Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

มิลินทปัญหา
ฉบับแปลในมหามกุฏราชวิทยาลัย


เมณฑกปัญหา

วรรคที่เจ็ด

1 หีนายวัตตนปัญหา

พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้านาคเสน พระศาสนาของพระตถาคตนี้ เป็นของใหญ่ เป็นสาระน่าเลือกสรร ประเสริฐสุดบวรไม่มีเครื่องเปรียบ บริสุทธิ์แล้ว ปราศจากมลทิน เป็นของขาวไม่มีโทษ, ไม่ควรแล้วเพื่อจะยังคฤหัสถ์มีประมาณเท่านั้นให้บรรพชา, ควรจะแนะนำคฤหัสถ์ไปในผลอันเดียวนั่นเทียว คฤหัสถ์นั้นไม่หวนกลับในกาลใด พึงให้บวชในกาลนั้น; ข้อนั้นมีอะไรเป็นเหตุ ชนชั่วเหล่านี้บวชแล้ว ในพระศาสนานั้นซึ่งหมดจดวิเศษแล้วก่อน ย่อมเวียนมาเพื่อความกลับคืนเป็นคนเลว, เพราะความกลับของชนทั้งหลายเหล่านั้นมหาชนนี้ ย่อมคิดผิดอย่างนี้ว่า 'ชนทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมกลับคืนจากศาสนาใด ศาสนานั้นของพระสมณโคดมจักเป็นของเปล่าหนอ' เหตุนี้เป็นเหตุในบรรพชานั้น"
            พระเถรเจ้าทูลว่า "ขอถวายพระพร อุปมาเหมือนสระมีน้ำเต็มเปี่ยม น้ำสะอาดปราศจากมลทิน เย็น, ถ้าว่าผู้ใดผู้หนึ่งเศร้าหมองแล้ว มีตัวเปื้อนด้วยมลทินและเปือกตม ไปสู่สระน้ำแล้วไม่อาบ เป็นผู้เศร้าหมองอยู่นั่นเองกลับมา, ในสองอย่างนั้น มหาชนพึงติเตียนอย่างไหน จะพึงติเตียนบุคคลมีตนเศร้าหมองแล้ว หรือว่าควรจะติเตียนสระ"
            ร "มหาชนควรจะติเตียนบุคคลผู้เศร้าหมองซิ พระผู้เป็นเจ้าบุคคลนี้ไปถึงสระแล้วหาอาบไม่ กลับเป็นคนเศร้าหมองกลับมาแล้วทำไมสระจึงจักให้บุคคลไม่อยากจะอาบนี้อาบได้เล่า, สระจะมีโทษอะไร"
            ถ "สระไม่มีโทษ ฉันใด; พระตถาคตทรงสร้างสระ คือ พระสัทธรรมอันประเสริฐ เต็มเปี่ยมแล้วด้วยน้ำ คือ วิมุตติอันประเสริฐด้วยทรงดำริว่า "บุคคลทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้เศร้าหมองแล้วด้วยมลทิน คือ กิเลส มีเจตนา มีปัญญาเครื่องรู้ บุคคลทั้งหลายเหล่านั้น จักอาบลอยกิเลสทั้งปวงในสระ คือ พระสัทธรรมอันประเสริฐนี้;" ถ้าว่าบุคคลไร ๆ ไปถึงสระ คือ พระสัทธรรมอันประเสริฐนั้นแล้วไม่อาบแล้ว ทั้งกิเลสเทียวคืนกลับมา เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว, มหาชนจักติเตียนบุคคลนั้นนั่นเทียวว่า 'บุคคลนี้บรรพชาแล้วในพระชินศาสนา ไม่ได้ที่ตั้งอาศัยในศาสนานั้น เวียนมาแล้วเพื่อความเป็นคนเลว, พระชินศาสนาจักยังบุคคลผู้ไม่ปฏิบัตินี้ให้หมดจดเองอย่างไรได้ พระชินศาสนาจะมีโทษอะไร พระชินศาสนาไม่มีโทษอะไร ฉันนั้นแล'
            อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษมีพยาธิอย่างยิ่งเป็นไข้หนักเห็นหมอผู้เชือดลูกศร ผู้ฉลาดในโรคนิทาน มีเวชกรรมสำเร็จแล้วเป็นนิตย์ ไม่เปล่าแล้ว ไม่ยังหมอนั้นให้เยียวยารักษา พึงเป็นคนทั้งพยาธิกลับคืนมา, ในบุคคลสองนั้น ควรมหาชนจะติเตียนคนไหน ควรจะติเตียนคนไข้ หรือควรจะติเตียนหมอ ประการไร"
