Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

รวมธรรมบรรยายของ หลวงพ่อชา สุภัทโท

บ้านที่แท้จริง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
สีเลนะ สุคะติงยันติ สีเลพนะโภคะสัมปทา
สีเลนะ นิพพุติงยันติ ตัสมา สีลังวิโสธะเย ติ

            บัดนี้ให้โยมยายจงตั้งใจฟังธรรมะซึ่งเป็นโอวาทขององค์สมเด็จพระลัมมาสัมพุทธเจ้า โดย เคารพ ต่อไป ให้โยมตั้งใจว่า ในเวลานี้ ปัจจุบันนี้ ซึ่งให้โยมตั้งใจเสมือนว่าอาตมาให้ธรรมะในเวลานี้ พระพุทธเจ้าของเรานั้นตั้งอยู่ในเฉพาะหน้าของโยมจงตั้งใจกำหนดจิตใหเป็นหนึ่ง หลับตา โดยเฉพาะน้อมเอาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาไว้ที่ใจ เพื่อจะเคารพต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

           บัดนี้ อาตมาไม่มีอะไรจะฝากโยม ซึ่งเป็นของที่จะเป็นแก่นสาร นอกจากธรรมะคำสอนขอพระพุทธเจ้าเท่านั้น ฉะนั้นเป็นของฝากที่เป็นชิ้นสุดท้าย ดังนั้น ขอโยมจงรับ ให้โยมทำความเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้น ซึ่งเป็นผู้มีบุญวาสนาบารมีมาก ก็ทนต่อความทุพพลภาพไม่ได้ อายุถึงวัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ท่านก็ปลง ปลงอายุสังขาร

           คำที่ว่า "ปลง" นั้นก็คือวางลง อย่าไปหอบไว้ อย่าไปหิ้วมันไว้ อย่าไปแบกมันไว้ สังขารคือร่างกายนี้ให้โยมยอมรับเสียว่า สังขารร่างกายนี้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นยังไงๆก็ตามมันเถอะ เราก็ได้อาศัยสกลร่างกายนี้มาตั้งแต่กำเนิดเกิดขึ้นมาก็พอแล้ว จนถึงเฒ่าชแลแก่ชราบัดนี้ เหมือนเปรียบประหนึ่งว่า เครื่องใช้ไม้สอยของเราต่างๆที่อยู่ในบ้าน ซึ่งเราเก็บกำไว้นมนานมาแล้ว เช่น ถ้วยโถโอจาน บ้านช่องของเรานี้ เบื้องแรกมันก็สดใสใหม่สะอาดดี เมื่อเราใช้มันมาตลอดกาลนาน บัดนี้สิ่งทั้งหลายนั้นมันก็ทรุดไปโทรมไป บางวัตถุก็แตกไปบ้าง หายไปบ้าง ชิ้นที่มันเหลืออยู่นี้ก็แปรไปเปลี่ยนไป ไม่คงที่ มันก็เป็นอย่างนั้น

           ฉะนั้น ถึงแม้ว่าอวัยวะร่างกายของเรานี้ก็เหมือนกัน ฉันนั้น ตั้งแต่เริ่มเกิดมาเป็นเด็ก เป็นหนุ่ม มันก็แปรมา เปลี่ยนมาเรื่อยมาอย่างนี้ถึงบัดนี้ก็เรียกว่า "แก่" นี่ก็คือให้เรายอมรับเสียพระพุทธองค์ท่านตรัสว่า สังขารนี้ไม่ใช่ตัวของเราและไมใช่ของของเรา ทั้งในตัวเรานี้ก็ดี กายเรานี้ก็ดี นอกกายเรานี้ก็ดี มันก็เปลี่ยนไปอยู่อย่างนั้นให้โยมพินิจพิจารณาดูใหมันชัดเจน

            อันนี้แหละ ทั้งก่อนที่เรานั่งอยู่นี้ ที่เรานอนอยู่นี้ กำลังมันทรุดโทรมอยู่นี้ นี้แหละคือสัจธรรม สัจธรรมคือความจริง ความจริงอันนี้เป็นสัจธรรม เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แน่นอนอย่างนั้นท่านจึงให้มอง ให้พิจารณาดู ยอมรับมันเสีย ก็เป็นสิ่งที่ควรจะยอมรับ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นอะไรอย่างไร ก็ตามทีเถอะ
พระพุทธองค์ท่านสอนว่า เมื่อเราถูกคุมขังในตะรางก็ดี ก็ให้ถูกคุมขังเฉพาะกายอวัยวะอันจิตใจอย่าให้ถูกคุมขัง อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น เมื่อร่างกายมันทรุดโทรมไปตามวัย โยมก็ยอมรับเสีย ให้มันที่สุดไป ให้มันโทรมไปเฉพาะร่างกายเท่านั้น เรื่องจิตใจของเรานั้นเป็นคนละอย่างกับร่างกาย ก็ทำจิตใจให้มีพลัง ให้มีกำลังเพราะเราเข้าไปเห็นธรรมว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันก็เป็นอย่างนั้น มันจะต้องเป็นอย่างนั้น

 

           พระพุทธรูปองค์ท่านก็สอนว่า ร่างกายจิตใจนี้มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันจะไม่เป็นไปอย่างอื่น คือเริ่มเกิดขึ้นมาแล้วก็คือเริ่มแก่ แก่มาแล้วก็เจ็บ เจ็บมาแล้วก็ตาย อันนี้เป็นความจริงเหลือเกิน ซึ่งคุณยายได้พบอยู่ในวันนี้ปัจจุบันนี้มันก็เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว ก็มองดูด้วยปัญญาของเรา ให้เห็นเสีย ถึงแม้ว่าไฟมันจะไหม้บ้านเราก็ตาม ถึงแม้ว่าน้ำมันจะท่วมบ้านเราก็ตาม ถึงแม้ว่าภัยอะไรต่างๆมันจะมาเป็นอันตรายต่อบ้านต่อเรือนเราก็ตาม ให้มันเป็นเฉพาะบ้านเฉพาะเรือนอย่าให้มันไหม้ ถ้าไฟไหม้บ้านอย่าให้มันไหม้หัวใจเรา ถ้าน้ำมันท่วมบ้านก็อย่าให้มันท่วมหัวใจเราให้มันท่วมแต่บ้าน ให้มันไหม้แต่บาน สิ่งซึ่งเป็นของนอกกายของเรา ส่วนจิตใจเรานั้นให้เรามีการปล่อยวาง เพราะในเวลานี้ก็สมควรแล้ว สมควรที่จะปล่อยวางแล้ว ที่โยมเกิดมานี้ก็นานแล้วใช่ไหม ตาก็ได้ดูรูปสีแสงต่างๆตลอดหมดแล้ว อวัยวะทุกชิ้นส่วนหูได้ฟังเสียงอะไรทุกๆอย่างมากแล้ว อะไรทุกอย่างก็ได้รับมามากๆทั้งนั้นแหละ มันก็เท่านั้นแหละจะรับประทานอาหารที่อร่อยๆ มันก็เท่านั้นแหละที่ไม่อร่อยๆ มันก็เท่านั้นแหละ ตาจะดูรูปสวยๆมันก็เท่านั้นแหละ รูปที่ไม่สวย มันก็เท่านั้นแหละหูได้ฟังเสียงที่มันไพเราะเสนาะโสตจับอกจับใจ มันก็เท่านั้นแหละ จะได้ฟังเสียงที่ไม่ไพเราะไม่จับอกจับใจ มันก็เท่านั้นแหละ

            อย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่า ทั้งคนร่ำรวย ทั้งคนทุกข์จน ทั้งผู้ใหญ่ และก็ทั้งเด็กตลอดทั้งเดียรัจฉานทั้งหมดด้วย ซึ่งเกิดมาในสกลโลกอันนี้ ไม่มีอะไรจะยั่งยืนอยู่ในโลกนี้ จะต้องผลัดไปเปลี่ยนไปตามสภาวะของมัน อันนี้เป็นสภาวะความจริงที่เราจะแก้ไขอย่างใดที่ไม่ถูกทางมันไม่ได้ แต่ว่ามีทางแก้ไขได้ว่าพระพุทธองค์ท่านให้พิจารณาสังขารร่างกายนี้เท่านั้นจิตใจนี้ ว่ามันไมใช่ของเรา ไมใช่เรา เป็นของสมมุติ เช่นว่า บ้านของคุณยายก็เป็นของสมมุติว่า เป็นบ้านของคุณยายเท่านั้น จะเอาติดตามไปที่ไหนก็ไม่ได้ สมบัตพัสถานซึ่งเรียกว่าสมมุติเป็นของคุณยายนี้ ก็เป็นเรื่องสมมุติเท่านั้น มันก็ตั้งอยูอย่างนั้น จะเอาไปที่ไหนก็ไม่ได้ ลูกหลาน บุตรธิดาทั้งหลายทั้งปวงนั้น ซึ่งเขาสมมุติว่าเป็นลูกเป็นหลานของคุณยายนั้น มันก็เรื่องสมมุติทั้งนั้น มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ ไมใช่ว่าเป็นเราคนเดียว เป็นกันทั้งโลก ถึงแม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เป็นอย่างนี้ พระอรหันตสาวกทั้งหลายทั้งปวงท่านก็เป็นอย่างนี้ แต่ท่านแปลกกว่าพวกเราทั้งหลายแปลกโดยประการอย่างไร คือ ท่านยอมรับ ยอมรับว่าสกลร่างกายสังขารนี้มันเป็นอย่างนั้นเองของมันจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มันก็ต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น

           พระพุทธเจ้าท่านจึงให้พิจารณาดูสกลร่างกาย ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาหาบนศีรษะตั้งแต่ศีรษะลงไปหาปลายเท้า อันนี้เรียกว่าส่วนอวัยวะร่างกายของเรา ดูสิว่ามันมีอะไรบ้าง อะไรเป็นของสะอาดไหม อะไรเป็นของเป็นแก่นเป็นสารไหม นับวันมันที่ทรุดมาเรื่อยๆ มาอย่างนี้ อันนี้พระพุทธเจ้าจึงให้เห็นสังขาร ว่าของไมใช่ของเรามันก็เป็นอย่างนี้ ของที่ไม่ไช่เรา มันก็เป็นอย่างนี้จะให้มันเป็นอย่างไรล่ะ อันนี้มันถูกแล้ว ถ้าโยมมีความทุกข์ โยมก็คิดผิดเท่านั้นแหละ ไปเห็นสิ่งที่มันถูกอยู่โยมเห็นผิด มันก็ขวางใจเช่นนั้น เหมือนน้ำในแม่น้ำที่มันไหลลงไปในทางที่ลุ่มมันก็ไหลไปตามสภาพอย่างนั้น อย่างแม่น้ำอยุธยาแม่น้ำมูล แม่น่ำที่ไหนก็ตามเถอะ มันก็ตองมีการไหลวนไปทางใต้ทั้งนั้นแหละ มันไม่ไหลขึ้นไปทางเหนือหรอก ธรรมดามันเป็นอย่างนั้น สมมุติว่าบุรุษคนหนึ่งซึ่งไปยืนอยู่บนฝั่งของแม่น้ำ แล้วก็ไปมองดูกระแสของแม่หน้าถัดไป >>

การปล่อยวาง
จิตที่ตื่นรู้
ตามดูจิต
สมถวิปัสสนา
บัว 4 เหล่า
ธาตุ 4
มรรค 8
ทางพ้นทุกข์
บ้านที่แท้จริง
ฝึกจิตให้มีกำลัง
ตุจโฉโปฏฐิละ
การทำจิตให้สงบ
อ่านใจธรรมชาติ
สองหน้าของสัจธรรม
ทางสายกลาง
ธรรมะกับธรรมชาติ
นอกเหตุเหนือผล
อยู่กับงูเห่า
ภาวนาพุทโธ
อยู่เพื่ออะไร
อยากเกิดแต่ไม่อยากตาย
ไม่มีอะไรได้ไม่มีอะไรเสีย
ปลาไม่เห็นน้ำ
สงบจิตได้ปัญญา
สมาธิภาวนา
ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com