ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

บทที่ ๒

พระราชบัญญัติ รับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗

หมวด ๑

บททั่วไป

มาตรา ๗ ชายที่มีสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมาย มีหน้าที่รับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน
(อธิบาย ม. ๗ มาตรานี้เป็นบทบัญญัติทั่ว ๆ ไป ซึ่งบัญญัติเป็นหลักกว้าง ๆ ไว้ ๒ ประการ คือ

๑. ผู้ที่มีหน้าที่รับราชการทหารหรือพูดง่าย ๆ ว่า ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารนั้น ได้แก่ชายที่มีสัญชาติไทยตามกฎหมาย คือ ถือเพศกับสัญชาติ เรื่องเพศนั้นโดยปกติก็มีเพียง ๒ เพศ คือ หญิง กับ ชาย เฉพาะเพศชายเท่านั้นที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร เพศหญิงไม่ต้องปฏิบัติเพราะมาตรานี้ไม่บังคับถึง ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึงคือ กระเทย และขอหมายถึงผู้ที่เป็นกระเทยจริง ๆ เท่านั้น ไม่หมายถึงผู้ชายที่ชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิงเที่ยวรับจ้างกระทำกิจการบางอย่าง สำหรับกระเทยนั้นก็ต้องแล้วแต่หลักฐานเริ่มแรกระบุว่าเป็นเพศอะไร เช่น สูติบัตรและทะเบียนสำมะโนครัวระบุว่าเป็นเพศชายก็ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร เมื่อถึงกำหนดเข้ารับการตรวจเลือกแพทย์ตรวจพบว่าเป็นกระเทยก็ไม่ต้องเข้าเป็นทหารกองประจำการ และให้ปลดพ้นราชการทหารประเภทที่ ๒ ไป
ส่วนเรื่องสัญชาตินั้นเฉพาะผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้นที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร บุคคลใดจะมีสัญชาติไทยบ้างนั้นต้องถือตามพระราชบัญญัติสัญชาติ ซึ่งในเรื่องได้สัญชาติไทยนี้ยังมีอีกหลายคนที่เข้าใจผิดคิดว่าผู้ที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารในบางเรื่องแล้วถือว่ามีสัญชาติไทย เช่น ผู้ที่ลงบัญชีทหารกองเกินมีใบสำคัญทหารกองเกินแล้ว หรือผู้ที่เป็นทหารกองหนุนมีหนังสือสำคัญแล้วถือว่าเป็นคนไทย ซึ่งความจริงหลักฐานทั้งสองชนิดนี้เป็นหลักฐานที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารแล้วเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับการได้การเสียสัญชาติไทยแต่อย่างใด ตรงกันข้ามผู้ที่ได้หนังสือสำคัญหรือใบสำคัญแล้ว เมื่อปรากฏว่าเป็นคนต่างด้าวก็ต้องจำหน่ายหลักฐานทางพระราชบัญญัติรับราชการทหารต่อไปเสียด้วยซ้ำ

๒.ชายที่มีสัญชาติเป็นไทยนั้นต้องรับราชการทหารด้วยตนเองทุกคนจะเข้ารับราชการทหารแทนกันไม่ได้ เช่น คนที่มีเงินมาก ๆ จะจ้างคนอื่นเข้ารับราชการทหารแทนตนไม่ได้ หรือญาติพี่น้องเห็นอก เห็นใจกันจะเข้ารับราชการแทนกันก็ไม่ได้ ที่บัญญัติไว้เช่นนี้เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้คนมีเงินหลีกเลี่ยงการเข้ารับราชการทหาร เช่น ในสมัยก่อน ๆ เพื่อเป็นการแก้ไขเศรษฐกิจยอมให้คนมีเงินไม่ต้องรับราชการทหารโดยยอมเสีย เงินแทน ซึ่งเรียกกันว่าเสีย “ส่วย” ซึ่งในปัจจุบันนี้จะทำอย่างนั้นไม่ได้)

มาตรา ๘ การรับบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการ ให้กระทำด้วยวิธีเรียกมาตรวจเลือก หรือ จะรับเข้าเป็นทหารกองประจำการโดยวิธีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงก็ได้ ถ้ามีความจำเป็น การรับบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการจะไม่กระทำในบางท้องที่ก็ได้

(อธิบาย ม. ๘ การรับบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการเป็นคำรวม ซึ่งหมายรวมทั้งการบังคับให้เข้าเป็นทหารกองประจำการและการรับสมัครด้วย การรับบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการ ตามมาตรา ๘ วรรคสอง กำหนดว่าจะไม่กระทำในบางท้องที่ก็ได้ ซึ่งกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ได้กำหนดไว้แล้ว

การรับบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการตามมาตรา ๘ ให้กระทำด้วยวิธีเรียกมาตรวจเลือก แต่ก็อาจจะรับเข้าเป็นทหารกองประจำการโดยวิธีอื่นก็ได้ ซึ่งกฎกระทรวงฉบับที่ ๓๕ (พ.ศ.๒๕๑๖) ได้บัญญัติไว้ดังนี้ คือ
การรับบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการโดยวิธีอื่นตามมาตรา ๘ ให้กระทำได้โดยวิธีร้องขอ และบุคคลที่จะร้องขอโดยวิธีนี้ต้องมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ และยังไม่ถึงสามสิบปีบริบูรณ์

การร้องขอและการรับโดยวิธีนี้ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ

(๑) ผู้ถูกเรียกร้องขอในวันตรวจเลือก
ต้องร้องขอต่อคณะกรรมการตรวจเลือกก่อนการกำหนดตัวบุคคลให้เข้ากองประจำการ เมื่อคณะกรรมการตรวจเลือกพิจารณารับผู้ใด ผู้นั้นมีสิทธิเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการ เป็นทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ หรือตำรวจ แล้วแต่กรณี

(๒) ผู้ถูกเรียกร้องขอก่อนวันตรวจเลือก
ต้องร้องขอต่อเจ้าหน้าที่กรมกองที่ตนประสงค์จะเข้ารับราชการนั้นก่อนวันตรวจเลือก เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับคนพิจารณาตกลงรับผู้ใด ให้นำผู้นั้นขึ้นทะเบียนกองประจำการในปีที่ถูกเรียกให้เสร็จก่อนวันตรวจเลือก

(๓) ผู้ที่ยังไม่ถูกเรียกหรือผู้ที่เคยถูกเรียกแล้วแต่ไม่ถูกเข้ากองประจำการร้องขอเข้ากองประจำการ
ต้องร้องขอต่อเจ้าหน้าที่กรมกองฝ่ายทหาร หรือฝ่ายตำรวจที่ตนประสงค์จะเข้ารับราชการ เมื่อเจ้าหน้าที่พิจารณาตกลงรับผู้ใด ก็ให้นำผู้นั้นขึ้นทะเบียนกองประจำการ กรมกองใด จะรับผู้ร้องขอเข้าในสังกัดใด หรือเหล่าใด ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมได้กำหนดไว้

การรับบุคคลเข้ากองประจำการดั่งกล่าวใน (๑) และ (๒) ให้รับได้เฉพาะ ผู้ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่ซึ่งมีการเรียกคนเข้ากองประจำการของหน่วยนั้นๆ และให้รับได้ไม่เกินจำนวนซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเฉลี่ยให้ในท้องที่อำเภอนั้น ส่วนกองทัพเรือให้รับคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่กรุงเทพมหานครได้ด้วย
บุคคลดังกล่าวใน (๒) ซึ่งสำเร็จชั้นอุดมศึกษาของประเทศไทย หรือของต่างประเทศ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการรับรองวิทยฐานะเทียบได้ไม่ต่ำกว่าชั้นอุดมศึกษา ให้รับได้โดยไม่จำกัดภูมิลำเนา แต่ให้ร้องขอต่อกองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ ตามที่ตนประสงค์ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันตรวจเลือก

บุคคลดั่งกล่าวใน (๓) ให้รับได้โดยไม่จำกัดภูมิลำเนา

การรับบุคคลเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนทหารให้รับได้โดยไม่จำกัดภูมิลำเนา
(อธิบาย การรับบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการทั้งตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘ และใน กฎกระทรวงฉบับที่ ๓๕ (พ.ศ. ๒๕๑๖ ) รวมทั้งหมดด้วยกันมี ๔ วิธี คือ

๑. วิธีเรียกมาตรวจเลือก
๒. ผู้ถูกเรียกร้องขอในวันตรวจเลือก
๓. ผู้ถูกเรียกร้องขอก่อนวันตรวจเลือก
๔. ผู้ที่ยังไม่ถูกเรียกหรือผู้ที่เคยถูกเรียกแล้วแต่ยังไม่ถูกเข้ากองประจำการร้องขอเข้ากองประจำการ

๑. วิธีเรียกมาตรวจเลือก การรับบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการด้วยวิธีเรียกมาตรวจเลือกเป็นวิธีบังคับบุคคลให้เข้าเป็นทหารกองประจำการโดยตรง จึงมีระเบียบและวิธีการมากมายซึ่งจะกล่าวถึงเมื่ออธิบายถึงหมวด ๔ และหมวด ๕ ในตอนนี้จะขอผ่านไปก่อน

๒. ผู้ถูกเรียกร้องขอในวันตรวจเลือก คำว่าร้องขอหรือร้องขอเข้ากองประจำการเป็นถ้อยคำซึ่งใช้ในพระราชบัญญัติรับราชการทหารโดยเฉพาะ ซึ่งหมายความว่าสมัครเข้ารับราชการทหารเอง ดังนั้น การเข้าเป็นทหารกองประจำการตั้งแต่วิธีที่ ๒ ถึงวิธีที่ ๔ จึงเป็นการสมัครใจเข้าเป็นทหารกองประจำการเอง กฎหมายไม่บังคับและผู้ที่จะสมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการได้นั้น กฎกระทรวงฉบับที่ ๔ ได้กำหนดขีดคั่นในเรื่องอายุไว้ว่าจะต้องมีอายุอยู่ในระหว่างตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์และยังไม่ถึงสามสิบปีบริบูรณ์จึงจะสมัครได้ ถ้าอายุยังไม่ถึงกำหนดหรือเลยกำหนดไปแล้วก็สมัครไม่ได้

การสมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการตามวิธีที่ ๒ นี้ ผู้สมัครจะต้องเป็นผู้ที่ถูกเรียก คือ ได้รับหมายเรียกให้ไปเข้ารับการตรวจเลือกและตัวต้องไปเข้ารับการตรวจเลือกแล้ว จึงสมัครต่อกรรมการตรวจเลือกก่อนที่คณะกรรมการตรวจเลือกจะกำหนดตัวให้เข้ากองประจำการ ถ้าถูกกำหนดตัวให้เข้ากองประจำการเสียแล้ว ก็สมัครไม่ได้เพราะต้องเป็นทหารกองประจำการอยู่แล้ว เพื่อเป็นการตอบแทนในการสมัครเข้ารับราชการทหารกองประจำการเอง กฎกระทรวงฉบับที่ ๔ จึงบัญญัติให้สิ่งตอบแทนบ้าง คือ ให้มีสิทธิในการเลือกแผนกที่ต้องการได้ เช่น ร้องขอเข้ากองประจำการแผนกทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ หรือตำรวจ แล้วแต่กรณี แต่การสมัครนี้ก็มีข้อขีดคั่น คือ ต้องอยู่ในจำนวนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรับคนจะบรรจุให้ได้ และต้องแล้วแต่ว่าคณะกรรมการตรวจเลือกจะตกลงรับหรือไม่ เช่น เป็นคนไม่ได้ขนาด หรือมีโรคซึ่งไม่สามารถจะรับราชการทหารได้ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๔ (พ.ศ. ๒๕๔๐) หรือเป็นคนจำพวกที่ ๒ หรือจำพวกที่ ๓ หรือเคยเป็นบุคคลที่มีความประพฤติเสียมาก่อน คณะกรรมการตรวจเลือกก็ไม่อาจจะรับสมัครได้

การตรวจเลือกบางอำเภออาจต้องส่งคนให้ทั้งทหารบกและทหารอากาศหรือทั้งทหารเรือและทหารอากาศ อย่างนี้จะสมัครเข้าเป็นทหารบก หรือทหารเรือ หรือทหารอากาศก็ได้แล้วแต่อำเภอนั้นต้องส่งคนเข้าเป็นอะไรบ้าง

การสมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการตามวิธีที่ ๒ นี้ เนื่องจากต้องไปสมัครกันในวันทำการตรวจเลือก ซึ่งมักเรียกกันว่าเกณฑ์ทหารซึ่งติดปากมาจากข้อบัญญัติของกฎหมายเก่า การรับสมัครจึงทำได้เฉพาะผู้มีภูมิลำเนาทหารอยู่ในท้องที่ซึ่งมีการเรียกคนเข้ากองประจำการเท่านั้น นอกจากนั้นจำนวนที่จะรับสมัครได้จะต้องไม่เกินจำนวนทั้งหมดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้เฉลี่ยไว้เป็นอำเภอ ๆ แล้ว เช่น อำเภอ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จะต้องส่งคนเข้าเป็นทหารบก ๘๐ คน เข้าเป็นทหารอากาศ ๒๐ คน จะ รับสมัครเกินกว่าจำนวนนี้ไม่ได้

การสมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการตามวิธีที่ ๒ นี้ กฎหมายกำหนดให้รับสมัครบุคคลจำพวกที่ ๑ ซึ่งมีขนาดสูง ๑๖๐ เซนติเมตร ขึ้นไป และมีขนาดรอบตัวตั้งแต่ ๗๖ เซนติเมตรขึ้นไปก่อน (การวัดขนาดรอบตัวให้วัดในขณะที่หายใจออกเต็มที่) ถ้าบุคคลดังกล่าวมีไม่พอกับจำนวนที่ทางราชการต้องการจึงให้รับบุคคลที่มีขนาดสูงถัดรองลงมาตามลำดับ (ส่วนขนาดรอบตัวคงถือเกณฑ์ ๗๖ เซนติเมตรขึ้นไปตามเดิม) เช่น คนสูง ๑๖๐ เซนติเมตรขึ้นไป มีไม่พอกับจำนวนที่ทางราชการต้องการ ก็ให้รับคนขนาดสูง ๑๕๙ เซนติเมตร ถ้าไม่พออีกก็ให้รับคนขนาดสูง ๑๕๘ เซนติเมตร เป็นต้น ถ้ารับถึงขนาดใดพอกับความต้องการ ก็ให้หยุดรับ การรับสมัครตามวิธีนี้หากมีคนขนาดสูงกว่าพอกับจำนวนที่ทางราชการต้องการ จะรับคนขนาดต่ำกว่าไม่ได้

๓. ผู้ถูกเรียกร้องขอก่อนวันตรวจเลือก การสมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการโดยวิธีนี้ ผู้สมัคร ก็ต้องเป็นผู้ที่ถูกเรียก คือ ได้รับหมายเรียกให้ไปเข้ารับการตรวจเลือก หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในกำหนดถูกเรียกให้ไปเข้ารับการตรวจเลือกแต่ยังไม่ได้รับหมายเรียก การเข้ากองประจำการโดยวิธีนี้ต่างกับวิธีที่ ๒ คือ ต้องสมัครเข้ารับราชการกองประจำการก่อนวันตรวจเลือกและต้องสมัครต่อเจ้าหน้าที่กรมกองที่ตนประสงค์จะเข้ารับราชการนั้น การสมัครเข้ากองประจำการโดยวิธีนี้ ก็คือ การเข้ารับราชการในอัตราของกระทรวงกลาโหมนั่นเองซึ่งอาจเข้าเป็นนายสิบหรือจ่าหรือนายทหารก็ได้ สำหรับผู้ที่เข้าเป็น นายสิบหรือจ่าก็สมัครต่อหน่วยกรมกองได้ เพราะหน่วยกรมหรือกองพลหรือหน่วยเทียบเท่า มีอำนาจออกคำสั่งบรรจุให้นายสิบหรือจ่าเข้ารับราชการได้ ส่วนนายทหารนั้นจะต้องสมัครต่อกองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ จะสมัครต่อหน่วยกรมไม่ได้เพราะกรม หรือกองพลไม่มีอำนาจบรรจุนายทหารเข้ารับราชการได้ เมื่อหน่วยใดตกลงรับสมัครผู้ใดแล้ว ต้องนำตัวผู้นั้นขึ้นทะเบียนกองประจำการให้เสร็จก่อนวันตรวจเลือก เมื่อขึ้นทะเบียนกองประจำการแล้ว ถือว่าผู้นั้นเป็นทหารกองประจำการแล้ว ไม่ต้องรับ การตรวจเลือกต่อไป

การรับสมัครตามวิธีนี้ยังมีข้อขีดคั่นในเรื่องภูมิลำเนาทหารอยู่บ้างคือ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๓๕ (๔) (พ.ศ. ๒๕๑๖) ให้รับได้เฉพาะผู้ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่ ซึ่งมีการเรียกคนเข้ากองประจำการของหน่วยนั้น ๆ และให้รับได้ไม่เกินจำนวนซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเฉลี่ยให้ในท้องที่อำเภอนั้น ส่วนกองทัพเรือให้รับคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่กรุงเทพมหานครได้ด้วย ส่วนผู้ซึ่งสำเร็จชั้นอุดมศึกษาของประเทศไทย หรือของต่างประเทศที่กระทรวงศึกษาธิการรับรองวิทยฐานะเทียบได้ไม่ต่ำกว่าชั้นอุดมศึกษา ให้รับได้โดยไม่จำกัดภูมิลำเนา คือ ผู้ที่จะเข้าเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรนั่นเอง แต่ตามวิธีปฏิบัติมักจะไม่ถือเคร่งครัดเรื่องภูมิลำเนาและจำนวนมากนัก ข้อสำคัญต้องสมัครและให้มีการขึ้นทะเบียนกองประจำการ ให้เสร็จก่อนวันตรวจเลือกก็เป็นอันใช้ได้

แต่อย่างไรก็ดีการรับคนเข้ากองประจำการโดยวิธีนี้ ในเรื่องการกำหนดจำนวนและภูมิลำเนาทหารก็มีผลจริงจังอยู่บ้างในการรับสมัครบุคคลเข้าเป็นตำรวจกองประจำการประจำปี เช่น จังหวัดนครปฐมต้องส่งคนเข้ากองประจำการแผนกตำรวจ สำหรับอำเภอเมืองนครปฐม ๕ คน อำเภอสามพราน ๔ คน อย่างนี้ตำรวจจะรับสมัครคนในอำเภอเมืองนครปฐมก่อนวันตรวจเลือก ๖ คน แล้วรับสมัครคนอำเภอสามพราน ๓ คน อย่างนี้ไม่ได้ เพราะเกินจำนวน หรือจะรับสมัครคนในอำเภอเมืองนครปฐม ๔ คน และรับสมัครคนในอำเภอสามพราน ๕ คนโดยถือเอาคนในอำเภอสามพรานเป็นคนของอำเภอเมืองนครปฐมเสีย ๑ คน อย่างนี้ก็ไม่ได้ เพราะผิดภูมิลำเนาทหาร

๔. ผู้ที่ยังไม่ถูกเรียกหรือผู้ที่เคยถูกเรียกแล้วแต่ยังไม่ถูกเข้ากองประจำการร้องขอเข้ากองประจำการ การเข้าเป็นทหารกองประจำการตามข้อนี้ก็คือการสมัครเข้ารับราชการในอัตราของกระทรวงกลาโหมหรืออัตราของกรมตำรวจตามธรรมดานั่นเอง อันได้แก่ การสมัครเข้าเป็นนายสิบ จ่า หรือนายทหารตามคุณวุฒิ และระเบียบที่ทางราชการวางไว้ จึงไม่มีข้อจำกัดมากเหมือนวิธีก่อน ๆ คงมีแต่ข้อจำกัดในเรื่องอายุตามที่กล่าวไว้ในข้อ ๒ ส่วนเรื่องภูมิลำเนาไม่มีการจำกัดและเมื่อทางราชการตกลงรับผู้ใดแล้วก็ให้ ขึ้นทะเบียนกองประจำการมีสภาพเป็นทหารกองประจำการ ผู้ที่ยังไม่เคยถูกเรียกเลย ก็จะไม่ต้องถูกเรียกเข้ารับการตรวจเลือกอีกต่อไป

ตอนท้ายของกฎกระทรวงฉบับที่ ๔ ได้กล่าวถึงการรับบุคคลเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนทหาร ให้รับได้โดยไม่จำกัดภูมิลำเนา โรงเรียนทหารในที่นี้ ได้แก่ โรงเรียนที่เป็นของทางราชการทหารโดยตรง อาจเป็นของกระทรวงกลาโหมหรือของกองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ ก็ได้ เช่น โรงเรียนนายสิบ โรงเรียนจ่าทหารเรือ โรงเรียนจ่าทหารอากาศ โรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายเรือ โรงเรียน นายเรืออากาศ ฯลฯ โรงเรียนเหล่านี้ให้รับบุคคลเข้าเป็นนักเรียนได้โดยไม่จำกัดภูมิลำเนา)

มาตรา ๙ ทหารกองเกินซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ และยังไม่ถึงสามสิบปีบริบูรณ์เป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างที่จะต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการ และเมื่อต้องเข้ากองประจำการจะต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการมีกำหนดสองปี ส่วนผู้ซึ่งมีคุณวุฒิพิเศษหรือเมื่อมีกรณีพิเศษ จะให้รับราชการทหารกองประจำการน้อยกว่าสองปีตามที่กำหนดในกฎกระทรวงก็ได้ แต่สำหรับผู้ซึ่งมีคุณวุฒิพิเศษนั้นจะอ้างสิทธิดังกล่าวได้ต่อเมื่อได้แสดงหลักฐานต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก หรือต่อหน่วยทหารที่ตนร้องขอเข้ารับราชการในวันร้องขอ

วันเริ่มเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ให้นับแต่วันขึ้นทะเบียนกองประจำการ ในกรณีที่ทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการแล้ว แต่ยังขึ้นทะเบียนกองประจำการให้ไม่ได้ในวันที่ทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการนั้น จะขึ้นทะเบียนกองประจำการภายหลังจากวันเข้ารับราชการทหารกองประจำการก็ได้และให้ถือว่าผู้นั้นได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการตั้งแต่วันที่เข้ารับ ราชการทหารกองประจำการ เมื่ออยู่ในกองประจำการจนครบกำหนดแล้ว ให้ปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ ดังนี้

กองหนุนชั้นที่ ๑ เจ็ดปี
กองหนุนชั้นที่ ๒ สิบปี
กองหนุนชั้นที่ ๓ หกปี

ตามลำดับชั้นไปจนปลดพ้นราชการทหารประเภทที่ ๑

บุคคลซึ่งสำเร็จการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรที่กระทรวงกลาโหมกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหารและมีลักษณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จะให้รับราชการทหารกองประจำการน้อยกว่าสองปีหรือให้ขึ้นทะเบียนกองประจำการแล้วปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ โดยมิต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการก็ได้ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่จะอ้างสิทธิดังกล่าวได้ต่อเมื่อได้แสดงหลักฐานต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก หรือต่อหน่วยทหารที่ตนร้องขอเข้ารับราชการในวันร้องขอ หรือต่อหน่วยที่ขึ้นทะเบียนกองประจำการ แล้วแต่กรณี ส่วนที่จะให้อยู่ในกองหนุนชั้นใด และเป็นเวลาเท่าใดนั้นให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลดทหารกองเกินที่ต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามวรรคสอง

ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และสัสดีจังหวัด ออกหนังสือสำคัญให้แก่ทหารที่ถูกปลดเป็นทหารกองหนุนไว้เป็นหลักฐาน หากหนังสือสำคัญชำรุดหรือสูญหาย ให้ผู้ถือแจ้งต่อนายอำเภอท้องที่เพื่อขอรับหนังสือสำคัญใหม่โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละหนึ่งบาท แต่ถ้าการชำรุดหรือสูญหายนั้นเป็นเพราะเหตุสุดวิสัยก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

(อธิบาย ม. ๙ มาตรานี้ที่บัญญัติว่าทหารกองเกินซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์และยังไม่ถึงสามสิบปีบริบูรณ์ อยู่ในระหว่างที่จะต้องเข้าเป็นทหารกองประจำการนั้น หมายถึง ทหารกองเกินทุกอายุหรือผู้ที่มีอายุอยู่ในระหว่างเป็นทหารกองเกินนั่นเอง ความจริงถ้าจะไม่ระบุถึงอายุด้วย จะใช้คำว่า ทหารกองเกินเฉย ๆ ก็คงได้ใจความอย่างเดียวกัน คำว่าอยู่ในระหว่างที่จะต้องเข้าเป็นทหารกองประจำการนั้น หมายความว่า ผู้ที่เป็นทหารกองเกิน คือ มีอายุอยู่ในระหว่างตั้งแต่ ๑๘ ปีบริบูรณ์และยังไม่ถึง ๓๐ ปีบริบูรณ์ อาจจะต้องเข้าเป็นทหารกองประจำการได้จะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็ได้ ดังกล่าวมาแล้วในมาตรา ๘ และผู้ที่มีอายุอยู่ในระหว่างนี้ ถ้าใครเข้าเป็นทหารกองประจำการก็เป็นเพียงครั้งเดียวไม่ต้องเป็นซ้ำอีก ถ้าใครมีอายุถึง ๓๐ ปีบริบูรณ์แล้วไม่เคยเข้าเป็นทหารกองประจำการเลยก็ไม่ต้องเป็นเลยเพราะอายุถึง ๓๐ ปีบริบูรณ์แล้ว ดังนั้นข้อความตอนนี้ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เฉพาะทหารกองเกินที่มีอายุอยู่ในระหว่างตั้งแต่ ๑๘ ปีบริบูรณ์และยังไม่ถึง ๓๐ ปีบริบูรณ์เท่านั้นที่อาจจะต้องเข้าเป็นทหารกองประจำการและอาจไม่ต้องเข้าเป็นทหารกองประจำการทุกคน ถ้าใครเป็นก็เป็นเพียงครั้งเดียว แล้วปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ ถ้าใครไม่เป็นเลยจนถึงอายุครบ ๓๐ ปีบริบูรณ์ไปแล้วก็ไม่ต้องเข้าเป็นทหารกองประจำการเลย

ระยะเวลาที่จะต้องอยู่ในกองประจำการนั้น ตามมาตรา ๙ กำหนดระยะเวลาไว้ ๒ ปี แต่ก็มีข้อยกเว้นไว้ ๓ กรณี คือ

๑. ผู้มีคุณวุฒิพิเศษ
๒. เมื่อมีกรณีพิเศษ
๓. ผู้สำเร็จการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร

บุคคลตามหมายเลข ๑ และ ๓ อาจอยู่ในกองประจำการน้อยกว่า ๒ ปี หรืออาจไม่ต้องอยู่ในกองประจำการเลยก็ได้ คือ ขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองประจำการแล้วปลดเป็นกองหนุนประเภทที่ ๑ ทันที โดยตัวไม่ต้องเข้ารับราชการในกองประจำการเลยก็ได้ ทั้งนี้ขอให้ดูรายละเอียดในกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๐๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗

เพื่อความสะดวกในการอ่านกฎกระทรวงฉบับนี้ขอให้ข้อสังเกตไว้บ้าง คือ การให้สิทธิในการรับราชการกองประจำการน้อยกว่า ๒ ปี ตามกฎกระทรวงฉบับนี้ได้ให้สิทธิไว้ลดหลั่นกัน คือถ้าเข้ากองประจำการโดยวิธีบังคับตามมาตรา ๘ วิธีที่ ๑ ที่ได้อธิบายไว้ให้สิทธิอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเป็นผู้ที่สมัครเข้ารับราชการเองตามวิธีที่ ๒ ถึง ๔ ของคำอธิบายมาตรา ๘ ก็ให้สิทธิอีกอย่างหนึ่ง คือ ได้รับวันลดหย่อนการรับราชการมากขึ้น หรืออยู่ในกองประจำการน้อยวันลงไปอีก และสำหรับบุคคลบางประเภทถ้าไม่สมัครเข้ารับราชการก็ไม่ได้รับสิทธิลดหย่อนวันรับราชการในกองประจำการเลย จะมีสิทธิต่อเมื่อสมัครเข้ารับราชการเอง ดังนั้นเวลาอ่านกฎกระทรวงฉบับนี้จึงต้องแยกทำความเข้าใจตามนี้ด้วย

ในการขอรับสิทธิลดหย่อนวันรับราชการนี้ ผู้จะอ้างสิทธิจะต้องยื่นหลักฐานต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือกสำหรับผู้ที่เข้ากองประจำการตามวิธีที่ ๑ และวิธีที่ ๒ ของคำอธิบายตามมาตรา ๘ ส่วนผู้ที่เข้ากองประจำการตามวิธีที่ ๓ และที่ ๔ ให้ยื่นแก่หน่วยทหารที่ตนร้องขอเข้ารับราชการในวันร้องขอนั้น ถ้ายื่นหลังจากกำหนดนี้ไม่ได้รับสิทธิ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผู้ที่จะเข้ารับการตรวจเลือกทหารจึงควรเตรียมหลักฐานไว้ให้พร้อมและนำหลักฐานไปในวันตรวจเลือกด้วย เพราะถ้าพลาดไปแล้ว จะทำให้เสียสิทธิอย่างน่าเสียดาย และมักมีผู้ต้องเสียสิทธินี้ไปในการตรวจเลือกเกือบทุกปี เพราะความ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คิดว่ายื่นหลักฐานขอรับสิทธิเวลาใดก็ได้

ส่วนกรณีพิเศษตามหมายเลข ๒ นั้น ให้ดำเนินการตามความในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๒ (พ.ศ.๒๕๑๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗
มาตรา ๙ ได้กำหนดวันเริ่มเข้ารับราชการกองประจำการไว้ด้วย คือ ให้นับตั้งแต่วันขึ้นทะเบียนกองประจำการเป็นต้นไป และเมื่ออยู่ในกองประจำการครบกำหนดแล้ว คือ อาจเป็น ๒ ปี หรือน้อยกว่านั้น หรืออาจไม่ต้องอยู่ในกองประจำการเลยก็ได้ตามที่กล่าวมาแล้ว ก็ให้ปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ ซึ่งยังแบ่งระยะเวลาที่จะต้องเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ ออกเป็น ๓ ชั้น ตามระยะเวลาดังนี้ คือ

กองหนุนชั้นที่ ๑ ๗ ปี
กองหนุนชั้นที่ ๒ ๑๐ ปี
กองหนุนชั้นที่ ๓ ๖ ปี

กองหนุนชั้นต่าง ๆ เหล่านี้ ถือตามระยะเวลาและจะมีปรากฏรายละเอียดไว้ในหนังสือสำคัญที่มอบไว้ให้กับผู้ที่ปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ แล้วทุกคน การแบ่งชั้นกองหนุนต่าง ๆ ไว้นี้ก็เพื่อประโยชน์สำหรับทางราชการทหารจะได้ทราบยอดจำนวนทหารกองหนุนในชั้นต่าง ๆ ว่ามีจำนวนเท่าใด เมื่อเกิดศึกสงครามจะเรียกทหารกองหนุนประเภทใด ชั้นที่เท่าใดเข้าประจำการบ้าง กองหนุนชั้นต่าง ๆ เรียกว่ากองหนุนชั้นที่ ๑ ประเภทที่ ๑ กองหนุนชั้นที่ ๒ ประเภทที่ ๑ และกองหนุนชั้นที่ ๓ ประเภทที่ ๑ เมื่อเกิดศึกสงคราม โดยปกติทางราชการทหารจะเรียกทหารกองหนุนชั้นที่ ๑ ประเภทที่ ๑ เข้าประจำการก่อน เพราะเป็นผู้ที่ปลดจากกองประจำการใหม่กว่ากองหนุนชั้นอื่น ๆ และอายุก็น้อยกว่ายัง

อยู่ในขั้นหนุ่มฉกรรจ์ เมื่อทหารกองหนุนชั้นที่ ๑ ประเภทที่ ๑ ไม่พอ จึงจะเรียกทหารกองหนุนชั้นต่อๆไป
ทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ เมื่ออยู่ในกองหนุนชั้นต่าง ๆ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ครบ ๓ ชั้น แล้วก็ปลดเป็นพ้นราชการทหารประเภทที่ ๑ ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับราชการทหารอีกต่อไป การปลดนี้ก็ปลดตามกำหนดระยะเวลาโดยไม่ต้องทำพิธีปลด ถือว่าเมื่อถึงกำหนดวันแล้วก็เป็น พ้นราชการทหารประเภทที่ ๑ ไปเอง

ทหารกองประจำการที่ปลดเป็นกองหนุนประเภทที่ ๑ แล้วจะได้รับหนังสือสำคัญเป็นหลักฐาน โดยแผนกสัสดีจังหวัดต่าง ๆ ตามภูมิลำเนาทหารจะเป็นผู้ออกให้ หนังสือสำคัญนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดและสัสดีจังหวัดจะลงนามไว้เป็นสำคัญและในหนังสือสำคัญนี้จะมีรายการแจ้งไว้ให้ทราบว่า เมื่อใดเป็นกองหนุนชั้นที่ ๑ เมื่อใดเป็นกองหนุนชั้นที่ ๒ เมื่อใดเป็นกองหนุนชั้นที่ ๓ และเมื่อใดจะพ้นราชการทหารประเภทที่ ๑ หนังสือสำคัญนี้ จะติดรวมอยู่ในสมุดประจำตัวทหารกองหนุนซึ่งมีลักษณะเป็นเล่มเล็ก ๆ ขนาดสมุดพก ของทหารบกสีกากีแกมเขียว ทหารอากาศปกสีเทาและทหารเรือปกสีกากี เฉพาะหนังสือสำคัญนี้ถ้าชำรุด คือ ข้อความสำคัญขาดหายไปอาจเป็นด้วยฉีกขาดหรือลบเลือนอ่านไม่ได้ หรือสูญหายไปทั้งหมด ต้องแจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ภูมิลำเนาทหารขอรับหนังสือสำคัญใหม่ ซึ่งทางราชการจะออกเป็นหนังสือสำคัญแทนฉบับที่ชำรุดหรือสูญหายให้ ในการขอใหม่นี้ต้องเสียค่าธรรมเนียม ฉบับละ ๑ บาท แต่ถ้าการชำรุดหรือสูญหายนั้นเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย เช่น เรือล่มหนังสือสำคัญหาย หรือถูกขโมยลักไป อย่างนี้ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม การแจ้งขอรับหนังสือสำคัญใหม่นี้ ตามมาตรา ๔๒ กำหนดว่า ต้องแจ้งด้วยตนเองและต้องแจ้งภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันที่สามารถแจ้งได้ ถ้าไม่แจ้งภายในกำหนดนี้มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๒ บาท)

มาตรา ๑๐ นักเรียนทหาร เมื่อมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์ให้ขึ้นทะเบียนกองประจำการ ถ้าต้องออกจากนักเรียนในขณะที่อยู่ในกองประจำการยังไม่ครบกำหนด ให้ส่งตัวไปรับราชการในกรมกองทหารจนกว่าจะครบกำหนด

(อธิบาย ม.๑๐ นักเรียนทหารคือนักเรียนในโรงเรียนทหาร ซึ่งเมื่อจบการศึกษาแล้วจะได้รับการแต่งตั้งยศทหาร แต่นักเรียนในโรงเรียนเตรียมทหารยังไม่ถือว่า เป็นนักเรียนทหารเพราะเมื่อจบการศึกษาแล้วยังไม่ได้รับการแต่งตั้งยศทหาร จึงไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรานี้ การรับบุคคลเข้าเป็นนักเรียนทหารบางโรงเรียนก็รับตั้งแต่อายุไม่ถึง ๑๘ ปีบริบูรณ์ ก็ยังไม่ต้องขึ้นทะเบียนกองประจำการ เมื่อผู้ใดมีอายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์แล้วต้องขึ้นทะเบียนกองประจำการเสมอ เมื่อขึ้นทะเบียนกองประจำการแล้วก็ถือว่าเป็นทหารกองประจำการและต้องอยู่ในกองประจำการจนครบกำหนด ตามที่กล่าวมาแล้วในมาตรา ๙ ดังนั้น ถ้าผู้ใดต้องออกจากนักเรียนหรือพ้นจากความเป็นนักเรียนในขณะที่อยู่ในกองประจำการยังไม่ครบกำหนด มาตรานี้จึงบัญญัติให้ส่งตัวไปรับราชการในกรมกองทหารต่อไป จนกว่าจะครบกำหนดปลดเป็นกองหนุน)

มาตรา ๑๑ การรับราชการทหารประจำการ การแบ่งประเภท และการปลดทหารประจำการ ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของกระทรวงกลาโหม

ทหารประจำการนั้น ถ้ายังมิได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการ ก็ต้องขึ้นทะเบียนกองประจำการและรับราชการในกองประจำการจนครบกำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่กระทรวงกลาโหมจะสั่งปลดเป็นทหารประเภทอื่น

(อธิบาย ม. ๑๑ การรับราชการทหารประจำการตามมาตรานี้ โดยปกติหมายถึง การเข้าเป็นทหารกองประจำการตามวิธีที่ ๓ และที่ ๔ ตามคำอธิบายของมาตรา ๘ ซึ่งโดยปกติก็ต้องมีระเบียบวิธีการเข้าทำงานเช่นเดียวกับกรมกอง หรือหน่วยราชการอื่น ๆ แต่เนื่องจากต้องเข้าเป็นข้าราชการของกระทรวงกลาโหมในอัตราที่ต้องเป็นทหารด้วย จึงเป็นการสมควรให้ขึ้นทะเบียนกองประจำการไว้ด้วย

ดังนั้น ระเบียบวิธีการเข้า การแบ่งประเภท และการปลดออกจากราชการจึงให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของกระทรวงกลาโหม และเนื่องจากการเข้าทำงานตามระเบียบของกระทรวงกลาโหมโดยตรงนี้เอง บางครั้งจึงไม่ได้นึกถึงเรื่องขึ้นทะเบียนกองประจำการหรืออาจหลงลืมไปได้ มาตรานี้จึงบัญญัติซ้ำไว้อีกว่าถ้ายังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการ ก็ต้องขึ้นทะเบียนกองประจำการเสีย เพราะไหน ๆ ตัวก็เป็นทหารแล้ว จึงควรปฏิบัติให้เหมือนกับทหารทั่ว ๆ ไป จากบทบัญญัตินี้เอง ผู้ที่เป็นทหารจึงต้องขึ้นทะเบียนกองประจำการทุกคน และเมื่อได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการแล้ว ก็ต้องอยู่รับราชการในกองประจำการจนครบกำหนดปลด ตามมาตรา ๙ ซึ่งข้อนี้ควรสังเกตให้ดีว่า การปลดออกจากกองประจำการถือตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ส่วนการปลดออกจากทหารประจำการถือตามระเบียบแบบแผนของกระทรวงกลาโหม นอกจากผู้ที่เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้นที่ไม่ต้องปลดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ถือตามระเบียบของกระทรวงกลาโหม ดังนั้น นายทหารชั้นสัญญาบัตรที่ถูกปลดออกจากประจำการ จึงไม่มีหนังสือสำคัญตามมาตรา ๙)

มาตรา ๑๒ บุคคลซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๑๖ หรือทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนผู้ใดประสงค์จะไปอยู่ต่างท้องที่ในอำเภอเดียวกัน หรือต่างอำเภอเป็นการชั่วคราวเกินสามสิบวัน ให้แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่ และให้นายอำเภอที่ได้รับแจ้งทำการสอบสวนและออกใบรับให้ แล้วแจ้งให้นายอำเภอท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาทหารทราบ

ถ้าบุคคลตามวรรคหนึ่งประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาทหาร ให้แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้า มาอยู่นั้น ให้นายอำเภอที่ได้รับแจ้งทำการสอบสวน เมื่อพิจารณาเห็นว่าผู้ขอย้ายได้มาตั้งทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นประจำหรือมีที่อยู่เป็นหลักฐานและไม่ประสงค์จะหลีกเลี่ยงการรับราชการทหาร ก็ให้แจ้งไปยัง นายอำเภอท้องที่ที่เป็นภูมิลำเนาทหารเดิมทราบ เมื่อได้รับตอบยืนยันเป็นการถูกต้องจึงให้รับแจ้งการย้ายภูมิลำเนาทหารของบุคคลนั้น และออกใบรับให้ แล้วให้นายอำเภอที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดของตนทราบ

การแจ้งย้ายตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้กระทำภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่
( อธิบาย ม. ๑๒ บุคคลที่ต้องปฏิบัติตามมาตรานี้ มี ๓ ประเภทด้วยกัน คือ

๑. บุคคลที่ได้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอตามมาตรา ๑๖ แล้ว ซึ่งยังไม่มีสภาพเป็นทหารกองเกินเพราะอายุยังไม่ครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ แต่เมื่อได้ลงบัญชีทหารกองเกินไว้แล้วมีหลักฐานอยู่ที่เจ้าหน้าที่แล้ว เมื่อมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักฐานจึงบังคับให้ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบไว้ด้วย

๒. ทหารกองเกิน

๓. ทหารกองหนุนทั้งประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒

เรื่องที่ต้องปฏิบัติตามมาตรานี้มี ๒ เรื่อง คือ

๑. เรื่องไปอยู่ต่างท้องที่เป็นการชั่วคราว
๒. เรื่องย้ายภูมิลำเนาทหาร

(อธิบาย ๑. เรื่องไปอยู่ต่างท้องที่เป็นการชั่วคราว ตามมาตรา ๑๒ วรรค ๑ หมายความว่า ถ้าไปอยู่ต่างท้องที่ดังกล่าวไม่เกิน ๓๐ วัน ก็ไม่ต้องแจ้ง การแจ้งย้ายตามกรณีนี้ เมื่อนายอำเภอภูมิลำเนาทหารได้รับแจ้งแล้ว ก็บันทึกหลักฐานไว้เพื่อทราบด้วยดินสอดำ ไม่ต้องบันทึกการย้าย และไม่ต้องแยกหลักฐานไปเก็บรวมไว้แต่อย่างใด

๒. เรื่องย้ายภูมิลำเนาทหาร ตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง ภูมิลำเนาทหารตามมาตรา ๕ กำหนดให้มีได้เพียงแห่งเดียว แต่ภูมิลำเนาทหารก็ยังอาจย้ายที่ได้ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลได้เลือกสถานที่ประกอบอาชีพ หรือเลือกสถานที่อยู่ของตนเองได้ เหตุที่จะย้ายภูมิลำเนาทหารได้ตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง มีอยู่ ๒ ประการ คือ

๑. ได้มาตั้งทำมาหาเลี้ยงชีพประจำอยู่ เช่น ไปทำการค้า หรือทำไร่ ทำเหมืองแร่ หรือประกอบอาชีพอย่างอื่นก็ได้ ขอให้เป็นประจำก็แล้วกัน คำว่าประจำนี้ หมายถึงอาชีพว่าเป็นอาชีพประจำหรืออาชีพชั่วคราว แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยว่าอาชีพประจำนั้น อาจทำเพียงระยะเวลาอันสั้น แล้วมีเหตุ จำเป็นต้องล้มเลิกไปก็ได้ เช่นไปเปิดร้านค้าแล้วเกิดไฟไหม้ต้องล้มเลิกกิจการไป หรือไปทำเหมืองแร่ แล้วขาดทุนต้องล้มเลิกกิจการ อย่างนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นอาชีพประจำเช่นกัน แต่ที่ต้องล้มเลิกไปเพราะเหตุสุดวิสัย เป็นต้น

๒. ไปมีถิ่นที่อยู่เป็นหลักฐาน ตามข้อนี้มุ่งหมายถึงเฉพาะถิ่นที่อยู่ ไม่ได้มุ่งเรื่องประกอบอาชีพเช่น บุคคลไปปลูกบ้านอยู่เป็นหลักฐานแน่นอน แม้ตัวจะไม่ได้ประกอบอาชีพอยู่ที่บ้าน ก็ถือว่ามีถิ่นที่อยู่เป็นหลักฐาน เช่น ปลูกบ้านอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี แต่ไปประกอบอาชีพที่กรุงเทพมหานครทุกวัน กลางคืนจึงจะกลับไปพักที่บ้าน หรือปลูกบ้านอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่ตัวทำงานรถไฟ ต้องไปค้างที่จังหวัดอื่น ๒ - ๓ วัน จึงจะกลับบ้านครั้งหนึ่ง ก็ยังถือว่ามีถิ่นที่อยู่เป็นหลักฐานที่กรุงเทพมหานคร หรือประกอบอาชีพในทางเดินเรืออาจต้องเดินทางไปยังจังหวัดต่าง ๆ หรือไปต่างประเทศเป็นแรมเดือน จึงจะกลับบ้าน ก็ยังถือว่ามีถิ่นที่อยู่เป็นหลักฐาน ณ ท้องที่ที่บ้านปลูกอยู่เป็นหลักฐานได้

วิธีปฏิบัติในการย้ายภูมิลำเนาทหารก็คือ ผู้ย้ายต้องไปแจ้งความจำนงด้วยตนเอง ต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนมีความประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาทหารเข้าไปอยู่ คือ ต้องแจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ใหม่ ไม่ต้องแจ้งต่อนายอำเภอท้องที่เก่าด้วย ไม่เหมือนกับการแจ้งย้ายทะเบียนบ้าน ซึ่งจะต้องแจ้งทั้งย้ายออกและย้ายเข้า ซึ่งก็เป็นความสะดวกอย่างหนึ่งในการแจ้งย้ายภูมิลำเนาทหาร และในการปฏิบัติในการแจ้งย้ายจริง ๆ นั้น ก็ไม่ใช่ว่าแจ้งโดยตรงกับนายอำเภอทีเดียว ต้องแจ้งต่อสัสดีอำเภอ เมื่อมีเหตุขัดข้องไม่ได้รับความสะดวกจึงแจ้งให้นายอำเภอทราบเหตุขัดข้องในการย้ายภูมิลำเนาทหาร มีอยู่ประการเดียว คือ ย้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการรับราชการทหาร ถ้าย้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการรับราชการทหารแล้ว ทางราชการจะไม่จัดการย้ายให้ การหลีกเลี่ยงการรับราชการทหารนั้น มีทั้งหลีกเลี่ยงการเข้ารับราชการทหารกองประจำการ หรือหลีกเลี่ยงการเรียกพล แล้วแต่กรณี เมื่อนายอำเภอท้องที่ใหม่ทำการสอบสวนแล้วเห็นว่า ผู้ย้ายไม่ได้หลีกเลี่ยงการรับราชการทหาร ก็จะรับแจ้งการย้ายไว้พร้อมทั้งออกใบรับแจ้งให้แล้ว ทำการแจ้งการหักโอนภูมิลำเนาทหารกันโดยทางราชการ โดยตัวผู้ย้ายภูมิลำเนาทหารไม่ต้องปฏิบัติการอย่างใด

อนึ่ง สำหรับอำเภอภูมิลำเนาทหารเดิม เมื่อได้รับหนังสือขอหักโอน ก็ต้องสอบสวนหลักฐานและพยานแวดล้อมด้วยว่า บุคคลผู้ขอย้ายได้ย้ายภูมิลำเนาทหารไปจริงหรือไม่ หากย้ายไปแต่ชื่อ ก็ต้องแจ้ง ขัดข้องในการย้ายภูมิลำเนาทหารนั้น ถ้าย้ายไปเป็นการถูกต้อง ก็ตอบหักโอนไป เสร็จแล้วอำเภอทั้งสองจึงดำเนินการแจ้งจังหวัดของตนเพื่อดำเนินการต่อไป

มาตรา ๑๒ ทวิ บุคคลซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๑๖ หรือทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนผู้ใดได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อตัว หรือชื่อสกุล ให้ผู้นั้นนำหลักฐานไปแจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ ที่เป็นภูมิลำเนาทหารทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต ให้นายอำเภอออกใบรับให้และแก้ใบสำคัญและบัญชีให้ถูกต้อง ในกรณีหนังสือสำคัญหรือใบสำคัญที่จังหวัดเป็น ผู้ออก ให้ส่งผู้ว่าราชการจังหวัดและสัสดีจังหวัดจัดการแก้

(อธิบาย ม.๑๒ ทวิ เรื่องเปลี่ยนชื่อตัวชื่อสกุล บุคคลทั้ง ๓ ประเภทดังกล่าวมาแล้ว ถ้าได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุล หรือทั้งชื่อตัวและชื่อสกุลจากทางราชการ ต้องนำหลักฐานที่ได้รับอนุญาตไปแจ้งต่อนายอำเภอที่เป็นภูมิลำเนาทหาร เพื่อแก้หนังสือสำคัญหรือใบสำคัญให้ ดังนั้น เวลาไปแจ้ง ผู้ใดมีหนังสือสำคัญหรือใบสำคัญต้องนำไปให้เจ้าหน้าที่สัสดีอำเภอจัดการแก้ให้ด้วย การแจ้งนี้ต้องแจ้งภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับอนุญาต เมื่อแจ้งแล้วนายอำเภอจะออกใบรับให้ไว้เป็นหลักฐาน

การไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๒ มีความผิดตามมาตรา ๔๓ คือ ปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ แต่สำหรับผู้ที่ได้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอตามมาตรา ๑๖ แล้ว แต่ยังไม่เป็นทหารกองเกิน ไม่ปฏิบัติตามมาตรา๑๒ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท หรือจำคุก ไม่เกิน ๑ เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

อนึ่ง เคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ ๑๙๖๐/๒๔๙๙ ลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๙ พิพากษาว่าผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุล ที่อำเภอเดียวกับอำเภอภูมิลำเนาทหาร นำหนังสือสำคัญหรือใบสำคัญ ไปขอแก้ต่อนายอำเภอเกินกำหนด ๓๐ วัน ก็ไม่มีความผิดตามมาตรา ๔๓ เพราะศาลฎีกาถือว่า เป็นอำเภอเดียวกันและนายอำเภอก็ทราบดีอยู่แล้ว)

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» นิยาย-เรื่องสั้น
» ข้อเขียน-บทความ
» บทกวี
» สารคดี-ท่องเที่ยว

» กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
เพื่อให้ผู้รับการฝึกศึกษาทราบถึงบทบัญญัติของกฎหมายและวิธีการปฏิบัติงาน ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗

» ปัญญาประดิษฐ์
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) หมายถึง ความฉลาดเทียมที่สร้างขึ้นให้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิตเป็นสาขาหนึ่งในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมเป็นหลัก

» มัทนะพาธา
บทละครเรื่องมัทนะพาธาได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรประกาศยกย่องให้เป็นหนังสือที่แต่งดีใช้คำฉันท์เป็นบทละครพูด ที่มีตัวละครและฉากสอดคล้องกับวัฒนธรรมภารตะโบราณ

» คู่มือพระสังฆาธิการ
ส่วนหนึ่งของหลักสูตรถวายความรู้ แด่พระสังฆาธิการ หมวดวิชาพื้นฐานทั่วไป ซึ่งพระสังฆาธิการจำเป็นจะต้องรับทราบ และถือปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทาง ในการบริหารการปกครองวัด

» มูลบทบรรพกิจ
แบบเรียนหนังสือไทย ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกรู)

» หุ่นยนต์
หุ่นยนต์มีความแตกต่างจากเครื่องจักรกลแบบอื่น ๆ ตรงที่มันสามารถเคลื่อนไหวโครงสร้างได้ หุ่นยนต์แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ตรงที่มันสามารถนำผลที่ได้จากการประมวลมา ปฏิบัติให้เกิดงานในทางกายภาพได้ขณะที่คอมพิวเตอร์ไม่มี

» ข้อคิดจากนิทานไทย
นิทานเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดมาแต่โบราณ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพาเด็กและเยาวชนไปสู่โลกกว้างของการเรียนรู้ชีวิตจริง

นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ และขอบคุณเหล่าท่านจอมยุทธทั้งหลาย ที่เคยแวะเวียนมาหยิบยื่นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองอันหลากหลายไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน แม้จะไม่มีวันนั้นอีกแล้วก็ตาม...
ห้องร้อยบุปผา ชุมนุมจอมยุทธ

สติ๊กเกอร์ไลน์