ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

สมถะวิปัสสนา

อุปกิเลส ๑๘ ประการ

อุปกิเลส ๑๘ ประการ ย่อมเกิดขึ้น

๑.เมื่อบุคคลใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด แห่งลมหายใจออก จิตถึงความฟุ้งซ่านในภายใน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

๒.เมื่อบุคคลใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด แห่งลมหายใจเข้า จิตถึงความฟุ้งซ่านใจภายนอก ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

๓.ความปรารถนาความพอใจลมหายใจเข้า การเที่ยวไปด้วยตัณหา ย่อมเป็นอันตราย แก่สมาธิ

๔.ความปรารถนาความพอใจลมหายใจออก การเที่ยวไปด้วยตัณหา ย่อมเป็นอันตราย แก่สมาธิ

๕.ความหลงในการได้ลมหายใจเข้า แห่งบุคคลผู้ถูกลมหายใจออกเข้าครอบงำ ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

๖.ความหลงในการได้ลมหายใจออก แห่งบุคคลผู้ถูกลมหายใจเข้าครอบงำ ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ สติที่ไปตามลมหายใจออก ที่ไปตามลมหายใจเข้า ที่ฟุ้งซ่านในภายใน ที่ฟุ้งซ่านในภายนอก ความปรารถนาลมหายใจออก และ ความปรารถนาลมหายใจเข้า อุปกิเลส ๑๖ ประการนี้ เป็นอันตรายแก่สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อุปกิเลสเหล่านั้นถ้าจิตของบุคคลผู้หวั่นไหว ย่อมเป็นเครื่องไม่ให้หลุดพ้นไปและเป็นเหตุไม่ให้รู้ชัดซึ่งวิโมกข์ให้ถึงความเชื่อต่อผู้อื่นฉะนี้แล

๗.เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงนิมิต จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออกนี้เป็นอันตราย แก่สมาธิ

๘.เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ

๙.เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงนิมิต จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ

๑๐.เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ

๑๑.เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า นี้เป็น อันตรายแก่สมาธิ

๑๒.เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิเมื่อคำนึงถึงนิมิต ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต เมื่อคำนึงถึงนิมิต ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมกายใจเข้า เมื่อคำนึงถึงลมหายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ทีนิมิต เมื่อคำนึงถึงลมหายใจออก ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก อุปกิเลส ๖ ประการนี้ เป็นอันตรายแก่สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อุปกิเลสเหล่านี้ ถ้าจิตของบุคคลผู้หวั่นไหว ย่อมเป็นเครื่องไม่ให้หลุดพ้นไปและเป็นเหตุไม่ให้รู้ชัดซึ่งวิโมกข์ ให้ถึงความเชื่อต่อผู้อื่น ฉะนี้แล

๑๓.จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปฝ่ายข้างฟุ้งซ่าน นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ

๑๔.จิตที่ปรารถนาอนาคตารมณ์ ถึงความฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

๑๕.จิตที่หดหู่ ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

๑๖.จิตที่ถือจัด ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

๑๗.จิตที่รู้เกินไป ตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

๑๘.จิตที่ไม่รู้ ตกไปข้างฝ่ายพยาบาท ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์ ๑ ที่ปรารถนาอนาคตารมณ์ ๑จิตที่หดหู่ ๑ที่ถือจัด ๑ที่รู้เกินไป ๑ ที่ไม่รู้ ๑ ย่อมไม่ตั้งมั่น

อุปกิเลส ๖ ประการนี้ เป็นอันตรายแก่สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อุปกิเลสเหล่านั้น ย่อมเป็นเหตุ ให้บุคคลผู้มีความดำริเศร้าหมอง ไม่รู้ชัดซึ่งอธิจิตฉะนี้แล

เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งลมหายใจออก กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวดิ้นรน เพราะจิตถึงความฟุ้งซ่านในภายใน

เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งลมหายใจเข้า กายและจิตยอ่มมีความปรารภ หวั่นไหว และดิ้นรน เพราะจิตถึงความฟุ้งซ่าน ณ ภายนอก กายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหว และดินรนเพราะความปรารถนา เพราะความพอใจลมหายใจออก เพราะความเที่ยวไปด้วยตัณหา กายและจิตย่อมมีความปรารถหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความปรารถนาเพราะความพอใจลมหายใจเข้า เพราะความเที่ยวไปด้วยตัฒหา กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและ ดิ้นรน เพราะความที่พระโยคาวจรถูกลมหายใจออกครอบงำเป็นผู้ถูกลมหายใจเข้าครอบงำ เป็นผู้หลงไหลในการได้ลมหายใจออก กายและจิต ย่อมมีความปรารภหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรเป็นผู้คำนึงถึงนิมิต กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก กายและจิตย่อมปรารภ หวั่นไหวดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจออก กวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหว และ ดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงนิมิต กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจ กายและจิต ย่อมมีความปรารภหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึง ลมหายใจเข้า กวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต กายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจออก กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า

กายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหวดิ้นรนเพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจเข้า กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก กายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหว และดิ้นรน จิตกวัดแกว่งไปตามอตีตารมณ์ตกไปข้างฝ่ายความฟุ้งซ่านกายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหวดิ้นรนเพราะจิตหวังถึงอนาคตารมณ์ ถึงความ กวัดแกว่ง กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตหดหู่ ตกไป ข้างฝ่ายความเกียจคร้าน กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหว ดิ้นรน เพราะจิตถือจัด ตกไปข้างฝ่ายอุทธัจจะ กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหว และดิ้นรน เพราะจิตรู้เกินไป ตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหว และดิ้นรน เพราะจิตไม่รู้ ตกไปข้างฝ่ายพยาบาท

ผู้ใด ไม่บำเพ็ญ ไม่เจริญอานาปานสติ กายและจิตของผู้นั้นย่อมหวั่นไหว ดิ้นรน ผู้ใดบำเพ็ญ เจริญอานาปานัสสติ จิตของผู้นั้น ย่อมไม่หวั่นไหว ไม่ดิ้นรน ฉะนี้แล
ก็แล เมื่อพระโยคาวจร ผู้มีจิตหมดจดจากนิวรณ์เหล่านั้น เจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ความที่จิตตั้งมั่นเป็นไปชั่วขณะย่อมมีได้ อุปกิเลส ๑๘ เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้น

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

สมถะวิปัสสนา
คำอุปมาเปรียบเทียบสมถะวิปัสสนา
อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
วิเวก ๓
สิ่งเกียจคร้านที่ทำให้ไม่ปรารภความเพียรภาวนา ๘ ประการ
สิ่งที่ทำให้ทำการลงมือกระทำความเพียร
การแบ่งเวลานั่งเข้าที่ภาวนา
ภิกษุเจริญวิปัสสนา
ภิกษุย่อมเจริญสมถะ
จิตยังไม่สงบ เป็นสมาธิ ห้ามอยู่ป่า
ข้อแนะนำขั้นตอนในการนั่งสมาธิ
ประตูแรกของกรรมฐาน
อุปมานิวรณ์ธรรม ๑
อุปมานิวรณ์ธรรม ๒
ความกำเริบพอกพูนแห่งนิวรณ์ธรรม
เปรียบเทียบนิวรณ์ธรรม
อุปกิเลส ๕
อาหารของนิวรณ์ธรรม
นิวรณ์เป็น ๑๐
นิวรณ์ธรรม ๕
ธรรมเครื่องกั้นคือนิวรณ์ธรรม
รุกขเปรียบนิวรณ์ธรรม
นิวรณ์เปรียบเหมือนความมืด
กามคุณ ๕ ประการ
การหลีกออกจากนิวรณ์ธรรม
ธัมมานุปัสนาสติปัฏฐาน
สมาธิ
วัตร
การประคองจิตตามกาล
การอธิฐานสมาธินิมิต
คำขอขมาโทษแบบอุกาสะ
การบริภาษพระอริยะ
คำอาราธนาพระปิติ ๕
รูปายตนะ (รูป)
คำอาราธนาพระรัศมี พระปีติ ๕ ประการ
วิธีเข้าสะกดพระปีติ ๕ ประการ
ลักษณะปีติ ๕ ประการ
ขุททกาปีติ
พระปีติเจ้าทั้ง ๕
คำอาราธนาพระยุคลธรรม ๖ ประการ
การนั่งเจริญภาวนาพระยุคล ๖
ลักษณะพระยุคลธรรม ๖ ประการ
ธรรมที่เป็นกุศล
อารมณ์และข้าศึกของยุคลธรรม
พระยุคลธรรมทั้ง ๖ ประการ จัดเป็นธาตุ
คำอาราธนา สุขสมาธิธรรมเจ้า
ลักษณะสุขสมาธิ
กรรมฐานในอานาปาสติยกจิตขึ้นสู่อัปปนาสมาธิ
ห้องอานาปานสติกรรมฐาน
คำอาราธนาในห้องอานาปานสติกรรมฐาน
ลักษณะอานาปานสติ
มหาวรรคอานาปานกถา
ธรรมเครื่องนำออก
อุปกิเลส ๑๘ ประการ
ญาณในโวทาน ๑๓
เบื้องต้น ท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งปฐมฌาณ
ธรรม ๓ ประการ
ญาณความรู้ในการทำ สติ ๓๒ ประการ
พิจารณากาย
ภาวนามี ๔
เวทนา
สัญญา
วิตก
บุคคลย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงอย่างไร
พละทั้งหลายประชุมลงอย่างไร
บุคคลย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงอย่างไร
บุคคลย่อมยังมรรคให้ประชุมลงอย่างไร
บุคคลย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลงอย่างไร
บุคคลเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ว่าหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น อย่างไร
บุคคลย่อมพิจารณากายนั้นอย่างไร
กายสังขารเป็นไฉน
ปีติเป็นไฉน
จิตตสังขารเป็นไฉน
จิตนั้นเป็นไฉน
ความเบิกบานแห่งจิตเป็นไฉน
บุคคลย่อมศึกษาว่าจักเปลื้องจิตหายใจเข้าออกอย่างไร
ความไม่เที่ยง
พิจารณาความคลายกำหนัด
พิจารณาความดับในรูปหายใจเข้าออก
โทษในอวิชชา
พิจารณาความสละคืนหายใจเข้าออก
ญาณด้วยสามารถแห่งสมาธิ ๒๔
วิปัสสนา ๗๒
นิพพิทาญาณ ๘
นิพพิทานุโลมญาณ ๘
นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘
ญาณในวิมุตติสุข ๒๑
การเจริญอานาปานสติ
ห้องกายคตาสติ
ทิฐิความไม่ยึดมั่นถือมั่นใน
การพิจารณากายคตาสติเป็นปฏิกูล
คำอาราธนาพระกายคตาสติ
คำอาราธนากสิณ
การพิจารณาธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ
กสิณายตนะ ๑๐
บ่อเกิดแห่งกสิณ ๑๐ ประการ
พิจารณาวรรณกสิณ
การพิจารณาภูตกสิณ
การพิจารณาธาตุ ๖
อากาสธาตุ
คำอาราธนาอสุภกรรมฐาน
อสุภกรรมฐาน ๑๐ ประการ
พิจารณาอสุภกรรมฐานเป็นปฏิกูล
ความแตกต่างแห่งคน
อสุภะฌาน ๑๐ ดวง
เหตุที่ขึ้นองค์ฌานในห้องอสุภกรรมฐาน
คำอาราธนาปฐมฌาน
คำอาราธนาทุติยฌาน
คำอาราธนาตติยฌาน
คำอาราธนาจตุถฌาน
คำอาราธนาปัญจมฌาน
บุคคลผู้เพ่งฌาน ๔ จำพวก
การพิจารณาฌานเป็นวิปัสสนา เป็นอนาคามี ไปสุธาวาส
แผ่เมตตา ๑๐ ทิศ
พิจารณาธรรมในเมตตาฌานไปสุทธาวาส
ฌาน ๔ เป็นอาพาธ
เปรียบฌาน ๔
การพิจารณาธรรมในองค์ฌานเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ธรรมระงับในฌานต่าง ๆ
ความตั้งอยู่ในสมถะวิปัสสนาธรรมในรูปฌาน ๔
ความตั้งอยู่ในสมถะวิปัสสนาธรรมในฌานพรมหวิหาร ๔
พระสารีบุตรบำเบ็ญฌาน
อุปมารูปฌาน ๔
พระโมคคัลลานบำเพ็ญฌาน
โยคาวจรผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
วิโมกข์ ๘ ประการ
อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙
กุศลฌานปัญจกนัย ฌาน ๕
อธิบายคำในองค์ฌาน
โลกุตตรกุศลฌาน จตุกกนัย
โลกกุตตรกุศลฌาน ปัญจกนัย
วิปากฌาน ปัญจกนัย
โลกุตตรวิปากฌาน จตุกกนัย ฌาน ๔
โลกุตตรวิปากฌาน ปัญจกนัย
กิริยาฌาน ปัญจกนัย
อัปปมัญญา ๔
เมตตาอัปปมัญญานิเทศ
กรุณาอัปปมัญญานิเทศ
มุทิตาอัปปมัญญานิเทศ
อุเบกขาอัปปมัญญานิเทศ
เมตตากุศลฌาน จตุกกนัย
กรุณากุศลฌาน จตุกกนัย
มุทิตากุศลฌาน จตุกกนัย
อุเบกขากุศลฌาน
เมตตาวิปากฌาน จตุกกนัย
เมตตาวิปากฌาน ปัญจกนัย
กรุณาวิปากฌาน จตุกกนัย
กรุณาวิปากฌาน ปัญจกนัย
มุทิตาวิปากฌาน จตุกกนัย
มุทิตาวิปากฌาน ปัญจกนัย
อุเบกขาวิปากฌาน
เมตตากิริยาฌาน จตุกกนัย
เมตตากิริยาฌานปัญจกนัย
กรุณากิริยาฌาน จตุกกนัย
กรุณากิริยาฌาน ปัญจกนัย
มุทิตากิริยาฌาน จตุกกนัย
มุทิตากิริยาฌาน ปัญจกนัย
อุเบกขากิริยาฌาน
สมาธิ สูตรที่ ๑
สมาธิสังยุต
คำอาราธนาอนุสสติ
การเจริญอนุสสติต่างๆ
คำภาวนาในห้องอนุสสติ
ทานสูตร
อุปาทกัมมอายุปมาณวาร
อายุของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราช
มรณัสสติ สูตรที่ ๒
ปฏิปทาสูตรที่ ๓
ปฏิปทาสูตรที่ ๔
อัปปมัญญา พรหมวิหาร ๔
คำอารธนาในบทเมตตาพรหมวิหาร
แผ่ออกทิศเมตตาพรหมวิหาร ทิสาผรณา ๑๐ ทิศ
วิกุพพนา
บทแผ่เมตตาพรหมวิหาร รอบนอก
กรุณาพรหมวิหาร
อาราธนาพิจารณาดู ๔ ทิศใหญ่
บทแผ่กรุณารอบนอก ๔ บท
มุทิตาพรหมวิหาร
แผ่ออกทิศมุทิตาพรหมวิหาร ทิสาผรณา ๑๐ ทิศ
อุเบกขาพรหมวิหาร
ยุคนัทธวรรค เมตตากถา
ผู้เจริญเมตตาที่อบรมด้วยอินทรีย์ ๕
ผู้เจริญเมตตาที่อบรมด้วยพละ ๕
ผู้เจริญเมตตาที่อบรมด้วยโพชณฌงค์ ๗
เมตตาเจโตวิมุตติอันอบรมแล้วด้วยมรรค ๘
เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปด้วยอาการ ๘
กรรมสูตรที่ ๓
เมตตาภาวนา วิปัสสนานัย
เมตตาเจโตวิมุตติ
อาหาเรปฏิกูลสัญญา
ปุตตมังสสูตร
อัตถิราคะสูตร
จตุธาตุววัฏฐาน
มหาหัตถิปโทปมสูตร
อรูปฌานสมาบัติ
เจริญอรูปฌาน
อรูปาวจรกุศล
อากาศไม่มีที่สุด
ธาตุสังยุตต์
อรูปสัญญา
อรูปสูตร
อิทธิวิธญาณ
โสตธาตุวิสุทธิญาณ
เจโตปริญาณ
ปุพเพนิวาสานุสติญาณ
ทิพย์จักษุญาณ
อาสวักขยญาณ
บุคคล ๗ จำพวก
วิโมกข์ ๘
เสขิยวัตรพระกรรมฐาน
วิสุทธิ ๗ ประการ
วิปัสสนากถา
สัญญาสูตรที่ ๒
ห้องวิปัสสนา แบบเจโตวิมุตติ
จิตตวิสุทธิ
ภาวนามยญาณ
ทิฏฐิวิสุทธิ
กังขาวิตรณวิสุทธิ
ความสงสัย ๑๖ ประการ
มัคคาคัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
ญาณทัสสนวิสุทธิ
มนสิการโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
อนิจจานุปัสสนาญาณ
สุญญติวิโมกข์
อนิตตวิโกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
จุฬสุญญตสูตร
มหาสูญตา
ยุคนัทธวรรค สุญกถา
สติปัฏฐานสูตร
สัมมัปปะธาน ๔
ฉันทะ
อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕
พละ ๕
โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมีองค์ ๘
โอรัมภาคิยะสัญโญชน์ ๕
สักกายทิฏฐิ
วิจิกิจฉา
สีลัพพตปรามาส
กามราคะ
ปฏิฆสัญโญชน์
อุทธัจจะสัญโญชน์
อวิชชา สัญโญชน์
สักกายทิฏฐิ
โสดาปัตติมรรค
คำอาราธนาเจริญวิปัสนา
ญาณวิปัสนาและคำภาวนาในห้องพระวิปัสนา

» นิยาย-เรื่องสั้น
» ข้อเขียน-บทความ
» บทกวี
» สารคดี-ท่องเที่ยว

» การแพทย์แผนโบราณ
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ค้นพบบันทึกว่า มีระบบการจัดหายาที่ชัดเจนสำหรับราษฏร มีแหล่งจำหน่ายยาและสมุนไพรหลายแห่งทั้งในและ นอกกำแพงเมือง

» หลักธรรมในการอยู่ร่วมกันในสังคม
พระพุทธศาสนาได้สอนไว้ว่านักปกครองที่ดีนั้นควรมีคุณธรรม 10 ประการ เรียกว่า ทศพิธราชธรรม

» สมถะวิปัสสนา
ตามแนวพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ (เถรวาท) ของสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรมหาเถรเจ้า (สุก ไก่เถื่อน)

» พุทธธรรมขั้นพื้นฐาน
ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ลำพังตนเองโดยไม่ติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่น เพราะการดำรงชีวิตอยู่ของคนเราจำเป็นจะต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน

» พระสูตรของท่านเว่ยหลาง
สูตรของท่านเว่ยหล่างล้วนแต่เป็นเรื่องของการใช้ปัญญาเพื่อค้นหาหนทางแห่งความเป็นพุทธะ และเพื่อความหลุดพ้นไปจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวงในโลกนี้

» พุทธศาสนสุภาษิต
สุภาษิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดำรัสไว้ ซึ่งมีคุณค่าสูงส่ง สามารถใช้ได้ทั้งเป็นแนวทางดำเนินชีวิต เตือนใจ หาคำตอบที่ดีสำหรับปัญหาที่สงสัย

» โอวาทสี่ของเหลี่ยวฝาน
แบบฉบับในการประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เพื่อหยุดยั้งกระแสแห่งวัฒนธรรมตะวันตกและอนุรักษ์ความเป็นคนจีนดั้งเดิม

สติ๊กเกอร์ไลน์

โฆษณาติดต่อ : 081-9182546