Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

มิลินทปัญหา
ฉบับแปลในมหามกุฏราชวิทยาลัย

มิลินทปัญหา

วรรคที่หนึ่ง

1 นามปัญหา

           ลำดับนั้น พระเจ้ามิลินท์ เสด็จเข้าไปใกล้พระนาคเสนเถรเจ้าแล้ว ทรงทำพระราชปฏิสันถารกับพระเถรเจ้า ด้วยพระวาจาปราศรัยควรเป็นที่ตั้งแห่งความยินดี และควรเป็นที่ให้ระลึกอยู่ในใจเสร็จแล้ว เสด็จประทับส่วนข้างหนึ่ง แม้พระเถรเจ้าก็ทำปฏิสันถารด้วยวาจาปราศรัย อันเป็นเครื่องทำพระหฤทัยของพระเจ้ามิลินท์ ให้ยินดีเหมือนกัน
            ครั้นแล้ว พระเจ้ามิลินท์ ตรัสถามพระเถรเจ้าว่า "ชนทั้งหลายเขารู้จักพระผู้เป็นเจ้าว่าอย่างไร, พระผู้เป็นเจ้ามีนามว่าอย่างไร"
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "ชนทั้งหลายเขารู้จักอาตมภาพว่า 'นาคเสน,' ถึงเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย   ก็เรียกอาตมภาพว่า 'นาคเสน,'    แต่โยมตั้งชื่อว่า 'นาคเสน'    บ้าง ว่า 'สูรเสน'   บ้าง ว่า 'วีรเสน' บ้าง ว่า 'สีหเสน' บ้าง, ก็แต่คำว่า 'นาคเสน' นี้     เป็นแต่เพียงชื่อที่นับกัน ที่รู้กัน ที่ตั้งกัน ที่เรียกัน เท่านั้น, ไม่มีตัวบุคคลที่จะค้นหาได้ในชื่อนั้น"
            ขณะนั้น    พระเจ้ามิลินท์ตรัสประกาศว่า        "ขอพวกโยนกอมาตย์ห้าร้อย และภิกษุสงฆ์แปดหมื่น จงฟังคำข้าพเจ้า, พระนาคเสนองค์นี้      กล่าวว่า "ไม่มีตัวบุคคลที่จะค้นหาได้ในชื่อนั้น," ควรจะชอบใจคำนั้นได้ละหรือ" แล้วจึงตรัสถามพระนาคเสนว่า "ถ้าว่าไม่มีตัวบุคคลที่จะค้นหาได้, ใครเล่าถวายจตุปัจจัย คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช แก่พระผู้เป็นเจ้า, ใครฉันจตุปัจจัยนั้น, ใครรักษาศีล, ใครเจริญภาวนา, ใครทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง ใครฆ่าสัตว์มีชีวิต, ใครถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว, ใครประพฤติผิดในกามทั้งหลาย, ใครพูดเท็จ, ใครดื่มน้ำเมา, ใครทำอนันตริยกรรมห้าอย่าง; เหตุนั้น ไม่มีกุศล, ไม่มีอกุศล, ไม่มีผู้ทำเองก็ดี ผู้ใช้ให้ทำก็ดี ซึ่งกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล, ไม่มีผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วนะซิ, ถ้าผู้ใดฆ่าพระผู้เป็นเจ้าตาย ไม่เป็นปาณาติบาตแก่ผู้นั้นนะซิ, อนึ่ง อาจารย์ก็ดี อุปัชฌาย์ก็ดี อุปสมบทก็ดี ของพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่มีนะซิ; พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า "เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายเรียกอาตมภาพว่า 'นาคเสน' ดังนี้, อะไรชื่อว่า นาคเสนในคำนั้น, ผมหรือ พระผู้เป็นเจ้า ชื่อว่านาคเสน"
            เมื่อพระเถรเจ้าทูลว่า    "มิใช่" จึงตรัสไล่ต่อ ๆ ไปจนตลอดอาการสามสิบสองโดยลำดับว่า "ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  เนื้อ  เอ็น  กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ สายรัดไส้ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี มวก หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร มันในสมอง แต่ละอย่าง ๆ ว่าเป็นนาคเสนหรือ "
            พระเถรเจ้าก็ทูลตอบว่า "มิใช่"
            จึงตรัสไล่ว่า "เบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละอย่าง ๆ ว่าเป็นนาคเสนหรือ "
            พระเถรเจ้าก็ทูลตอบว่า "มิใช่"
           จึงตรัสไล่ว่า "รวมทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณหรือชื่อว่า นาคเสน, หรือนาคเสน จะมีนอกจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ"
           พระเถรเจ้าก็ทูลตอบว่า "มิใช่ ๆ ทุกข้อ" เมื่อเป็นทีฉะนี้แล้ว จึงตรัสเย้ยว่า "ข้าพเจ้าถามพระผู้เป็นเจ้าไป ก็ไม่พบว่าอะไรเป็นนาคเสน, หรือเสียงเท่านั้นแหละเป็นนาคเสน, หรืออะไรเป็นนาคเสนในคำนั้น, พระผู้เป็นเจ้าพูดมุสาวาทเหลวไหล, ไม่มีนาคเสนสักหน่อย"
           เมื่อพระเถรเจ้าจะถวายวิสัชนาแก้ปัญหานั้น จึงทูลบรรยายเป็นปราศรัย เพื่ออ้อมหาช่องให้พระเจ้ามิลินท์ ตรัสตอบให้ได้ที อย่างนี้ก่อนว่า "พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์เจริญในความสุข ล่วงส่วนแห่งสามัญชน, พระองค์เสด็จมาถึงกำลังเที่ยง พื้นแผ่นดินกำลังร้อนจัด ทรายตามทางก็กำลังร้อนจัด ถ้าทรงเหยียบก้อนกรวดกระเบื้องและทรายที่กำลังร้อนจัด เสด็จพระราชดำเนินมาด้วยพระบาทแล้ว พระบาทคงจะพอง, พระกายคงจะลำบาก, พระหฤทัยคงจะเหนื่อยอ่อน, พระกายวิญญาณที่กอปรด้วยทุกข์คงจะเกิดขึ้นเป็นแน่, พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาด้วยพระบาท หรือด้วยราชพาหนะ "
           พระเจ้ามิลินท์ตรัสตอบว่า "ข้าพเจ้าไมได้เดินมา, ข้าพเจ้ามาด้วยรถ"
            พระเถรเจ้าได้ทีจึงทูลว่า "ถ้าพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาด้วยรถ, ขอจงตรัสบอกแก่อาตมภาพว่า อะไรเป็นรถ งอนหรือเป็นรถ"
           พระเจ้ามิลินท์ตรัสตอบว่า "มิใช่"
            พระเถรเจ้าจึงทูลถามต่อไปอีกว่า "เพลา ล้อ เรือน คัน แอก สายขับ แส้ แต่ละอย่าง ๆ ว่าเป็นรถหรือ "
            พระเจ้ามิลินท์ก็ตรัสตอบว่า "มิใช่"
            พระเถรเจ้าทูลถามว่า "หรือสัมภาระเหล่านั้นทั้งหมดเป็นรถ, หรือว่ารถนั้นสิ่งอื่นนอกจากสัมภาระเหล่านั้น "
            พระเจ้ามิลินท์ก็ตรัสว่า "มิใช่"
            พระเถรเจ้าจึงทูลเป็นคำเย้ยว่า "อาตมภาพทูลถามพระองค์ไปก็ไม่พบว่า อะไรเป็นรถ, หรือเสียงเท่านั้นแหละเป็นรถ, หรืออะไรเป็นรถในคำนั้น, พระองค์ตรัสมุสาวาทเหลวไหล, ไม่มีรถสักหน่อย พระองค์เป็นถึงยอดพระเจ้าแผ่นดินทั่วพื้นชมพูทวีป, พระองค์ทรงกลัวใครจึงต้องตรัสมุสาเช่นนี้ ขอโยนกามาตย์ห้าร้อย กับภิกษุสงฆ์แปดหมื่น จงฟังคำข้าพเจ้า, พระเจ้ามิลินท์พระองค์นี้ตรัสว่า 'พระองค์เสด็จมาด้วยรถ' ข้าพเจ้าทูลให้ทรงแสดงว่า อะไรเป็นรถ ก็ทรงแสดงให้ปรากฏไม่ได้, ควรจะชอบใจคำที่ตรัสนั้นได้ละหรือ "
            เมื่อพระเถรเจ้ากล่าวฉะนี้แล้ว โยนกามาตย์ห้าร้อย ได้ถวายสาธุการแก่พระเถรเจ้าแล้ว ทูลพระเจ้ามิลินท์ว่า "บัดนี้ถ้าพระองค์สามารถ ก็ตรัสแก้ปัญหานั้นเถิด"
            พระเจ้ามิลินท์ จึงตรัสกับพระเถรเจ้าว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้พูดมุสา, อาศัยทั้งงอน ทั้งเพลา ทั้งล้อ ทั้งเรือน ทั้งคัน เข้าด้วยกัน จึงได้ชื่อว่ารถ"
            พระเถรเจ้าจึงตอบว่า "พระองค์ทรงรู้จักรถถูกแล้ว ข้อนี้ฉันใด; อาศัยทั้งผม ทั้งขน จนถึงมันในสมอง อาศัยทั้งรูป ทั้งเวทนา ทั้งสัญญา ทั้งสังขาร ทั้งวิญญาณ จึงมีชื่อของอาตมภาพว่า นาคเสนฉันนั้น ก็แต่ว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ไม่มีตัวบุคคลที่จะค้นได้ในชื่อนั้น แม้คำนี้ นางวชิราภิกษุณี ได้ภาษิต ณ ที่เฉพาะพระพักตร์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 'เหมือนอย่างว่า เพราะอาศัยองค์ที่เป็นสัมภาระ จึงมีศัพท์กล่าวว่า 'รถ' ดังนี้ ฉันใด, เมื่อขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ ก็มีคำสมมติว่า 'สัตว์' เหมือนกัน ฉันนั้น" เมื่อพระเถรเจ้าถวายวิสัชนาความกล่าวแก้ปัญหาฉะนี้แล้ว, พระเจ้ามิลินท์ ทรงอนุโมทนาว่า "ข้อที่พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนาปัญหานั้นเป็นอัศจรรย์ น่าประหลาดจริง, พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนาปัญหาวิจิตรยิ่งนัก, ถ้าพระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ คงจะประทานสาธุการเป็นแน่, พระผู้เป็นเจ้ากล่าวแกปัญหาวิจิตรยิ่งนัก ดีแท้ชอบแท้"