            ร "ควรจะติเตียนคนไข้ซิ พระผู้เป็นเจ้า บุคคลไข้นี้เห็นหมอผู้เชือดลูกศร ผู้ฉลาดในโลกนิทาน ผู้มีเวชกรรมสำเร็จแล้ว เป็นนิตย์ไม่เปล่าแล้ว มิได้ให้หมอนั้นเยียวยารักษาให้หายพยาธิ เป็นคนทั้งพยาธิกลับมาแล้ว หมอจักเยียวยาคนไข้นี้ผู้ไม่ปรารถนาจะให้เยียวยารักษาเองอะไรได้ โทษอะไรของหมอเล่า พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ขอถวายพระพร โทษของหมอไม่มี ฉันใด, พระตถาคตทรงเก็บโอสถ คือ อมฤตอันสามารถแล้ว ในอันจะให้พยาธิ คือ กิเลสทั้งสิ้นเข้าไประงับสิ้นเชิง ไว้ในผอบ คือ ภายในพระศาสนา ด้วยทรงดำริว่า 'บุคคลทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง อันพยาธิ คือ กิเลสเบียดเบียนแล้ว ยังมีเจตนาอยู่ มีปัญญาเครื่องรู้ บุคคลทั้งหลายเหล่านั้นจักดื่มโอสถ คือ อมฤตนี้แล้ว ให้พยาธิ คือ กิเลสทั้งปวงเข้าไประงับสูญหายไป' ดังนี้; ถ้าว่าใคร ๆ ไม่ดื่มโอสถ คือ อมฤตนั้นแล้ว เป็นผู้ทั้งกิเลสทีเดียว กลับคืนมาแล้ว เวียนมาแล้ว เพื่อความเป็นคนเลว, มหาชนควรจักติเตียนบุคคลนั้นทีเดียวว่า 'บุคคลนี้บรรพชาแล้วในพระชินศาสนา ไม่ได้ที่ตั้งอาศัยในพระศาสนานั้นแล้ว เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว, พระชินศาสนาจักให้บุคคลผู้ไม่ปฏิบัตินั้น หมดจดบริสุทธิ์ไปเอง อะไรได้, พระชินศาสนาจะมีโทษอะไรเล่า พระศาสนาไม่มีโทษฉันนั้น'
            อีกประการหนึ่ง อุปมาเหมือนบุรุษที่หิวไหถึงที่เลี้ยงด้วยภัตรของบุคคลผู้มีบุญใหญ่แล้ว ไม่บริโภคภัตรนั้น เป็นคนหิวกลับมา, ในสองอย่างนั้น ควรมหาชนจะติเตียนอย่างไหน จะติเตียนบุรุษผู้หิวมาหรือควรจะติเตียนบุญภัตรประการไร"
            ร "ควรมหาชนจะติเตียนบุรุษผู้หิวว่า 'บุรุษนี้อันความหิวเบียดเบียนแล้ว ได้บุญภัตรแล้วไม่บริโภค หิวกลับมาแล้ว โภชนะจักเข้าปากของบุรุษนี้ ผู้ไม่บริโภคอะไรได้, โทษแห่งโภชนะอะไรเล่า"
            ถ "ขอถวายพระพร โภชนะไม่มีโทษ ฉันใด, พระตถาคตทรงเก็บโภชนะ คือ กายคตาสติ อร่อยอย่างยิ่ง ประเสริฐละเอียดบวรอย่างยิ่ง เป็นอมฤตประณีตไว้ในภายในผอบ คือ พระศาสนา ด้วยทรงดำริว่า 'บุคคลทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้มีภายในลำบากแล้วด้วยกิเลส มีใจอันตัณหาครอบงำแล้ว เป็นไปกับด้วยเจตนา มีปัญญาเครื่องรู้ บุคคลทั้งหลายเหล่านั้น จักบริโภคโภชนะนี้แล้ว จักนำตัณหาทั้งปวงในกาม และรูปภพ และอรูปภพ ทั้งหลายออกเสียได้' ดังนี้; ถ้าว่าใคร ๆ ไม่บริโภคโภชนะนั้น เป็นผู้อาศัยตัณหาเทียว คืนกลับมาแล้ว เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว, ควรมหาชนจะติเตียนบุคคลนั้นนั่นเทียวได้ว่า 'บุคคลนี้บวชแล้วในพระชินศาสนา ไม่ได้ที่ตั้งอาศัยในพระศาสนานั้น เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว พระชินศาสนาจักยังบุคคลผู้ไม่ปฏิบัตินี้ ให้บริสุทธิ์หมดจดเองอะไรได้ โทษของพระชินศาสนาอะไรเล่า พระชินศาสนาไม่มีโทษ ฉันนั้นนั่นเทียวแล
            ถ้าว่า พระตถาคตพึงยังบุคคลอันอาจารย์ แนะนำแล้วในผลส่วนหนึ่ง แต่ยังเป็นคฤหัสถ์ทีเดียวให้บรรพชา, บรรพชานี้ไม่ชื่อว่าเป็นไปเพื่อละกิเลส หรือไม่ชื่อว่าเป็นไปเพื่ออบรมวิสุทธิความหมดจดวิเศษ, กิจที่จะต้องกระทำในบรรพชาไม่มี
            เปรียบเหมือนบุรุษให้คนขุดสระ ด้วยการงานหลายร้อยแล้วจึงประกาศในบริษัทให้ได้ยินเนือง ๆ อย่างนี้ว่า 'ท่านผู้เจริญทั้งหลายท่านทั้งหลายใคร ๆ เป็นผู้เศร้าหมองแล้ว อย่าลงสระนี้, ท่านทั้งหลายจงลอยธุลีและเหงื่อไคลแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว เกลี้ยงปราศจากมลทินแล้ว จงลงสระนี้; เออก็ กิจที่จะพึงกระทำด้วยสระนั้นพึงมีแก่บุรุษทั้งหลายผู้มีธุลีและเงื่อไคลอันลอยแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว ขัดเกลี้ยงแล้ว ไม่มีมลทินเหล่านั้นบ้างหรือ"
            ร "หาไม่ พระผู้เป็นเจ้า บุรุษทั้งหลายเหล่านั้น จะพึงเข้าไปใกล้สระนั้น เพื่อประโยชน์แก่กิจใด กิจนั้นอันบุรุษทั้งหลายเหล่านั้นกระทำเสร็จแล้วในที่อื่นนั่นเทียว, ประโยชน์อะไรด้วยสระนั้นแก่บุรุษทั้งหลายเหล่านั้น"
            ถ "ขอถวายพระพร ถ้าว่า พระตถาคตยังบุคคลอันอาจารย์แนะนำแล้วในผลส่วนหนึ่ง แต่ยังเป็นคฤหัสถ์ทีเดียวให้บวชแล้ว, กิจที่จะต้องกระทำในบรรพชานั้น อันชนทั้งหลายเหล่านั้นกระทำเสร็จแล้วนั่นเทียว ประโยชน์อะไรด้วยบรรพชาแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น ข้อนี้ก็ฉันนั้นนั่นแล
            อีกประการหนึ่งเหมือนหมอผู้เชือดลูกศร บริโภคคัตรดังฤดีโดยสภาวะ ผู้ทรงไว้ซึ่งบทแห่งมนต์อันตฟังแล้ว ไม่ต้องตรึก เป็นผู้ฉลาดในโรคนิทาน เป็นผู้มีกรรมอันสำเร็จแล้วเป็นนิตย์ ไม่เปล่ารวบรวมเภสัชเป็นเครื่องระงับโรคทั้งปวง แล้วจึงประกาศในบริษัทให้ได้ยินเนือง ๆ อย่างนี้ว่า 'ผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายใคร ๆ จงอย่าเข้ามาในสำนักของเราทั้งพยาธิ และท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่มีพยาธิ ผู้ไม่มีโรค เข้ามาในสำนักของเรา,' เออก็ กิจที่จะต้องกระทำด้วยหมอนั้น พึงมีแก่บุคคลทั้งหลาย ผู้ไม่มีพยาธิผู้ไม่มีโรค บริบูรณ์แล้ว สบายใจอยู่ เหล่านั้นบ้างหรือ"
            ร "หาไม่ พระผู้เป็นเจ้า ชนทั้งหลายเหล่านั้นจะพึงเข้าไปใกล้หมอผู้เชือดลูกศรนั้น เพื่อประโยชน์แก่กิจอันใด กิจอันชนทั้งหลายเหล่านั้นกระทำเสร็จแล้วในที่อื่นนั่นเทียว, ประโยชน์อะไรด้วยหมอนั้นแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้นเล่า"
            ถ "ขอถวายพระพร พระตถาคตถ้าพึงยังบุคลอันอาจารย์แนะนำแล้วในผลส่วนหนึ่ง แต่ยังเป็นคฤหัสถ์ทีเดียวให้บวชแล้ว, กิจที่จะต้องกระทำในบรรพชานั้น อันชนทั้งหลายเหล่านั้นกระทำเสร็จแล้วนั่นเทียว ประโยชน์อะไรด้วยบรรพชาแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้นเล่าฉันนั้นนั่นเทียวแล
            อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษไร ๆ ให้ตกแต่งแล้วซึ่งโภชนะมีร้อยแห่งหม้อมิใช่ร้อยเดียว ประกาศให้ได้ยินเนือง ๆ ในบริษัทอย่างนี้ว่า 'ผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายใคร ๆ ผู้หิวแล้ว จงอย่าเข้ามาสู่ที่เป็นที่เลี้ยงนี้ของเราเลย ท่านทั้งหลายผู้บริโภคดีแล้ว เบื่อแล้ว อิ่มแล้ว ชุ่มแล้ว บริบูรณ์แล้ว จงเข้าไปสู่ที่เป็นที่เลี้ยงนี้ของเรา' เออก็ กิจที่จะต้องกระทำด้วยโภชนะนั้น จะพึงมีแก่ชนทั้งหลายผู้บริโภคแล้ว เบื่อแล้ว อิ่มแล้ว ชุ่มแล้ว บริบูรณ์แล้ว บ้างหรือ"
            ร "หาไม่ พระผู้เป็นเจ้า ชนทั้งหลายเหล่านั้น 'พึงเข้าไปใกล้ที่เป็นที่เลี้ยงนั้น เพื่อประโยชน์แก่กิจใด กิจนั้นอันชนทั้งหลายเหล่านั้น กระทำเสร็จแล้วในที่อื่นนั่นเทียว, ประโยชน์อะไรด้วยที่เป็นที่เลี้ยงนั้นแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้นเล่า"
            ถ "ขอถวายพระพร ชนทั้งหลายเหล่านั้นไม่ต้องการที่เป็นที่เลี้ยงนั้น ฉันใด, ถ้าพระตถาคตยังบุคคลอันอาจารย์แนะนำแล้วในผลส่วนหนึ่ง แต่ยังเป็นคฤหัสถ์ให้บวชแล้ว, กิจที่จะต้องกระทำในบรรพชานั้น อันชนทั้งหลายเหล่านั้นกระทำเสร็จแล้วนั่นเทียว ประโยชน์อะไรเล่าด้วยบรรพชา แก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น ฉันนั้นนั่นเทียว
            ขอถวายพระพร เออก็ ชนทั้งหลายเหล่าใด เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว ชนทั้งหลายเหล่านั้น ได้ชื่อว่าแสดงคุณทั้งหลายอันใคร ๆ ชั่งไม่ได้ห้าประการ ของพระศาสนา ของพระชินพระพุทธเจ้า; แสดงคุณห้าเป็นไฉน: คือแสดงความที่ศาสนาเป็นของใหญ่โดยภูมิหนึ่ง คือ แสดงความที่ศาสนาเป็นของบริสุทธิ์แล้วปราศจากมลทินหนึ่ง คือ แสดงความที่ศาสนาเป็นที่ไม่อยู่ร่วมด้วยชนบาปทั้งหลายหนึ่ง คือแสดงความที่ศาสนาเป็นของอันบุคคลแทงตลอดโดยากหนึ่ง คือ แสดงความที่ศาสนาเป็นของอันบุคคลพึงระวังและรักษามากหนึ่ง
            ได้ชื่อว่าแสดงความที่ศาสนาเป็นของใหญ่โดยภูมิอย่างไร ขอถวายพระพร บุรุษไม่มีทรัพย์ มีชาติเลว ไม่มีคุณวิเศษ เสื่อมแล้วจากความรู้ ได้เฉพาะแล้วซึ่งราชสมบัติใหญ่ เมื่อกาลไม่นาน
ย่อมตกต่ำ ย่อมกระจัดกระจาย ย่อมเสื่อมจากยศ ย่อมไม่อาจเพื่อจะทรงความเป็นอิสสระไว้ได้, ซึ่งเป็นอย่างนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ซึ่งเป็นอย่างนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ซึ่งเป็นอย่างนั้น เพราะความเป็นอิสสระเป็นของใหญ่ ฉันใด; บุคคลทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่มีคุณวิเศษ มีบุญไม่ได้กระทำไว้แล้ว เสื่อมแล้วจากความรู้ ย่อมบรรพชาในพระศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้ชำนะแล้ว บุคคลทั้งหลายเหล่านั้น ไม่อาจเพื่อจะทรงไว้ซึ่งบรรพชานั้น อันบวรสูงสุด เมื่อกาลไม่นานนั่นเทียว ตกขจัดเสื่อมจากพระชินศาสนาเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว ไม่อาจเพื่อจะทรงพระชินศาสนา, ซึ่งเป็นอย่างนี้ มีอะไรเป็นเหตุ ซึ่งเป็นอย่างนี้ เพราะความที่ภูมิของพระชินศาสนาเป็นของใหญ่ ฉันนั้นนั่นแล ชนทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าแสดงความที่ศาสนาเป็นของใหญ่โดยภูมิอย่างนี้
            ได้ชื่อว่าแสดงความที่ศาสนาเป็นของบริสุทธิ์แล้ว ปราศจากมลทินอย่างไร อุปมาเหมือนน้ำเรี่ยรายอยู่บนใบบัว ย่อมกลิ้ง ย่อมขจัดไป ย่อมเข้าถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมไม่เข่าไปทาใบบัวนั้นได้, ซึ่งเป็นอย่างนี้ มีอะไรเป็นเหตุ ซึ่งเป็นอย่างนี้ เพราะความที่ใบบัวเป็นของบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน ฉันใด: ชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้โอ่อวด เป็นผู้โกง เป็นผู้ลวง เป็นผู้คด เป็นผู้มีทิฏฐิไม่เสมอ บวชในพระชินศาสนา ชนทั้งหลายเหล่านั้นเมื่อกาลไม่นาน ย่อมเรี่ยรายคลาดไป กระจัดกระจายไปจากศาสนาอันบริสุทธิ์แล้ว และปราศจากมลทินและไม่มีเสี้ยนหนาม และขาวประเสริฐบวร ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่เข้าไปทาอยู่ได้ ย่อมเวียนไปเพื่อความเป็นคนเลว' ซึ่งเป็นอย่างนี้ มีอะไรเป็นเหตุ ซึ่งเป็นอย่างนี้ เพราะพระชินศาสนาเป็นของบริสุทธิ์แล้ว และเป็นของปราศจากมลทิน ฉันนั้นนั่นแล ชนทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมแสดงความที่ศาสนาเป็นของบริสุทธิ์และปราศจากมลทิน ด้วยประการอย่างนี้
            ได้ชื่อว่าแสดงความที่พระศาสนา เป็นของไม่อยู่ร่วมด้วยชนบาปทั้งหลายอย่างไร ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนมหาสมุทร ย่อมไม่อยู่ร่มด้วยทรากศพที่ตายแล้ว ทรากศพใดที่ตายแล้วในมหาสมุทร มหาสมุทรนั้น ย่อมนำทรากศพนั้นเข้าไปสู่ฝั่งฉับพลันนั่นเทียว หรือซัดขึ้นบนบก, ซึ่งเป็นอย่างนี้ มีอะไรเป็นเหตุ ซึ่งเป็นอย่างนี้ เพราะความที่มหาสมุทรเป็นพิภพของมหาภูตทั้งหลาย ฉันใด: ชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นบาป ไม่มีกิริยา มีความเพียรย่อหย่อนท้อถอยแล้ว เศร้าหมองแล้ว เป็นมนุษย์ทุรชนบวชนในพระชินศาสนา ชนทั้งหลายเหล่านั้นเมื่อกาลไม่นานทีเดียว ออกแล้วจากพระชินศาสนาเป็นพิภพของมหาภูต คือ พระชีณาสพอรหันต์ ผู้ปราศจากมลทินแล้วอยู่ร่วมไม่ได้ ย่อมเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว, ซึ่งเป็นอย่างนี้ มีอะไรเป็นเหตุ ซึ่งเป็นอย่างนี้ เพราะพระชินศาสนาไม่เป็นที่อยู่ร่วมด้วยชนบาปทั้งหลาย ฉันนั้นนั่นแล ชนทั้งหลายเหล่านั้นย่อมแสดงความที่พระชินศาสนาไม่เป็นที่อยู่ร่วมด้วยชนบาปทั้งหลาย ด้วยประการอย่างนี้
            ได้ชื่อว่าแสดงความที่พระศาสนา มีความแทงตลอดโดย
ยากอย่างไร ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนคนยิงลูกศร ผู้ใดผู้หนึ่งไม่ฉลาดไม่ศึกษา ไม่มีศิลปศาสตร์ เสื่อมแล้วจากความรู้ ไม่อาจเพื่อจะยิงปลายแห่งขนทราย ย่อมคลาด ย่อมหลีกไป, ซึ่งเป็นอย่างนี้ มีอะไรเป็นเหตุ ซึ่งเป็นอย่างนี้ เพราะความที่แห่งปลายแห่งขนทรายละเอียดสุขุม มีความยิงได้โดยยาก ฉันใด; ชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ปัญญาทรามเซ่อและมึนตึง หลงแล้ว มีคติเงื่อง บวชนในพระชินศาสนา ชนทั้งหลายเหล่านั้น ไม่อาจเพื่อจะแทงตลอด สัจจะทั้งสี่อันละเอียดสุขุมอย่างยิ่งนั้น เคลื่อนแล้ว หลีกไปแล้ว จากพระชินศาสนาเมื่อกาลไม่นานทีเดียว เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว ซึ่งเป็นอย่างนี้มีอะไรเป็นเหตุ ซึ่งเป็นอย่างนี้ เพราะความที่สัจจะทั้งหลายเป็นของละเอียดสุขุมอย่างยิ่ง และมีความแทงตลอดโดยยาก ฉันนั้นนั่นแล ชนทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมแสดงความที่พระศาสนามีความแทงตลอดโดยยาก ด้วยประการอย่างนี้
            ได้ชื่อว่าแสดงความที่พระศาสนา เป็นของต้องระวังและรักษามากอย่างไร ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนบุรุษบางคนนั่นเทียวเข้าไปแล้วสู่ภูมิเป็นที่รบใหญ่ อันเสนาแห่งพระราชาองค์อื่นแวดล้อมแล้วโดยรอบ โดยทิศใหญ่น้อยทั้งหลาย เห็นชนมีหอกในมือเข้าไปใกล้แล้วถอยหลังกลับหนีไป, ซึ่งเป็นอย่างนี้ มีอะไรเป็นเหตุ ซึ่งเป็นอย่างนี้เพราะความกลัวแต่การรักษาหน้าแห่งการรบ มีอย่างมาก ฉันใด; พาลชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ผู้กระทำบาป เป็นผู้ไม่สำรวมแล้ว เป็นผู้ไม่มีหิริ เป็นผู้ไม่มีกิริยา เป็นผู้ไม่มีขันติ เป็นผู้โยกโคลงคลอนแคลนแล้ว บวชในพระชินศาสนา พาลชนทั้งหลายเหล่านั้น ไม่อาจเพื่อจะรักษาสิกขาบทมีอย่างมาก ถอยหลับหนีไปเมื่อกาลไม่นานทีเดียวย่อมเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว, ซึ่งเป็นอย่างนี้ มีอะไรเป็นเหตุ ซึ่งเป็นอย่างนี้ เพราะความที่พระชินศาสนาเป็นของมีความสำรวมมีอย่างมาก เป็นของต้องรักษา ฉันนั้นนั่นแล ชนทั้งหลายเหล่านั้นย่อมแสดงความที่พระชินศาสนาเป็นของมีความสำรวมมีอย่างมาก และเป็นของต้องรักษา ด้วยประการอย่างนี้
            ขอถวายพระพร ดอกไม้ทั้งหลายในพุ่มดอกมะลิ แม้เป็น
ของอดม เกิดบนบก เป็นดอกไม้อันกิมิชาติเจาะแล้ว หน่อทั้งหลายเหล่านั้นเหี่ยวแล้ว ร่วงไปในระหว่างนั้นเทียว, แต่พุ่มแห่งมะลิก็ไม่ชื่อว่าเป็นของอันบุคคลดูหมิ่นแล้ว เพราะดอกไม้ทั้งหลายเหล่านั้นร่วงไปแล้ว, ดอกไม้ทั้งหลายเหล่าใด ที่คงเหลืออยู่ในพุ่มแห่งมะลินั้น ดอกไม้ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมฟุ้งทั่วไปยังทิศใหญ่น้อย ด้วยกลิ่นโดยชอบ ฉันใด; ชนทั้งหลายเหล่าใดนั้น บรรพชาแล้วในพระชินศาสนา เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว, เว้นแล้วจากวรรณและกลิ่น มีอาการเหนื่อยหน่ายแล้วเป็นปกติ ไม่พอเพื่อความไพบูลย์ในพระชินศาสนา, แต่พระชินศาสนาก็ไม่ชื่อว่าเป็นของอันบัณฑิตดูหมิ่นแล้ว เพราะความที่ชนทั้งหลายเหล่านั้นเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว, ภิกษุทั้งหลายเหล่าใดที่คงเหลืออยู่ในพระชินศาสนานั้น ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมฟุ้งไปยังโลกกับทั้งเทพดาด้วยกลิ่นศีลอันประเสริฐ ฉันนั้นนั่นเทียวแล
            อีกประการหนึ่ง สาลีชาติชื่อกรุมพกะเกิดขึ้นแล้วในระหว่างแม้แห่งข้าวสาลีไม่มีโรคมีสีแดง ย่อมฉิบหายไปในระหว่างนั้นเทียว, แต่สาลีแดงก็ไม่มีชื่อว่าเป็นของอันบุคคลดูหมิ่นแล้ว เพราะความที่สาลีชาติชื่อกรุมพกะนั้นฉิบหายไปแล้ว, ข้าวสาลีทั้งหลายเหล่าใด ที่คงเหลืออยู่ในข้าวสาลีแดงนั้น ข้าวสาลีทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเป็นราชูปโภค ฉันใด; ชนทั้งหลายเหล่าใดนั้น บวชในพระชินศาสนาแล้วเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว ชนทั้งหลายเหล่านั้น เหมือนสาลีชาติชื่อกรุมพกะในระหว่างแห่งข้าวสาลีแดง ไม่เจริญแล้ว ไม่ถึงแล้วซึ่งความไพบูลย์ในพระชินศาสนา ย่อมเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลวในระหว่างนั้นเทียว, แต่พระชินศาสนาก็ไม่เชื่อว่าเป็นของอันบัณฑิตดูหมิ่นแล้ว เพราะความที่ชนทั้งหลายเหล่านั้น เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว, ภิกษุทั้งหลายเหล่าใด คงเหลืออยู่ในพระชินศาสนานั้น ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้สมควรแก่พระอรหัตฉันนั้นนั่นแล เหมือนเอกเทศแห่งแก้วมณีแม้เป็นของให้ซึ่งความสมประสงค์ เป็นของหยาบเกิดขึ้น, แต่แก้วมณีก็ไม่ชื่อว่าเป็นของอันบุคคลดูหมิ่นแล้ว เพราะความที่เอกเทศอันหยาบเกิดขึ้นแล้วในแก้วมณีนั้น, ส่วนใดที่เป็นของบริสุทธิ์แห่งแก้วมณีนั้น ส่วนนั้นเป็นของกระทำความร่าเริงแก่มหาชน ฉันใด; ชนทั้งหลายเหล่าใดนั้น บรรพชาแล้วในพระชินศาสนา เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว ชนทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้หยาบดังกะเทาะไม้ในพระชินศาสนา, แต่พระชินศาสนาก็ไม่ชื่อว่าเป็นของอันบัณฑิตดูหมิ่นแล้ว เพราะความที่ชนทั้งหลายเหล่านั้น เวียนมาแล้วเพื่อความเป็นคนเลว, ภิกษุทั้งหลายเหล่าใด คงเหลืออยู่ในพระชินศาสนานั้น ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ยังความร่าเริงให้เกิดขึ้นแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลายฉันนั้นนั่นแล
            อนึ่ง เอกเทศแห่งจันทน์แดง แม้ถึงพร้อมแล้วด้วยชาติเป็นของผุมีกลิ่นน้อย, แต่จันทน์แดงไม่ชื่อว่าเป็นของอันบุคคลดูหมิ่นแล้ว เพราะเอกเทศที่ผุนั้น, ส่วนใดที่เป็นของไม่ผุ เป็นของมีกลิ่นดี ส่วนนั้นย่อมอบหอมฟุ้งออกไปโดยรอบ ฉันใด; ชนทั้งหลายเหล่าใด บรรพชาในพระชินศาสนาแล้ว เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว ชนทั้งหลายเหล่านั้น เป็นเหมือนส่วนที่ผุในระหว่างแห่งแก่นแห่งจันทน์แดง อันบุคคลพึงทิ้งเสีย ในพระชินศาสนา, แต่พระชินศาสนาก็ไม่ชื่อว่าเป็นของอันบัณฑิตดูหมิ่นแล้ว เพราะความที่บุคคลทั้งหลายเหล่านั้น เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว, ภิกษุทั้งหลายเหล่าใด ที่คงเหลืออยู่ในพระชินศาสนานั้น ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมชโลทาโลกกับทั้งเทพดา ด้วยกลิ่นจันทน์แดง คือ ศีล อันประเสริฐ"
            ร "ดีละ พระผู้เป็นเจ้านาคเสน พระชินศาสนาไม่มีโทษด้วยเหตุอันสมควรนั้น ๆ ด้วยเหตุสมอ้างนั้น ๆ พระผู้เป็นเจ้าให้ถึงแล้ว พระชินศาสนาพระผู้เป็นเจ้าแสดงแล้ว ด้วยความเป็นของประเสริฐสุด, แม้ชนทั้งหลายที่เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลวอย่างนั้น ย่อมส่องความที่พระชินศาสนาเป็นของประเสริฐสุดทีเดียว"

 


วรรคที่ 1
วรรคที่ 2
วรรคที่ 3
วรรคที่ 4
วรรคที่ 5
วรรคที่ 6
วรรคที่ 7
หีนายวัตตนปัญหา
อรหโตกายิกเจตสิกเวทนาปัญหา
อภิสมยันตรายกรปัญหา
สมณทุสสีลคีหิทุสสีลปัญหา
อุทกสัตตชีวปัญหา
โลกนัตถิภาวปัญหา
สติสัมโมสปัญหา
นิพพานอัตถิภาวปัญหา
กัมมชากัมมชปัญหา
วรรคที่ 8
วรรคที่ 9
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com