Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

รวมธรรมบรรยายของ หลวงพ่อชา สุภัทโท

อยู่เพื่ออะไร

2

            ตอนยังหนุ่มๆครั้งแรกอยู่คนเดียวเข้าใจว่าเป็นโสดไม่สบาย หาคู่ครองเรือนมันจะสบาย เลยหาคู่ครองมาครองเรือนให้ เอาของ 2 อย่างมารวมกันมันก็กระทบกันอยู่แล้ว อยู่คนเดียวมันเงียบเกินไปไม่สบายแล้วเอาคน2 คนมาอยู่ด้วยกันมันก็กระทบกันก๊อก ๆ แก๊กๆ นั่นแหละ ลูกเกิดมาครั้งแรกตัวเล็ก ๆ พ่อแม่ก็ตั้งใจว่าลูกเราเมื่อมันโตขึ้นมาขนาดหนึ่งเราก็สบายหรอกก็เลี้ยงมันไป 3 คน 4 คน 5 คน นึกว่ามันโตเราจะสบายเมื่อมันโตมาแล้วมันยิ่งหนัก เหมือนกับแบกท่อนไม้อันหนึ่งเล็กอันหนึ่งใหญ่ ทิ้งท่อนเล็กแล้ว แบกเอาท่อนใหญ่นึกว่ามันจะเบาก็ยิ่งหนัก ลูกเราตอนเด็กๆ มันไม่กวนเท่าไรหรอกโยม มันกวนถามกินข้าวกับกล้วยเมื่อมันโตขึ้นมานีมันถามเอารถมอเตอร์ไซค์ มันถามเอารถเก๋ง เอาละความรักลูกจะปฏิเสธไม่ได้ ก็พยายามหามันก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่ให้มันก็เป็นทุกข์ บางทีพ่อแม่ทะเลาะกัน “อย่าพึ่งไปซื้อให้มันเลยรถนี่ มันยังไม่มีเงิน”แต่ความรักลูกก็ต้องไปกู้คนอื่นมา เห็นอะไรก็อยากซื้อมากินแต่ก็อด กลัวมันจะหมดเปลืองหลายอย่างต่อมาก็มีการศึกษาเล่าเรียน เข้ามันเรียนจบเราก็จะสบายหรอก เรียนมันจบไม่เป็นหรอก มันจะจบอะไร? เรียนไม่มีจบหรอก ทางพุทธศาสนานี้เรียนจบ ศาสตร์อี่นนอกนั้นมันเรียนต่อไปเรื่อยๆ เรียนไม่จบ เอาไปเอามาก็เลยวุ่นเท่านั้นแหละ บ้านหนึ่งเรียน 4 คน 5 คน.....ตาย......พ่อแม่ทะเลาะกันไม่มีวันเว้นละอย่างนั้น

            ไอ้ความทุกข์มันเกิดมาภายหลังเราไม่เห็นนึกว่ามันจะไม่เป็นอย่างนี้ เมึ่อมันมาถึงเข้าแล้วจึงรู้ว่าโอ! มันเป็นทุกข์ ทุกข์อย่างนั้นจึงมองเห็นยาก ทุกข์ในตัวของเรานะโยม พูดตามประสาบ้านนอกเรา เรื่องฟันของเรานะโยมตอนไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ขี้ถ่านไฟก็ยังเอามาถูฟันให้มันขาว ไปถึงบ้านก็ไปยิงฟันใส่กระจก นึกว่ามันขาวถูฟันแล้วนี่ ไปชอบกระดูก เจ้าของไม่รู้เรื่อง พออายุถึง 50-60 ปีฟันมันโยก เออ....เอาชิฟันโยก มันจะร้องไห้กินข้าวน้ำตามันไหลเหมือนกับถูกศอกถูกเข่าเขาอยู่ทุกเวลาฟันมันเจ็บมันปวด มันทุกข์มันยากมันลำบาก นี่!อาตมาผ่านมาแล้วเรื่องนี้ถอนออกหมดเลยในปากนี้เป็นฟันปลอมทั้งนั้น มันโยกไม่สบายอยู่ 16 ซี่ ถอนทีเดียวหมดเลย เจ็บใจมันหมอไม่กล้าถอนแน่ะตั้ง 16 ซี่ “หมอ!ถอนมันเถอะ เป็นตายอาตมาจะรับเอาหรอก” ถอนมันออกทีเดียวพร้อมกัน 16 ซี่ ที่มันแน่นๆ ตั้งหลายซี่ตั้ง 5 ซี่ถอนออกเลยแต่ว่าเต็มทีนะ ถอนออกหมดแล้วไม่ได้ฉันข้าวอยู่ 2-3 วันนี่เป็นเรื่องทุกข์

            อาตมาคิดแต่ก่อนนะ ตอนไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเอาถ่านไฟมาถูมันให้ขาว รักมันมากเหลือเกิน นึกว่ามันเป็นของดี ผลที่สุดมันจะหนีจากเรา เจ็บเกือบตายเจ็บฟันนี้มาตั้งหลายเดือนทั้งหลายปี บางทีมันบวมทั้งข้างล่างข้างบน หมดท่าเลยโยม อันนี้คงจะเจอกันทุกคนหรอก พวกที่ฟันไม่โยก เอาแปรงไปแปรงให้มันสะอาดสวยงามอยู่นั้นแหละ ระวังนะ ระวังมันจะเล่นงานเราเมื่อสุดท้ายไอ้ซี่มันยาว ซี่มันสั้นสลับกันอยู่อย่างนี้ทุกข์มากโยม อันนี้ทุกข์มากจริงๆ

            อันนี้บอกไว้หรอก บางทีจะเจอเอาทุกข์ เพราะความทุกข์ในตัวของเรานี้ ทุกข์ในตัวเรา จะหาที่พึ่งอะไรมันไม่มีแต่มันค่อยยังชั่วเมื่อเรายังหนุ่ม มันแก่มาแล้วมันก็เริ่มพังมันช่วยกันพัง สังขารมันเป็นไปตามเรื่องของมัน เราจะร้องไห้มันก็อยู่อย่างนี้ จะดีใจมันก็อยู่อย่างนี้ เราจะเป็นอะไรมันก็อยู่ของมันอย่างนี้ เราจะเจ็บจะปวดจะเป็นจะตายมันก็อยู่อย่างนั้น เพราะมันเป็นอย่างนั้นนี่ มันหมดความรู้หมดวิชา เอาหมอฟันมาดูฟัน ถึงแก้ไขแล้วยังไงก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้นต่อไป หมอฟันเองก็เป็นเหมือนเราอีกไปไม่ไหวอีกแล้วทุกอย่างมันก็พังไปด้วยกันทั้งหมดนี้เป็นความจำเป็นที่เราจะต้องรับพิจารณา เมื่อมีกำลังเรี่ยวแรงก็ทำจะทำบุญสุนทานจะทำอะไรก็รีบจัดทำกันแต่ว่าคนเราก็มักจะไปมอบให้แต่คนแก่ จะเข้าวัดศึกษาธรรมะรอให้แก่เสียก่อน โยมผู้หญิงก็เหมือนกันโยมผู้ชายก็เหมือนกันให้แก่เสียก่อนเถอะไม่รู้ว่าอะไรกันคนแก่นี่มันกำลังดีไหม ลองไปวิ่งแข่งกับคนหนุ่มดูซิทำไมจะต้องไปมอบให้คนแก่? เหมือนไม่รู้จักตายพอแก่มาสัก 50ปี 60ปีจวนเข้าวัดอยู่แล้วหูตึงเสียแล้วความจำก็ไม่ดีเสียแล้ว นั่งก็ไม่ทน “ยายไปวัดเถอะ” “โอยหูฉันไม่ดีแล้ว” นั่นเห็นไหม? ตอนหูดีเอาไปฟังอะไรอยู่? จังว่าจังว่า มั่นคงแต่ลูกหว้าอยู่นั่นแหละ จนหูมันหนวกเสียแล้วจึงไปวัดมันก็ไม่ได้ นั่งฟังท่านเทศน์เทศน์อะไรไม่รู้เรื่อง มันหมดแล้วจึงมาทำกัน

 

            ดังนั้น วันนี้คงจะได้ประโยชน์กับบุคคลที่น่าสนใจเป็นบางสิ่งบางอย่าง ที่ควรเก็บไว้ในใจของเราสิ่งทั้งหลายนี้เป็นมรดกของเราทั้งนั้น มันจะรวมมารวมมาให้เราแบกทั้งนั้นแหละ ขานี่เป็นสิ่งที่วิ่งได้มาแต่ก่อน อย่างขาอาตมานี่จะเดินมันก็หนัก สกลร่างกายจะต้องแบกมัน แต่ก่อนนั้นมันแบกเรา บัดนี้เราแบกมันลุกขึ้นก็ “โอ๊ย” สมัยเป็นเด็ก เห็นคนแก่ ๆ ลุกขึ้นก็ “โอ๊ย”นั่งลงก็“โอ๊ย” ที่โอ๊ยๆยังไม่ยอมนะ ขนาดนี้นะนั่งก็โอ๊ยจลุกขึ้นก็”โอ๊ย” “โอ๊ย” ทั้งนั้นแหละ ไม่รู้อะไรทำให้เราไม่รู้เรื่องมีแต่“โอ๊ยๆ”ทั้งนั้น มันทุกข์ถึงขนาดนั้นเรายังไม่เห็นโทษมัน เมื่อจะหนีจากมันเราไม่รู้จัก ที่ทำเจ็บปวดขึ้นมานี่เรียกว่าสังขารมันเป็นไปตามเรื่องของมัน ที่มันเป็นมันเป็นประดง ประดงไฟ ประดงข้อ ประดงงอ ประดงจิปาถะหมอเอายามาใส่ก็ไม่ถูก ผลที่สุดก็พังไปทั้งหมออีกคือสังขารมันเสื่อม มันเป็นไปตามสภาพของมันมันจะเป็นของมันอยู่อย่างนั้น อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติมันฉะนั้นให้ญาติพี่น้องให้พากันเห็น ถ้าเห็นแล้วก็จะไม่เป็นอะไร อย่างงูอสรพิษตัวร้าย ๆ มันเลื้อยมาเราเห็นเราเห็นมันก่อนก็หนี มันไม่ได้กัดเราหรอก เพราะเราได้ระวังมัน ถ้าเราไม่เห็นมัน เดินๆ ไปไม่เห็นก็ไปเหยียบมันเดี๋ยวมันก็กัดเลย

            ถ้ามันทุกข์แล้วไม่รู้จะไปฟ้องใคร ถ้าทุกข์เกิดขึ้นจะไปแก้ตรงไหน คืออยากแต่ว่าไม่ให้มันทุกข์เฉยๆเท่านั้น อยากไม่ให้มันทุกข์แต่ไม่รู้จักทางแก้ไขมันแล้วก็อยู่ไปอยู่ไปจนถึงวันแก่ วันเจ็บ แล้วก็วันตายคนโบราณบางคนเขาว่า เมื่อมันเจ็บมันไข้จวนลมหายใจจะขาด ให้ค่อยๆ เข้าไปกระซิบใกล้หูคนไข้ว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ มันจะเอาอะไรพุทโธนั้นนะ คนที่ใกล้จะนอนในกองไฟจะรู้จักพุทโธอะไร? ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอายุรุ่นๆ ทำไมไม่เรียนพุทโธให้มันรู้? หายใจผิดบ้างไม่ติดบ้าง “แม่ๆ พุทโธ พุทโธ” ว่าให้มันเหนื่อยทำไมอย่าไปว่าเลยมันหลายเรึ่อง เอาได้แค่นั้นก็สบายแล้ว

            โยมชอบเอาแต่ต้นกับปลายมัน ตรงกลางไม่เอาหรอก ชอบแต่อย่างนั้น บริวารพวกเราทั้งหลายก็ชอบอย่างนั้น ทั้งญาติโยมทั้งพระทั้งเณรชอบผู้ทำอย่างนั้น ไม่รู้จักแก้ไขภายในจิตของเจ้าของไม่รู้จักที่พึ่ง แล้วก็โกรธง่ายและก็อยากหลายด้วย ทำไม? คือคนที่ไม่มีที่พึ่งทางใจ อยู่เป็นฆราวาสครอบครัว อายุก็ 20-30-40 ปีกำลังแรงดีอยู่ พ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลายก็พอพูดกันรู้เรื่องกันหน่อยนี่ 50 ปีขึ้นไปแล้วพูดกันไม่รู้เรื่องกันแล้ว เดี๋ยวก็นั่งหันหลังให้กันหรอก แม่บ้านพูดไป พ่อบ้านทนไม่ได้ พ่อบ้านพูดไป แม่บ้านฟัง
ไม่ได้เลยแยกกันหันหลังให้กัน คนนั้นพร้อมลูกชายคนนั้นคนนี้พร้อมลูกหญิงคนนั้นเลยแตกกันเลย

            เรื่องนี้อาตมาเล่าไปหรอกไม่เคยมีครอบครัวทำไมไม่มีครอบครัว คืออ่านคำครอบครัวมันก็รู้แล้วครอบครัวคืออะไร? ครอบมันก็คืออย่างนี้ ถ้าเรานั่งอยู่เฉยๆ ก็เอาอะไรมาครอบลงนี้จะเป็นอย่างไร? เรานั่งอยู่ไม่มีอะไรมาครอบมันก็พอทนได้ ถ้าเอาอะไรมาครอบลงก็เรียกว่าครอบแล้ว มันเป็นอย่างไร ครัวก็เป็นอย่างนั้น มันมีวงจำกัดแล้ว ผู้ชายก็อยู่ในวงจำกัดผู้หญิงก็อยู่ในวงจำกัดแล้ว อาตมาไปอ่านแล้ว “ครอบครัว”โอยหนัก ศัพท์ตายนี่คำนี้ไม่ใช่ศัพท์เล่น ๆ ศัพท์ที่ว่า“ครอบ” นี้ศัพท์ไปไม่ได้มันมีจำกัดแล้ว ต่อไปอีก “ครัว”ก็หมายถึงการก่อกวนแล้วทิ่มแทงแล้ว โยมผู้หญิงเคยเข้าครัวเคยโขลกพริกคั่วพริกแห้งไหม? ไอ จาม ทั้งบ้านเลยศัพท์ “ครอบครัว” มันวุ่น ไม่น่าอยู่หรอกอาตมาอาศัยสองศัพท์นี่แหละจึงบวชไม่สึก

            ครอบครัวนี้น่ากลัว ขังไว้จะไปไหนก็ไม่ได้ลำบากเรื่องลูกบ้าง เรื่องเงินเรื่องทองบ้างสารพัดอย่างอยู่ในนั้น ไม่รู้จะไปที่ไหน มันผูกไว้แล้ว ลูกผู้หญิงก็มี ลูกชายก็มีมันวุ่นวาย เถียงกันอยู่นั่นแหละจนตายไม่ต้องไปไหนกันละ เจ็บใจขนาดไหนก็ไม่ว่า น้ำตามันไหลออกก็ไหลอยู่นั่นแหละ เออ! น้ำตามันไม่หมดนะโยมครอบครัวนี่นะ ถ้าไม่มีครอบครัวน้ำตามันหมดเป็นถ้ามีครอบครัวน้ำตามันหมดยาก หมดไม่ได้ โยมเห็นไหม มันบีบออกเหมือนบีบอ้อย ตาแห้งๆก็บีบออกให้เป็นน้ำไหลออกมา ไม่รู้มันมาจากไหน มันเจ็บใจแค้นใจสารพัดอย่าง มันทุกข์ เลยรวมทุกข์บีบออกมาเป็น น้ำ ทุกข์

            อันนี้ให้โยมทั้งหลายเข้าใจ ถ้ายังไม่ผ่านมันจะผ่านอยู่ข้างหน้า บางคนอาจจะผ่านมาบ้างแล้วเล็กๆ น้อยๆ บางคนก็เต็มที่แล้ว “จะอยู่หรือจะไปหนอ”โยมผู้หญิงเคยมาหาหลวงพ่อ “หลวงพ่อ แหมถ้าดิฉันไม่มีบุตรดิฉันจะไปแล้ว” เออ! อยู่นั่นแหละเรียนให้จบเสียก่อน เรียนตรงนั้น อยากจะไปก็อยากจะไป ไม่อยากจะอยู่ ถึงขนาดนั้นก็อยู่วัดป่าพงสร้างกุฏิเล็กๆ ไว้ตั้ง 70-80 หลัง บางทีจะมีพระเณรมาอยู่บรรจุเต็ม บางทีก็มีเหลือ 2-3 หลังอาตมาถามว่า “กุฏิเรายังเหลือว่างไหม?” พวกชีบอก“มีบ้าง 2-3 หลัง” “เออ เก็บเอาไว้เถอะ บางทีพ่อบ้านแม่บ้านเขาทะเลาะกัน เอาไว้ให้เขามานอนสักหน่อย” แน่ะมาแล้ว โยมผู้หญิงสะพายของมาแล้ว ถามว่า“โยมมาจากไหน” “มากราบหลวงพ่อ ดิฉันเบื่อโลก” “โอ๊ย! อย่าว่าเลย อาตมากลัวเหลือเกิน” พอดีชายมาบ้างก็เบื่ออีกแล้ว นั่นมาอยู่ 2-3 วันก็หายเพื่อไปแล้วโยมผู้หญิงมาก็เบื่อ โกหกเจ้าของ โยมผู้ชายมา ก็เบื่อโกหก

            เจ้าของ ไปนั่งอยู่กุฏิเล็กๆ เงียบๆ คิดแล้ว“ เมื่อไหร่หนอ แม่บ้านจะมา เรียก เรา กลับ?” “เมื่อไหร่หนอพ่อบ้านจะมาเรียกเรากลับ” แน่ะไม่รู้อะไรมันเบื่ออะไรกัน มันโกรธแล้วมันก็เบื่อแล้วก็กลับอีกเมื่ออยู่ในบ้านผิดทั้งนั้นล่ะ พ่อบ้านผิดทั้งนั้น แม่บ้านผิดทั้งนั้น มานั่งภาวนาได้ 3 วัน “เออ! แม่บ้านเขาถูกโว้ยเรามันผิด” “พ่อบ้านเขาถูก เราซิผิด” แน่ะมันจะกลับมันเปลี่ยนเอาเองของมันอย่างนั้น ก็กลับไปเลยทั้งนั้นแหละ นี้ความจริงมันเป็นอย่างนั้นนะ โลกนี้อาตมาจึงไม่วุ่นวายอะไรมันมาก รู้ต้นรู้ปลายมันแล้ว ฉะนั้นจึงมาบวชอยู่อย่างนี้

            วันนี้ขอฝากให้เป็นการบ้าน เอาไปทำการบ้าน จะทำไร่ ทำนา ทำสวน ให้เอาคำหลวงพ่อมาพิจารณาว่าเราเกิดมาทำไม? เอาย่อๆ ว่าเกิดมาทำไม มีอะไรเอาไปได้ไหม ถามเรื่อยๆ นะ ถ้าใครถามอย่างนี้บ่อยๆมีปัญญานะ ถ้าใครไม่ถามเจ้าของอย่างนี้โง่ทั้งนั้นแหละเข้าใจไหม? บางทีฟังธรรมวันนี้แล้วกลับไปถึงบ้านจะพบเห็นนี้ก็ได้ ไม่นานนะ มันเกิดขึ้นทุกวัน เราฟังธรรมอยู่มันเงียบ บางทีมันรออยู่ที่รถ เมื่อเราขึ้นรถมันก็ขึ้นรถไปด้วย ถึงบ้านมันก็แสดงอาการออกมา อ้อหลวงพ่อท่านสอนไว้จริงของท่านละมัง นี่ตาไม่ดีไม่เห็นนะ เอาละวันนี้เทศน์มากก็เหนื่อย นั่งมากมากก็เหนื่อยสังขารร่างกายนี้

            เมื่อเราใช้จิตที่ฝึกดีแล้วพิจารณารูปนามอยู่อย่างนี้ให้รู้แจ้งแน่ชัดว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ปัญญารู้เท่าทันสภาพความเป็นจริงของสังขารก็เกิดเป็นเหตุให้เราไม่ยึดถือหรือหลงใหล เมื่อเราได้อะไรมาก็มีสติไม่ดีใจจนเกินไป เมื่อของสูญหายไปก็ไม่เสียใจจนเกิดทุกขเวทนาเพราะรู้เท่าทัน เมื่อประสบความเจ็บไข้หรือได้รับทุกข์อื่นๆ ก็มีการยับยั้งใจ เพราะอาศัยจิตที่ฝึกมาดีแล้ว เรียกว่ามีที่พึ่งทางใจเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้เรียกได้ว่าเกิดปัญญารู้ทันตามความเป็นจริง ที่จะเกิดปัญญาเพราะมีสมาธิ สมาธิจะเกิดเพราะมีศีล มันเกี่ยวโยงกันอยู่อย่างนี้ไม่อาจแยกออกจากกันไปได้

            สรุปได้ความดังนี้ อาการบังคับตัวเองให้กำหนดลมหายใจข้อนี้เป็นศีล การกำหนดลมหายใจได้และติดต่อกันไปจนจิตสงบ ข้อนี้เรียกว่าสมาธิการพิจารณากำหนดรู้ลมหายใจว่าไม่เที่ยงทนได้ยากมิช่ตัวตน แล้วรู้การปล่อยวาง ข้อนี้เรียกว่า ปัญญาการทำอานาปานสติภาวนาจึงกล่าวได้ว่า เป็นการบำเพ็ญทั้งศีล สมาธิ ปัญญาไปพร้อมกัน และเมื่อทำศีลสมาธิ ปัญญา ให้ครบก็ชื่อว่าได้เดินทางตามมรรคมีองค์แปด ที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นทางสายเอกประเสริฐกว่าทางทั้งหมด เพราะจะเป็นการเดินทางเข้าถึงพระนิพพาน เมื่อเราทำตามที่กล่าวมานี้ ชื่อว่าเป็นการเข้าถึงพุทธธรรมอย่างถูกต้องที่สุด<< ย้อนกลับ

การปล่อยวาง
จิตที่ตื่นรู้
ตามดูจิต
สมถวิปัสสนา
บัว 4 เหล่า
ธาตุ 4
มรรค 8
ทางพ้นทุกข์
บ้านที่แท้จริง
ฝึกจิตให้มีกำลัง
ตุจโฉโปฏฐิละ
การทำจิตให้สงบ
อ่านใจธรรมชาติ
สองหน้าของสัจธรรม
ทางสายกลาง
ธรรมะกับธรรมชาติ
นอกเหตุเหนือผล
อยู่กับงูเห่า
ภาวนาพุทโธ
อยู่เพื่ออะไร
อยากเกิดแต่ไม่อยากตาย
ไม่มีอะไรได้ไม่มีอะไรเสีย
ปลาไม่เห็นน้ำ
สงบจิตได้ปัญญา
สมาธิภาวนา
ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com