ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

รวมธรรมบรรยายของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

วัดจิตของตน

นิตยสารธรรมจักษุ ปีที่ 82 ฉบับที่ 2 พฤศจิกายน 2540

3


เล่า มาจากรูป รูปนั้นอะไรเป็นเหตุปัจจัยมา มาจากวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณ วิญญาณนั้นมาจากไหนเล่า มาจากสังขาร ความปรุงแต่ง สังขารมาจากไหนเล่ามาจากอวิชชา
นี่ท่านค้นมาจบตรงนี้ จึงว่า อวิชชาปัจจยาสังขารา เราต้องเรียนไปถึงอวิชชา ใคร ๆ ก็ไปหลงแต่อวิชชา เราไม่ได้โอปะนะยิโก ใครมันเป็นผู้รู้ว่าอวิชชา เราไม่ได้ระลึกถึง มันมีผู้รู้อยู่จึงรู้ว่าอวิชชา ต้องทำให้มันแจ้งจริงในตัวของเรา นี่แหละเป็นข้อปฏิบัติ
      เพราะฉะนั้นให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ อย่าหลง เรานั่งอยู่เดี๋ยวนี้ เราหลงอะไร นี่หละ ให้รู้จักพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญขึ้นก็อาศัยเราประพฤติปฏิบัติ เรากระทำอย่างนี้มันก็เจริญได้ เมื่อเราไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติ ศาสนาก็เสื่อม เรื่องเป็นอย่างนั้นไม่ได้เสื่อมจากไหน เสื่อมจากตัวบุคคล คือคนไม่ประพฤติ คนไม่กระทำ เดี๋ยวนี้บางคนว่าพระอรหัตต์ อรหันต์ก็ไม่มี พระโสดา สกิทาคา อนาคาก็ไม่มี จะมีได้ยังไง๊ ของคนไม่กระทำ ของคนไม่ปฏิบัติ ของคนไม่ได้ขัดได้เกลาและของเราไม่ได้ประพฤติ ไม่ได้ดู แน่ะ เรื่องมันเป็นยังงี้
      เมื่อเราได้ยินได้ฟังแล้ว โอปะนะยิโก ดูซี่ว่าพระโสดาอยู่ที่ไหน ตำราท่านบอกไว้ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เเน่ะ ก็เท่านี้ ผู้อื่นนี้ เมื่อใครรู้อันนี้แล้ว คนนั้นและเข้ามรรคในเบื้องต้น จะได้เป็นพระโสดา สักกายทิฐิ เดี๋ยวนี้เรามาถือตัวตน เมื่อเราพิจารณาดังอธิบายมาในเบื้องต้น มันไม่เป็นตัวเป็นตนแล้ว มันก็ละทิฐิ ละมานะอหังการ ความเมามัว ถือว่าเป็นตัวเป็นตน เมื่อไม่ถือ จิตมันก็ละก็วาง วิจิกิจฉา สงสัยว่าจะดี ยังโง้นยังงี้ เราก็เห็นแล้ว ขี้มูกของเรา น้ำลาย เลือดของเรา ดังที่อธิบายมานั่น จะสงสัยอะไรอีกล่ะ มันดีหรือมันชั่วล่ะ อธิบายมาแล้ว ดูซี่ เพ่งดูซี่ โลหิตัง แปลว่าน้ำเลือด เพ่งดูซิ กสิณ กสิณแปลว่าความเพ่ง เลือดสีแดง เพ่งดูซี่ เลือดของคน ของตนและของบุคคลอื่นมันเป็นยังไง เพ่งดู มันจะละได้หรือไม่ได้ เมื่อเห็นเลือดเป็นยังงั้นแล้วใครจะเอาล่ะ ใครต้องการล่ะ เอ้า ดูซี่ เลือดของเรา เพ่งกสิณซี่ เป็นอสุภะ กสิณ เพ่งให้มันเห็น เห็นแล้วจิตของเราจะไม่มีความสงสัย มันจะถอนสักกายทิฐิได้ มันจะไม่เป็นสีลัพพตความลูบคลำ ว่าศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ที่อื่นที่ไกล มันประจำใจของเรา อยู่สุขทุกข์ทั้งหลาย นี่ พุทธศาสนาให้พากันรู้จัก
      หากภิกษุสามเณรบวชเข้ามาแล้วก็เล่าเรียนศึกษา สำรวมสิกขาวินัยของตนเรียบร้อย รู้จักแล้วศีลของเราก็ 227 เณรก็ศีล 10 ข้อ งดเว้นเราสำรวจอย่างนี้ศาสนามัน
ก็เจริญรุ่งเรือง เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้นซี่ ศาสนามันเลยเสื่อมเสีย คนทั้งหลายจึงดูหมิ่นศาสนา ดูถูกศาสนา เพราะเราไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา มีแต่ศีรษะโล้นกับผ้าเหลืองว่าเป็นพระเท่านั้นข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นยังไง ดูซิ ท่านห้ามอะไรเราทั้งหลายก็ได้บวชแล้วได้ศึกษามาแล้วพระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง ศีล 227 ให้งดเว้น ท่านสอนไว้ นุ่งห่มท่านก็สอน นั่งนอน ท่านก็สอน เดินยืนท่านก็สอน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ บ้วนเขฬะท่านก็สอน พระพุทธเจ้าจนคำข้าวท่านก็สอน เอาข้าวเข้าปากท่านก็สอน นี่ ความละเอียดของท่าน ต้องการความสวยความงาม ความสำรวมระวัง นี่เป็นอย่างนี้
      ทีนี้อุบาสกอุบาสิกาก็ดี ท่านก็สอนให้ถึงพระไตรสรณาคมน์ คือเอาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ที่กราบที่ไหว้ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะได้ จึงว่า นัตถิเม สะระณัง อัญญัง ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มีนอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นยังงั้นหรอก ถ้าเราไม่ถือยังงั้นแล้ว พระไตรสรณาคมน์ของเราก็เศร้าหมอง เจ้าของเป็นบาป ขาดจากพระพุทธศาสนา เหตุนั้น ให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไป
      ผู้ปฏิบัติศาสนาอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ท่านไม่ต้องหามื้อหาวันหาฤกษ์ยาม ทำการทำงานต้องหามื้อหาวัน ไม่ใช่วันนั้นไม่ดี วันนี้ไม่ดี วันมันไม่ได้ทำอะไรแก่คน วันดีทำไมคนตายล่ะวันไม่ดีทำไมคนยังเกิด ในเจ็ดวัน อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสฯ ศุกร์ เสาร์ นี้ ทำไมมันมีเท่านี้ คือสมมุติว่าเราจะทำการงานสิ่งใดพร้อมเพรียงกันหรือยัง เขาหาวันพร้อมเพรียงกัน จะเอาวันไหนเวลาไหน นัดกันพร้อมเพรียงกัน ถ้าพร้อมกันแล้วละ วันนั้นนั่นแหละดี ให้หาวันอย่างนี้ ถ้าวันใดยังไม่ได้พร้อมกัน อย่าเพ่อทำ จะแต่งงานแต่งการกัน หรือจะปลูกบ้านปลูกช่องตึกร้านอาคารก็ตามให้รู้ไว้ คือวันไหนมันพร้อมกันแล้วเรียบร้อยแล้ว ทำได้ ขึ้นได้ ถ้ายังไม่พร้อมแล้ว มันขัดข้อง เรียกว่าวันไม่ดี เขาหาวันอย่างนี้หรอก ให้เข้าใจซิ อธิบายย่อ ๆ ให้ฟังนี่แหละ ให้ละเว้นเหล่านี้
      แล้วดูว่าดวงดี ดวงไม่ดี คนโกหกหลอกลวงกันให้วุ่นวายเดือดร้อน ในพระพุทธศาสนาดวงก็ดูซี่ มันไม่ได้มาจากฟ้าอากาศ ให้ดู ดวงดีแล้วเดี๋ยวนี้ ดวงดีมันเป็นยังไง ดวงดีรวมมาสั้น ๆ คือใจเราดี มีความสุขความสบาย เมื่อใจเราสุข ใจเราสบายแล้ว ทำอะไร ๆ มันก็สบาย การงานมันก็สบาย ประเทศชาติมันก็สบาย นี่เรียกว่าดวงดี ดวงไม่ดีคือใจเราไม่ดี ใจเราทุกข์ยากวุ่นวายเดือดร้อนนี่หละดวงไม่ดี ทำอะไรมันก็ไม่ดี หาอะไรมันก็ไม่ดี ดูเอาตรงนี้ จะให้ใครดูให้ ดูเอาซิทุกคน ที่มานั่งอยู่นี่ ทั้งพระทั้งเณร ทั้งอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ดวงดีตรงนี้ อย่าไปพิจารณาอื่น แล้วอย่าเข้ารีตพวกเดียรถีย์นิครนถ์ คนนอกศาสนาเหล่านั้น เข้าไปถืออย่างนั้นแล้วขาดจากพุทธศาสนา นี่หละผู้จะปฏิบัติศาสนาต้องถือยังงี้
      แล้วอุบาสกอุบาสิกาให้รักษาศีลห้า อย่าไปฆ่าควายวัว อย่าเอาแต่ว่าศีลรับกับพระ ศีลอยู่กับพระ พระว่าศีลอยู่กับพระพุทธเจ้า แน่ะ ศาสนาก็อยู่กับพระพุทธเจ้า ไม่นึกว่าเป็นของของเรา เมื่อเราไม่นึกว่าเป็นของของเราแล้ว เราก็ท้อถอยน้อยใจของเรา ถ้าว่าของเรานี้เป็นของเราแล้ว เราก็เอาใจใส่ จะไปรับกับใครเล่า

<< ย้อนกลับ || หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย