื่มน้ำมาก น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
3. ระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมง หลังการดื่มน้ำตาลกลูโคสพบว่ามากกว่าหรือเท่ากับ 200 มก./ดล.

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง

1. มีวิถีชีวิตที่มีกิจกรรมทางกายที่ออกกำลังกายแรงปานกลาง อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์
2. บริโภคอาหารตามข้อปฏิบัติการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า สำหรับผู้เสี่ยงต่อเบาหวาน เน้นผัก อาหารไขมันต่ำ และธัญพืชเพิ่มขึ้น
3. การรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ไม่ให้อ้วนเกินไป
4. ควบคุมปัจจัยเสี่ยงเช่น งดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์
5. ให้ติดตามตรวจความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
6. ผู้ที่มีอายุเกิน 45 ปี ควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด หลังการอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมงทุก 3 ปี

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าไม่ดูแลตนเองเมื่อเป็นเบาหวาน

1. โรคแทรกซ้อนเฉียบพลัน ได้แก่

• ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมาก จะมีอาการปัสสาวะออกมาก กระหายน้ำมาก บางครั้งมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หอบ ซึม อาจถึงขั้นหมดสติ

• ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำมาก จะมีอาการใจสั่น หน้ามือ ตาลาย เหงื่อออกมาก ตัวเย็น ง่วงนอน ปวดศีรษะ สับสน อาจหมดสติหรือชัก

2. โรคแทรกซ้อนเรื้อรัง ได้แก่

• หลอดเลือดหัวใจตีบ ตันหรืออุดตัน
• หลอดเลือดสมองตีบ ตันทำให้เป็นอัมพาต
• ตาพร่า มัว ตาบอดจากต้อกระจก และเส้นเลือดในตาอุดตัน เลือดออกในลูกตา จอตาหลุดออก
• ไตอักเสบ ไตเสื่อม ทำให้มีอาการคลื่นไส อาเจียน ปัสสาวะลดลง และเสียชีวิตในที่สุดเนื่องจากไตวาย
• ประสาทอักเสบ ทำให้มีอาการชาปลายมือปลายเท้า ปัสสาวะลำบาก ท้องผูกสลับท้องเดิน
• พบร่วมกับความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 38.4

การดูแลตนเองในผู้ป่วยเบาหวาน

1. ควบคุมอาหาร อย่าปล่อยให้อ้วน ไม่รับประทานของหวาน งดสูบบุหรี่ ดื่มสุราและเค็ม ควรรับประทานอาหารไขมันต่ำ อาหารที่มีเส้นใยสูง
2. ออกกำลังกายพอควรและต่อเนื่อง โดยการกายบริหาร เดิน ปั่นจักรยาน วิ่ง รำมวยจีน ว่ายน้ำ เต้นรำ เป็นต้น
3. พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริง อย่าให้เครียดหรือวิตกกังวล
4. พบแพทย์และตรวจเลือดตามนัด รับประทานยาตามแพทย์สั่ง โดยเคร่งครัด และสม่ำเสมอ
5. หลีกเลี่ยงการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจเกิดปฏิกิริยากับยาลดน้ำตาลในเลือดและอาจเกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้
6. ควรติดตามรับการตรวจร่างกายเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน
7. ดูแลรักษาเท้าให้สะอาดอยู่เสมอ เพราะเมื่อมีบาดแผลจะทำให้แผลหายช้า โดยปฏิบัติดังนี้
• ตรวจสภาพเท้าทุกวันว่ามีเล็บขบ แผลพุพอง แผลช้ำ รอยถลอกที่ใดบ้าง
• ทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำอุ่น และเช็ดให้แห้งทุกวัน ควรเปลี่ยนถุงเท้าหรือถุงน่องทุกวัน
• ควรตัดเล็บเท้าด้วยความระมัดระวัง
• หลีกเลี่ยงไม่ให้เท้าสัมผัสความร้อน
• ไม่เดินเท้าเปล่า
• บริหารเท้าทุกวัน อย่างน้อยวันละ 15 นาที
8. มีลูกอมติดตัวไว้ เพื่อป้องกันการหมดสติจากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปหลังรับประทานยาเบาหวาน
9. มีแผลแล้วหายช้าหรือมีความผิดปกติใดๆควรปรึกษาแพทย์ทันที การสร้างเวทีเรียนรู้ร่วมกัน และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ

ภาวะการเกิดโรคเบาหวานความดัน นับว่าเป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน เชื่อมโยงกับพฤติกรรม วิถีชีวิต รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมของผู้คนในสังคม ฉะนั้น การแก้ปัญหาหากยังมีการแก้ปัญหาในวงจำกัด เฉพาะในกลุ่มผู้ป่วย หรือ ญาติพี่น้อง รวมทั้งสถานพยาบาลเท่านั้นย่อมไม่เพียงพอ ในการส่งผลให้เกิดผลในวงกว้าง และแนวทางที่จะแก้ปัญหาให้ได้ในระยะยาว ความจำเป็นที่ต้องสร้างแนวคิดและมุมมองใหม่จากปัจเจกบุคคล เป็นปัญหาของสังคม จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้ ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ดังตัวอย่าง การเกิดโรคเบาหวาน / ความดัน ที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงในการรับประทานอาหารหวาน อาหารมัน และ อาหารเค็มจัดมากเกิน ประกอบการขาดการออกกำลังกาย และความเครียดจากวิถีชีวิตที่รุมเร้า ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น หากได้รับความช่วยเหลือจากสังคม และ ภาคส่วนต่างๆ ย่อมให้ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ต่างคนต่างอยากเข้ามามีส่วนร่วม ก่อให้เกิดพลัง แต่ทั้งนี้ จำเป็นที่จะต้องให้ ประชาชน และภาคส่วนมองเห็นปัญหา และเหตุของปัญหาอย่างเป็นเอกภาพร่วมกัน การจัด เวทีของการพูดคุย ปรึกษาหารือ จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ผลการมีเวทีดังกล่าวที่มีคุณภาพ ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของภาคส่วนต่างๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณสร้างสถานที่การออกกำลังกาย แพทย์พื้นบ้านช่วยสนับสนุนสมุนไพร กลุ่มแม่บ้านจัดเวทีเรียนรู้อาหารพื้นบ้านสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน/ความดัน อสม. ออกคัดกรองผู้ป่วย และแนะนำให้ความรู้ผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยง เหล่านี้เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการสร้างความเข้าใจและความตระหนักของโรคจึงเป็นกระบวนการพื้นฐานที่ต้องดำเนินการการสร้างเวทีเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยรูปแบบต่างๆ การจัดฐานเรียนรู้ในชุมชน การศึกษาดูงาน รวมทั้งการสร้างเครือข่ายเรียนรู้ทั้งในชุมชนตนเอง และต่างชุมชน รวมทั้งการวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน การหาเหตุของปัญหา สร้างจุดมุ่งหมายร่วมกันของชุมชนที่จะแก้ปัญหาในระยะยาว จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ ยั่งยืนที่มีพื้นฐานจากการคิดเอง ทำเองของชุมชน

เอกสารอ้างอิง
กรมการแพทย์. คู่มือสุขภาพประจำตัวผู้สูงอายุ, 2549.
กรมการแพทย์. คู่มือแนวทางการจัดตั้งและดำเนินการคลินิกผู้สูงอายุ
สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ, 2549.

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย