ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

รวมธรรมบรรยายของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

พระอภิธัมมาติกาบรรยาย

20

48. “มคฺคาธิปติโน ธมฺมา”

      ในบทที่ 48 นั้นมีนัยพระบาลีว่า “มคฺคาธิปติโน ธมฺมา” แปลว่า ธรรมทั้งหลายที่เป็นใหญ่ ในทางที่จะดำเนินไปสู่พระนิพพานนั้น ก็ได้แก่ นิสสัยที่แก่กล้า จึงจะดำเนินไปสู่พระนิพพานได้ ถ้านิสสัยไม่แก่กล้าแล้วก็ดำเนินไปไม่ได้ ธรรมที่เป็นใหญ่ในที่นี้ก็ได้แก่ ท่านที่มีนิสสัยอย่างต่ำเพียงแสนมหากัปป์ อย่างยิ่งเพียง 16 อสงไขย ถ้ายังไม่ครบก็ยังไม่เป็นไปได้ บุคคลที่มีบารมียังอ่อน และมีนิสสัยที่หย่อนอยู่นั้น ก็ได้แก่พระจุลกาล ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ก็สึกออกไปเป็นฆราวาส อีกดังนี้ บุคคลผู้มีนิสสัยบารมีเป็นใหญ่ในที่จะดำเนินไปสู่พระนิพพานได้นั้น ก็ได้แก่พระมหากาลผู้พี่ชายของจุลกาลฉะนี้ แก้ไขมาในติกมาติกาบทที่ 48 ก็ยุติลงไว้แต่เพียงเท่านี้

49. “อุปฺปนฺนา ธมฺมา”
      เบื้องหน้าแต่นี้จะได้วิสัชชนาในบทที่ 49 สืบต่อไป ตามพระบาลีว่า “อุปฺปนฺนา ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายบังเกิดขึ้นแล้ว โดยความอธิบายว่า ธรรมทั้งหลายที่เป็นสมมติกิจ หรือวิมุติกิจ ถ้าบังเกิดขึ้นแล้ว ก็เรียกว่าชื่อ “อุปฺปนฺนา ธมฺมา” ทั้งสิ้น พระสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า ธรรมอย่างไรจึงเรียกชื่อว่า สมมติ ธรรมอย่างไรที่เรียกว่า วิมุติ พระปรวาทีจึงวิสัชชนาขึ้นว่า ธรรมเหล่าใดที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธรรมเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสมมติทั้งสิ้น ธรรมเหล่าใดที่เป็นพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ธรรมเหล่านั้นเรียกว่าเป็นวิมุติทั้งสิ้น หรืออีกนัยหนึ่ง โลกเรียกว่า สมมติ พระนิพพานเรียกว่า วิมุติ ฉะนี้ พระสัก
      กวาทีจึงถามขึ้นว่า สมมติ นั้นบังเกิดขึ้นแก่ใคร วิมุตินั้นบังเกิดขึ้นแก่ใคร พระปรวาทีจึงวิสัชชนาว่า สมมตินั้นก็เกิดขึ้นแก่ นันทมาณพ ที่ไปทำสมัครสังวาสกับพระนางอุบลวัณณาเถรี จนแม่พระธรณีสูบเอาไป ดังนี้ชื่อว่าสมมติบังเกิดขึ้นแล้ว วิมุตินั้นก็บังเกิดขึ้นแก่พระยสกุลบุตร เมื่อเวลาไปดูการฟ้อนรำของพวกนางบำเรอ แล้วเกิดความเบื่อหน่ายฉะนั้น แสดงในติกมาติกาบทที่ 49 แต่โดยย่อพอให้สมกับพระบาลีว่า “อุปฺปนฺนา ธมฺมา” ก็ยุติไว้เพียงแต่เท่านี้

50. “อนุปฺปนฺนา ธมฺมา”
      ในบทที่ 50 มีพระบาลีว่า “อนุปฺปนฺนา ธมฺมา” แปลว่า ธรรมทั้งหลายไม่บังเกิดขึ้นแล้ว โดยความอธิบายว่า บุคคลที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรมแล้ว ธรรมที่จะนำความสุขให้นั้น ก็ไม่บังเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นั้น ครั้นดับขันธ์ลงก็คงไปบังเกิดในนรก เช่นกับนายจุณฑสุกรเป็นต้นฉะนั้น อีกนัยหนึ่งโดยพุทธประสงค์ว่า อนันตริยกรรมทั้ง 5 และ นิวรณธรรมทั้ง 5 อย่าง ถ้ามีอยู่ในบุคคลผู้ใดแล้ว มรรคผลธรรมวิเศษสิ่งใด ก็ไม่บังเกิดมีแก่บุคคลผู้นั้น จัดเป็นสัคคาวร มัคคาวรไปดังนี้ เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า “อนุปฺปนฺนา ธมฺมา” ดังนี้

51. “อุปฺปาทิโน ธมฺมา”
      ในบทที่ 51 นั้นมีนัยพระบาลีว่า “อุปฺปาทิโน ธมฺมา” แปลว่า ธรรมทั้งหลาย อันบังเกิดขึ้นแล้ว โดยความอธิบายว่า อุปาทินธรรมนี้เป็นธรรมของพระอริยเจ้า เมื่อบังเกิดในบุคคลผู้ใด ก็ยังบุคคลผู้นั้นให้เป็นพระอริยเจ้า ธรรมของพระอริยเจ้านั้นก็คือ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 ธรรมทั้ง 9 เหล่านี้ถ้าบังเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นของแท้ของจริง และเป็นของไม่เสื่อมสิ้นไป อีกนัยหนึ่งท่านประสงค์ว่า พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ขีณาสพ ทั้งที่ล่วงลับไปแล้วนั้น เรียกชื่อว่า อุปาทิโน ธมฺมา สุดแต่เป็นธรรมบังเกิดขึ้นแล้วก็จัดได้ชื่อว่า อุปาทินธรรมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า “อุปฺปาทิโน ธมฺมา” ฉะนี้ แก้ไขมาใน ติกมาติกา บทที่ 51 ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้

<< ย้อนกลับ || หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย