Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

รวมธรรมบรรยายของ หลวงพ่อชา สุภัทโท

สงบจิตได้ปัญญา

2

            บางทีจิตของเรามันวอกแวกไปหน่อยก็ได้ แต่ไม่เป็นไร เรามีสติอยู่เราก็รู้มัน แล้วก็กลับมาที่ลมหายใจเข้าออกต่อไป ให้ยกจิตขึ้นมารู้จักมันเสีย บางทีมันจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างนี้ว่า กำหนดลมนี้มันจะรู้อะไร มันจะเห็นอะไร มันจะเป็นอย่างไร อันนั้นไม่ใช่การงานของเราไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราในปัจจุบันนี้มีหน้าที่ต่อตัวเองว่า ให้กำหนดลมออกให้รู้จัก กำหนดลมเข้าให้รู้จักเท่านั้น เรื่องอื่นไม่ใช่ธุระของเรา หน้าที่ของเรารู้แต่กำหนดลมออกกำหนดลมเข้า ให้มันทันท่วงทีเท่านั้นแหละให้รู้ว่าอันนี้มันยาวไปให้มันสั้นอีกหน่อย อันนี้มันสั้นไปให้มันยาวอีกหน่อย ให้รู้จักมันอย่างนั้น ปล่อยเป็นธรรมชาติของมัน ควบคุมให้มันประกอบกับความสบายมันสบายอย่างไรเอาอย่างนั้น อยู่อย่างสบาย ที่มันสบายไม่ขัดข้อง ลมหายใจก็ไม่ขัดข้อง นั่งก็ไม่ขัดข้อง อะไรก็ไม่ขัดข้องแล้วในกายส่วนใดส่วนหนึ่ง นั่นแหละสบาย

            เมื่อนั่งสมาธิและทำจิตสงบแล้วร่างกายมันจะเบาไม่หนักมันเบา เป็นร่างกายที่สมควรแก่การงาน สมควรแก่สมาธิ แต่ว่าทำขั้นแรกมันก็ฝืนธรรมชาติสักหน่อย อึดอัดสงสัย มันก็เหมือนกับเราเดินทางไปที่ๆไม่เคยไป มันก็สงสัยอยู่เรื่อยไป เป็นเรื่องธรรมดาของเรา การทำสมาธินี้เราไม่เคยทำหรือทำมาแล้วแต่ไม่ค่อยรู้จัก มันก็สงสัยอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมดาของมัน ความสงสัยนี้เองแหละมันจะเป็นเหตุไม่ให้เราสงสัย มันจะเป็นเหตุให้เรารู้ตามความเป็นจริงก็เพราะความสงสัยนี้ไม่ใช่อื่นไกล เรื่องอะไรทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาในเวลาเรานั่งสมาธิอยู่นั้น มันเป็นอาการของจิตเท่านั้น สักแต่ว่าเท่านั้น มันจะมีเรื่องอะไรมาก็สักแต่ว่าเท่านั้น สักแต่ว่า สักแต่ว่าสุข สักแต่ว่าทุกข์สักแต่ว่ามันถูกกรรม
ของเรา มันเป็นเรื่องสักแต่ว่าเท่านั้นถ้าเราพิจารณาเช่นนี้เราก็วกเข้ามาดูจิตของเรา ลมมันสม่ำเสมออย่าไปแต่งมันนะ อย่าไปแต่งมัน อย่าไปแต่งให้มันสั้นอย่าไปแต่งให้มันยาว ค่อยๆดูสภาพตามความเป็นจริงของมันอย่างนั้น หน้าที่ของเราในเวลานั้นก็คีอดูลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว มันจะนึกว่ามันจะเป็นอะไรไหมมันจะรู้อะไรไหม อันนั้นเป็นเรื่องของความรู้สึกเฉยๆเป็นสักแต่ว่า ความรู้สึกเกิดขึ้นมาแล้วมันก็หายไป อย่าไปตามมันพิจารณาอะไรให้มันเป็นสักแต่ว่า ในเวลานี้ในเวลาสั้นๆนี้ อย่าเพิ่งพิจารณาอันใดอื่นเลย อย่าเพิ่งไปยกกายขึ้นมาพิจารณาอย่าเพิ่งไปยกอะไรขึ้นมาพิจารณาทั้งนั้นแหละไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะปฏิบัติกว้างขวางไปถึงนั้น ทำปัจจุบันคือทำให้ลมเข้าออก ถ้าเราทำลมออกเราก็ทำลมเข้าเราก็ทำมันเสีย ทำมันทั้งออกทำมันทั้งเข้าเท่านั้นแหละ เมื่อทำมันแล้วเราก็ไม่ได้ควบคุมลมไม่ได้บังคับลม ลมมันออกมันเข้าก็ตามเรื่องของมัน ผู้รู้ที่จิตของเราก็รู้เฉยๆ รู้ว่ามันออกรู้ว่ามันเข้า พร้อมกับกำหนดว่าพุทโธ พุทโธ พุทโธ

            คำว่าพุทโธนึ้มันเป็นความรู้สึกของเรา เมื่อมีลมเข้าเราก็รู้สึกว่า“ พุทธ” เมื่อมีลมออกเราก็รู้สึกว่า“ โธ”ทั้งสองอย่างนี้ก็ไม่เป็นเหตุก่อกวนเรา รู้สึกว่าเข้าก็ “พุทธ” รู้สึกว่าออกก็ “โธ” เท่านั้น และไม่จำเป็นจะออกด้วยวาจาของเรา ทำความรู้สึกเท่านั้นตลอดเวลา ทีนี้เมื่อจิตเรามีความละเอียดกว่านั้น มันจะไม่อยากรู้สึกพุทธหรือโธมันไม่อยากจะนึกอย่างนั้น ก็กำหนดว่าให้รู้แต่ลมมันออกให้รู้ลมมันเข้า ลมออกก็รู้ลมเข้าก็รู้ ให้รู้อย่างนี้ รู้อย่างนั้นมันเป็นพุทธเองมันเป็นโธเอง มันก็เลยเป็นพุทโธ พุทโธอยู่ในอาการอย่างนั้น มันเป็นเองอย่างนั้น ให้เรารู้อย่างนี้ตลอดเวลา ลมออกเราก็รู้จักลมเข้าเราก็รู้จัก ความรู้อันนี้แหละเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลายอยากจะให้เราทำไปนานๆ

            ที่เรียกว่าพุทโธ พุทโธคือผู้รู้ ผู้รู้อันนี้แหละท่านเรียกว่าพุทโธ รู้สึกอย่างหนึ่งมันรู้เรื่องของจิตเรา จิตของเรานี่มันหยาบ พุทโธคือผู้รู้มันรู้ละเอียด มันรู้ทั้งอาการของจิตเรื่องของจิต คือมันรู้เรื่องของจิตคล้ายๆกับว่าเป็นพระพุทธเจ้านั่นเอง มันก็รู้จักการสั่งสอนจิตของมัน ถ้าเฉพาะจิตล้วนๆมันจะรู้สึกตัวเอง มันละเอียด พุทโธผู้รู้นี่รู้เรื่องของจิต รู้อาการของจิต รู้ความเป็นจริงของจิต รู้อย่างนั้น เมื่อมันเกิดรู้ขึ้นมาแล้วมันก็ได้เห็นจิต เอาผู้รู้อันนี้ดูจิต เอาจิตดูจิต เอาจิตรู้จิต เอาจิตสั่งสอนจิต สมกับท่านขนาบภิกษุทั้งหลายว่า“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงตามดูจิตของตน ถ้าใครตามดูจิตของตน คนนั้นจะพ้นจากบ่วงของมาร” ใครจะไปตามดูจิตได้ ไม่มีสิ่งที่เหนือจิตเพื่อจะดูจิตของจิต ถ้ามีจิตเท่านั้นมันก็สอนตัวมันเอง วันนี้เป็นเรื่องของจิต ฟังยากสักหน่อยหนึ่ง เข้าใจยากสักหน่อยหนึ่ง แต่ง่าย คือเรื่องตัวเราฝึกจิตให้มันมีความฉลาดมากขึ้นกว่าจิตเดิม จิตเพิ่มที่มันโกหก เขาชวนอย่างไรเราก็ไม่รู้เรื่อง ก็ทำตามไปเรื่อยๆ มันจะรู้อย่างนี้ไม่รู้ตัวของมันคล้ายๆ กับว่า ทำความชั่วรู้ แต่ว่าทำไม่กลัวทำความผิดจิตก็รู้ แต่ทำ นี่เรียกว่าความรู้ของจิตขั้นหยาบมันเป็นอย่างนี้ ความรู้เกี่ยวกับการอุปมาเป็นความรู้อันหนึ่งรู้เรื่องของจิต รู้ว่าอันนั้นมันผิดจิตจะพาไปทำ มันห้ามเลยไม่ทำ มันบังคับ จิตจะทำความซั่ว มันรู้ก่อน ก็ห้ามจิตรักษาจิต นี่เรียกว่าผู้รู้ ผู้รู้แล้วรักษาจิตของเจ้าของ ถ้าพูดตามเป็นจริงคือจิตนั่นแหละรักษาจิตความรู้อันนี้มันเกิดขึ้นมาจากจิต อันนั้นจิตอันหยาบ หยาบมันเป็นพื้นอย่างนั้น นี่มันเป็นอย่างนั้น เช่นว่าจุดตะเกียง เอาไฟไปจุดเข้ามันก็เป็นไฟ อันนี้มันเป็นไฟจากความสว่างจ้านั้น อันนี้มันออกจากจิต คือ ความสว่างมันออกจากจิตนี้ ความสว่างมันออกจากดวงไฟนี้ สว่างยิ่งกว่าเก่าเพราะดวงไฟนี้มิได้มีอันนี้ เมื่อความสว่างมันกระจายไปหลายเมตร อันนั้นความสว่างจากดวงไฟ จิตคือผู้รู้ทั้งหลายนี้ ถ้าจิตฝึกแล้วก็จะเกิดความสว่าง.... เกิดปัญญา เกิดความสว่าง เมื่อปัญญามันละเอียดขึ้นไปมันก็เกิดมีญูาณ ที่พระท่านตรัสว่าใครมีปัญญาคนนั้นก็มีญูาณใครมีญูาณคนนั้นก็มีปัญญาใครมีปัญญาคนนั้นก็มีญูาณหมายความว่า ปัญญานั้นมันละเอียดลึกเข้าไปแล้วมันจักกลายเป็นญูาณอีกอันหนึ่งจะวกกลับมาเรื่องที่ได้พูดไว้ว่า เมื่อจิตมันสงบแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นหลายอย่าง บางทีเกิดเป็นแสงขึ้นมาบางทีเกิดเป็นรูปอันนั้นอันนี้ขึ้นมาสารพัดอย่าง มันจะเกิดอะไรขึ้นมาตรงนั้น เราก็คุมสติให้ดี อย่าวิ่งไปตามแสงอันนั้นอย่าวิ่งไปตามสีอันนี้ เราก็เพ่งดูจิตของเรา ดูจิตของเรา เออ!ไม่ต้องกลัว ทำใจให้สบายไม่ต้องกลัว บางทีมันก็สงบจนถึงกับว่าจมูกของเราที่เคยมีลมหายใจเคยผ่านเข้าออกเสมอ เมื่อมันถึงความสงบจิตแล้ว จมูกของเรานี้มันจะอยู่เฉยๆไม่มีลมผ่านออกหรือเข้า ความรู้สึกนี้มีกันเยอะใครไม่เข้าใจอาจคิดว่า เมื่อไม่มีลมมันจะตายไหมนี่ ไม่หายใจแล้วลมมันไม่มีแล้วอย่างนี้ก็มี ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจะทำอย่างไรต่อไป อันนี้พระพุทธเจ้าไม่ให้กลัว ลมไม่มีแต่เอาผู้รู้ว่าลมไม่มีนั่นแหละเป็นอารมณ์อีกต่อไป มันรู้อยู่แต่ก่อนว่ามันมีลมออกลมเข้า บัดนี้ไม่มีลมออกลมเข้า มันรู้ว่าไม่มีความรู้ว่าไม่มีนั่นแหละคือผู้รู้ มันเป็นเรื่องของภาวนา

 

            ภาวนานี้แยกกันออกเป็นสองอย่าง คือสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาซึ่งแยกไปตามความรู้สึก แต่มันก็เป็นอันเดียวกันนั่นแหละ แต่หยาบละเอียดกว่ากัน เช่นว่าความสงัดของสมาธิที่เราทำอยู่เดี๋ยวนี้มันเกิดสงบ ถึงคราวสงบมันก็สงบ ความสงบเช่นนี้อย่างว่าเสียงก็ไม่ได้ยินรูปก็ไม่เห็น อะไรก็ไม่มี มันก็เลยสงบ จิตสงบอยู่ สงบอย่างนี้ก็เรียกว่าเข้า
ไปสงบเฉยๆ ไม่ใช่ว่าสงบกิเลส คือเดี๋ยวนี้มันห่างจากเสียงห่างจากรูป มันไม่ได้ยินมันก็เลยสงบ อย่างนี้เรียกว่าการเข้าไปสงบจิตไม่ใช่สงบกิเลส แต่ว่าการเข้าไปสงบจิตนี้ก็มีเหตุผลเหมือนกัน อย่างเราออกจากบ้านมาอยู่นี่มันก็กายวิเวก กายวิเวกมันเป็นเรื่องทางกาย มันห่างจากบ้านมา มันห่างจากเพื่อนฝูงมาอยู่ในป่าที่มันสงัดสงบอันเป็นวิเวกทางกาย กายวิเวก เมื่อมีกายวิเวกมันเป็นเหตุให้จิตวิเวกคือจิตสงบไม่กระสับกระส่าย มันเป็นเหตุถึงความสงบถึงจิตอย่างนั้น ดังนั้นมันจึงมีผล กายวิเวกเป็นเหตุ เมื่อเป็นเหตุแล้วก็ทำให้จิตสงบเป็นผลขึ้นมากายวิเวก จิตวิเวก เมื่อจิตวิเวกแล้วก็เป็นเหตุต่อไปจนถึงอุปธิวิเวก กิเลสสงบ อุปธิสงัด ระงับกิเลสคือความเศร้าหมอง คือราคะ คือโทสะ คือโมหะ วุ่นวายต่างๆ ที่เราเรียกว่า กิเลส

            อุปธิคือสภาวะที่มันดองในใจของเราปลูกฝ้งอยู่ในใจของเราตลอดกาลนานมาแล้ว ดูอย่างหนึ่งเหมือนว่ามันไม่มี เมื่อถูกอารมณ์ที่ชอบใจ กิเลสมันก็ฟังขึ้นมา เกิดราคะ เกิดโทสะ เกิดโมหะขึ้นมา อันนี้เรียกว่าจิตของเราสมาธิมันระงับไม่ได้ นั่นเรียกว่าสมาธิมันมีกำลังเพียงเข้าไปสงบจิตเท่านั้น อำนาจของมันยังไม่ถึงกับว่าเข้าไปสงบกิเลส เมื่อเรานั่งในความสงบแล้วเราออกไปสัญูจรไปมาเห็นแสงมันลุกฟู เห็นอะไรที่ชอบใจและไม่ชอบใจมันจะลุกฟูขึ้นมา นั่นเรียกว่ากิเลสยังอยู่ ไม่ใช่ว่ามันสงบกิเลสอย่างนั้นเรียกว่าเข้าไปสงบจิต เป็นเรื่องสมถะทางจิต อันนี้สงบไปอย่างหนึ่ง แต่ก็ดีมันเป็นเหตุพาเราให้ออกกายวิเวก ใจวิเวกเสมอ เมื่อมันมากขึ้นๆ ชำนาญมากขึ้นๆ มันก็มีกำลังก็เกิดปัญญา ดังนั้นท่านจึงบอกว่าสอนว่า ถ้าเราทำสมถจิตนี้ ถ้ามันสงบเราก็รู้ว่ามันสงบ แต่อย่าเพิ่งไปดีใจจนเกินไป ถ้ามันสงบจิตแล้วก็ดีใจสบายใจ บางคนนั่งตรงไหนก็อยากพูดอยู่ตรงนั้น แหม! เมื่อวานนี้ฉันทำสมาธิมันสงบดีเหลือเกินอย่างนี้ พูดบ่อยๆก็เพราะอดไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ก็ขอให้เราบอกกับมันว่า อันความสงบนี้มันก็ไม่แน่..... ความสงบนี้มันก็ไม่แน่ เราต้องเตรียมไว้อย่างนี้เสมอ ทีนี้

            พอวันที่สอง มานั่งไม่ได้ความสงบเลย วุ่นวายเหลือเกินก็ให้เรารู้มันว่าความวุ่นวายนี้มันก็ไม่แน่ เห็นไหมเมื่อวานนี้มันสงบ ทำไมวันนี้มันวุ่นวาย มันก็ไม่แน่อย่างนี้ ความวุ่นวายมันก็ไม่แน่เหมือนกัน วันนี้มันไม่สงบวันต่อไปมันก็ต้องสงบอย่างนี้เรื่อยไป สงบบ้างไม่สงบบ้าง เราจะเห็นความสงบเห็นความไม่สงบนั้นอยู่ในใจของเราเสมอ มันไม่แน่อย่างนั้น ความเห็นที่ว่ามันไม่แน่นั้น จะเกิดขึ้นมาที่จิตของเรา ที่เรารู้นั่นแหละ มันไม่แน่จริงๆ มันเป็นของไม่แน่อย่างนั้น คิดว่ามันไม่แน่อย่างนั้น มันไม่แน่จริงๆ ถ้าไม่แน่แล้วจะทำ
อย่างไร ปล่อยเสียอย่าไปทำอะไรมัน เมื่อมันไม่แน่ก็อย่าไปยึดมั่นมันเลย อย่าไปยึดมั่นมันอย่าไปถือมั่นมัน นี่ปัญญาเกิดแล้ว แต่ก่อนมันโง่ที่สุดโง่ขนาดอะไรมาก็จับปั๊บเลย เมื่อวุ่นวายก็กระทบเลย นี่มันโง่ที่สุด เมื่อเราทำไปทำมาเราก็เตือนมันว่า เออ! สงบนี้ก็เป็นอนิจจัง วุ่นวายก็เป็นอนิจจัง ให้เราดูไปนานๆ ที่จริงมันเป็นอย่างนั้นเอง อย่างวันนี้มันสงบพรุ่งนี้มันก็ไม่สงบ มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้ เมื่อมันเป็นอย่างนี้ปัญญาก็เข้ามา ช่วย....เข้ามาช่วยว่ามันเป็นอย่างนี้ จะทำอย่างไรล่ะมันเป็นอย่างนั้น เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้น มันไม่เที่ยง มันไม่เที่ยง ก็อย่าไปยึดมั่นมันซิ เมื่อสั่งสอนอย่างนี้จิตของเราก็ลุกตื่นขึ้นมา เออ! อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมัน เรียกว่ามันถอยมันคลี่คลายจากความยึดมั่นถือมั่น มันก็ถอยมา ถอยมา นานจนมันเคยตัว อารมณ์ทุกอย่างนั้นมันจะสงบบ้างไม่สงบบ้าง เราก็ไม่เป็นทุกข์ << ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

การปล่อยวาง
จิตที่ตื่นรู้
ตามดูจิต
สมถวิปัสสนา
บัว 4 เหล่า
ธาตุ 4
มรรค 8
ทางพ้นทุกข์
บ้านที่แท้จริง
ฝึกจิตให้มีกำลัง
ตุจโฉโปฏฐิละ
การทำจิตให้สงบ
อ่านใจธรรมชาติ
สองหน้าของสัจธรรม
ทางสายกลาง
ธรรมะกับธรรมชาติ
นอกเหตุเหนือผล
อยู่กับงูเห่า
ภาวนาพุทโธ
อยู่เพื่ออะไร
อยากเกิดแต่ไม่อยากตาย
ไม่มีอะไรได้ไม่มีอะไรเสีย
ปลาไม่เห็นน้ำ
สงบจิตได้ปัญญา
สมาธิภาวนา
ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com