ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

รวมธรรมบรรยายของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

พระอภิธัมมาติกาบรรยาย

12

26. “ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา”

      ในบทที่ 26 ว่า “ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา” แปลว่า ธรรมทั้งหลายมีปัจจัยเกื้อกูลอุดหนุนแต่ธรรมอันจะพึงละกิเลสได้ด้วยภาวนานั้น โดยความอธิบายว่า โลกียธรรมเป็นปัจจัยเกื้อกูลโลกุตรธรรม ศีลเป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่สมาธิ ศีลก็ได้แก่ การสำรวมกาย วาจา และความอดใจ สมาธิได้แก่ ภาวนา เพราะฉะนั้น ธรรมบทนี้จึงได้ชื่อว่าโลกียธรรม เป็นปัจจัยให้เกิดภาวนา ศีลมีอยู่ 2 ประการคือ โลกียศีล 1 โลกุตรศีล 1 ภาวนาก็มีอยู่ 2 ประการ คือ โลกียภาวนา 1 โลกุตรภาวนา 1
      โลกียศีลนั้น เป็นปัจจัยเกื้อกูลให้ได้แต่ โลกียภาวนาเท่านั้น จะไปเกื้อกูลแต่โลกุตรนั้นไม่ได้ เพราะเหตุใด ก็เพราะเหตุโลกียศีลนั้น ระงับได้เป็นคราว ๆ ครั้นมาภายหลัง กิเลสก็บังเกิดขึ้นได้ เปรียบเหมือนศิลาทับหญ้า ธรรมดาศิลาทับหญ้านั้น เมื่อศิลาทับหญ้าอยู่นั้น หญ้าก็งอกขึ้นมาไม่ได้ ศิลานั้นก็ได้แก่ศีล หญ้านั้นก็ได้แก่กิเลส เมื่อบุคคลผู้ไม่ระวังรักษาองค์แห่งศีล และกระทำศีลให้ขาดไป กิเลสก็บังเกิดขึ้นอย่างเดิม เปรียบเหมือนบุคคลที่ตัดต้นไม้ เมื่อไม่ตัดรากด้วย นานไป ฝนตกลงมา ต้นไม้นั้นก็กลับงอกงามขึ้นมาอีก เพราะเหตุนั้นจึงว่า บุคคลผู้รักษาเพียงโลกียศีลนั้น ไม่มีความปรารถนาที่จะตัดกิเลส มีแต่ความปรารถนาที่จะได้บุญกุศลย่างเดียว เปรียบเหมือนรากไม้ที่เกาะเกี่ยวอยู่กับแผ่นดิน ครั้นน้ำฝนตกลงมาถูกต้องแล้ว ก็กลับงอกงามขึ้นมาได้อีก ฉันใดก็ดี โลกียศีลก็มีอุปาทานเกี่ยวอยู่ กิเลสก็อาศัยอุปาทาน บังเกิดขึ้นอยู่ได้ เพราะเหตุนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า “อุปาทานปจฺจยา ภโว” เมื่ออุปาทานเป็นปัจจัยแล้ว ภพก็อาศัยบังเกิดขึ้นได้อยู่ เพราะฉะนั้นจึงว่าโลกียศีลนี้ กิเลสยังอาศัยบังเกิดขึ้นได้อยู่ ศีลอันนั้นแลชื่อว่าโลกียศีล
      ในโลกุตรศีลนั้นโดยเนื้อความว่า ศีลอันใดไม่ยังกิเลสให้บังเกิดขึ้นได้ โดยความอธิบายว่า โลกุตรศีลนั้นไม่ต้องไปสมาทาน ไม่ต้องระวังรักษา กิเลสบังเกิดขึ้นไม่ได้ เปรียบเหมือนบุคคลตัดต้นไม้แล้วแลขุดถอนรากเสียฉะนั้น ถึงฝนจะตกถูกต้องเป็นประการใด ๆ ก็ดี ไม่สามารถจะงอกขึ้นมาได้อีก หรือเปรียบเหมือนบุคคลที่ตัดยอดตาลและยอดมะพร้าว ธรรมดายอดตาลและยอดมะพร้าวอันบุคคลตัดแล้วนั้น ไม่สามารถจะงอกขึ้นมาได้อีก โลกุตรศีลก็มีอุปไมยเช่นกันฉะนั้น
      บุคคลที่รักษาโลกุตรศีลนั้น เพราะปัญญาพิจารณาเห็นว่า ปัญจขันธ์และสรรพธรรมทั้งปวง ล้วนเป็นของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นท่านจึงมิได้รัก มิได้ชัง กิเลสก็บังเกิดขึ้นไม่ได้ กิเลสจะบังเกิดขึ้นได้นั้น เพราะจิตที่รักที่ชังนี่เอง เมื่อจิตไม่รักไม่ชังแล้ว กิเลสมันจะบังเกิดขึ้นมาแต่ไหนเล่า อุปมาเหมือนไฟ ธรรมดาว่าจะติดไฟขึ้นได้นั้น ก็ต้องอาศัยเชื้อที่มีอยู่เดิม ถ้าเชื้อไม่มีแล้ว ไฟก็บังเกิดขึ้นไม่ได้ ฉันใดก็ดี จิตของพระอริยสัปบุรุษทั้งหลายนั้น ย่อมไม่มีเชื้อ คือ อุปาทาน เพราะความที่แห้งไปด้วยพระไตรลักษณญาณนั้นมีอยู่ในจิตสันดานเป็นนิตย์นิรันดร เมื่อเชื้อคืออุปาทานไม่มีแล้ว กิเลสก็ไม่บังเกิด เหมือนหนึ่งเชื้อแห่งไฟฉะนั้น
      เพราะเหตุนั้นจึงว่า โลกุตรศีลไม่ต้องสมาทาน ไม่ต้องรักษา เป็นแต่ใช้ปัญญาดวงเดียวก็สู้กิเลสได้หมด เมื่อละกิเลสได้หมดแล้วก็เป็นโลกุตรศีล ไม่ต้องสมาทานรักษา โลกียภาวนานั้น เมื่อบังเกิดขึ้นแล้วก็หายไป ไม่ถาวรมั่นคงอยู่ เหมือนจิตที่เป็นเอกัคคตาแล้ว ก็กลับมาเป็นวิตก วิจารณ์อีกต่อไปฉะนั้น ถ้ามิฉะนั้นก็จะเปรียบเหมือนบุคคลที่ขึ้น
ต้นไม้ ครั้นเก็บเอาผลไม้ได้แล้ว ก็จะกลับลงมากองไว้ใต้ต้นแล้วจึงจะขึ้นไปเก็บอีกฉะนั้น หรือเปรียบเหมือนบุรุษที่บวชในสำนักแห่งพระสารีบุตรแล้ว และเรียนภาวนาได้สำเร็จญาณโลกีย์เหาะไปได้ ครั้นต่อมาภายหลัง ได้เห็นรูปสตรีเข้า ก็มีจิตปฏิพัทธ์ยินดีชอบใจ อยากได้สตรีนั้นมาเป็นภริยาของตน ภาวนานั้นก็เสื่อมหายไป ต่อมาภายหลังไปประพฤติโจรกรรม ถูกเขาจับตัวได้มีโทษถึงแก่ประหารชีวิต พระสารีบุตรผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ได้ทราบเหตุดังนั้นแล้วจึงไปเตือนสติให้ภาวนา บุรุษนั้นก็ระลึกได้ จึงบริกรรมภาวนา ได้สำเร็จญาณเหมือนเก่า แล้วก็เหาะหนีรอดจากความตายมาได้ เพราะเหตุนั้นจึงว่า โลกียภาวนานั้น ไม่คงทนถาวรมั่นคงอยู่ได้ เมื่อบังเกิดขึ้นแล้วก็สูญหายไป เพราะเป็นของไม่เที่ยง กำเริบได้ ไม่เหมือนโลกุตรภาวนา โลกุตรภาวนานั้นเป็นของถาวรมั่นคง เที่ยงแท้ ไม่แปรผันวิปริตกลับกลอกเหมือนโลกียภาวนา
      โลกุตรภาวนานั้นเปรียบเหมือนบุคคลที่ว่ายน้ำพัดให้กลับกลอกไปมา ครั้นถึงฝั่งแล้วก็พ้นจากน้ำที่มีคลื่นฉะนั้น โดยความอธิบายว่า ภาวนาให้บังเกิดขึ้นแล้วและไม่หายไม่สูญไปนั้นแลชื่อว่าโลกุตรภาวนา โลกุตรภาวนานั้นเปรียบเหมือนบุคคลที่เข้าถ้ำในเวลาจวนค่ำจวนมืด บุคคลที่แรกเจริญภาวนานั้นก็ยังมืดอยู่ ครั้นภาวนาบังเกิดขึ้นแล้ว ก็มีความสว่างขึ้นไม่มืดต่อไป บุรุษที่เข้าถ้ำในเวลาค่ำมืดนั้น ครั้นพระจันทร์ส่องสว่างลงมาแล้ว ย่อมได้แสงสว่างจากพระจันทร์ เป็นที่ดำเนินไป บุรุษนั้นมื่อได้อาศัยแสงสว่างแห่งพระจันทร์แล้วก็เดินไปยังสถานที่ได้ แต่จะเดินไปให้พ้นพระจันทร์นั้นไม่ได้ เมื่อบุรุษนั้นจะเดินไปสู่ประเทศใด ๆ พระจันทร์ก็ตามไปในประเทศนั้น ๆ ฉันใดก็ดี ท่านที่เจริญโลกุตรภาวนานั้น เมื่อโลกุตรภาวนาบังเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมติดตามท่านผู้นั้นไปจนตราบเข้าสู่พระนิพพานฉะนั้น เพราะเหตุนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า “ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา” ดังนี้

<< ย้อนกลับ || หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย