ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

บทที่ ๒

พระราชบัญญัติ รับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗

---------------------------

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๗
เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารเสียใหม่
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภา แทนราษฎรดั่งต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗ “
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้

(๑) “วิธีนับอายุ” ถ้าเกิดพุทธศักราชใดให้ถือว่ามีอายุครบหนึ่งปีบริบูรณ์เมื่อสิ้นพุทธศักราชที่เกิดนั้น ส่วนการนับอายุต่อไปให้นับแต่เฉพาะปีที่สิ้นพุทธศักราชแล้ว ถ้าไม่ปรากฏปีเกิดให้นายอำเภอท้องที่เป็นผู้กำหนดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

(อธิบาย วิธีนับอายุยังมีอธิบายเพิ่มเติมไว้อีกในกฎกระทรวงฉบับที่ ๓ คือ

กฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๙๘) วิธีนับอายุตามมาตรา ๔ (๑) คือ คนเกิดในพุทธศักราชใด ก็ตาม เมื่อสิ้นพุทธศักราชที่เกิดนั้น ให้นับอายุครบหนึ่งปีบริบูรณ์ และนับอายุครบ สอง สาม สี่ ฯลฯ ปีบริบูรณ์ เรียงตามลำดับเมื่อสิ้นพุทธศักราชต่อ ๆ ไป อายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ในพุทธศักราชใด ให้เรียกว่าคนชั้นปีนั้น เช่น คนเกิดในพุทธศักราช ๒๔๗๙ จะเป็นวันเดือนใดก็ตาม ให้นับอายุครบหนึ่ง ปีบริบูรณ์เมื่อสิ้นพุทธศักราช ๒๔๗๙ อายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ในพุทธศักราช ๒๔๙๗ และเรียกว่า คนชั้นปี ๒๔๙๗ เป็นต้น

ถ้าไม่ปรากฏปีเกิดให้นายอำเภอท้องที่ถือเอาตามที่เพื่อนบ้านเชื่อกันว่าอายุเท่าใด ประกอบกับการสังเกตร่างกายเป็นเกณฑ์สำหรับกำหนดอายุ)

(อธิบาย วิธีนับอายุตามมาตรา ๔ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๓ พอจะแยกออกเป็นหัวข้อได้ ดังนี้ คือ

๑. วิธีนับอายุครบปีบริบูรณ์
๒. วิธีนับอายุย่าง
๓. วิธีนับอายุเป็นชั้นปี
๔. วิธีนับอายุบุคคลไม่ปรากฏปีเกิด

๑) วิธีนับอายุครบปีบริบูรณ์ เนื่องจากการเรียกคนเข้าเป็นทหารกองประจำการโดยปกติ กระทำปีละ ๑ ครั้ง คือ ในเดือนเมษายนทุก ๆ ปี ไม่ได้กระทำกันทุก ๆ เดือน หรือทุก ๆ วัน ดังนั้น พระราชบัญญัติรับราชการทหาร จึงได้กำหนดวิธีนับอายุของบุคคลขึ้นเป็นพิเศษ ต่างไปจากวิธีนับอายุตามกฎหมายอื่น และไม่เหมือนกับการนับอายุตามธรรมดา หรือการนับอายุในวิชาพิเศษบางแขนง กล่าวคือ การนับอายุตามกฎหมายนี้ให้คนเกิดภายในรอบปีเดียวกันมีอายุเท่ากันหมดไม่ว่าคนนั้นจะเกิดต้นปี กลางปี หรือปลายปี

ข้อความในตัวบทที่ว่า “ถ้าเกิดพุทธศักราชใด ให้ถือว่ามีอายุครบหนึ่งปีบริบูรณ์ เมื่อสิ้นพุทธศักราชที่เกิดนั้น” หมายความว่าให้ถือ พ.ศ.เกิดเป็นสำคัญโดยไม่คำนึงถึงวันที่และเดือนเกิด เช่น นาย ก. เกิดวันที่ ๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๐๗ และ นาย ข. เกิดวันที่ ๑๕ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๗ กับนาย ค. เกิดวันที่ ๓๑ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๗ พอสิ้นพุทธศักราชที่เกิดนั้น คือ หมดวันที่ ๓๑ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๗ แล้ว นาย ก., ข. และ ค. จะมีอายุครบหนึ่งปีบริบูรณ์ เท่ากันหมด หรือจะนับกันง่าย ๆ ก็คือ นาย ก. , ข. และ ค. จะมีอายุครบหนึ่งปีบริบูรณ์ตั้งแต่วันที่ ๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๐๘ เป็นต้นไป และเมื่อสิ้นปีต่อ ๆ ไป นาย ก., ข. และ ค. ก็จะมีอายุครบ ๒ , ๓ , ๔ ปีบริบูรณ์ต่อ ๆ ไปทำนองเดียวกัน

