Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

รวมธรรมบรรยายของ หลวงพ่อชา สุภัทโท

สมาธิภาวนา

5

            ในจุดนี้บางคนอาจมีความสงสัยขึ้นมาก็ได้เพราะตรงนี้มันจะเกิดนิมิตขึ้นมาก็ได้ เสียงก็มีได้ รูปก็มีได้ มันมีทุกอย่างได้ สิ่งที่เราคาดไม่ถึงมันเกิดขึ้นมาได้ตรงนี้หากว่านิมิตเกิดขึ้นมาตรงนี้ (นิมิตนี้บางคนมันก็มี บางคนก็ไม่มี) ก็ให้เรารู้ตามเป็นจริง อย่าสงสัยอย่าตกใจ ทีนี้ท่านจงตั้งใจให้ดี ตั้งสติให้มาก บางคนก็เห็นว่าลมหายใจไม่มีแล้วตกใจ ตกใจเพราะธรรมดา ลมมันมีอยู่ เมื่อเรามาพบว่าลมไม่มี แล้วก็ตกใจว่าลมไม่มีกลัวว่าเราจะตายก็ได้ ตรงนี้ก็ให้ตั้งความรู้สึกขึ้นมาอันนี้มันเป็นอย่างนี้ของมัน เราจะดูอะไร ดูลมไม่มีนั่นอีกต่อไปเป็นความรู้ นี้ท่านจัดว่าเป็น สมาธิอันแน่วแน่ ที่สุดของสมาธิ มีอารมณ์เดียวแน่นอน ไม่หวั่นไหวเมื่อสมาธิถึงจุดนี้ จะมีความแตกต่างสารพัดอย่างที่จะรู้ในจิตของเรา ร่างกายนี้บางทีมันเบาที่สุด เมื่อมันเบาที่สุด บางทีก็ไม่มีร่างกาย คล้ายๆนั่งอยู่กลางอากาศอย่างนี้ เบาทั้งหมด มองนึกดูที่ไหนไม่มีแล้ว อยู่กลางอากาศอย่างนี้ถึงแม้บางทีเรานั่งอยู่นี่ก็เปล่าทั้งนั้น ว่างอันนี้มันเป็นของแปลก อันนี้ก็ให้เข้าใจว่าไม่เป็นอะไร เราทำความรู้สึกอย่างนั้นไว้ให้มั่นคง เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเพราะว่าไม่มีอารมณ์อะไรเข้ามาเสียดแทง อยู่นานเท่าไรก็ได้ ไม่มีรู้สึกเวทนา เจ็บปวดอะไร อยู่อย่างนั้น การทำสมาธิมาถึงที่นั่นเราจะออกจากสมาธิก็ได้ไม่ออกก็ได้ ออกจากสมาธินี้ก็เรียกว่า ออกสบาย ออกอย่างสบาย ไม่ออกเพราะว่าขี้เกียจ ไม่ออกเพราะว่าเหน็ดเหนื่อย ออกเพราะว่าสมควรแล้ว ก็ออกมา ถอยออก อย่างนี้นี่อยู่สบาย ออกมาสบายไม่มีอะไรนี้เรียกว่า สมาธิจิตใจมันจะสบาย ถ้าเรามีสมาธิอย่างนี้อย่างนั่งวันนี้ มาเข้าสมาธิกันอยู่สัก 30 นาทีหรือชั่วโมงหนึ่ง จตใจของเราจะเยือกเย็นไป ตั้งหลายวันนั้น จิตเราจะสะอาด เห็นอะไรจะรับพิจารณาทั้งนั้น อันนี้เป็นเบื้องแรกของมัน นี้เรียกว่า ผลที่เกิดจากสมาธิ

            สมาธินี้มีหน้าที่ทำให้สงบ สมาธินี้ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ศีลนี่ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ปัญญานี้ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง อาการที่เรากำหนดในที่นั้น มันจะเป็นวงกลมอย่างนี้ ตามที่ปรากฏในใจของเรา มันจะมีศีลอยู่ตรงนี้มีสมาธิตรงนี้ จะมีปัญญาตรงนี้ เมื่อจิตเราสงบแล้วมันจะมีการสังวรสำรวมเข้าด้วยปัญญา ด้วยกำลังสมาธิเมื่อสำรวมเข้า ละเอียดเข้า มันจะเป็นกำลังมันจะไปทำกำลังช่วยศีลให้บริสุทธิ์ขึ้นมามากๆ แล้วมันก็ช่วยสมาธิให้เกิดขึ้นได้มาก ดีขึ้นมาก เมื่อสมาธิเกิดแล้วจะช่วยปัญญา มันจะช่วย กันอย่างนี้ เป็นปัจจัยไวพจนี่ซึ่งกันและกันต่อไป เป็นวงรอบอย่างนี้ จนกว่าว่ามรรค คือศีลสมาธิปัญญานี้รวมเป็นข้อเดียวกันแล้วน่ะ ทำงานสม่ำเสมอกัน จะต้องรักษากำลังอย่างนี้ อันนี้เป็นกำลังที่จะให้เกิดวิปัสสนาคือปัญญา ตอนนี้ปัญญามันเกิดขึ้นมาแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะสงบหรือไม่สงบก็จะมีกำลังแล้ว เออมันไม่สงบก็อย่าไปยึดมั่นมันเลยเช่นนี้ เราจะได้ปล่อยภาระอันนี้ ใจเรามันจะเบา จะได้อารมณ์ที่ดีก็สบายใจอารมณ์ที่ไม่ชอบใจก็สบายใจ มีความสงบอยู่อย่างนั้น

            อีกอันหนึ่งที่สำคัญ คือ เมื่อเราหยุดทำกรรมฐานแล้ว เมื่อเราเลิกทำกรรมฐานแล้ว จิตที่ไม่ฉลาดก็จะเลิกไปเลย ไม่มีความรู้สึกนึกคิดในการงานของเรา ความเป็นจริงนั้นเมื่อเราจะออกจากสมาธิ เราก็รู้จักว่าเราออกออกมาแล้ววางเป็นปกติไว้ ให้มีความรู้สึก มีสติติดต่อกันเสมอ ไม่ใช่ว่าเราจะทำความสงบเฉพาะเวลานั่ง สมาธิเพราะว่าสมาธิคือความตั้งใจมั่น เราเดินอยู่เราก็ทำใจให้มั่น ให้มีอารมณ์มั่นเสมอ มีสติสัมปชัญญะอยู่ไปเสมอออกจากที่นั่งนี้แล้ว หูเราได้ยินเสียง ตาเห็นรูปที่เราเดินไปนั่งรถไปก็ตามเถอะ ให้รู้สึกว่ามีอะไรที่มันชอบใจ หรือไม่ชอบใจเกิดขึ้นมาเป็นอารมณ์ ก็มีความรู้สึกว่าอันนี้มันไม่แน่ อันนี้มันไม่เที่ยง ตลอดเวลาอย่างนั้น จิตใจจะสงบปกติ

            เมื่อจิตใจสงบเช่นนี้แล้ว เราจะต้องเอาจิตอันนี้พิจารณาอารมณ์ เช่นว่า รูปร่างกายทั้งหมดนี้ก็ต้องพิจารณา จะพิจารณาเมื่อไรก็ได้ เรานั่งสมาธิก็ได้ เราอยู่บ้านก็ได้ เราทำงานอยู่ก็ได้ อะไรๆเราก็ทำได้ เรานั่งพิจารณาอยู่เสมอ แม้เห็นต้นไม้ เห็นใบไม้ร่วงลงมาอย่างนี้ เราเดินไปจะเห็นใบไม้มันร่วงลงมาอย่างนี้ อันนี้มันไม่แน่เหมือนกัน ใบไม้เหมือนกับเรานั่นแหละ เมื่อมันแก่มาแล้วมันก็ร่วงไป เราก็เหมือนกันอย่างนั้น คนโน้นก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันนี่ เรียกว่า ยกขึ้นสู่วิปัสสนาจะมีการพิจารณาอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ทั้งการยืน การเดินการนั่ง การนอนมีสติติดต่อกันเรื่อย สม่ำเสมอ นี่เรียกว่าการฝึกกรรมฐานที่ถูกต้อง เราต้องสะกดรอยติดตาม อยู่ เสมอ

 

            ที่เราทำกันอยู่บัดนี้ วันนี้หนึ่งทุ่ม มาทำสมาธิกันอย่างนี้ นั่งได้ชั่วโมงหนึ่งแล้วก็หยุดกัน ใจก็เลยหยุดแล้วก็ไม่พิจารณาอะไรเลย อย่างนี้ไม่ได้ การหยุดการกระทำนี้หยุดแต่พิธีกรรมเฉยๆ แต่มีความรู้สึกติดต่อกันเสมอไปเรื่อยนะ อาตมาเคยให้ความเห็นบ่อยว่า ถ้าทำไม่ติดต่อกันก็เหมือนหยดน้ำ เหมือนหยดน้ำเราทำไม่ติดต่อกัน ก็เหมือนหยดน้ำ เพราะว่าเรามีสติไม่สม่ำเสมอกัน การกระทำนั้นไม่ใช่อย่างอื่นทำ คิดทำ ไม่ใช่ร่างกายทำ จิตเป็นผู้ทำ จิตเป็นผู้ปฏิบัติ ถ้าเราเข้าใจอย่างนั้น ไม่ต้องไปนั่งสมาธิ จิตเราก็รู้สมาธิ จิตเป็นคนทำการปฏิบัตินี้ให้เราเห็นในจิตของเราเช่นนั้น

            เมื่อเห็นเช่นนั้นก็จะทำความรู้ในจิตของเราไว้ให้สม่ำเสมอ เมื่อเราจะยืนก็ตาม จะเดิน จะนั่ง จะนอนก็ตามให้ความรู้สึกเรามันมีอยู่อย่างนั้น เหมือนน้ำที่มันเป็นหยดๆอย่างนี้มันไม่ติดต่อกัน ถ้าเราทำสติให้มันติตต่อกันเช่นนั้นมีความรู้สึกอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นน้ำที่มันติดต่อกันมันจะเป็นสายน้ำตลอดเวลา มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้อารมณ์สม่ำเสมออยู่ทุกเมื่อ ความ ผิดเกิดขึ้นมาก็รู้ทุกเมื่อถูกเกิดขึ้นมาก็รู้ทุกเมื่อ ความสงบเกิดขึ้นมาก็รู้ทุกเมื่อวุ่นวาย เกิดทุกอย่างก็รู้ เรียกว่ามีสติอยู่ สังวรอยู่สำรวมอยู่สม่ำเสมอ อย่างนี้จะอยู่ที่ไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้นถ้าทำจิตอย่างนี้ การทำภาวนานั้นจะเร็วมาก ดีมากเกิด เร็ว

            อย่าไปเข้าใจผิด เดี๋ยวนี้มีคนไปทำวิปัสสนากรรมฐานกัน เข้า 3 วันก็มี 7 วันก็มี ปฏิบัติแบบไม่ต้องพูดกันไม่ต้องพูดกัน 10 วันก็มี 15 วันก็มี แล้วก็ออกมานะเมื่อเราออกมาแล้ว ก็นึกว่าเราได้ทำวิปัสสนาแล้ว ดีแล้วออกมาก็ไปเต้นรำทำเพลงกันสนุกสนาน ทำอย่างนี้มันจะมีอะไรเลา มันก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ไปทำความชั่วต่างๆทำจิตให้เรากระทบกระเทือนเสียหายหมด แล้วปีหน้ามาอีก ไปทำกรรมฐานอีก 7 วัน 15 วัน เดือนหนึ่ง พอเสร็จก็ออกไปอีกแล้ว ไปเต้นรำอีกแล้ว ไปร้องเพลงอีกแล้ว ไปกินเหล้าอีกแล้ว อย่างนี้มันไม่ใช่การปฏิบัติ ไม่เป็นปฏิปทา คือทางดำเนิน

            ฉะนั้น เราต้องพยายามละ ให้เห็นโทษของมันเห็นโทษในการดื่มสุรา เห็นโทษในการเข้าบาร์ เห็นโทษในการทำทุกสิ่งทุกอย่างกันจนออกหน้า มันจึงจะถอนตัวออกมาได้ ความสงบมันถึงจะมี ให้เห็นโทษของมันความสงบจึงจะมีได้ อันนี้เรียกว่าเราทำที่ถูกต้อง ที่เราทำ7 วันเข้าไป 3 วันไม่ต้องพูดอะไรกันนั้น ไม่พูด 7 วันแต่มาพูดอีกตั้ง 7 เดือน มาร้องอีกตั้ง 7 เดือน แต่ไม่พูด7 วันเท่านั้น มันจะคุ้มกันยังไงเล่า

            นี่ขอให้ทายกทายิกาเราทั้งหลาย ท่านผู้รู้ทั้งหลายให้เข้าใจอย่างนี้ พยายามทำให้มันติดต่อกัน เห็นโทษในสิ่งนั้น ให้มันติดต่อกันเสมอเรื่อยไปเท่านั้นแหละ กิเลสมันก็จะหมดได้ แต่ถ้าอย่างที่ 7 วันไม่พูดเลยหรือไม่เล่นกันเลย แต่อีก 4-5 เดือนเล่น เล่นทั้งนั้นน่ะไม่สังวรสำรวม มันก็หมดกันเท่านั้นแหละ ไม่มีเหลืออะไรหรอก ขนาดเราหาเงินนะ หาเงินวันนี้ได้ 3 ปอนด์แต่มาชื้อกินหมด 5ปอนด์วันนี้ มันจะมีเงินที่ไหน มันก็หมดเท่านั้น อันนี้ก็เหมือนกันอย่างนั้น

            อันนี้เตือนนะ ขอโทษด้วยนะๆ ต้องพูดไปอย่างนั้นที่ผิดนี่ต้องเห็นให้ชัดเจน มันจึงจะเลิกได้ ที่เราทำกันนี้ก็เรียกว่ามาทำเพื่อจะไม่ให้ไปทำผิดอีกต่อไป ทำความผิดเป็นอย่างไร ทำความผิดมันเดือนร้อน มันไม่ดี มันไม่สงบอยู่อย่างนั้น ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าหากว่าทำ 7วันไม่พูดกัน แต่ไปเล่นกันเดือน สองเดือน แม้แต่ปฎิบัติเคร่งถึง 7 วันมันจะคุ้มอะไร ก็ทำไปงั้น แหละ กรรมฐานหลายแห่งเลยเป็นอย่างนี้ เราจะต้องมีชีวิตของเราให้สงบระงับติดต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น

            การทำกรรมฐาน ต้องกำหนดต่อกันไปเรื่อย ๆเหมือนปลูกต้นไม้ ถ้าเราเอาต้นไม้มาปลูกลงตรงนี้ 3 วันแล้วถอนออกไปปลูกตรงนั้นอีก ปลูกตรงนั้นได้ 3 วันถอนไปปลูกโน้นอีก ตายเลย ไม่ได้กินหรอก ต้นไม้ก็ตายกรรมฐานก็หมดเหมือนกันอย่างนั้น เข้าใจด้วยนะ มันเป็นอย่างนั้น ไปพิจารณานะ กลับไปนี่เอาต้นไม้ไปปลูกก็ได้ ปลูกตรงนี้ได้ 3 วัน ถอนไปปลูกตรงนั้นได้ 3 วันถอนอีกอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่ได้กินหรอก ตายหมด ไม่มีเหลือแล้ว กรรมการก็เหมือนกัน ไปนั่งกรรมฐาน 7 วันออกมาเล่นตั้ง 7 เดือน ปล่อยจิตไปทำสกปรกหมด แล้วก็อีก 7 วันก็มาทำกรรมฐานอีก ไม่พูด เฉย แล้วก็เลิกอีกเหมือนกับต้นไม้แหละ ตายหมดไม่มีเหลือเลยกรรมฐานไม่เกิดแล้ว ต้นไม้ก็ไม่เกิด กรรมฐารก็เหมือนกัน อาตมาว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ผลหรอก,ลองดูก็ได้ กลับไปนี้เอาต้นไม้ไปปลูกก็ได้ ปลูกตรงนี้ 3 วัน วันที่ 4 ก็ไปถอนอีกไปปลูกตรงนั้น อาตมาเห็นว่าตาย ลองดูก็ได้นะ เข้าใจไหมล่ะ

            อาตมาไม่ค่อยอยากจะมาเทศน์ เทศน์มันอดพูดว่าไม่ได้ มันสงสารโยม โยมทำผิดอยู่แล้วก็ไม่บอกไม่ได้ใจมันสงสารคน แต่ไปบอกโยมบางคน บางทีคนมันก็ไม่ค่อยสบายใจ คิดว่าไปว่าเขา ความเป็นจริงไม่ได้ว่าหรอกที่ไหนมันผิดก็ช่วยให้รู้จัก บางคนคิดว่าหลวงพ่อว่าเราแล้วว่าเราแล้ว นี่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น อาตมานั้นนานๆ ถึงมาเทศน์เสียทีหนึ่งนะ เทศน์ทุกวันๆ โยมจะเดือดร้อนนะไม่ใช่โยมเดือดร้อน กิเลสมันเดือดร้อนเท่านั้นแหละ วันนี้พูดเท่านี้ละนะ อบรมชาวต่างประเทศ ที่วิหารแฮมสเตด อังกฤษ 20 พฤษภาคม 2522 << ย้อนกลับ

การปล่อยวาง
จิตที่ตื่นรู้
ตามดูจิต
สมถวิปัสสนา
บัว 4 เหล่า
ธาตุ 4
มรรค 8
ทางพ้นทุกข์
บ้านที่แท้จริง
ฝึกจิตให้มีกำลัง
ตุจโฉโปฏฐิละ
การทำจิตให้สงบ
อ่านใจธรรมชาติ
สองหน้าของสัจธรรม
ทางสายกลาง
ธรรมะกับธรรมชาติ
นอกเหตุเหนือผล
อยู่กับงูเห่า
ภาวนาพุทโธ
อยู่เพื่ออะไร
อยากเกิดแต่ไม่อยากตาย
ไม่มีอะไรได้ไม่มีอะไรเสีย
ปลาไม่เห็นน้ำ
สงบจิตได้ปัญญา
สมาธิภาวนา
ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com