ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

รวมธรรมบรรยายของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

พระอภิธัมมาติกาบรรยาย

16

34. “ปริตฺตา ธมฺมา”

     ลำดับนี้ จะได้แสดงในติกมาติกาบทที่ 34 สืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า “ปริตฺตา ธมฺมา” แปลว่า ธรรมมีประมาณน้อย โดยความอธิบายว่า บุคคลที่มีสติปัญญาน้อย จะไปเจริญธรรมที่มากก็ไม่ได้ ไม่เป็นผลสำเร็จ พาให้เกิดเดือดร้อนรำคาญใจ ดังมีในชาดกเรื่องพระจุลปันถก ซึ่งมีปัญญาน้อย ไปเรียนวิชาอยู่ในสำนักทิศาปาโมกข์อาจารย์ ก็จำอะไรไม่ได้ จำได้แต่ “ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึกรณา ฆเฏสิ อหํปิ ตํ ชานามิ ชานามิ” เท่านั้น ก็บังเกิดผลให้สำเร็จได้ และเป็นนิสสัยติดตามมา ครั้นมาถึงศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระสมณโคดมนี้ โดยความหวังตั้งจิต พระจุลปันถกได้ไปบวชในสำนักพระมหาปันถกผู้เป็นพี่ชาย จะเล่าเรียนอะไรก็ไม่ได้ ให้บังเกิดความเดือดร้อนรำคาญใจ จึงหนีไปสู่สำนักแห่งพระพุทธเจ้า โดยมีความตั้งใจจะไปขอลาสึก เมื่อไปถึงสำนักของพระพุทธองค์แล้ว พระองค์ได้ทรงทราบด้วยปัญญาญาณว่า จะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาจากธรรมที่มีประมาณน้อย เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์จึงผูกเป็นพระคาถาเจริญบริกรรม 10 พระอักขระว่า “รโชหรณํ รชํ หรติ” ดังนี้ พระจุลปันถกก็จำได้ อุตส่าห์เจริญบริกรรมไปก็เป็นผลให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะธรรมมีประมาณน้อย และนิสสัยน้อยพอสมควรแก่อารมณ์ฉะนี้ อีกประการหนึ่ง เมื่อได้สำเร็จนั้น ก็เพราะจิตที่น้อยลง ๆ ธรรมที่มีประมาณน้อยนั้นก็เฉพาะมีอารมณ์น้อยลง ๆ เหมือนกัน เปรียบเหมือนสูปะ และ พยัญชนะที่มีรสอันอร่อย ถึงแม้จะมีน้อยก็เป็นที่บริโภคมีกำลัง เพราะรสนั้นถูกต้องกับอัธยาศัยของผู้ที่ได้บริโภค เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า “ปริตฺตา ธมฺมา” ดังนี้

35. “มหคฺคตา ธมฺมา”
      ในบทที่ 35 นั้น พระบาลีว่า “มหคฺคตา ธมฺมา” แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันเลิศใหญ่ โดยอธิบายว่า ธรรมที่พระองค์ทรงตรัสเทศนาเป็นอุเทศวารนั้น ชื่อว่าธรรมอันเลิศ ครั้นพระองค์ทรงจำแนกแจกออกไปให้มาเป็นนิเทศวารนั้นชื่อว่าธรรมมาก เพราะฉะนั้นจึงได้แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันใหญ่เลิศฉะนี้ เพราะเหตุว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงออกไปให้มากตามนิสสัยของบุคคลท่านผู้มีปฏิสัมภิทาญาณ เช่นพระสารีบุตรได้ฟังแต่เพียงพระคาถาบทหนึ่งว่า “เย ธมฺมา เหตุปภวา” เท่านี้ก็ตรัสรู้แทงตลอดไปถึง 100 นัย และทะลุไปในพระอริยสัจทั้ง 4 เพราะสติปัญญาของท่านเป็นวิสัยของพระอัครสาวกเบื้องขวา เพราะฉะนั้นจึงสามารถตรัสรู้แทงตลอดถึงมหัคคตาธรรมนั้นได้ ปริตตธรรมเป็นของคู่กัน เพราะมีธรรมน้อยก่อน แล้วบังเกิดธรรมมาก เช่นพระจุลปันถกได้เรียนพระคาถาว่า รโชหรณํ รชํ หรติ และพระสารีบุตรได้ฟังพระคาถาว่า เย ธมฺมา ตปภวา เท่านี้แล้ว ก็สามารถตรัสรู้แทงตลอดไปในธรรมที่มากนั้นได้ เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า “มหคฺคตา ธมฺมา” ดังนี้

36. “อปฺปมาณา ธมฺมา”
      ในบทที่ 36 นั้นมีนัยพระบาลีว่า “อปฺปมาณา ธมฺมา” ซึ่งแปลว่า ธรรมทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ไม่มีประมาณ ญาณปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ธรรมนั้นก็ไม่มีประมาณ มีอุปมาเหมือนอย่างพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายที่ล่วงไปแล้วนั้น และยังจะมาในเบื้องหน้านั้นก็ไม่มีประมาณฉันใดก็ดี ธรรมที่แสดงมานี้ก็มีอุปไมยเหมือนกันฉันนั้น ที่ท่านประมาณไว้ว่า 84000 พระธรรมขันธ์ดังนี้ ก็ประมาณไว้แต่เพียงสังขิตนัย เพราะเหตุว่าธรรมทั้งหลายที่ได้แสดงมาตั้งแต่ต้นมีกุสลาเป็นต้น เหล่านี้ เมื่อแจกออกไปในแต่ละบทใดบทหนึ่ง ก็ไม่มีที่จะจบลงได้สักที ได้แสดงมานี้โดยสังเขปพอสมควรแก่ความเข้าใจ สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสเป็นอุเทศวารแต่โดยย่อ ๆ ฉะนี้ ก็กำหนดได้ถึง 84000 พระธรรมขันธ์ เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า “อปฺปมาณา ธมฺมา” ดังนี้

<< ย้อนกลับ || หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย