Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

พุทธประวัติ ฉบับสำหรับยุวชน

พุทธทาสภิกขุ แปลและเรียบเรียงจาก ฉบับภาษาอังกฤษ ของ ภิกษุสีลาจาระ (J.F. Mc kechnie)

ตอนที่ 3

ในวัยรุ่น

       ในประเทศอินเดียแห่งโบราณ คนทุกคนทราบดีว่าทุกสิ่งที่มนุษย์เราพากันต้องการนั้น ย่อมสำเร็จมาจากพื้นดิน เพราะฉะนั้น ผู้ซึ่งทำหน้าที่ไถหว่านแผ่นดิน จนกระทั่งเกิดอาหารอันเป็นของจำเป็นสำหรับมนุษย์ขึ้นมาได้นั้น นับว่าเป็นบุคคลผู้ทำสิ่งซึ่งจำเป็นที่สุด และมีประโยชน์ที่สุดให้แก่ประเทศชาติของตน ด้วยเหตุนั้น จึงเกิดมีประเพณีเป็นประจำปีในยุคนั้นที่พระราชาแห่งถิ่นแคว้นแดนนั้นๆ จักต้องเสด็จสู่ท้องนาด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งอำมาตย์ข้าราชการของพระองค์ด้วย พระองค์จะทรงจับคันไถขึ้นไถนาด้วยพระหัตถ์เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ปวงประชาราษฎร์ของพระองค์ ในข้อที่ว่า งานอันมีเกียรตินี้ ไม่ใช่สิ่งที่ควรรังเกียจหรือละอาย
       ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ในครั้งนี้เป็นปลายฤดูร้อน อันเป็นฤดูเริ่มการทำนา พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้เสด็จออกจากนครพร้อมด้วยขบวนหลวง เพื่อทรงประกอบพิธีเรียกกันว่า “รัชชนังคลมงคล” ประชาชนทั้งนครได้ติดตามพระองค์ไป เพราะเป็นพิธีใหญ่ประจำปี เพื่อดูพระราชาของตนประกอบพิธีอันสำคัญนี้ และมีส่วนในการเลี้ยงอันเอิกเกริกที่สุด ซึ่งเนื่องอยู่ด้วยกัน แม้พระราชาก็ได้ทรงพาพระโอรสองค์น้อยของพระองค์ไปสู่ท้องนาคราวนั้นด้วย แต่ทรงปล่อยให้พักอยู่กับคนเลี้ยงตามลำพัง พระเจ้าสุทโธทนะเสด็จไปสู่ที่ที่ประกอบพิธีไถพื้นดิน ทรงจับคันไถซึ่งประดับด้วยทองคำ แล้วทรงเริ่มไถพื้นดินแห่งท้องนา ถัดตามมาข้างหลังมีหมู่อำมาตย์ซึ่งจับไถอันประดับเงิน แล้วก็ถึงอันดับของหมู่ชาวนาธรรมดาทำการไถตามมา ด้วยไถตามปกติของตนๆ เป็นคู่ๆ ล้วนแต่พลิกเนื้อดินดีสีน้ำตาลเหล่านั้นให้ร่วนเหมาะสมที่จะปลูกหว่านสืบไป


       ครั้นตกมาถึงเวลาเลี้ยงดูกัน พวกคนเลี้ยงพระกุมารได้ทยอยกันมาสู่ที่เลี้ยงกันจนหมดสิ้น พากันลืมพระกุมารนั้นโดยสิ้นเชิง และได้ทิ้งพระองค์ไว้ในที่นั้นแต่พระองค์เดียว เมื่อพระกุมารรู้สึกว่าพระองค์ทรงอยู่แต่พระองค์เดียวเช่นนั้นก็ทรงรู้สึกสบายพระทัยเป็นอย่างยิ่ง โดยเหตุพระองค์เป็นเด็กฉลาดอย่างยิ่งนั่นเอง พระองค์มีพระประสงค์ที่จะหาเวลาคิดอย่างเงียบๆ ของพระองค์ในสิ่งที่ได้ทรงเห็นในวันนี้ ในขณะที่เขากำลังมีการเลี้ยงและรื่นเริงกันอย่างยิ่งนั้น ดั่งนั้นพระองค์จึงเสด็จดำเนินไปอย่างเงียบๆ ตามลำพังจนกระทั่งถึงต้นหว้าใหญ่ มีใบตกร่มเงาเย็นสนิทต้นหนึ่ง แล้วได้ประทับนั่งลงสำรวมจิตให้ว่างโปร่งจากอารมณ์ทั้งหลาย
       พระองค์ได้เริ่มพิจารณาเป็นข้อแรกว่า ณ ที่นี้ พระราชบิดาของพระองค์ พร้อมทั้งอำมาตย์และชาวนาทั้งหลายได้ประกอบพิธีการไถนา ทุกคนกำลังมีความร่าเริงสนุกสนานเลี้ยงดูกันอย่างเต็มที่ แต่สำหรับวัวทุกตัวนั้นเล่าดูไม่มีความสุขสบายเสียเลย มันต้องลากไถอันหนักให้ไถไปตลอดพื้นดินอันเหนียว มันต้องฉุดลากไถจนมันหมดแรงเหนื่อยหอบจนต้องหายใจทางปาก ทำให้เห็นชัดทีเดียวว่าชีวิตนี้มิใช่เป็นของสนุกสนานสำหรับมันเลย แม้ในวันที่พวกมนุษย์พากันเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนานเช่นนี้ มันก็ยังจำต้องทำงานหนัก และมักจะมีอยู่บ่อยๆ ที่มันถูกตวาดด้วยถ้อยคำอันหยาบคาย หรือถึงกับถูกตีหนักๆ เพราะเผอิญมันทำไม่ได้ตรงตามความต้องการของเจ้าของ เจ้าชายสิทธัตถะยังได้พิจารณาเห็นต่อไปว่า แม้ในขณะแห่งความบันเทิงในวันที่ร่าเริงกันอยู่อย่างยิ่งนี้ ก็ยังมีสิ่งอื่นอีกมากที่ไม่ได้รับความผาสุกอย่างใดเลยอยู่เป็นธรรมดา
       ในขณะที่พระองค์ประทับอยู่ภายใต้ต้นหว้านั้น พระองค์ได้ทรงสังเกตความเคลื่อนไหวของนกและของสัตว์ต่างๆ ตลอดถึงแมลงนานาชนิด ในบริเวณนั้น พระองค์ได้สังเกตเห็นกิ้งก่าตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากซอกใกล้ๆ พระบาทของพระองค์ แล้วใช้ลิ้นอันรวดเร็วของมัน แลบตวัดจับกินมดตัวเล็กๆ ซึ่งทำงานตามหน้าที่ของมันอยู่อย่างแข็งขัน แต่ชั่วขณะเล็กน้อยเท่านั้น งูตัวหนึ่งได้เลื้อยออกมางับเอากิ้งก่าตัวนั้นแล้วกลืนกิน และในขณะที่กำลังทรงประหลาดใจอยู่นั่นเอง เหยี่ยวตัวหนึ่งได้ถลาลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว จับเอางูตัวนั้นไปฉีกกินเป็นอาหาร เจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป และได้ถามพระองค์เองว่า เมื่อสิ่งต่างๆ มันเป็นดังนี้แล้ว ความสวยงามทั้งหลายซึ่งปรากฏอยู่ในชีวิตนี้ ย่อมมีความโสมมโดยประการทั้งปวงแฝงอยู่ ณ เบื้องหลังของมันมิใช่หรือ แม้พระองค์ยังทรงเยาว์วัยเช่นนี้ และยังไม่เคยได้รับทุกข์ทรมานแต่อย่างใดเลยก็ตาม เมื่อพระองค์ได้ทรงมองดูโดยรอบๆ พระองค์ และทรงพิจารณาในสิ่งนั้นๆ แล้ว ก็ทรงมีความรู้สึกว่า ความทุกข์อันใหญ่หลวงกำลังครอบงำคนและสัตว์จำนวนมากอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าพระองค์เองจะกำลังทรงพระสำราญดีอยู่
       เมื่อพระองค์ทรงรำพึงอยู่เช่นนั้น ทั้งที่ยังทรงเยาว์วัยอยู่ก็ได้มีพระหฤทัยดิ่งลงสู่เหวลึกแห่งความคิด จนกระทั่งหมดความรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวง ทรงหมดความรู้สึกต่อวันซึ่งเขากำลังสนุกสนานเลี้ยงดูกันอย่างเอิกเกริก หมดความรู้สึกต่อพระบิดา หมดความรู้สึกต่อพิธีไถนา และหมดความรู้สึกต่อทุกสิ่งโดยสิ้นเชิง ในขณะนี้พระองค์ทรงมีจิตดิ่งแน่วแน่เป็นสมาธิถึงขั้นที่เรียกกันทั่วไปในหมู่โยคีทั้งหลายว่า “ปฐมฌาน”
       พิธีไถนาและการเลี้ยงได้สิ้นสุดไปแล้ว พวกที่มีหน้าที่ทำการอารักขาเจ้าชายระลึกขึ้นได้ถึงพระองค์ ก็รีบกลับมาสู่ที่ที่เขาได้ละทิ้งพระองค์ไว้ ครั้นไม่ได้พบพระองค์ ก็พากันตกใจ แยกย้ายกันออกเสาะหาทุกหนทุกแห่ง โดยเกรงว่าในไม่ช้าพระราชาก็จะทรงเรียกหาพระโอรสเพื่อพากลับคืนวัง ในที่สุดเขาได้พบพระองค์ประทับนั่งนิ่งเงียบ ราวกะรูปหินสลัก อยู่ภายใต้ต้นหว้านั่นเอง
       เจ้าชายกำลังมีพระทัยดิ่งลึกอยู่ในห้วงแห่งความคิดของพระองค์ จนถึงกับไม่ได้ยินคำร้องเรียกของคนเหล่านั้นในชั้นแรก แต่เมื่อคนเหล่านั้นได้พยายามอยู่ครู่หนึ่ง ก็สามารถปลุกให้ทรงตื่นจากสมาธิได้สำเร็จ และรีบกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบว่า พระราชบิดากำลังรับสั่งให้หา เพราะเป็นเวลาสมควรที่จะกลับไปสู่วังแล้ว ดั่งนั้นพระองค์จึงได้ทรงลุกและเสด็จไปกับพระหฤทัยของพระองค์เต็มไปด้วยความสงสารต่อสรรพสัตว์ซึ่งมีชีวิตอยู่ แต่ละตัวๆ ล้วนแต่รักชีวิตของตนๆ เหลือประมาณ และกำลังต่อสู้อยู่ด้วยความลำบากยากเข็ญ เพื่อประโยชน์แก่ชีวิตนั่นเอง
       พระเจ้าสุทโธทนะ ได้ทรงวุ่นวายพระทัยในการที่ได้ทราบว่า พระโอรสของพระองค์ทรงเริ่มมีความคิดนึกจริงจัง ในปัญหาชีวิตและความหมายอันแท้จริงของชีวิต ก่อนเวลาที่ควรจะเป็น พระองค์ทรงหวั่นพระทัยเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งซึ่งพระฤษีผู้สูงอายุได้เคยกล่าวไว้เมื่อแรกประสูตินั้น บัดนี้จะเริ่มเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว กล่าวคือ ความคิดของพระโอรสของพระองค์ได้เริ่มหมุนไปในทางธรรมเสียแล้ว หากความคิดเหล่านี้ไม่ระงับไป สิ่งที่พระองค์เคยทรงหวั่นวิตกอย่างยิ่งจักเกิดขึ้นโดยแน่นอน คือเจ้าชายสิทธัตถะจักละทิ้งบ้านเรือนไป และพระองค์จักไม่มีพระโอรสเป็นผู้สืบบัลลังก์แห่งประเทศของพระองค์
ในขณะนั้น พระองค์ทรงตกลงพระทัยที่จะทำอะไรบางอย่าง เพื่อโน้มน้าวดวงจิตแห่งพระโอรสให้ออกห่างมาเสียจากความคิดอันรุนแรงลึกซึ้งเช่นนั้น พระองค์ทรงตั้งพระทัยในอันที่จะกระทำทุกวิถีทางที่จะทำได้ เพื่อให้ชีวิตในราชสำนักเป็นสิ่งที่น่ายินดีและเพลิดเพลินแก่พระโอรสของพระองค์ จนถึงกับพระโอรสจะทรงเลิกละความคิดที่คนทั้งหลายเขาไม่คิดกันนั้นเสียได้ ด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลินนั้น  พระองค์รับสั่งแก่พวกช่าง ให้สร้างปราสาทอันสวยงามขึ้นถึง 3 ปราสาทสำหรับพระโอรส ปราสาทหลังที่หนึ่ง สร้างขึ้นด้วยไม้แก่นอย่างดี ภายในบุด้วยไม้สีดาอันมีกลิ่นหอม ภายในปราสาทอันอบอุ่นสบายหลังนี้พระองค์ทรงพระประสงค์ให้พระโอรสประทับอยู่ตลอดฤดูหนาว ปราสาทหลังที่สอง สร้างขึ้นด้วยหินอ่อนขัดมันเย็นเฉียบ เพื่อให้เหมาะสมและมีความสบายที่จะอาศัยอยู่ตลอดฤดูร้อน อันเป็นฤดูที่ทุกๆ สิ่งภายนอกปราสาทนั้น กำลังร้อนระอุอยู่ด้วยแสงแดดอันแผดกล้า ปราสาทหลังที่สามสร้างขึ้นด้วยอิฐอย่างดี หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีเขียวเพื่อกันฝนอันตกหนักในฤดูมรสุม ในปราสาทหลังสุดท้ายนี้พระราชาทรงมุ่งหมายให้พระโอรสประทับอยู่ตลอดฤดูฝนให้เป็นสุข ปราศจากความรบกวนของความชื้นและความเย็นเยือกแห่งละอองฝน
       รอบบริเวณแห่งปราสาทเหล่านี้ พระองค์รับสั่งให้จัดเป็นสวนอันรื่นรมย์ ประดับด้วยไม้ร่มเงาและไม้ดอกนานาชนิด พร้อมทั้งสระ อันมีน้ำถ่ายเทเข้าออกได้ ปลูกบัวทุกๆ สีในสระเหล่านั้น เพื่อว่าพระโอรสจะได้ออกดำเนินเที่ยวหรือขี่ม้าเล่นได้ทุกคราวที่ทรงพระประสงค์และจะได้รับอากาศเย็นอันบริสุทธิ์ รับความร่มรื่นและทั้งความงามของดอกไม้ทุกทิศทางที่พระโอรสจะทอดสายพระเนตร

กำเนิดพระสิทธัตถะ
วัยกุมาร
ในวัยรุ่น
ในวัยหนุ่ม
ความเบื่อหน่าย
การสละโลก
พระมหากรุณาธิคุณ
ความพยายามก่อนตรัสรู้
ประสพความสำเร็จ
ทรงประกาศพระธรรม
สิงคาลมาณพ
สารีบุตรและโมคคัลลานะ
เสด็จกบิลพัสดุ์
พุทธกิจประจำวัน
พระนางมหาปชาบดี
ปาฏิหาริย์
พระพุทธดำรัส
ความกรุณาของพระพุทธองค์
เทวทัต
ปรินิพพาน
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com