ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

พุทธประวัติ ฉบับสำหรับยุวชน

พุทธทาสภิกขุ แปลและเรียบเรียงจาก ฉบับภาษาอังกฤษ ของ ภิกษุสีลาจาระ (J.F. Mc kechnie)

 

ตอนที่ 5

ความเบื่อหน่าย

       แม้พระราชาจักได้ทรงจัดสรร ให้มีการบำรุงบำเรอแวดล้อมพระโอรสของพระองค์สักเพียงใด และแม้ว่าความทุกข์ยากนานาประการ จะได้ถูกเขาเกียดกันออกไป จนไม่มีทางที่เจ้าชายจะรู้สึกเป็นทุกข์ใจ แม้แต่นิดหนึ่งก็ตาม เจ้าชายสิทธัตถะก็ยังทรงไม่รู้สึกเป็นสุข ดังที่พระบิดาปรารถนาเอาไว้ แม้แต่หน่อยเดียว พระองค์อยากจะทราบว่าอะไรอยู่นอกกำแพง ซึ่งเขาไม่ยอมให้พระองค์เสด็จผ่านออกไปเลย เพื่อป้องกันมิให้พระโอรสมีความสนพระทัยต่อสิ่งซึ่งมีอยู่นอกกำแพง พระราชาได้ทรงจัดงานเลี้ยงดูและงานรื่นเริงต่างๆ ขึ้นทุกชนิด แต่ก็เป็นการไร้ผลเช่นเคย เจ้าชายยิ่งทรงไม่พอพระทัยมากยิ่งขึ้นในการเป็นอยู่อย่างถูกปิดตายเช่นนั้น พระองค์ทรงประสงค์ใคร่จะเห็นโลก มากกว่าที่มันมีอยู่ภายในกำแพงของพระองค์ ทั้งๆ ที่การเป็นอยู่ภายในพระราชวังนั้น ก็เต็มไปด้วยความรื่นเริงเป็นที่สุดแล้ว พระองค์ปรารถนาที่จะทราบว่า คนที่มิใช่เป็นลูกเจ้าลูกนายนั้น เขาเป็นอยู่กันอย่างไร พระองค์ได้กราบทูลพระบิดาซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่าพระองค์จักไม่มีความสุขใจได้เลย ถ้าหากว่ามิได้ออกไปเห็นสิ่งเหล่านั้น กาลล่วงมากระทั่งวันหนึ่ง อันเป็นวันซึ่งพระราชา ไม่สามารถจะทรงทนความรบเร้าของพระโอรสในการที่จะออกไปดูสิ่งต่างๆ ภายนอกกำแพงได้อีกต่อไปแล้ว พระองค์ได้ตรัสว่า “ดีแล้วลูกเอ๋ย ! เจ้าควรจะออกไปเที่ยวภายนอกวัง และดูประชาชนทั้งหลาย ว่าเขาเป็นอยู่กันอย่างไร แต่ต้องให้พ่อได้เตรียมสิ่งต่างๆ ให้พอเหมาะแก่การที่ลูกรักคนเดียวของพ่อจะไปดูเสียก่อน”
       พระราชาได้รับสั่งให้แจ้งข่าวแก่ประชาชนทั้งปวง เพื่อทราบว่าพระโอรสของพระองค์จักเสด็จประพาสนครในวันที่กำหนดให้ และให้ทุกบ้านทุกเรือนประดับธงทิวและเครื่องห้อยอันสวยงาม ตามประตูและหน้าต่างเป็นต้น จักต้องทำความสะอาดบ้านเรือนเช็ดถู ทาสีใหม่ ประดับดอกไม้เหนือประตูและหน้าต่างและทำทุกๆ อย่างให้ดูงดงามสดใส สุดความสามารถที่จะพึงกระทำได้ พระองค์ทรงมีพระราชโองการเด็ดขาด มิให้ผู้หนึ่งผู้ใดทำกิจธุระส่วนตัวของตน แม้เพียงเล็กน้อยกลางถนน คนตาบอด คนง่อยเปลี้ย คนเจ็บป่วยชนิดใดๆ ก็ตาม คนแก่ คนโรคเรื้อนเหล่านี้ ต้องไม่ออกมาสู่ถนนทุกสายในวันนั้น แต่จะต้องเก็บตัวปิดประตูอยู่ในเรือน ตลอดเวลาที่เจ้าชายเสด็จผ่านมา คนหนุ่มแน่น คนแข็งแรง คนมีสุขภาพอนามัย คนที่มีแววร่าเริง เป็นสุขเท่านั้น ที่จะออกมาทำการเฝ้าแหนต้อนรับเจ้าชายในการเสด็จประพาสนคร ใช่แต่เท่านั้น พระราชโองการยังมีอีกว่าในวันนั้น ต้องไม่มีการหามศพไปสู่ป่าช้าเลยเป็นอันขาด ไม่ว่ากรณีใด ให้เก็บศพรอไว้จนกว่าจะถึงวันรุ่งขึ้น
       ประชาชนได้พากันกระทำตามที่พระราชามีพระบรมราชโองการทุกประการ ได้พากันกวาดถนนทุกสายและรดน้ำเพื่อระงับฝุ่น ได้ทาบ้านเรือนด้วยสีขาว ประดับประดาให้สวยงามด้วยพวงดอกไม้ และระยาดอกไม้แขวนหน้าประตูบ้านช่องของตนๆ เขาได้แขวนแถบผ้าสีต่างๆ ตามต้นไม้สองข้างถนน ที่เจ้าชายจะเสด็จผ่านไป โดยสรุปแล้ว เขาได้พยายามทำทุกอย่างตามที่เขาเห็นว่าจะทำให้นครนี้ ปรากฏแก่สายพระเนตรเจ้าชายราวกะว่าเป็นนครแห่งเทพยดาในแดนสวรรค์ แทนที่จะเป็นโลกมนุษย์
       เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จออกจากวังประทับบนราชรถคันงามของพระองค์ เสด็จประพาสตามถนนสายต่างๆ ทอดพระเนตรทุกสิ่งทุกอย่างในที่ทุกแห่ง ซึ่งล้วนแต่มีใบหน้าอันยิ้มแย้มแจ่มใสของประชาชนคอยต้อนรับอยู่โดยทั่วไป ประชาราษฎร์ทั้งปวงต่างก็ดีอกดีใจ ที่ได้เห็นเจ้าชายเสด็จมาในท่ามกลางพวกเขา บางคนได้ยืนขึ้นและเปล่งเสียงพร้อมๆ กันว่า “ไชโย ! ความชนะ จงมีแต่เจ้าชาย” บางพวกก็ได้วิ่งนำไปข้างหน้าโรยดอกไม้บนหนทาง ที่ม้าของพระองค์จะลากราชรถผ่านไป ฝ่ายพระราชาเมื่อได้ทรงเห็นว่าประชาชนได้ทำตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างเคร่งครัดเช่นนั้น ก็ทรงเบิกบานพระทัยเป็นอย่างยิ่ง และทรงดำริว่า การที่เจ้าชายได้เที่ยวดูนครและได้เห็นแต่สิ่งสวยงามรื่นเริงบันเทิงเสียบ้างเช่นนี้ จักรู้สึกพอพระทัย และจักระงับความคิดอันวิตถารนั้นเสียได้โดยเด็ดขาดเป็นแน่ แต่ในที่สุด แผนการที่พระราชาได้ทรงวางไว้เป็นอย่างดีนั้น ได้เกิดล้มเหลวขึ้นอย่างไม่น่าจะเป็นได้ ได้มีชายชราคนหนึ่งมีผมขาวเต็มทั้งศีรษะ มีแต่ผ้าขี้ริ้วพันกายอย่างกระท่อนกระแท่น เดินโขยกเขยกออกมาจากบ้านหลังหนึ่งข้างถนน โดยไม่ทันที่จะมีผู้ใดเห็นและห้ามเสีย ใบหน้าของแกเต็มไปด้วยจุดกระและรอยย่น นัยน์ตาแฉะและฝ้าฟาง ในปากไม่มีฟันแม้แต่ซี่เดียว เรือนร่างค่อมงอจนต้องใช้มือทั้งสองอันมีแต่หนังหุ้มกระดูกยันไม้เท้าไว้เพื่อไม่ให้ล้ม แกสู้พยายามพยุงกายเดินไปตามถนน อย่างไม่เอาใจใส่ต่อฝูงชนอื่นใด เท้าก็เดินปัดเป๋เปะปะไปพร้อมกับเสียงพึมพำอย่างอิดโรย ขาดเป็นห้วงๆ ออกมาจากปากอันซีดของแก แกกำลังเที่ยวร้องวอนขออาหารกินจากประชาชนที่ผ่านไป ด้วยความหิวโหยถึงขนาดที่ว่า หากไม่ได้รับประทานอาหารสิ่งใดในวันนี้แล้ว แกจักต้องถึงแก่ชีวิต
       ทุกๆ คนในที่นั้น มีความขึ้งเคียดตาแก่นี้เป็นอันมาก ในการบังอาจออกมาสู่ท้องถนนในวันที่เจ้าชายเสด็จประพาสนครเป็นครั้งแรก เช่นนี้ ทั้งพระราชาก็ได้มีพระราชโองการห้ามคนเช่นนี้ มิให้แสดงตัวในท่ามกลางถนนในวันนั้นไว้ด้วยแล้ว ผู้คนเหล่านั้นได้พากันพยายามรีบรุมขับต้อนตาแก่คนนี้ ให้กลับเข้าไปยังบ้านของแกเสีย ก่อนแต่ที่เจ้าชายจะทอดพระเนตรเห็น แต่การกระทำของคนเหล่านี้ เป็นไปไม่ทันท่วงที เจ้าชายสิทธัตถะได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่คนนั้นเสียก่อนแล้ว พระองค์ทรงสะดุ้งในการเห็นภาพคนแก่คนนั้น ซึ่งทรงรู้สึกว่าเป็นการยากที่จะกล่าวได้ว่าเหมือนกับภาพของอะไร พระองค์ได้รับสั่งถามนายฉันนะ สารถีคนโปรดของพระองค์ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ว่า “นั่นอะไรกัน ฉันนะ ! มันต้องไม่ใช่คนแน่ๆ ทำไมมันจึงโค้งงอมากเช่นนั้นเล่า  ทำไมไม่เหยียดหลังให้ตรงๆ เหมือนแกและฉันนี้  ทำไมต้องสั่นเทิ้มอย่างนั้น  ทำไมผมของเขา จึงขาวโพลนอย่างประหลาดไม่เหมือนผมของเราๆ  ตาของเขาเป็นอะไรไป  ฟันของเขาอยู่ที่ไหน  คนบางคนเกิดมาก็มาเป็นอย่างนี้เลยหรือ  บอกฉันทีเถิด ฉันนะ ! ว่ามันหมายความว่าอย่างไรกัน
       นายฉันนะได้กราบทูลถวายแก่เจ้าชายของตนว่า “ทูลกระหม่อม บุคคลที่เป็นเช่นนี้เรียกกันว่าคนแก่หง่อม เขาไม่ได้เป็นเช่นนี้มาแต่กำเนิด เขาเกิดมาสู่โลกนี้ เช่นเดียวกับคนทั้งหลายอื่น ในครั้งแรก เขาก็เป็นหนุ่มร่างกายตรง ผึ่งผายและแข็งแรง มีผมดำสนิท และดวงตาอันแจ่มใส แต่เมื่อเขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้นานเข้าเขาก็เป็นดั่งนี้ ทูลกระหม่อมอย่าไปเอาพระทัยใส่กับเขาเลย นั่นมันเรื่องของคนแก่ชราต่างหาก”
       “หมายความว่าอะไรกัน ฉันนะ !” เจ้าชายได้ตรัสถามต่อไป “หมายความว่า นี่เป็นของธรรมดาอย่างนั้นหรือ  เธอยืนยันถึงกับว่า ทุกคนที่อยู่ในโลกนี้นานเข้าแล้ว จักต้องเป็นเช่นนั้นหรือ  ต้องไม่ใช่แน่ๆ ฉันไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อนเลย ความแก่หง่อม นั่นอะไรกัน ”
       “ทูลกระหม่อม ทุกๆ คนในโลกเมื่อมีชีวิตนานเข้าแล้ว จักต้องเป็นเหมือนบุคคลคนนี้โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงเลย”
       “ทุกคนเทียวหรือ ฉันนะ ! เธอด้วย  ฉันด้วย  พ่อของฉันด้วย  ชายาของฉันด้วย  เราทุกคนจักต้องเหมือนคนคนนี้ ! จักต้องโค้งงอและสั่นเทิ้ม จักต้องใช้ไม้ยันกายเอาไว้เมื่อต้องการจะเคลื่อนไหวแทนที่จะยืนได้ตรงๆ เหมือนนายคนนี้ดังนั้นหรือ ”
       “เป็นดังนั้นแน่ ทูลกระหม่อม ทุกๆ คนในโลกเมื่อมีชีวิตอยู่นานเข้าแล้ว จักต้องเป็นเหมือนบุคคลคนนี้ มันเป็นสิ่งที่ป้องกันหลีกหนีเสียไม่ได้ นี่คือความชรา”
       เจ้าชายสิทธัตถะรับสั่งให้นายฉันนะขับรถกลับวังในทันที พระองค์ไม่มีแก่ใจที่จะประพาสนครอีกต่อไปในวันนั้น พระองค์หมดความสามารถที่จะรู้สึกบันเทิงเริงรื่นในการได้เห็นภาพแห่งความหัวเราะร่าเริงบันเทิงอันมากมายของประชาชน ในท่ามกลางสิ่งที่ตบแต่งไว้อย่างงดงามทั่วๆ เมือง ทรงประสงค์แต่จะอยู่เดี่ยวลำพังแต่พระองค์เดียว เพื่อคิดตีปัญหาอันเนื่องกับสิ่งที่น่าหวาดเสียว ที่พระองค์ได้ทรงประสพเป็นครั้งแรกนี้ บัดนี้ พระองค์ผู้ซึ่งเป็นเจ้าชายและเป็นทายาทแห่งราชบัลลังก์ พร้อมทั้งทุกๆ คน ที่พระองค์ทรงรักใคร่นั้น ในวันหนึ่งจักต้องหมดกำลัง จักสูญสิ้นความร่าเริงแห่งชีวิตโดยประการทั้งปวง เพราะจักต้องเข้าถึงความชรา และทั้งไม่มีทางที่จะปลดเปลื้องป้องกันได้ ไม่มียกเว้น ว่าจะเป็นใครผู้ใดมาแต่ไหน ไม่ว่าคนมั่งมีหรือคนยากจน ไม่ว่าคนเรืองอำนาจหรือคนไร้วาสนา ล้วนแต่จะต้องเป็นอย่างเดียวกัน
       เมื่อพระองค์เสด็จกลับถึงพระราชวังแล้ว แม้ว่าคนปรนนิบัติจะได้จัดสรรอาหารเครื่องต้นอย่างดีมาถวาย พระองค์ก็ไม่อาจจะเสวย เพราะความคิดต่างๆ ได้กลุ้มรุมอยู่ในพระทัยอย่างไม่รู้สร่าง ว่าวันหนึ่งจะต้องเข้าถึงความชรา แม้เมื่ออาหารเหล่านั้น ได้ถูกนำกลับไปแล้ว และมีสตรีนักฟ้อน นักขับจะได้เข้ามาถวายความบันเทิงแก่พระองค์ด้วยการฟ้อนและขับกล่อมก็ตาม พระองค์ไม่สามารถที่จะทอดพระเนตรเห็น หรือได้ยินเสียเพลงแห่งการขับร้องเหล่านั้น เพราะความคิดได้กลุ้มรุมอยู่ในพระหฤทัยตลอดเวลา ว่าในวันหนึ่ง พวกหญิงทั้งหมดนี้ก็จะต้องเข้าถึงความชรา ทุกๆ คนจะต้องเป็นดังนั้น ไม่มีทางยกเว้น แม้แต่คนที่สวยที่สุดและร้องเพลงไพเราะที่สุด !


       ต่อมาอีกเล็กน้อย พระองค์รับสั่งให้คนเหล่านั้นกลับออกไป แล้วทรงเอนกายลงพักผ่อน แต่ก็ไม่สามารถจะทรงหลับลงได้ ทรงตื่นพระเนตรแจ๋วอยู่ตลอดราตรี ทรงครุ่นคิดแต่เรื่องที่พระองค์และพระชายา อันเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ จักต้องเป็นไปในอนาคตว่า วันหนึ่งจะเข้าถึงความชราด้วยกันทั้งคู่ จักมีผมหงอกขาวเต็มศีรษะ จักมีหน้าเหี่ยวย่นน่าขยะแขยง จักไร้ฟันในปาก และจักน่าสะอิดสะเอียนเหมือนบุคคลที่พระองค์ได้ทรงเห็นมาในตอนกลางวันวันนี้ แล้วทั้งสองคนก็จักไม่สามารถทำความบันเทิงเริงรื่นอะไรๆ ให้แก่กันและกันได้อีกสืบไป
       เมื่อทรงคิดมาถึงตอนนี้ พระองค์เริ่มทรงฉงนพระทัยว่า จักไม่มีใครสักคนหนึ่ง ในบรรดาคนจำนวนมากมายในโลกนี้ ได้เคยตั้งใจค้นให้พบวิธีที่จะหนีออกไปเสียให้พ้นจากสิ่งอันร้ายกาจ กล่าวคือความชรานี้บ้างเลยหรือ  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์เริ่มทรงสงสัยว่า หากพระองค์จักทรงพยายามแล้วพยายามอีกให้เต็มความสามารถ หยุดการกระทำอย่างอื่นเสียทั้งสิ้น ใช้ความคิดและกำลังทั้งหมด คิดและกระทำแต่สิ่งๆ เดียวนี้แล้ว จักไม่สามารถพบวิธีที่จะก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่พระองค์เอง แก่พระนางยโสธรา แก่พระบิดา และแก่คนทุกคนในโลกบ้างเลยหรือ 
       ได้มีผู้กราบทูลให้พระราชาทรงทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในท้องถนนนั้นทุกประการ และพระองค์ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แม้พระราชาก็ไม่สามารถบรรทมหลับได้ตลอดราตรีนั้น ได้ทรงเริ่มคิดหาวิธีอื่นๆ ในการที่จะโน้มน้าวพระหฤทัยของเจ้าชายมาเสียจากความคิดชนิดที่ถ้าไม่หยุดคิดแล้ว จะต้องทำให้เจ้าชายสละโลกออกผนวชเป็นฤษีหรือนักบวชผู้เร่ร่อนโดยไม่ต้องสงสัย
       พระราชาได้ทรงแสวงหาสิ่งเพลิดเพลินสนุกสนานอย่างอื่น มาบำรุงบำเรอแก่พระโอรสของพระองค์อีกมากอย่าง แต่ทุกๆ อย่างก็ไร้ผลดังที่เคยเป็นมา เจ้าชายหนุ่มไม่ทรงแยแสไยดีในสิ่งเหล่านั้น กลับทรงวิงวอนพระบิดา ขอให้ทรงอนุญาตให้พระองค์เสด็จประพาสนครอีกครั้งหนึ่งตามลำพัง โดยไม่ต้องให้มีใครทราบ เพื่อพระองค์จะได้ทรงเห็นสิ่งต่างๆ ดังเช่นที่เป็นอยู่ทุกๆ วัน อย่างที่ใครเขาเห็นกันอยู่ตามปรกติ ทีแรก พระราชาไม่ทรงปรารถนาที่จะประทานพระอนุญาต เพราะพระองค์ทรงหวั่นกลัวยิ่งขึ้น ว่าเจ้าชายสิทธัตถะออกไปอีกครั้งนี้ ได้เห็นความเป็นอยู่ตามปรกติของผู้คน ซึ่งไม่มีโอกาสกำเนิดเป็นลูกเศรษฐีลูกกษัตริย์ต้องทำมาหากิน อย่างที่เหงื่อไหลตกลงมาจากคิ้วตลอดเวลาเข้าแล้ว คำทำนายของพระฤษีผู้สูงอายุนั้นจักต้องเป็นความจริงขึ้นโดยแน่นอน เจ้าชายสิทธัตถะก็จักไม่มีโอกาสครองราชย์บัลลังก์สืบแทนพระองค์สืบไป
       แต่อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงทราบดีอีกว่า พระโอรสของพระองค์จักไม่ทรงมีความสุขได้เลย หากว่าไม่ได้ออกไปทอดพระเนตรเห็นสิ่งต่างๆ ที่ทรงพระประสงค์ ด้วยความรักและสงสารแห่งน้ำพระทัยของพระราชาผู้เป็นบิดาอันมีต่อบุตร แม้จะเกิดผลขึ้นเป็นประการใดก็ตามที พระองค์ทั้งๆ ที่ไม่ปรารถนาก็จำต้องทรงอนุญาตให้เจ้าชายเสด็จประพาสนครได้ตามประสงค์ ดังนั้นเจ้าชายสิทธัตถะจึงได้มีโอกาสเสด็จออกจากกำแพง ซึ่งเขามุ่งหมายจะกีดกันมิให้พระองค์ทรงประสพสิ่งอันไม่พึงปรารถนานั้นได้อีกครั้งหนึ่ง
       ในครั้งนี้ พระองค์ได้เสด็จดำเนินด้วยพระบาท แทนการเสด็จด้วยราชรถ ทรงแต่งพระองค์ด้วยเครื่องแต่งกายอย่างคนหนุ่ม ที่มีเชื้อสกุลดีและไม่มีใครตามเสด็จ นอกจากนายฉันนะซึ่งก็ได้แต่งกายให้ผิดแปลกไปจากที่เคยแต่ง เพื่อคนอื่นจักไม่ทราบได้ว่า นายฉันนะนั่นคือใคร และเป็นทางให้ไม่รู้จักพระองค์ต่อไปอีกด้วย
       ครั้งนี้ ไม่มีกลุ่มชนที่ชุมนุมกันอยู่ เพื่อคอยเฝ้าถวายพระพร ไม่มีการประดับที่งามระย้าไปด้วยพวงดอกไม้ ไม่มีธงทิวหลายสีทอพระเนตรเจ้าชายดั่งในกาลครั้งก่อน แต่เป็นเพียงภาพแห่งสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ตามธรรมดาแห่งนคร อันเต็มไปด้วยพลเมืองซึ่งสาละวนอยู่กับกิจการงานนานาชนิด อันเกี่ยวกับอาชีพ เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหาร ตามทางที่ผ่านไปมีช่างเหล็ก กำลังตีเหล็กที่ว่าอยู่บนทั่งด้วยค้อนใหญ่เพื่อทำเป็นเครื่องไถ เคียว หรือล้อเกวียนและสิ่งอื่นๆ ข้างถนน อันเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของคนมั่งมี มีช่างเพชรพลอย และช่างทองกำลังทำและจำหน่ายเครื่องเพชรพลอย ทองเงินรูปพรรณนานาชนิด ถนนบางสายเต็มไปด้วยร้านรวงของคนย้อมผ้าซึ่งกำลังตากผ้าสีสดต่างๆ กัน บางแห่งเต็มไปด้วยร้านทำขนม มีช่างทำขนมกำลังปรุง และบ้างก็กำลังขายให้ผู้คนที่มายืนคอยซื้อเพื่อต้องการบริโภคทันทีที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ
       ในขณะนี้ พระหฤทัยของพระองค์ทรงสนุกสนานเพลิดเพลินไปด้วยภาพแห่งคนทั้งหลาย ซึ่งกำลังประกอบกิจของตนๆ อยู่อย่างขยันขันแข็ง ไม่มีวี่แววแห่งความอ่อนเพลีย เป็นที่เบิกบานพระทัยอยู่ แต่ในที่สุด ก็ยังมีสิ่งบางสิ่ง ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันมาทำลายความบันเทิงเริงรื่น ที่เกิดจากการได้พบเห็นสิ่งน่าสนใจต่างๆ ในวันนั้นเสียจนหมดสิ้น ถึงกับทำให้พระองค์ต้องรีบเสด็จกลับสู่วังเป็นครั้งที่สองด้วยพระทัยอันหดหู่เต็มไปด้วยความเศร้าสลดเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่พระองค์เสด็จไปตามถนนสายต่างๆ อยู่นั้น พระองค์ทรงได้ยินเสียงร่ำร้อง เหมือนกับเสียงขอความช่วยเหลือของใครบางคน อยู่ทางเบื้องหลังในระยะอันไม่สู้จะห่างนัก พระองค์ส่ายพระเนตรเพื่อดูให้เห็นว่าเป็นเรื่องอะไรกัน ได้ทรงเห็นชายคนหนึ่ง กำลังนอนบิดตัวไปมาอยู่กลางฝุ่นด้วยท่าทางอันประหลาด ตามหน้าตามตาและตามเนื้อตัว เต็มไปด้วยจุดสีม่วงอันน่าขยะแขยง นัยน์ตากลอกไปกลอกมา เมื่อพยายามจะลุกยืนต้องอัดใจเบ่งกำลังทั้งหมดเพื่อพยุงตัวขึ้น และทุกคราวที่เขาลุกขึ้นมา พอสักว่าจะยืนตรง ก็กลับล้มฟาดอย่างทิ้งตัวลงไปอีกโดยแรง
       ด้วยความเมตตากรุณาอันเป็นพระนิสัยของเจ้าชาย พระองค์ได้ทรงวิ่งตรงไปยังชายคนนั้นในทันที และพยุงเขาให้ลุกขึ้นนั่ง ให้ศีรษะพาดอยู่กับเข่าของพระองค์ และเมื่อทรงช่วยกระทำให้เขารู้สึกค่อยสบายขึ้นบ้างแล้ว ก็ตรัสถามเขาว่ากำลังเจ็บปวดที่ตรงไหน และทำไมจึงยืนไม่ได้ ชายคนนั้นพยายามที่จะพูดแต่ไม่สามารถที่จะพูดออกมา เขาไม่มีกำลังลมมากพอที่จะพูดให้เป็นเสียงได้ จึงได้ถอดใจอยู่ไม่มา เมื่อนายฉันนะได้สาวเท้าตามเข้ามาถึงพระองค์ เจ้าชายรีบตรัสถามว่า “ฉันนะ บอกฉันทีว่าทำไมชายคนนี้จึงเป็นอย่างนี้ การหายใจของเขาเป็นอย่างไรไป  ทำไมเขาจึงไม่ตอบคำถามของฉัน ”
       นายฉันนะได้ร้องขึ้นอย่างตกใจว่า “ทูลกระหม่อมอย่าไปจับต้องบุคคลเช่นนี้ เขาเป็นคนป่วย โลหิตของเขาเป็นพิษ เขากำลังเป็นกาฬโรค มันกำลังเผาผลาญเขาอยู่ภายใน จนกระทั่งแม้จะหายใจก็ทำได้ด้วยความยากลำบาก และในที่สุดลมหายใจของเขาก็จะต้องเหือดหายไป”
       เจ้าชายได้ตรัสถามต่อไปว่า “คนอื่นๆ ก็เป็นอย่างนี้กันด้วยหรือ  ฉันเองก็อาจเป็นอย่างนี้ด้วยหรือ ”
       “ทูลกระหม่อมก็อาจเป็นได้เหมือนกัน ถ้าหากไปแตะต้องคนเช่นนั้นอย่างใกล้ชิด ขอพระองค์จงวางเขาเสียเถิด อย่าไปจับต้องเขาเลย เพราะกาฬโรคของเขาอาจจะติดต่อมายังพระองค์ได้ และแล้วพระองค์จักต้องเป็นเหมือนเขา”
       “ยังมีสิ่งร้ายๆ อันอื่นเหมือนเช่นนี้อีกไหม นอกจากกาฬโรคนี้ ฉันนะ ”
       “ยังมีอย่างอื่นอีก พะยะค่ะ ! ยังมีอีกมากมายหลายชนิด ล้วนแต่ทำความทุกข์ทรมานให้อย่างเดียวกัน”
       “แล้วไม่มีใครแก้ไขมันได้หรือ  ความเจ็บไข้เช่นนี้มาสู่มนุษย์โดยที่มนุษย์ไม่อาจเอาชนะมันได้เลยหรือ  ประหลาดเสียแล้วละ !”
       “มันเป็นอย่างนั้นเอง ทูลกระหม่อม ไม่มีใครทราบได้ว่า วันไหนเขาอาจเจ็บไข้ขึ้น มันอาจจะเกิดขึ้นได้แก่คนทุกคนและทุกเวลา ”
       “ทุกคนเทียวหรือ ฉันนะ  แก่พวกเจ้านายทั้งหลายด้วยหรือ  แก่ฉันด้วยหรือ ”
       “เป็นดั่งนั้น พะยะค่ะ มันอาจเกิดขึ้นได้ แม้แก่ทูลกระหม่อมเอง”
       “ถ้าดังนั้น คนทุกคนในโลกก็ต้องมีแต่ความหวาดกลัวกันอยู่ตลอดเวลาละซี เพราะว่าไม่มีใครรู้ว่าตัวเอง คืนนี้เข้านอนแล้ว รุ่งขึ้นอาจจะกลายเป็นคนเจ็บป่วยเหมือนคนๆ นี้ ดังนั้นหรือฉันนะ ”
       “มันเป็นดังนั้นจริงๆ ทูลกระหม่อม ไม่มีใครในโลกที่จะรู้ได้ ว่าวันไหนเขาจะล้มเจ็บลง และเมื่อทรมานถึงที่สุดแล้วก็ตาย”
       “ตาย คำอะไรกัน แปลกเหมือนกัน ฉันนะ! ตายคืออะไร”
       “ทูลกระหม่อมทอดพระเนตรไปดูนั่นซี พะยะค่ะ”
       เจ้าชายทรงทอดพระเนตรไปทางที่นายฉันนะชี้ และได้ทรงเห็นหมู่คนไม่กี่คนกลุ่มหนึ่ง กำลังเดินร้องไห้มาตามถนน และเบื้องหลังคนเหล่านี้ มีคนสี่คนหามบุคคลซึ่งนอนนิ่งแข็งทื่อคนหนึ่งมาบนแผ่นไม้กระดาน คนที่นอนบนนั้นแก้มยุบปากอ้าอย่างน่าเกลียด ไม่พูดไม่จาว่าอะไร แม้คนหามจะเขย่าอย่างแรง หรือคนหามสะดุดพลาดเพลงไป ก็ไม่ออกปากบ่นว่าแต่อย่างใด
       เจ้าชายทรงหยุดประทับดูคนหมู่นั้น ขณะที่เขากำลังผ่านพระองค์ไป ทรงฉงนพระทัยว่าทำไมต้องพากันร้องไห้ และทำไมคนที่นอนอยู่บนแผ่นไม้กระดานจึงไม่ขอร้องให้คนหามมีความระมัดระวังขึ้นสักหน่อย และพระองค์ทรงประหลาดพระทัยยิ่งขึ้น ในเมื่อคนกลุ่มนั้น เดินไปได้อีกหน่อยเดียว เขาก็พากันวางคนนั้น ลงบนกองฟืนที่กองไว้ และจุดไฟขึ้นจนกระทั่งลุกโพลงเป็นกองไฟกองใหญ่ น่าสยดสยอง แต่กระนั้น คนที่ถูกเผา ก็ยังคงนอนนิ่งเงียบอยู่ แม้ไฟจะได้ไหม้ลามถึงศีรษะและเท้าของเขาแล้วก็ตาม
       เจ้าชายได้ตรัสถามนายฉันนะ ด้วยเสียงอันสั่นเครือว่า “นี่มันอย่างไรกัน ฉันนะ ! ทำไมคนนั้นจึงนอนนิ่งให้เขาเผาอย่างนั้นเล่า ”
       “ทูลกระหม่อม คนๆ นั้นเป็นคนตายแล้ว เขามีเท้า แต่ไม่อาจวิ่งได้อีกแล้ว เขามีตา แต่ไม่อาจดูอะไรได้อีกแล้ว เขามีหู แต่ไม่อาจได้ยินเสียงอะไรได้อีกแล้ว เขาไม่อาจมีความรู้สึกในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นความร้อน ความหนาว ไม่ว่าไฟหรือหิมะ เขาหมดความรู้สึกทุกอย่างแล้ว เขาตายแล้ว”
       “ตายหรือ  ฉันนะ ! ความตาย หมายถึงสิ่งนี้หรือ  และฉันซึ่งเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดิน ก็จะต้องตายเหมือนชายคนนี้ด้วยหรือ  พ่อของฉัน ยโสธรา และทุกๆ คนที่ฉันรู้จัก พวกเราเหล่านี้ทุกคน ในวันหนึ่งจักนอนตายเหมือนคนยากจน ที่กำลังนอนอยู่บนกองฟืนนี้ด้วยหรือ ”
       “พะยะค่ะ ทูลกระหม่อม ทุกคนที่มีชีวิตจักต้องตายลงในวันหนึ่งโดยไม่มีทางใดจะป้องกันได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะอยู่ได้อย่างเที่ยงแท้คงทน ไม่มีใครสามารถต้านทานปัดป้องการมาของความตาย”
       เจ้าชายทรงตะลึงนิ่งอึ้ง มิได้ตรัสอะไรออกมาอีกต่อไป พระองค์ทรงรู้สึกว่าการที่ไม่มีหนทางรอดพ้นจากความตายอันร้ายกาจ ซึ่งครอบงำคนทุกคนอยู่นี้ เป็นสิ่งที่น่าสยดสยอง แม้พระราชา แม้พระโอรสของพระราชาก็ยังไม่พ้นจากอำนาจของความตาย พระองค์เสด็จกลับวังอย่างเงียบกริบตรงไปสู่ห้องที่ประทับของพระองค์บนปราสาท ประทับนั่งรำพึงอยู่พระองค์เดียว ชั่วโมงแล้วชั่วโมงอีก ในสิ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงไปพบเห็นมา
       ในที่สุด พระองค์ได้ตรัสแก่พระองค์เองว่า “มันเป็นสิ่งที่น่าหวาดเสียวที่ทุกคนในโลกต้องตายลง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทั้งไม่มีทางป้องกันมันได้เลย ฉันนะเขาว่าอย่างนั้น ! แต่โอ ! มันต้องมีหนทางรอดอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่สำหรับสิ่งนี้ ! ฉันต้องค้นหาหนทางรอดนั้นให้พบจนได้ ! ฉันจะค้นหาทางรอดสำหรับฉันเองด้วย สำหรับบิดาของฉัน สำหรับยโสธรา และสำหรับคนอื่นๆ ทุกคนด้วย ! หนทางซึ่งฉันจะไม่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งน่าเกลียดน่ากลัว คือความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายเหล่านี้ ฉันจักต้องหาให้พบให้จนได้ !”
       ในโอกาสต่อมา เมื่อเจ้าชายกำลังทรงม้าเล่นในอุทยานภายนอกวัง พระองค์ได้ทรงพบบุรุษผู้หนึ่ง ห่มผ้ากาสาวพัสตร์สีเหลืองของบรรพชิต พระองค์ได้ทรงจ้องสังเกตนักบวชผู้นั้นอย่างลึกซึ้ง จนทรงหยั่งทราบถึงภายในใจของบุคคลคนนี้ ว่ากำลังเต็มไปด้วยความสงบสุขอย่างเย็นเยือก พระองค์จึงได้ตรัสถามนายฉันนะ ถึงความประพฤติเป็นไปในชีวิตของบุคคลประเภทนี้
       นายฉันนะได้กราบทูลแก่พระองค์ว่า “บุคคลผู้นี้ เป็นบุคคลประเภทที่เรียกกันว่า “ผู้สละโลก” เพื่อแสวงหาสิ่งดับทุกข์ทรมานของโลก” เจ้าชายมีความปลาบปลื้มในคำๆ นี้เป็นอันมาก เลยประทับนั่งนิ่งๆ อยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งในอุทยานนั้น ด้วยความสุขใจจนตลอดวัน ตลอดเวลานั้นทรงน้อมจิตของพระองค์ไปสู่การออกจากบ้านเรือนขึ้นมาได้เอง
       ขณะที่พระองค์ประทับนั่งรำพึงแก่พระองค์เองผู้เดียวอยู่เช่นนั้น ได้มีผู้มากราบทูลว่า พระชายาของพระองค์ได้ประสูติพระโอรสพระองค์หนึ่งงดงามมาก แต่พระองค์มิได้ทรงแสดงอาการดีพระทัยแต่อย่างใด กลับทรงพลั้งพระโอษฐ์ออกไปเบาๆ ด้วยพระทัยอันเหม่อลอยว่า “บ่วงเกิดขึ้นแก่ฉันแล้ว ! บ่วงเกิดขึ้นแก่ฉันแล้ว !” ดังนี้ ด้วยเหตุที่พระองค์ได้ตรัสดังนี้ในวันนั้น จึงเป็นที่ขนานพระนาม คนทั้งหลายได้ขนานพระนามของพระโอรสของพระองค์ว่า “บ่วง” (ราหุละ)

» กำเนิดพระสิทธัตถะ

» วัยกุมาร

» ในวัยรุ่น

» ในวัยหนุ่ม

» ความเบื่อหน่าย

» การสละโลก

» พระมหากรุณาธิคุณ

» ความพยายามก่อนตรัสรู้

» ประสพความสำเร็จ

» ทรงประกาศพระธรรม

» สิงคาลมาณพ

» สารีบุตรและโมคคัลลานะ

» เสด็จกบิลพัสดุ์

» พุทธกิจประจำวัน

» พระนางมหาปชาบดี

» ปาฏิหาริย์

» พระพุทธดำรัส

» ความกรุณาของพระพุทธองค์

» เทวทัต

» ปรินิพพาน

แชร์ไปที่ไหนดี แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย