Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

บู้ลิ้มซีเนราม่า

โดย :: กระบี่หนุ่ม
สุนทรียภาพแห่งสาระ-บันเทิง ข้อคิดและมุมมองจากการดูหนัง

Elizabethtown

ดารานำแสดง:Orlando Bloom,Kirsten Dunst,Susan Sarandon
ผู้กำกับ:Cameron Crowe
ประเภท: Drama,Romance
รางวัล:1 win & 4 nominations (more)

             บางครั้งการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน มันช่างยากเย็น ไม่ง่ายเหมือนกับว่าเราแค่นำแป้งมาผสมกันให้ได้ส่วนผสมที่กำลังเหมาะ และนำไปใส่ในพิมพ์ รอเวลาให้ยีสต์ย่อยแป้งให้ได้ที่จนเกิดแก้สในเนื้อแป้ง พองโต เพื่อให้ขนมปังนุ่มพอเหมาะ ก่อนนำเข้าเตาอบจนออกมาน่าทาน ถ้าชีวิตเป็นอย่างนั้น ถ้าชีวิตเหมือนกับการดำเนินอยู่บนสายพาน สายพานแห่งการดำเนินชีวิต มันก็จะแตกต่างกับสายพานแห่งโรงงานที่เป็นเรื่องสำเร็จรูป เป็นขั้นตอนการประกอบตามลำดับของมัน ตามส่วนผสมของมัน จนกระทั่งออกมาสู่ปลายสายพานเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง หรือผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ แต่กับสายพานแห่งชีวิต มันไม่ได้สำเร็จรูปเหมือนสายพานโรงงาน หรือจะพูดให้ง่ายเข้านั่นคือว่า ชีวิตนี้ไม่สำเร็จรูป ชีวิตนี้ไม่สมบูรณ์แบบ” จะพูดไปทุกคนเข้าใจดีอยู่แล้วละ ว่าชีวิตนี้ไม่สมบูรณ์แบบ และก็รู้เสียด้วยว่าเป็นไปได้ยากที่จะดำเนินไปสู่คำว่า “สมบูรณ์แบบ”  แต่มีกี่คนล่ะครับ ที่หยุดคิดจริงๆ ว่า เมื่อชีวิตไม่สมบูรณ์แบบแล้วต้องทำอย่างไร หลายคนยังวนอยู่ในวงเวียนของการต้องการประสบความสำเร็จอย่างหาที่สุดมิได้ ค่าร้อยเปอร์เซนต์ หรือคะแนนเต็มร้อยไม่มีที่สิ้นสุด มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆตามแต่กิเลสตัณหาจะพามันไปเมื่อได้หนึ่ง ก็ต้องได้ สอง สาม ...ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จะสิ้นสุด เมื่อ สิ้นลม... เมื่อเป็นอย่างนี้

             สิ่งที่ต้องถามต่อไปคือ แล้วเรามีความสุขหรือ เราเครียดเกินไปหรือปล่าวกับการอยู่บนสายพานแห่งนี้ สายพานที่ไม่สามารถควบคุมได้ แม้จะพยายามเท่าไหร่ ก็เหมือนไกลเกินเอื้อมบางครั้งเหมือนกับว่าเราไม่ก้าวหน้าไปไหน แต่จริงๆแล้ว อาจเป็นว่า จุดหมายของเราไกลออกไป ไกลออกไป เพราะใจของเรามักใหญ่ เมื่อเราไม่ถึงจุดหมายเราก็คิดว่าเรา ล้มเหลว”   ทั้งที่หากเราตั้งค่าความสำเร็จ ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ความสุข ความพอเพียงแล้ว ความ “ล้มเหลว” ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น หนังเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลว ซึ่งในเรื่องใช้คำว่า Fiasco(ความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า) ดรูว์ เบย์เลอร์(Orlando Broom)หนุ่มนักเรียนทุน ผู้มีความเชื่อว่า "คนโง่เท่านั้นที่ล้มเหลว" ทำงานในตำแหน่งนักออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับกับบริษัทผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลก เขาออกแบบรองเท้ากีฬา ที่คาดว่าน่าจะโด่งดังแต่กลับล้มเหลวไม่สามารถขายได้ บริษัทขาดทุนเป็นพันล้านดอลลาร์ ทั้งๆที่เขาก็ทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเรียกได้ว่าเป็นคนบนแนวหน้าของ “สายพาน” อย่างแท้จริง ความล้มเหลวทำให้หนุ่มไฟแรงคิดจะฆ่าตัวตาย เขานำเสื้อผ้าข้าวของทันสมัยทุกอย่างในห้องออกไปทิ้ง แล้วมองคนอื่นเก็บมันไปใช้ด้วยใบหน้ายิ้มเยาะ เพราะเขาไม่ต้องการมันแล้ว และเมื่อเขาจะกลับมาทำอัตวิบาตรกรรมกับตัวเอง ในช่วงเวลาแห่งชีวิต กลับมีโทรศัพท์มาจากทางบ้าน แจ้งเขาว่า พ่อเขาเสียชีวิต... การดำเนินเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า ดรูว์ เบย์เลอร์ มีชีวิตที่แต่งกับงาน ไม่สนใจสิ่งอื่นตัดขาดจากครอบครัว ในหัวมีแต่งาน จนกระทั่ง เขาตกจาก “สายพาน” และต้องกลับไปบ้านเกิดของพ่อเขาที่เมืองอลิซาเบท มลรัฐเคนตั๊กกี้ เพื่อรับศพพ่อเขากลับมา การเดินทางในเที่ยวบินสู่เคนตั๊กกี้ครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับ แคลร์(Kirsten Dunst) แอร์โฮสเตส สาวสวย และน่ารัก ผู้มีมุมมองในการดำเนินชีวิต งดงามเทียบเคียงกับหน้าตาและรอยยิ้มของเธอ  เมื่อชีวิตของหนุ่มไฟแรง ที่ลืมบางสิ่งบางอย่าง ที่สำคัญในชีวิตไป ถูกโชคชะตาทำให้หล่นจากหนทางสู่เป้าหมาย ความหมดหวัง และท้อแท้ ทำให้เขาอยู่ภายใต้สภาวะที่หลุดโลก และแคลร์สาวน้อยบุคลิกน่ารักคนนี้นีเองที่ดึงเขาลงมายืนบนโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อชนบท ที่เต็มไปด้วยผู้คนจริงใจ กระตือรือร้นในการแสดงความรู้สึกต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ  สิ่งหนึ่งที่ผมมักพูดบ่อยๆ ว่าในสังคมที่มีคนจำนวนมากสิ่งที่ทำให้เราห่างจากคนอื่น ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นน้อยลง อาจเป็นความเป็น “ตัวตน” ของเรามากไป จนบางครั้งเราสร้างสิ่งที่ผมเรียกว่า “กำแพงแห่งท่าที” ขึ้นมา ปกป้องตนเองเบื้องหลังกำแพงนั้น และท้ายที่สุดเมื่อกำแพงนั้นสูงขึ้น สูงขึ้น เราก็มองโลกในมุมของ “ตัวเอง”และต้องอยู่คนเดียว โดยสิ้นเชิง !
                มุมมองของเมืองนี้ รวมทั้งมุมมองของสาวน้อยแคลร์ ปรับมุมมองของดรูว์ ให้เปลี่ยนไป เขากลับมาอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง การตกจากสายพานของเขา ทำให้เขารู้ว่าสายพานที่เขาดำเนินชีวิตอยู่นั้น มิได้หมุนโลกใบนี้ โลกใบนี้หมุนได้ด้วยความสุข รอยยิ้ม และการดำเนินชิวิตต่อไป อย่างไม่ย่อท้อต่างหาก สิ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีคือเบย์เลอร์ แม่ของดรูว์ ผู้สูญเสียสามีตน เขาต้องดำเนินชีวิตโดยปราศจากคนรัก เขาจึงต้องทำตัวไม่ให้ว่าง ทำสิ่งต่างๆตลอดเวลา ในที่สุดเขาก็พบว่าการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่สามีเขาเคยบอกเขาและลูกๆไว้ ซึ่งเป็นคำหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นคำที่ทำให้เราสามารถรับกับสถานการณ์ต่างๆได้ดีทีเดียว เขาว่า “If it wasn’t this…It’d be something else”หรือแปลว่า “ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ มันก็ต้องเป็นเรื่องโน้น” ประโยคนี้มันช่วยบอกเราว่า ในชีวิตเราจะต้องเจอเรื่องราวต่างๆมากมายที่เป็นความทุกข์ จงเผชิญมัน อย่ายอมแพ้ อย่าท้อถอย และสิ่งหนึ่งที่เรื่องนี้นำคุณค่ามาสู่ตัวของภาพยนต์ นั่นคือ การมองความสุขจากภายใน นั่นเอง...

         คำคมน่าคิดจากเรื่องนี้.
          ความเชื่อของดรูว์ ที่ว่าความล้มเหลวเกิดขึ้นกับคนโง่เท่านั้น ดูเหมือนจะไม่จริง แท้ที่จริงแล้ว "ความล้มเหลว" เกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งที่สำคัญ เมื่อเราพบกับความล้มเหลว และความผิดหวัง ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ คำที่พ่อของดรูว์ เป็นคำที่ผมนำมาให้คิดกันอีกครั้งว่า หรือแปลว่า “ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ มันก็ต้องเป็นเรื่องโน้น” งั้นก็ "รับมัน"

-- กระบี่หนุ่ม --


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com