ด้วยการนับอายุโดยวิธีนี้จึงพอกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับคิดอายุบุคคลได้อย่างง่าย ๆ และรวดเร็ว คือ ถ้าต้องการทราบว่าคนใดจะมีอายุเท่าใดใน พ.ศ. ใด ก็เอา พ.ศ. เกิดของบุคคลนั้นตั้ง เอาจำนวนอายุที่ต้องการทราบไปบวก ผลลัพท์จะเป็นจำนวน พ.ศ. เช่นต้องการทราบว่า นายเดช เกิด พ.ศ. ๒๔๘๙ จะมีอายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ในปีใด ต้องเอา ๒๔๘๙ ตั้ง บวกด้วย ๑๘ ผลลัพท์ ได้ ๒๕๐๗ ( ๒๔๘๙ + ๑๘ = ๒๕๐๗ ) ก็ทราบได้ทันทีว่า นายเดช มีอายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ ใน พ.ศ.๒๕๐๗ หรือกลับกัน ถ้าต้องการทราบว่าในปีนี้คนใดจะมีอายุเท่าใด ก็เอา พ.ศ. ของปีปัจจุบันตั้ง เอา พ.ศ. เกิดของบุคคลนั้นไปลบ ผลลัพท์ จะเป็นจำนวนอายุครบปีบริบูรณ์ของบุคคลนั้น เช่น ต้องการทราบว่า นายศักดิ์ เกิด พ.ศ.๒๔๘๙ ในปี พ.ศ.๒๕๐๗ จะมีอายุเท่าใด ก็เอา ๒๕๐๗ ตั้ง ลบด้วย ๒๔๘๙ ผลลัพท์ ได้ ๑๘ (๒๕๐๗ - ๒๔๘๙ = ๑๘ ) ก็บอกได้ว่า นายศักดิ์มี อายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ ในปี พ.ศ.๒๕๐๗

๒) วิธีนับอายุย่าง ตามมาตรา ๔ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๓ ไม่ได้กล่าวถึงไว้ แต่ในตัวบทบางมาตรา คือ มาตรา ๑๖ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ ได้มีบทบัญญัติกล่าวถึงไว้สำหรับให้ประชาชนปฏิบัติ จึงควรทำความเข้าใจไว้ด้วย วิธีนับอายุย่าง ก็ไม่ใช่ของยากอะไร เริ่มตั้งแต่บุคคลเกิดมาก็มีอายุย่าง เข้า ๑ ปี ครั้นเมื่อสิ้นพุทธศักราชที่เกิด บุคคลนั้นจะมีอายุครบ ๑ ปีบริบูรณ์ และในขณะเดียวกัน ก็จะมีอายุย่างเข้า ๒ ปีด้วย เมื่อสิ้นพุทธศักราชต่อไปมีอายุครบ ๒ ปีบริบูรณ์ และมีอายุย่างเข้า ๓ ปีด้วย และนับเช่นนี้ต่อ ๆ ไป ควรสังเกตว่าอายุของบุคคลตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารนั้นในขณะเดียวกัน จะมีทั้งอายุครบปีบริบูรณ์และอายุย่าง คู่กันไป สุดแต่ว่าจะพูดถึงอายุอย่างใด คือ พูดถึงอายุครบปีบริบูรณ์หรืออายุย่าง และจำนวนอายุย่างจะมากกว่าจำนวนครบ ปีบริบูรณ์ของจำนวนอายุนั้นๆ อยู่หนึ่งปีเสมอ

ส่วนการนับอายุโดยวิธีง่าย ๆ ก็คิดจากวิธีนับอายุครบปีบริบูรณ์แล้วบวกด้วยหนึ่งก็จะเป็นอายุย่าง เช่น จะต้องการทราบว่า นายไทย เกิด พ.ศ.๒๔๘๘ จะมีอายุย่างเข้า ๑๙ ปีในปีใด ก็เอา ๒๔๘๘ ตั้ง บวกด้วย ๑๘ ผลลัพท์ได้ ๒๕๐๖ หมายความว่ามีอายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ใน พ.ศ.๒๕๐๖ และในขณะเดียวกัน นายไทย จะมีอายุย่างเข้า ๑๙ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๐๖ ด้วย

๓)วิธีนับอายุเป็นชั้นปีเรื่องวิธีนับอายุเป็นชั้นปีไม่มีความสำคัญสำหรับประชาชน และมีบัญญัติไว้ในตัวบทเพียงมาตราเดียว คือ มาตรา ๑๘ เท่านั้น เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่สำหรับจัดทำบัญชีรายชื่อทหารแยกไว้เท่านั้น จึงจะไม่อธิบายให้ละเอียด เข้าใจตามตัวบทแต่เพียงว่าบุคคลใดมีอายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ในปีใด ก็เรียกว่า คนชั้นปีนั้น ก็คงพอแล้ว เช่น นายดำรง มีอายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ ใน พ.ศ. ๒๕๐๗ ก็เรียกว่า คนชั้นปี ๒๕๐๗

๔) วิธีนับอายุบุคคลที่ไม่ปรากฏปีเกิด คำว่าไม่ปรากฏปีเกิดในที่นี้ หมายความถึง ไม่ทราบปีเกิดที่แน่นอน ความจริงก็ไม่น่าจะมีกรณีเช่นนี้เพราะปัจจุบันนี้ประชาชนสนใจวันเดือนปีกันมากขึ้น แต่ก็ยังมีกรณีบุคคลไม่ทราบปีเกิดที่แน่นอนของตน เช่น เด็กที่เกิดจากบิดามารดาลักลอบได้เสียกัน เวลาเกิดบุตรบิดามารดาทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ หรือเด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญมาก ๆ หรือเด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่ยากจน สนใจแต่การทำมาหากินไม่สนใจบุตรที่เกิดมา กรณีเหล่านี้ก็อาจทำให้บุคคลไม่ทราบปีเกิดของตนได้ พระราชบัญญัติรับราชการทหารจึงจำเป็นต้องกำหนดวิธีนับอายุบุคคลประเภทนี้ขึ้นไว้เพื่อจัดให้ตัวได้เข้ารับราชการทหารต่อไปซึ่งตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๓ ได้กำหนดเอาไว้ว่า

“ถ้าไม่ปรากฏปีเกิดให้นายอำเภอท้องที่ถือเอาตามที่เพื่อนบ้านเชื่อกันว่าอายุเท่าใดประกอบกับการสังเกตร่างกายเป็นเกณฑ์สำหรับกำหนดอายุ”

ข้อความนี้หมายว่า กรณีบุคคลที่ไม่ปรากฏปีเกิด หรือไม่ทราบอายุ ผู้ที่มีอำนาจกำหนดอายุให้คือนายอำเภอท้องที่ที่บุคคลผู้นั้นอยู่ในเขตปกครอง การที่นายอำเภอจะมีหลักเกณฑ์กำหนดอายุให้อย่างไร หรือโดยวิธีใดนั้น กฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดให้นายอำเภอสอบถามจากเพื่อนบ้านใกล้เคียงของบุคคลผู้นั้น เช่น ถามจากตัวบิดามารดาญาติพี่น้องของบุคคลผู้นั้นเอง หรือถ้าไม่มีก็ถามจากเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็อาจพอทราบได้ว่า บุคคลผู้นั้นเกิดใกล้กับการเกิดของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เกิดปีเดียวกับการสร้างโบสถ์ หรือก่อนหรือหลังการสร้างโบสถ์กี่ปี หรือแม้กระทั่งเกิดใกล้เคียงกับปีที่สัตว์เกิด เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ ฯลฯ อย่างนี้ก็พอสอบถามกันได้ แต่การสอบถามกันอย่างนี้ก็อาจจะคลาดเคลื่อนได้มาก กฎหมายจึงให้สังเกตร่างกายประกอบด้วย การสังเกตร่างกาย ก็คือ การเดาประมาณอายุกันนั่นเอง ว่าคนโตขนาดนี้ หน้าตาอย่างนี้จะมีอายุประมาณสักเท่าใด เมื่อสรุปแล้วการกำหนดอายุโดยวิธีนี้อาจไม่ถูกต้องอย่างแท้จริง อาจคลาดเคลื่อนมากหรือน้อยก็ได้ คงถือเอาเป็นประมาณเท่านั้น

เท่าที่กล่าวมานี้เป็นแต่เพียงอธิบายตามข้อความของกฎหมาย แต่การปฏิบัติจริงนั้น เจ้าหน้าที่มักจะไม่ทำให้ โดยถือว่าพระราชบัญญัติรับราชการทหารกำหนดให้ประชาชนเริ่มปฏิบัติตามเมื่อมีอายุย่างเข้า ๑๘ ปี ดังจะได้กล่าวถึงต่อไปเมื่ออธิบายถึงมาตรา ๑๖ เจ้าหน้าที่มักจะให้บุคคลนั้นปฏิบัติในเรื่องทะเบียนสำมะโนครัวเสียก่อน เพราะถือเสียว่าเป็นทะเบียนหลักฐานของคนเริ่มตั้งแต่เกิด บทบัญญัติในเรื่องนี้จึงไม่ได้ใช้กัน)

(๒) “ทหารกองเกิน” หมายความว่า ผู้ซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์และยังไม่ถึงสามสิบปีบริบูรณ์ ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๑๖ หรือผู้ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๑๘ แล้ว

(อธิบาย ทหารกองเกินจะต้องประกอบด้วยลักษณะสำคัญ ๒ ประการ คือ

๑. เป็นผู้ที่มีอายุอยู่ในระหว่างตั้งแต่ ๑๘ ปีบริบูรณ์ และไม่ถึง ๓๐ ปีบริบูรณ์ ถ้าอายุต่ำกว่านี้หรือเกินกว่ากำหนดนี้จะเป็นกองเกินไม่ได้
๒. ต้องเป็นผู้ที่ได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๘ มาตราหนึ่งมาตราใดแล้ว จึงจะเป็นทหารกองเกินได้

ทหารกองเกินจะต้องมีลักษณะครบทั้ง ๒ ประการดังกล่าวแล้วจึงจะเป็นทหารกองเกิน ถ้าขาด ข้อหนึ่งข้อใดก็ไม่เป็นทหารกองเกิน เช่น อายุ ๑๙ ปีบริบูรณ์ หรือ ๒๐ ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ยังไม่ได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๘ ก็ยังไม่เป็นทหารกองเกิน หรือลงบัญชีทหารกองเกินแล้ว แต่อายุยังไม่ถึง ๑๘ ปีบริบูรณ์หรืออายุเกินกว่า ๓๐ ปีบริบูรณ์แล้ว ก็ไม่เป็นทหารกองเกิน ส่วนจะเป็นบุคคลประเภทใดหรือทหารประเภทใดจะได้กล่าวถึงต่อไป)

(๓) “ทหารกองประจำการ” หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลด

(อธิบาย ทหารกองประจำการก็ต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ๒ ประการ คือ

๑. เป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการแล้ว ส่วนการขึ้นทะเบียนกองประจำการหมายความว่าอะไร และจะขึ้นเมื่อไหร่นั้นจะได้กล่าวถึงต่อไปเมื่อถึงเรื่องนั้น ๆ
๒. ยังเป็นผู้ที่รับราชการในกองประจำการอยู่ยังไม่ได้ปลดถ้าปลดแล้วไม่เป็นทหารกองประจำการ

ทหารกองประจำการจะต้องมีลักษณะครบหลักเกณฑ์ ๒ ประการดังกล่าวแล้ว ถ้าขาดข้อหนึ่งข้อใดก็ไม่เป็นทหารกองประจำการ เช่น เข้าไปเป็นทหารแล้ว อาจจะเป็นพลทหาร หรือนายสิบ หรือจ่า ก็ได้ ถ้ายังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการก็ยังไม่ถือว่าเป็นทหารกองประจำการตามความหมายของพระราชบัญญัติรับราชการทหาร หรือเป็นทหารกองประจำการจนครบกำหนดปลดแล้ว แต่ทางราชการยังไม่ได้ดำเนินการปลดให้ หรือวันปลดถูกยืดเวลาออกไปก็ยังคงถือว่าเป็นทหารกองประจำการอยู่

การรับราชการในกองประจำการยังมีบางคนเข้าใจว่าจะต้องประจำอยู่ในกรมกองหรือในหน่วยทหารเสมอ ซึ่งความจริงไม่จำเป็น ทหารกองประจำการอาจไปปฏิบัติหน้าที่พิเศษนอกกรมกองทหาร หรือแม้แต่ในขณะที่ได้ลาพักไปชั่วคราวหรือให้ลาพักรอการปลด ระยะเวลาที่ได้รับการผ่อนผันให้นี้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยังอยู่ในกองประจำการ ต้องถือว่าเป็นทหารกองประจำการอยู่)

(๔) “ทหารกองหนุนประเภทที่ ๑” หมายความว่า ทหารที่ปลดจากกองประจำการ โดยรับราชการในกองประจำการจนครบกำหนดหรือทหารกองเกินซึ่งสำเร็จการฝึกวิชาทหารตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร และได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการแล้วปลดเป็นทหารกองหนุนตามพระราชบัญญัตินี้

(อธิบาย ทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ มีที่มาได้ ๒ ทาง คือ

๑. ปลดออกจากกองประจำการเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๑
๒. เดิมเป็นทหารกองเกินไม่เคยเป็นทหารกองประจำการเลย แต่ได้เข้ารับการฝึกวิชาทหารตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร ซึ่งโดยปกติได้แก่นักเรียนและนิสิตนักศึกษาในวิทยาลัย โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งกรมการรักษาดินแดนเป็นเจ้าหน้าที่ทำการฝึกวิชาทหารให้ เมื่อผู้ใดสำเร็จการฝึกวิชาทหารถึงชั้นที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๐๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗ แล้ว ทางกรมการรักษาดินแดนจะนำตัวขึ้นทะเบียนกองประจำการให้ แล้วปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ ทันทีโดยผู้นั้นไม่ต้องเข้ารับราชการในกองประจำการเลย)

(๕) “ทหารกองหนุนประเภทที่ ๒” หมายความว่า ทหารที่ปลดจากกองเกินตาม มาตรา ๓๙ หรือปลดจากกองประจำการตามมาตรา ๔๐
(อธิบาย ทหารกองหนุนประเภทที่ ๒ มีที่มาได้ ๒ ทาง คือ

๑. ปลดจากกองเกินตามมาตรา ๓๙ คือเดิมเป็นทหารกองเกินอยู่ไม่เคยเข้าเป็นทหารกองประจำการเลย เมื่ออายุครบ ๓๐ ปีบริบูรณ์แล้ว จะปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๒ ตามมาตรา ๓๙ โดยอัตโนมัติ คือ ไม่ต้องทำพิธีการปลด จะถูกปลดไปตามกาลเวลา เมื่อถึงกำหนดอายุครบ ๓๐ ปีบริบูรณ์ ก็เรียกว่าเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๒ ได้เลย

๒. เดิมเป็นทหารกองประจำการซึ่งโดยปกติจะต้องถูกปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ แต่เนื่องจากในขณะที่ยังรับราชการในกองประจำการประพฤติตนไม่ดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๐ ก็อาจถูกปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๒ ได้)

(๖) “พ้นราชการทหารประเภทที่ ๑” หมายความว่า ทหารซึ่งถูกปลดโดยที่ได้รับราชการในชั้นต่าง ๆ จนครบกำหนดหรือโดยที่พิการทุพพลภาพ หรือมีโรคซึ่งไม่สามารถจะรับราชการทหารได้ในระหว่างรับราชการทหารตามพระราชบัญญัตินี้

(อธิบาย คำว่าพ้นราชการทหารหมายความว่า ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับราชการทหารอีกต่อไป คือ แม้จะเกิดศึกสงครามอย่างไรก็จะไม่ถูกเรียกตัวกลับไปเป็นทหาร ผู้ที่จะเป็นพ้นราชการทหารประเภทที่ ๑ มีที่มาได้ ๒ ทาง คือ

๑. เดิมเป็นทหารกองประจำการแล้วปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ และผ่านพ้นระยะเวลาที่อยู่ในชั้นต่าง ๆ ของทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ ตามมาตรา ๙ มาแล้ว
๒. ในระหว่างที่เป็นทหารกองประจำการยังไม่ปลดเป็นกองหนุน หรือในระหว่างที่เข้ารับการระดมพลหรือเข้าฝึกวิชาทหาร หรือเข้ารับการทดลองความพรั่งพร้อมตามมาตรา ๓๖ อยู่นั้น เป็นคนพิการทุพพลภาพหรือมีโรคซึ่งไม่สามารถจะรับราชการทหารได้ ก็ปลดเป็นพ้นราชการทหารประเภทที่ ๑ ชื่อโรคและความพิการที่จะต้องปลดพ้นราชการทหารนั้นดูตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๔ (พ.ศ. ๒๕๔๐)

(๗) “พ้นราชการทหารประเภทที่ ๒” หมายความว่า ทหารกองหนุนประเภทที่ ๒ ที่มีอายุสี่สิบหกปีบริบูรณ์แล้ว หรือทหารกองเกิน หรือทหารกองหนุนประเภทที่ ๒ ซึ่งพิการทุพพลภาพหรือมีโรคอันไม่สามารถจะรับราชการทหารได้ในระหว่างรับราชการทหารตามพระราชบัญญัตินี้ หรือนายทหารสัญญาบัตรที่ถูกปลดโดยถูกถอดหรือออกจากยศ

(อธิบาย พ้นราชการทหารประเภทที่ ๒ มีที่มาได้ ๓ ทาง คือ

๑. เป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๒ อยู่จนถึงอายุ ๔๖ ปีบริบูรณ์ก็ปลดเป็นพ้นราชการทหารประเภทที่ ๒ เองโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกับทหารกองเกินปลดเป็นกองหนุนประเภทที่ ๒

๒. ก. ในระหว่างที่เป็นทหารกองเกินหรือเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๒ อยู่นั้น ถูกเรียกเข้ารับการระดมพลหรือเข้าฝึกวิชาทหารหรือเข้ารับการทดลองความพรั่งพร้อมตามมาตรา ๓๖ เมื่อปรากฏว่าเป็นคนพิการทุพพลภาพหรือมีโรคซึ่งไม่สามารถจะรับราชการทหารได้ ก็ปลดเป็นพ้นราชการทหารประเภทที่ ๒ ชื่อโรคและความพิการคงถือตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๔ (พ.ศ. ๒๕๔๐) เช่นเดียวกับมาตรา ๔ (๖)

ข. เมื่อเป็นทหารกองเกินถึงกำหนดไปเข้ารับการตรวจเลือก ปรากฏว่า เป็นคนพิการทุพพลภาพหรือมีโรคซึ่งไม่สามารถจะรับราชการทหารได้ ก็ปลดเป็นพ้นราชการทหารประเภทที่ ๒ ชื่อโรคและความพิการคงถือตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๔ เช่นเดียวกัน

๓. นายทหารสัญญาบัตร คือ ผู้ที่มียศตั้งแต่ ว่าที่ร้อยตรี ว่าที่เรือตรี หรือว่าที่เรืออากาศตรี ขึ้นไป ถ้ากระทำเสื่อมเสีย หรือกระทำความผิดจนถูกปลดโดยถูกถอดยศ หรือถูกให้ออกจากยศ ต้องปลดเป็นพ้นราชการทหารประเภทที่ ๒

(๘) “ทหารประจำการ” หมายความว่า ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ

(อธิบาย ทหารประจำการโดยปกติเป็นผู้ที่ผ่านพ้นระยะเวลาการเป็นทหารกองประจำการมาแล้ว เช่น เดิมเป็นพลทหารกองประจำการ พอปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ แล้ว สมัครเข้ารับราชการต่อ หรือเข้ารับราชการทหารใหม่อีกจะได้ยศเป็นนายทหารประทวนหรือสัญญาบัตรหรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าเป็นทหารประจำการ หรือผู้ที่เข้าเป็นนักเรียนนายสิบหรือนักเรียนจ่า หรือจะสมัครเข้ารับราชการเป็นนายสิบเลยก็ตามโดยปกติต้องเป็นทหารกองประจำการก่อนเสมอเมื่อพ้นช่วงระยะเวลาที่เป็นทหารกองประจำการแล้วก็เป็นทหารประจำการต่อไป

คำว่าทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด หมายความว่า เข้ารับราชการในอัตราตำแหน่งที่ทางราชการกระทรวงกลาโหมกำหนดขึ้นนั่นเอง)

(๙) “อำเภอ “ หมายความรวมถึง กิ่งอำเภอด้วย

(อธิบาย บทบัญญัตินี้ต้องการให้เข้าใจว่าถ้าพูดถึงอำเภอก็ให้หมายความรวมถึงกิ่งอำเภอด้วย ปัจจุบันในกรุงเทพมหานคร ได้เปลี่ยนการเรียกชื่ออำเภอต่าง ๆ เป็น “ เขต ” อำเภอในที่นี้ จึงให้หมายถึง เขต และกิ่งอำเภอ ด้วย)

(๑๐) “ที่ว่าการอำเภอ” หมายความรวมถึง ที่ว่าการกิ่งอำเภอด้วย

(อธิบาย บทบัญญัตินี้ก็เช่นเดียวกับ (๙) คือ ถ้าพูดถึง ที่ว่าการอำเภอ ก็ให้หมายความรวมถึงที่ว่าการกิ่งอำเภอและสำนักงานเขต ด้วย)

(๑๑) “นายอำเภอ” หมายความรวมถึง ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอด้วย

(อธิบาย บทบัญญัตินี้ก็เช่นเดียวกับ (๙) คือ ถ้าพูดถึงนายอำเภอ ก็ให้หมายความรวมถึงปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ และผู้อำนวยการเขต ด้วย)

มาตรา ๕ บุคคลซึ่งต้องลงบัญชีทหารกองเกิน ให้ลงบัญชีที่อำเภอดังต่อไปนี้

(๑) บุคคลซึ่งบิดายังมีชีวิตอยู่ หรือถ้าบิดาถึงแก่กรรมแล้วมารดายังมีชีวิตอยู่ หรือถ้าทั้งบิดาและมารดาถึงแก่กรรมแล้วมีผู้ปกครอง ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่บิดาหรือมารดาหรือ ผู้ปกครองมีภูมิลำเนาแล้วแต่กรณี

(๒) บุคคลซึ่งเกิดนอกสมรสและบิดามิได้จดทะเบียนรับรองบุตร หรือถ้ามารดาถึงแก่กรรมแล้ว มีผู้ปกครอง ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่มารดาหรือผู้ปกครองมี ภูมิลำเนา แล้ว แต่กรณี

(๓) บุคคลนอกจากที่กล่าวใน (๑) และ (๒) หรือบุคคลที่ไม่อาจลงบัญชีทหารกองเกินตาม (๑) หรือ (๒) ได้ ไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตาม ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่บุคคลนั้น มีภูมิลำเนา ถ้าบุคคลนั้นไม่ปรากฏภูมิลำเนา ก็ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่พบตัวบุคคลนั้น
เมื่อได้ลงบัญชีทหารกองเกินแล้วให้ถือว่าผู้นั้นมีภูมิลำเนาทหารอยู่ในท้องที่อำเภอที่ได้ลงบัญชีทหารกองเกิน
ภูมิลำเนาทหารให้มีได้เพียงแห่งเดียว

(อธิบาย การทำความเข้าใจเรื่องการไปลงบัญชีทหารกองเกินและภูมิลำเนาทหารนั้นต้องอ่านบทบัญญัติของมาตรา ๑๖ ประกอบด้วย มิฉะนั้นอาจทำให้เข้าใจไขว้เขวได้ ความจริงบทบัญญัติตามมาตรา ๕ (๑) , (๒) และ (๓) นั้น เป็นเรื่องกำหนดสถานที่สำหรับให้ไปแสดงตนขอลงบัญชีทหารกองเกิน และเมื่อได้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอใดแล้ว จึงจะถือว่ามีภูมิลำเนาทหารอยู่ในท้องที่อำเภอนั้น
(อธิบาย ตามมาตรา ๕ (๑) อาจแยกออกไปได้เป็น ๓ กรณี คือ

๑. บุคคลที่บิดายังมีชีวิตอยู่
๒. บุคคลที่บิดาถึงแก่กรรมแล้วมารดายังมีชีวิตอยู่
๓. บุคคลที่ทั้งบิดาและมารดา ถึงแก่กรรมหมดแล้ว มีผู้ปกครอง
๑. บุคคลที่บิดายังมีชีวิตอยู่ ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกิน ณ อำเภอท้องที่ซึ่งบิดามีภูมิลำเนาอยู่ ไม่ว่าผู้นั้นจะบรรลุนิติภาวะสามารถมีภูมิลำเนาของตนเองได้แล้วหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่ามารดาจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ก็ตาม และในกรณีที่มารดาหย่าขาดจากสามีแล้ว บุคคลนั้นอยู่กับมารดาก็ยังต้องไป ลงบัญชีทหารกองเกิน ณ อำเภอท้องที่ที่บิดามีภูมิลำเนาอยู่

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นขอยกตัวอย่างให้เห็นดังนี้

ก. นายแดง มีภูมิลำเนาอยู่กับบิดามารดาที่จังหวัดเชียงใหม่ นายแดงมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพมหานคร และได้แจ้งย้ายทะเบียนราษฎรเฉพาะตนเองมาอยู่กรุงเทพมหานครด้วย ดังนี้ เมื่อถึงเวลาลงบัญชีทหารกองเกิน นายแดง ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกินที่จังหวัดเชียงใหม่

ข. บิดาของ นายดำ มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสงขลา เมื่อมารดาถึงแก่กรรมแล้ว นายดำ ได้ย้ายทะเบียนราษฎรของตนเองไปอยู่กับยายที่จังหวัดปทุมธานี ถึงเวลาลงบัญชีทหารกองเกิน นายดำ ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกินที่จังหวัดสงขลา

ค. บิดามารดาของ นายเขียว ทำการสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาบิดามารดาของ นายเขียว ได้หย่าขาดจากกัน บิดาของ นายเขียว มีภูมิลำเนาอยู่ที่เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร แต่ นายเขียว มีภูมิลำเนาอยู่กับมารดาที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ถึงเวลาลงบัญชีทหารกองเกิน นายเขียว ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกินที่เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

๒. บุคคลที่บิดาถึงแก่กรรมแล้วมารดายังมีชีวิตอยู่ ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกิน ณ อำเภอท้องที่ที่มารดามีภูมิลำเนาอยู่ โดยนัยเดียวกันกับข้อ ๑ เช่น นายขาว บิดาถึงแก่กรรมแล้ว มารดามี ภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่ นายขาว ไปมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช ถึงเวลาลงบัญชีทหารกองเกิน นายขาว ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกินที่กรุงเทพมหานคร

๓. บุคคลที่ทั้งบิดามารดาถึงแก่กรรมหมดแล้วมีผู้ปกครอง ผู้ปกครองในที่นี้มิได้หมายถึงผู้ใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะอาจเป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วก็ได้ คงถือแต่เพียงว่าเมื่อบิดา มารดา ถึงแก่กรรมหมดแล้ว ตัวอยู่กับ พี่ ป้า น้า อา หรือญาติพี่น้องหรือผู้ใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ลงบัญชีทหารกองเกิน ณ อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลดังกล่าวเท่านั้น

(อธิบาย มาตรา ๕ (๒) แยกออกได้เป็น ๒ กรณี คือ

๑. บุคคลที่มีแต่มารดาเพราะเกิดนอกสมรสและบิดามิได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย เมื่อถึงเวลาลงบัญชีทหารกองเกิน ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกิน ณ อำเภอท้องที่ที่มารดามี ภูมิลำเนาอยู่ (ถ้าบิดาได้จดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต้องปฏิบัติตามมาตรา ๕ (๑)

๒. บุคคลที่มีแต่มารดาเพราะเกิดนอกสมรสและบิดามิได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมารดาได้ถึงแก่กรรมแล้ว มีผู้ปกครอง เมื่อถึงเวลาลงบัญชีทหารกองเกิน ต้องไปลงบัญชี ณ อำเภอท้องที่ที่ผู้ปกครองมีภูมิลำเนา

(อธิบาย มาตรา ๕ (๓) แยกออกได้เป็น ๒ กรณี คือ

๑. บุคคลที่มิได้มีกล่าวไว้ใน (๑) และ (๒) หรือบุคคลที่ไม่อาจลงบัญชีตาม (๑) หรือ (๒) ได้ ไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตาม ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนา

สำหรับการลงบัญชีทหารกองเกิน ก็คือ การทำทะเบียนหลักฐานให้ทราบว่าในท้องที่หนึ่ง ๆ มีจำนวนชายฉกรรจ์ที่จะเรียกเข้ารับราชการทหารได้เป็นจำนวนเท่าใด เป็นการเตรียมไว้เมื่อบ้านเมืองเกิดศึกสงคราม จะได้เรียกเข้ารับราชการทหารได้ในทันที ดังนั้น การลงบัญชีทหารกองเกินจึงต้องการทราบจำนวนคนให้แน่ชัดถูกต้องกับความเป็นจริง มาตรา ๕ (๓) จึงได้บัญญัติให้ต้องลงบัญชีทหารกองเกินไว้ สำหรับคนที่ไม่มีบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง แต่มีภูมิลำเนาของตนเอง

๒. บุคคลที่ไม่ปรากฏภูมิลำเนา เป็นบทบัญญัติสำหรับผู้ที่ไม่มีบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง และไม่มีภูมิลำเนา ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เช่นอาชีพในการรับจ้างทั่วไป เมื่อเสร็จงานหรือไม่มีผู้จ้างแล้ว ก็เดินทางไปรับจ้างในที่แห่งอื่นต่อไป เป็นการครองชีพโดยปราศจากสำนักหลักแหล่ง เช่น ผู้การค้าเร่ทาง เรือเที่ยวขายของเรื่อยไปค่ำไหนนอนนั่น บทบัญญัตินี้จึงกำหนดว่าพบตัวในท้องที่อำเภอใด ก็ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่พบตัวบุคคลนั้น

(อย่างไรก็ดี บทบัญญัตินี้เป็นบทบัญญัติที่ใช้มาตั้งแต่สมัยยังไม่เข้มงวดกวดขันในเรื่องทะเบียนราษฎรของบุคคล แต่ในปัจจุบันนี้เจ้าหน้าที่ผู้รับลงบัญชีทหารกองเกิน จะทำการตรวจสอบภูมิลำเนาก่อนเสมอ บทบัญญัตินี้จึงไม่ค่อยมีผลแต่อย่างใด)

“ภูมิลำเนาทหารให้มีได้เพียงแห่งเดียว”

(อธิบาย ภูมิลำเนาทหารให้มีได้เพียงแห่งเดียว ซึ่งผิดกับบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งยอมให้บุคคลมีภูมิลำเนาได้หลายแห่งในขณะเดียวกัน นอกจากนั้นยังยอมให้มีภูมิลำเนาเฉพาะการเพื่อกระทำกิจการบางอย่างได้อีกด้วย แต่ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร จะมีหลายแห่งไม่ได้ จะมีได้แต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น เพื่อเป็นการป้องกันการสับสนในการเข้ารับการตรวจเลือก และป้องกันการหลีกเลี่ยงการเข้ารับราชการทหารกองประจำการด้วย)

มาตรา ๖ การเรียกและการตรวจเลือกคนเข้าเป็นตำรวจกองประจำการตลอดถึงการยกเว้น และการปลดตำรวจซึ่งอยู่ในกองประจำการ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการเรียกและการตรวจเลือกคนเข้าเป็นทหารกองประจำการ การยกเว้น และการปลดทหาร

การเรียกคนเข้ากองประจำการเป็นตำรวจ ให้กระทรวงมหาดไทยทำได้โดยตกลงกับ กระทรวงกลาโหม

(อธิบาย ม.๖ การเรียกและการตรวจเลือกคนเข้าเป็นตำรวจกองประจำการ โดยปกติก็กระทำพร้อมกันไปกับการเรียกและการตรวจเลือกคนเข้าเป็นทหารกองประจำการ การเข้าเป็นตำรวจกองประจำการ ถือว่าเป็นการเข้ากองประจำการ ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารเช่นเดียวกัน แต่เข้าเป็นแผนกตำรวจ ดังนั้น ผู้ที่เข้าเป็นตำรวจกองประจำการแล้วก็ไม่ต้องถูกเรียกเข้าเป็นทหารกองประจำการอีก (แต่ในปัจจุบันนี้การเรียกและการตรวจเลือกคนเข้าเป็นตำรวจกองประจำการนั้นกรมตำรวจไม่ได้ขอเรียก จึงไม่มีแต่อย่างใด)

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» นิยาย-เรื่องสั้น
» ข้อเขียน-บทความ
» บทกวี
» สารคดี-ท่องเที่ยว

» กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
เพื่อให้ผู้รับการฝึกศึกษาทราบถึงบทบัญญัติของกฎหมายและวิธีการปฏิบัติงาน ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗

» ปัญญาประดิษฐ์
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) หมายถึง ความฉลาดเทียมที่สร้างขึ้นให้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิตเป็นสาขาหนึ่งในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมเป็นหลัก

» มัทนะพาธา
บทละครเรื่องมัทนะพาธาได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรประกาศยกย่องให้เป็นหนังสือที่แต่งดีใช้คำฉันท์เป็นบทละครพูด ที่มีตัวละครและฉากสอดคล้องกับวัฒนธรรมภารตะโบราณ

» คู่มือพระสังฆาธิการ
ส่วนหนึ่งของหลักสูตรถวายความรู้ แด่พระสังฆาธิการ หมวดวิชาพื้นฐานทั่วไป ซึ่งพระสังฆาธิการจำเป็นจะต้องรับทราบ และถือปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทาง ในการบริหารการปกครองวัด

» มูลบทบรรพกิจ
แบบเรียนหนังสือไทย ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกรู)

» หุ่นยนต์
หุ่นยนต์มีความแตกต่างจากเครื่องจักรกลแบบอื่น ๆ ตรงที่มันสามารถเคลื่อนไหวโครงสร้างได้ หุ่นยนต์แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ตรงที่มันสามารถนำผลที่ได้จากการประมวลมา ปฏิบัติให้เกิดงานในทางกายภาพได้ขณะที่คอมพิวเตอร์ไม่มี

» ข้อคิดจากนิทานไทย
นิทานเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดมาแต่โบราณ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพาเด็กและเยาวชนไปสู่โลกกว้างของการเรียนรู้ชีวิตจริง

นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ และขอบคุณเหล่าท่านจอมยุทธทั้งหลาย ที่เคยแวะเวียนมาหยิบยื่นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองอันหลากหลายไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน แม้จะไม่มีวันนั้นอีกแล้วก็ตาม...
ห้องร้อยบุปผา ชุมนุมจอมยุทธ

สติ๊กเกอร์ไลน์