ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

รวมธรรมบรรยายของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

พระอภิธัมมาติกาบรรยาย

10

19. “ปีติสหคตา ธมฺมา”

      บัดนี้จักได้แสดงในมาติกาบทที่ 19 เป็นอนุสนธิสืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า “ปีติสหคตา ธมฺมา” เป็นต้น แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันสหรคตด้วยปิติ ปิตินั้นมีลักษณะ 5 ประการ คือ ขณิกาปีติ 1 ขุททกาปีติ 1 โอกกันติกาปีติ 1 อุเพงคาปีติ 1 ผรณาปีติ 1 ขณิกาปีตินั้น บังเกิดเป็นขณะ ๆ เมื่อบังเกิดขึ้น ก็เป็นประดุจดังว่าสายฟ้าแลบ ขุททกาปีตินั้น บังเกิดน้อย เมื่อบังเกิดขึ้นก็เป็นดุจดังว่าคลื่นกระทบฝั่ง โอกกันติกาปีตินั้น เมื่อบังเกิดขึ้น ทำให้กายหวั่นไหว อุเพงคาปีตินั้น เมื่อบังเกิดขึ้นก็ทำให้ขนพองสยองเกล้า และทำให้ร่างกายลอยไปบนอากาศได้ ผรณาปีตินั้น เมื่อบังเกิดขึ้น ก็กระทำให้มีความรู้สึกซาบซ่าน ไปทั่วสรรพางค์กาย เปรียบเหมือนบุคคลที่ได้บริโภคโภชนาหารอันโอชารสต่าง ๆ ฉะนั้น ปีตินั้น แปลว่าอิ่มใจ เป็นที่ยินดีของสัตว์ที่เป็นโลกียวิสัยนี้ทั่วไป พระสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า ปีตินั้นแปลว่าอิ่ม บุคคลที่ได้บริโภคอาหารนั้นก็อิ่ม ได้ลาภที่ชอบใจก็อิ่ม จิตที่ฟุ้งซ่านไปก็อิ่ม จิตที่ระงับก็อิ่ม เรียกว่าปีติ ปีติในที่นี้จะว่าอิ่มด้วยอะไร พระปรวาทีจึงวิสัชนาว่า ปีติในที่นี้แปลว่าอิ่ม เพราะไม่มีความกังวลอีกต่อไป ดังบุคคลที่หิวอาหารจัด ก็ไปเที่ยวแสวงหาอาหารตามชอบใจของตน ครั้นได้อาหารรับประทานอิ่มแล้ว ก็สิ้นความกังวล ไม่ต้องแสวงหาอีกต่อไป เปรียบเหมือนท่านวักกลิภิกขุ มีความตั้งใจว่า ดูพระรูปพระโฉมพระพุทธเจ้าให้อิ่มใจ เมื่อไม่เห็นพระพุทธองค์แล้วก็มีความโทมนัสเสียใจ ครั้นเมื่อได้เห็นพระพุทธองค์แล้ว จิตใจที่โทมนัสก็หายไป ความอิ่มนี้แล เรียกว่าปีติ เพราะฉะนั้น จึงสมกับพระบาลีว่า “ปิติสหคตา ธมฺมา” ดังนี้

20. “สุขสหคตา ธมฺมา”
      ในบทที่ 20 ว่า “สุขสหคตา ธมฺมา” แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันสรหคตแล้วด้วยความสุข ความสุขนั้นมีประเภทเป็น 2 ประการ คือ สุขกาย ความสุขที่ไม่มีโรคเบียดเบียน 1 ความสุขใจที่ไม่เศร้าหมอง ความสุขที่สมเหตุที่คิด สมกิจที่กระทำ 1 ยังมีความสุขอีกประเภทหนึ่งมีอยู่ 4 ประการคือ สุขเพราะมีอายุยืน 1 สุขเพราะมีรูปงาม 1 สุขเพราะมีกำลังกาย กำลังทรัพย์ มีกำลังปัญญา 1 สุขในความหมดเวรหมดกรรม 1 แต่เมื่อจะว่าโดยย่อ ก็มีอยู่ 2 ประการ คือ โลกียสุข 1 โลกุตรสุข 1
      โดยความอธิบายว่า ความที่ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน เรียกว่าความสบาย ความสบายเรียกว่าความสุข ความสุขที่ประกอบไปด้วยกิเลสนั้น เรียกว่าโลกียสุข ความสุขที่ไม่มีกิเลสเจือปนเรียกว่า โลกุตรสุข ความสุขทั้ง 2 ประการนี้เมื่อจะอ้างบุคคล ก็ได้แก่ สุขสามเณร แต่เดิมทีนั้นเป็นคนยากจนเข็ญใจ ได้ถวายเครื่องสักการะแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ตั้งแต่นั้น ก็เป็นสุข ๆ มาจนกระทั่งถึงศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสมณโคดม นี้เป็นเขตโลกียสุข ตั้งแต่วันได้บรรลุเป็นพระอรหัตต์ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานนั้น เป็นเขตแห่งโลกุตรสุข “สุโข วิเวโก” ความเงียบสงัดจากกิเลสก็เป็นสุขประการหนึ่ง “สุโข พุทธานมุปฺปาโท” ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในโลกนี้ก็เป็นความสุขประการหนึ่ง “สุขธมฺมเทสนา” การที่ได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าก็เป็นสุขประการหนึ่ง “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี” การที่พร้อมเพรียงกันแห่งหมู่สงฆ์ก็เป็นสุขประการหนึ่ง “ตโป สุโข” การกระทำกิเลสให้เร่าร้อน คือการผ่อนผันให้เบาบางจากสันดานไปได้ ก็เป็นสุขประการหนึ่ง การประพฤติปฏิบัติตนเป็นไปใน กายวิเวก อุปธิวิเวก จิตตวิเวก วิเวกทั้ง 3 นี้แล เรียกว่าความสุข เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีที่ว่า “สุขสหคตา ธมฺมา” ฉะนี้ แก้ไขมาในมาติกา บทที่ 20 ก็ยุติไว้โดยสังเขปเพียงเท่านี้

21. “อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา”
      ในบทที่ 21 ว่า “อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา” นั้น แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันเป็นอารมณ์แห่งจิตที่เป็นอุเบกขา คือ หมดปีติ หมดสุข จึงจัดเป็นอุเบกขา ในที่นี้ อุเบกขานี้เกิดขึ้นแต่สุข สุขนั้นก็บังเกิดแต่ปีติ ต่อเมื่อหมดสุขและปีติแล้ว อุเบกขาจึงจะบังเกิดขึ้นได้ โดยความอธิบายว่า หมดปีติ หมดสุข แล้วจึงเป็นอุเบกขา ถ้าปีติและสุขยังมีอยู่ อุเบกขาก็
บังเกิดขึ้นไม่ได้ อุเบกขาในที่นี้ประสงค์เอาความว่า ปีติกับสุขทั้งสองนี้บังเกิดขึ้นแล้วแลหายไป ถ้าปีติและสุขทั้งสองยังมีอยู่ตราบใด ก็จัดเป็นอุเบกขาไม่ได้ ถ้าปีติ และสุขนี้ไม่มีมาแต่เดิม อุเบกขาก็ไม่มีเหมือนกัน เพราะเหตุว่ามีอุเบกขาไม่ได้ เปรียบเหมือนแสงสว่างอันบังเกิดจากเปลวไฟ เปลวไฟจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยเชื้อฟาง ฟางก็ได้แก่ปีติ เปลวไฟก็ได้แก่ความสุข แสงสว่างได้แก่อุเบกขา
      เพราะฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงประทานพระธรรมเทศนาว่า ปีติ สุข อุเบกขา เป็นลำดับกันมา เหมือนอย่างสุขทั้ง 3 ประการ คือ สุขในมนุษย์ สุขในสวรรค์ และสุขในพระนิพพาน
      สุขในมนุษย์ไม่สุขเท่าสุขในสวรรค์ สุขในสวรรค์ไม่สุขเท่าสุขในพระนิพพานฉะนี้ ดังมีในเรื่องราวพระมหาชมพูบดีเป็นตัวอย่าง เดิมทีมหาชมพูบดีนั้น ได้เสวยสุขในสิริราชสมบัติในมนุษย์แล้วก็ไม่ยินดี เห็นสุขในสวรรค์ว่ายิ่งกว่า ครั้นได้เห็นความสุขในพระนิพพาน อันเป็นบรมสุขกว่าสุขทั้งสองนั้นแล้ว ก็ทิ้งสุขทั้งสองนั้นเสีย
      ความสุขทั้ง 3 คือ มนุษย์ สวรรค์ พระนิพพาน นี้ ก็นัยเดียวกับธรรมทั้ง 3 ประการ คือ ปีติ สุข อุเบกขา เพราะฉะนั้น จึงสมกับพระบาลีว่า “อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา” ดังนี้ แก้ไขมาในมาติกา บทที่ 21 ก็ยุติไว้เพียงเท่านี้

<< ย้อนกลับ || หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย