วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

พาตัวตนออกจากสถานที่อันจองจำ ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ ไปประกาศอิสรภาพด้วยกัน

สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก
โดย : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ

แบกเป้ สะพายกล้อง ล่องใต้

ชุมชนคีรีวง

โดย นายยงยุทธ กระจ่างโลกกำนันตำบลกำโลน นายนิพัฒน์ บุญเพ็ชร์ รองประธานศูนย์การท่องเที่ยวชุมชนเข้มแข็งบ้านคีรีวง

ความเป็นมาของการตั้งถิ่นฐาน

ชุมชนคีรีวงสามารถสืบประวัติย้อนไปได้กว่า 300 ปี โดยทหารที่กลับจากสงครามเมืองไทรบุรี ได้นำครอบครัวผู้คนกลุ่มหนึ่งล่องเรือมาตามลำคลองท่าดี จนพบทำเลที่เหมาะสม มีภูเขา มีป่า มีแม่น้ำ 3 สาย จึงก่อตั้งชุมชนและให้ชื่อว่า “บ้านขุนน้ำ”

หมู่บ้านคีรีวง ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งอยู่ที่เชิงเขาหลวงด้านทิศตะวันออก ราษฎรมีอาชีพทำสวนผลไม้ ชุมชนชาวคีรีวง มีชีวิตสันติสุขในสังคมแบบเครือญาติ ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ภูเขา น้ำตก พรรณไม้ และสัตว์ป่า

วิถีชีวิตของผู้คนในอดีตพึ่งพากับการหาของป่า ล่าสัตว์ เก็บไม้ผล บรรทุกเรือล่องไปขายนำเงินมาแลกซื้อข้าวสาร กะปิ เกลือ กับผู้คนแถบปากพนัง หัวไทร เชียรใหญ่ จนถึงปากนคร ผลไม้ป่าที่มีคุณภาพก็ได้รับการคัดเลือกนำเมล็ดมาเพาะปลูกในป่าโดยการแผ้วถาง ปลูกแบบ “สมรม” ผสมผสานทั้งมังคุด ทุเรียน ลางสาด หมาก พลู จำปาดะ ไม้พื้นล่างเป็นพืชสมุนไพร ชุมชนก็เริ่มขยายตัว มีการสร้างวัด ณ บริเวณเจดีย์เก่า ให้ชื่อว่า วัดคีรีวง

ชุมชนคีรีวงประสบกับภัยต่าง ๆ มากมาย ทั้งภัยจากธรรมชาติ และภัยจากการเมืองการปกครอง สรุปพอสังเขป ดังนี้

  • ปี พ.ศ. 2505 จังหวัดนครศรีธรรมราชประสบวาตภัย ต่อเนื่องมาจากแหลมตะลุมพุก สวนไม้ผล บ้านเรือนเสียหายหมด

  • ช่วงปีพ.ศ. 2506 ผู้คนในชุมชนคีรีวงถูกเพ็งเล็งจากทางการว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างมาก

  • ปี 2518 ชุมชนคีรีวงประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ สืบเนื่องมาจากทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายจากการตัดไม้ทำลายป่า

จากภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจต่อเนื่องมา ประกอบกับระบบการผลิตของชุมชนถูกกดขี่โดยพ่อค้าคนกลาง อีกทั้งการส่งบุตรหลานไปเรียนต้องใช้เงินมาก ทำให้ต้องเสียที่ดินให้กับนายทุน ดังนั้น ในปี 2523 ผู้นำชุมชนคีรีวงได้พยายามเสาะแสวงหาวิธีการช่วยเหลือชาวบ้าน จนได้พบกับแนวทางกลุ่มออมทรัพย์สัจจะจากการพัฒนาชุมชน จึงได้นำมาริเริ่มในคีรีวง เริ่มจากสมาชิก 51 คน ทุนเริ่มต้น 35,000 บาท จนปัจจุบันมีทุนกว่า 40 ล้านบาท

ต่อมาชุมชนได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเกิดเป็นหมู่บ้านอาสาพัฒนาป้องกันตนเอง มีการส่งหมู่บ้านเข้าประกวดซึ่งชนะตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ภาค และในปี 2529 ก็ชนะระดับประเทศ ทำให้มีผู้คนมากมายเข้ามาศึกษาดูงาน

เมื่อปี พ.ศ. 2531 หมู่บ้านคีรีวงประสบเหตุน้ำป่าไหลหลาก น้ำป่าทะลักพร้อมดิน โคลน ทราย และไม้ซุงจากเทือกเขาหลวงไหลบ่ามาทับถมทำลายบ้านเรือน วัด โรงเรียน ชีวิตผู้คนล้มตาย เกิดความเสียหายมากมาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร์ได้รับผลกระทบมาก ทางราชการได้แนะนำให้อพยพไปตั้งหมู่บ้านใหม่ในที่ที่ปลอดภัย แต่ราษฎรไม่ยอมโยกย้ายไปจากถิ่นเดิมของบรรพบุรุษ เพราะมีชีวิตผูกพันจนละทิ้งถิ่นฐานไม่ได้ จวบจน นายปราโมทย์ ไม้กลัด (ปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา) ได้เข้ามาสำรวจข้อมูลและมีความเห็นเช่นเดียวกับชาวบ้าน และได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระราชทานเงินมากกว่า 100 ล้านบาท เพื่อให้นำมาแก้ไขปัญหาในการป้องกันภัยพิบัติทางน้ำในระยะยาว

แนวคิดในการพัฒนา

ชาวคีรีวงได้ร่วมกันพิจารณาถึงสาเหตุต่าง ๆ พบว่าทุก 13 ปี นับจากปี 2505 2518 และ 2531 เกิดเหตุรุนแรงมาก และต้นเหตุที่สำคัญที่เป็นผลมาสู่ความหายนะคือ การบุกรุกทำลายป่าเพื่อสร้างสวน สมรม รวมทั้งจากสภาพพื้นที่ของเทือกเขาหลวงซึ่งมีความสูงถึง 1,835 เมตร เป็นจุดที่ปะทะลมมรสุมทั้งจากอันดามัน และอ่าวไทย หากป่าไม้ถูกทำลายอย่างนี้ปัญหาคงจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาและทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญเป็นอันดับแรก ชุมชนคีรีวงได้เสนอโครงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านองค์กรพัฒนาเอกชน และสถานทูตออสเตรเลีย จนได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 600,000 บาท ในปี 2536 ได้เปิดโรงเรียนผู้นำเพื่อพัฒนาผู้นำทางสังคมทั้งผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้ง ผู้นำตามธรรมชาติ และเยาวชน มาฝึกอบรม 3 เดือน ฝึกทั้งการพูด การนำเสนอ การจับประเด็น การสื่อสาร การเขียนโครงการ การทำแผนชุมชน จริยธรรม ศีลธรรม คุณธรรม ตลอดจนการศึกษาดูงาน จากนั้น ให้ทุกคนกลับมาทำกิจกรรมต่อเนื่องในชุมชน

ปัจจุบันนี้ ผู้ที่ผ่านการผึกอบรมได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในชุมชนคีรีวง ในหลาย ๆ กิจกรรม เพราะทุกคนทำงานต่อเนื่องกว่า 3 ปี จนชำนาญจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ผลดี ก็มีการขยายกิจกรรมมาสู่การเพิ่มรายได้ โดยการใช้วัตถุดิบที่มีในชุมชนมาทำให้สินค้าเกษตรเกิดมูลค่าเพิ่ม โดยเริ่มจากกลุ่มแม่บ้านที่มีความชำนาญในการแปรรูปทุเรียน และเก็บไว้ในกาบหมาก แขวนไว้ในครัว ซึ่งมีผลต่อเนื่องคือควันที่เกิดจากการหุงหาอาหารจะรมทำให้ทุเรียนไม่เป็นเชื้อรา นอกจากนั้น การใช้รูปแบบ “หมาต้อ” คือบรรจุทุเรียนกวนไว้ในกาบหมาก อย่างสวยงาม นำมาจำหน่ายให้แก่ผู้มาเยือน ก็ได้รับผลดีจนมาถึงปัจจุบัน

อาชีพ

อาชีพหลักของชุมชนบ้านคีรีวง คือการทำสวนผลไม้ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันเป็นหลายกลุ่มอาชีพ ได้แก่ กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มสมุนไพร กลุ่มจักสานและผลิตภัณฑ์กะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มไวน์และกลุ่มทุเรียนกวน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวเขาหลวงมักจะซื้อเป็นของฝากกลับไปเป็นจำนวนมากเสมอ

ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ

การย้อมผ้าด้วยวิธีมัดย้อมด้วยสีที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เป็นการนำความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้านที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น อันเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับชุมชน เช่น เดียวกับการย้อมฮ่อมของภาคเหนือ วัสดุที่นิยมนำมาใช้ทำสีย้อมผ้าธรรมชาติจะเป็นส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ เช่น เปลือก ใบ แก่น ราก และผล ซึ่งจะให้สีสันที่แตกต่างกันไป เช่น

ใบหูกวาง ให้สีเหลืองอมเขียว ใบมังคุดให้สี ส้มกับชมพู ใบเพกาให้สี เขียวเข้ม เปลือกลูกเนียงให้สี น้ำตาลเข้ม ฝักสะตอให้สี เทา แก่นขนุน ให้สี เหลืองสด

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการมัดย้อมสีธรรมชาติได้แก่ เสื้อ กางเกง ผ้าสำหรับตัดชุด ปลอกหมอน ผ้าคลุมเตียง หมวก ฯลฯ

นอกจากผลิตภัณฑ์มัดย้อมแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพอื่น ๆ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเช่น

กลุ่มสมุนไพร เช่น สบู่เปลือกมังคุด กลุ่มแปรรูปผักผลไม้ เช่น น้ำส้มแขก ข้าวเกรียบผลไม้ ส้มแขกตากแห้ง กลุ่มแปรรูปผักผลไม้ เช่น น้ำส้มแขก ข้าวเกรียบผลไม้ ส้มแขกตากแห้ง กลุ่มไวน์ ผลิตไวน์จากมังคุด กลุ่มแม่บ้านทุเรียนกวน กลุ่มหัตถกรรมพื้นบ้านคีรีวง ได้แก่ เครื่องจักรสานจากไม้ไผ่/หวาย

เนื่องจากกระแสการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวที่มาชมป่าชมธรรมชาติของยอดเขาหลวง มักมาตั้งการเดินทางที่หมู่บ้านคีรีวงแห่งนี้ ชาวบ้านจึงประกอบอาชีพเสริมด้วยการดำเนินกิจกรรมในด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ทั้งเป็นมัคคุเทศก์นำทางเดินป่าขึ้นสู่เขาหลวงเพื่อศึกษาธรรมชาติ จัดที่พักอาศัยแบบ “โฮมสเตย์” ทำอาหารพื้นบ้าน และผลิตสินค้าพื้นเมือง เช่น ทุเรียนกวน ผ้ามัดย้อม จำหน่าย โดยได้จัดตั้งชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขององค์การบริหารส่วนตำบลกำโลน มาตั้งแต่ปี 2539 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 47 ครอบครัว ทำรายได้ให้ชุมชนเป็นจำนวนมาก ถือเป็นต้นแบบในการจัดการธุรกิจประเภทนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จนได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (Thailand Tourism Award) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชุมชนคีรีวงได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูกาลผลไม้ออกชุกในเดือนกรกฎาคม – กันยายน

แนวคิดในการบริหารจัดการการท่องเที่ยว

ชุมชนคีรีวงได้วางระบบการดำเนินงานโดยมีศูนย์การท่องเที่ยวชุมชนเข้มแข็ง บ้านคีรีวง เป็นจุดหลัก คอยดูแลการทำงานของทุกกิจกรรมทั้ง การบริหารงาน การปกครอง การเงิน การท่องเที่ยว การศึกษา วัฒนธรรม สาธารณสุข การเกษตร สารสนเทศ มีคณะอนุกรรมการทั้ง 9 ฝ่าย ร่วมคิด ร่วมวางแผน มาสู่แผนแม่บทชุมชน ทุกปีในช่วงเดือนกันยายน จะมีการประชุมเพื่อสรุปถอดบทเรียนจากการทำงานทั้งหมด นำปัญหาเพื่อปรับปรุงการทำงาน เตรียมแผนงานไว้รองรับทุกหน่วยงาน และที่สำคัญคือ การดำเนินงานที่มีศูนย์กลาง จะช่วยแก้ปัญหาการฉกฉวยผลประโยชน์จากภายในและภายนอกชุมชนได้ เป็นจุดที่ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเปิดชุมชนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยือน คือ

1)ผู้คนในคีรีวงรักสิ่งแวดล้อม
2) คงไว้ซึ่งวิถีชีวิต และวัฒนธรรม
3) ชุมชนรู้จักการจัดการอย่างเป็นระบบ

มีความสวยงามตลอดเวลาสำหรับนักท่องเที่ยวได้รับคือ
1) ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม
2) เกิดมิตรภาพ ผูกพัน ระหว่างนักท่องเที่ยวและชาวบ้าน
3) ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ประสบการณ์ที่สวยงาม

ชุมชนคีรีวงได้ตระหนักดีว่า ปัจจุบัน กระแสสังคม วัตถุนิยม วัฒนธรรมแปลก ๆ ต่างไหลบ่ามาสู่คีรีวงมากมาย คณะกรรมการชุมชนคีรีวง ต้องพยายามสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนให้สามารถต้านทานต่อความเปลี่ยนแปลง ชะลอความเสียหายมิให้เกิดปัญหาการฉกฉวยแย่งชิงผลประโยชน์ ซึ่งจะเป็นเหตุที่รุนแรงกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ

คีรีวง วงรอบขอบเขาหลวง เป็นขุนน้ำฉ่ำทรวงสุขาสถาน ให้ร่มเย็นเป็นประจำสุขสำราญ ร่วมสืบสาน สถิตศรี คีรีวง คือตำนานประหนึ่งมณีคีรีเขต บรรลือเดช ธรณี คีรีหลง ส่วนเพื่อนพ้องน้องพี่คีรีพงศ์ ร่วมดำรงรักษาศรี คีรีเรา

« กลับหน้าแรก |


» ตามรอยชุมชนต้นแบบไป"คีรีวง"
» สู่เส้นทางพิชิตยอดเขาหลวง
» พิชิตยอดเขาหลวง
» งานเลี้ยงเลิกรา ที่วังจำปา คีรีวง
» ห้วยยอด
» คนแปลกหน้ากับหมาไม่มีชื่อแห่งเขาปินะ
» เที่ยวเมืองตรัง
» สวนพฤกษศาสตร์-หาดสำราญ
» เกาะสุกร
» ปลายทางที่ปากเมง


เกี่ยวกับผู้เขียน »

แชร์ไปที่ไหนดี แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

ข้อเขียน-บทความ »

» จินตนา แก้วขาว กราบเธอที่ดวงใจ
ชัยชนะของชาวบ้านไม่ได้อยู่ที่การยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้า แต่ชัยชนะของพวกเขาคือ สิทธิ์ในฐานะประชาชน

» ทะริด ตะนาวศรี คนไทยที่ถูกลืม
จะมีใครสักกี่คนที่หวนคิดคำนึงถึง ความบอบช้ำกล้ำกลืนของสายเลือดไทยผู้พลัดถิ่นเหล่านั้น และการถูกตราหน้าว่าเป็นพม่า จากผู้คนสายเลือดเดียวกัน

» ปู่เย็น ณ สะพานลำใย แห่งลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี
บั้นปลายชีวิตที่เลือกได้ของปูเย็น อาจจะไม่ได้หมายถึงใต้สะพานลำใยแห่งนี้ หากแต่น่าจะเป็นบั้นปลายชีวิตที่ไม่ยอมเป็นภาระแก่ลูกหลาน

» จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ (รวมงานเขียน)
» ฉายเดี่ยว (รวมงานเขียน)
» งูเขียว หางบอบช้ำ (รวมงานเขียน)
» ตีหัวเข้าบ้าน ตะคอกโลก ตีหัวหมา
» ผายลมนี้มีผลย้อนหลัง

» ได้แต่หวังว่า เราจะอยู่ร่วมกันได้บนโลกที่เปรียบเสมือนบ้านของเราใบนี้ ด้วยความรู้สึกที่ดีประดุจดั่งกินข้าวจากหม้อเดียวกัน
เพ้อพร่ำ รำพัน โดย : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ

» ขอเป็นตาแก่ขี้บ่นในหัวใจเธอ
» เมื่อคนขับรถปลอมตัวไปเล่นหุ้น (บันทึกการเล่นสด)
ทั้งหลายทั้งปวงเพียงเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เรียนรู้ไปด้วยกันตั้งแต่ต้นจนจบ(หมดตูด)

นิยาย-เรื่องสั้น »

» ตำนานบันลือโลก
» บันทึกทรราชย์
» ผมเกือบได้เป็นนักแต่งเพลงชื่อดังเสียแล้ว
» ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหลังเกษียณ
» แสนยานุภาพแห่งการรอคอย

บทกวี »

» ฝ่าเท้าเย้ยพิภพ
» ความทรงจำที่เศร้าหมอง
» ธรรมนูญนรก

สารคดี-ท่องเที่ยว »

» ลำปาง นครแห่งความสุข
» พาเด็กไปเลี้ยงแกะ (สวนผึ้ง ราชบุรี)
» ปั้นทรายโลก บูชาพระพิฆเนศ เมืองแปดริ้ว
» สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องลาว
» พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
» เมืองโบราณ
» เสียมเรียบ นครวัด นครธม
» มาเก๊ามรดกโลก
» สะพายเป้ แบกกล้อง ล่องใต้
» ปายฝน ต้นรัก ปางอุ๋ง แม่ละนา 1864 โค้ง
» ตะลุยเมืองจำลอง
» จากจังหวัดที่เล็กที่สุดถึงเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุด

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-