2 วัสสปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าพรรษาเท่าไร "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "อาตมภาพมีพรรษาเจ็ด"
            ร "อะไรชื่อว่าเจ็ด, พระผู้เป็นเจ้าชื่อว่าเจ็ด หรือการนับชื่อว่าเจ็ด " ในเวลานั้นเงาของพระราชาอันทรงเครื่องอย่างขัติยราช ปรากฏอยู่ ณ พื้นแผ่นดิน และปรากฏอยู่ที่หม้อน้ำ
            ถ "เงาของพระองค์นี้ ปรากฏอยู่ที่พื้นแผ่นดินและที่หม้อน้ำ, พระองค์เป็นพระราชา หรือว่าเงาเป็นพระราชา "
            ร "ข้าพเจ้าเป็นพระราชา, เงานี้มิใช่พระราชา, ก็แต่ว่าเงานี้อาศัยข้าพเจ้าเป็นไป"
            ถ "ข้อนี้ฉันใด ความนับพรรษาชื่อว่าเจ็ด, อาตมภาพมิได้ชื่อว่าเจ็ด, ก็แต่คำว่าเจ็ดนั้น อาศัยอาตมภาพเป็นไป เหมือนอย่างเงาของพระองค์ ฉันนั้น"
           ร "พระผู้เป็นเจ้ากล่าวแก้ปัญหาเป็นอัศจรรย์ น่าประหลายจริง ปัญหาที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวแก้วิจิตรยิ่งนัก"

3 เถรติกขปฏิภาณปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าจักเจรจากับข้าพเจ้าได้หรือ "
            พระเถรเจ้าทูลว่า "ถ้าพระองค์จักตรัสอย่างบัณฑิต, อาตมภาพจักเจรจาด้วยได้; ก็ถ้าว่าพระองค์จักตรัสอย่างพระเจ้าแผ่นดิน, อาตมภาพจักเจรจาด้วยไม่ได้"
            ร "บัณฑิตทั้งหลายเจรจากันอย่างไร "
            ถ "เมื่อบัณฑิตเจรจากัน เขาผูกปัญหาไล่บ้าง เขาแก้ปัญหาบ้าง, เขาพูดข่มบ้าง, เขายอมรับบ้าง, เขาเจรจาแข่งบ้าง, เขากลับเจรจาแข่งบ้าง, เขาไม่โกรธเพราะการที่เจรจากันนั้น, บัณฑิตทั้งหลายเจรจากันอย่างนี้"
            ร "พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย ตรัสกันอย่างไร "
            ถ "เมื่อพระเจ้าแผ่นดินตรัสนั้น พระองค์ตรัสเรื่องหนึ่งอยู่, ผู้ใดขัดขึ้น ก็ลงพระราชอาชญาแก่ผู้นั้น; พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย ตรัสกันอย่างนี้"
            ร "ข้าพเจ้าจักเจรจาอย่างบัณฑิต ไม่เจรจาอย่างพระเจ้าแผ่นดิน, ขอพระผู้เป็นเจ้าจงเจรจาตามสบาย, เหมือนเจรจากับภิกษุก็ดี กับสามเณรก็ดี กับอุบาสกก็ดี กับคนรักษาอารามก็ดี ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่ากลัวเลย"
           ถ "ดีแล้ว"
           ร "พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าจะขอถามได้หรือ "
            ถ ตรัสถามเถิด"
            ร "ข้าพเจ้าถามพระผู้เป็นเจ้าแล้ว"
            ถ "อาตมภาพวิสัชนาถวายแล้ว"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนาว่าอะไร "
            ถ "พระองค์ตรัสถามว่าอะไร "
            ในเพลานั้น พระเจ้ามิลินท์ทรงพระราชดำริว่า "พระภิกษุองค์นี้มีปรีชาสามารถจะเจรจากับเรา, และข้อที่เราจะต้องถามก็ยังมีอยู่มาก, ยังไม่ทันจะถามหมด ตะวันจะตกเสียก่อน, อย่าอย่างนั้นเลย พรุ่งนี้เราจึงค่อยเจรจากันใหม่ที่ในวัง" ครั้นทรงพระดำริฉะนี้แล้ว จึงมีพระราชดำรัสสั่งเทวมันติยอมาตย์ ให้อาราธนาพระเถรเจ้าเข้าไปเจรจากับพระองค์ที่ในพระราชวัง ในวันพรุ่งนี้ แล้วเสด็จลุกจากราชอาสน์ทรงลาพระเถรเจ้าแล้ว ทรงม้าพระที่นั่งเสด็จกลับไป นึกบ่นอยู่ในพระราชหฤทัยว่า "พระนาคเสน ๆ" ดังนี้
            ฝ่ายเทวมันติยอมาตย์ ก็อาราธนาพระเถรเจ้าตามรับสั่ง, พระเถรเจ้าก็รับจะเข้าไป ครั้นล่วงราตรีนั้นแล้ว อมาตย์สี่นายคือเทวมันติยอมาตย์ หนึ่ง อนันกายอมาตย์ หนึ่ง มังกุรอมาตย์ หนึ่ง สัพพทินนอมาตย์ หนึ่ง เข้าไปกราบทูลถามว่า "จะโปรดให้พระนาคเสนเข้ามาหรือยัง" เมื่อรับสั่ง-อนุญาตว่า "นิมนต์ท่านเข้ามาเถิด" จึงทูลถามอีกว่า "จะโปรดให้ท่านมากับภิกษุสงฆ์กี่รูป" เมื่อรับสั่งว่า "ท่านประสงค์จะมากับภิกษุสงฆ์กี่รูปก็มาเถิด" สัพพทินน อมาตย์ จึงกราบทูลว่า "ให้ท่านมากับภิกษุสงฆ์สักสิบรูปหรือ " ก็รับสั่งยืนคำอยู่ว่า "จะมากี่รูปก็มาเถิด" สัพพทินนอมาตย์ทูลถามและตรัสตอบดังนั้นถึงสองครั้ง, ครั้นครั้งที่สาม สัพพทินนอมาตย์ทูลถามอีก จึงตรัสตอบว่า "เราได้จัดเครื่องสักการไว้เสร็จแล้ว, จึงพูดว่า "ท่านประสงค์จะมากับภิกษุสงฆ์กี่รูปก็มาเถิด, แต่สัพพทินนอมาตย์ผู้นี้พูดไปเสียอย่างอื่น, เราไม่สามารถจะถวายโภชนทานแก่ภิกษุทั้งหลายหรือ" ครั้นตรัสดังนี้แล้ว สัพพทินนอมาตย์ก็เก้อ มิอาจทูลอีกได้, จึงอมาตย์อีกสามนายไปสู่สำนักพระนาคเสนเถรเจ้าแล้ว แจ้งความว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระราชามีพระราชดำรัสว่า 'พระผู้เป็นเจ้าประสงค์จะมากับภิกษุสงฆ์กี่รูปก็มาเถิด" ในเพลาเช้าวันนั้น พระนาคเสนเถรเจ้าครองผ้าตามสมณวัตรแล้ว ถือบาตรจีวรพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์แปดหมื่นสี่พันรูป เข้าไปสู่พระนครสาคลราชธานี

4 อนันตกายปัญหา
            อนันตกายอมาตย์เดินเคียงพระนาคเสนอยู่ ถามท่านว่า "ข้อที่พระผู้เป็นเจ้าพูดว่า นาคเสน นั้น ใครเป็น นาคเสนในคำที่พูดนั้น"
           พระเถรเจ้าถามว่า "ท่านเข้าใจว่าอะไรเล่าเป็น นาคเสน ในคำนั้น "
            อนันตกายอมาตย์ตอบว่า "ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ลมภายในอันใดที่เป็นชีวิตเดินเข้าออกอยู่นั่นแหละเป็นนาคเสน"
            ถ "ก็ถ้าลมนั้นออมาแล้วไม่กลับเข้าไปอีกก็ดี เข้าไปแล้วไม่กลับออกมาอีกก็ดี คนนั้นจะเป็นอยุ่ได้หรือ "
            อ "คนนั้นจะเป็นอยู่ไม่ได้เลย"
            ถ "ผู้ใดเป่าสังข์ ลมของผู้นั้นกลับเข้าไปอีกหรือ "
            อ "ห้ามมิได้"
            ถ "ผู้ใดเป่าขลุ่ย ลมของผู้นั้นกลับเข้าไปอีกหรือ "
            อ "หามิได้"
            ถ "ผู้ใดเป่าเขนง ลมของผู้นั้นกลับเข้าไปอีกหรือ "
            อ "หามิได้"
            ถ "ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุไฉน เขาไม่ตายเล่า "
            อ "ข้าพเจ้าไม่สามารถเจรจากับพระผู้เป็นเจ้าผู้ช่างพูดได้, ขอพระผู้
เป็นเจ้าขยายความเถิด"
            พระเถรเจ้าได้กล่าวอภิธรรมกถาว่า "ลมหายใจเข้าออกนั้น ไม่ใช่ชีวิต เป็นแต่กายสังขาร คือ สภาพที่บำรุงร่างกาย"
            อนันตกายอมาตย์เลื่อมใสแล้ว ประกาศตนเป็นอุบาสก

5 ปัพพัชชาปัญหา
            พระนาคเสนเถรเจ้าไปถึงพระราชนิเวศน์แล้ว ก็นั่งลงบนอาสนะที่ปูลาดไว้ท่า พระราชทรงอังคาสพระเถรเจ้าพร้อมทั้งบริษัทด้วยชัชะโภชชาหารอันประณีต ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ครั้นเสร็จภัตตกิจแล้ว ทรงถวายคู่ผ้าแก่พระภิกษุสงฆ์ ทรงถวายไตรจีวรแก่พระนาคเสนเถรเจ้า ให้ครองทั่วกันทุกรูปแล้ว ตรัสกะพระเถรเจ้าว่า "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงนั่งอยู่ที่นี่กับพระภิกษุสักสิบรูป, พระภิกษุที่เหลือจะกลับไปก่อนก้ได้ ดังนี้แล้ว; เสด็จประทับ ณ ราชอาสน์ซึ่งปูลาดไว้ให้ต่ำกว่าอาสน์แห่งพระเถรเจ้าในที่ควรส่วนหนึ่งแล้ว, ตรัสถามพระเถรเจ้าว่า "พระผู้เป็นเจ้าจะสังสนทนากันในข้อไหนดีหนอ "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "เราจะสังสนทนากันนี้ ก็ประสงค์แต่ใจความเท่านั้น, ควรจะสังสนทนากันแต่ใจความ"
            "บรรพชาของพระผู้เป็นเจ้ามีประโยชน์อย่างไร  และอะไรเป็นคุณที่ต้องประสงค์เป็นอย่างยิ่ง ของพระผู้เป็นเจ้า "
            "บรรพชาของอาตมภาพมีประโยชน์ที่จะได้ทราบว่า ทำอย่างไรทุกข์นี้จะดับไป และทุกข์อื่นจะไม่เกิดขึ้น, อนุปาทาปรินิพพาน (การดับหมดเชื้อ) เป็นคุณที่ต้องประสงค์เป็นอย่างยิ่งของอาตมภาพ"
           ร "บรรดาบรรพชิตบวชเพื่อประโยชน์อย่างนั้นหมดด้วยกันหรือ "
            ถ "หามิได้,   บรรพชิตบางพวกบวชเพื่อประโยชน์อย่างนั้น,    บางพวกบวชหนีพระเจ้าแผ่นดิน, บางพวกบวชหนีโจร, บางพวกบวชหลบหนี้, บางพวกบวชเพื่อจะอาศัยเลี้ยงชีวิต; แต่ผู้ใดบวชดีบวชชอบ ผู้นั้นบวชเพื่อประโยชน์อย่างนั้น"
            ร "ก็พระผู้เป็นเจ้าเล่า บวชเพื่อประโยชน์อย่างนั้นหรือ "
            ถ "อาตมภาพบวชแต่ยังเป็นเด็ก ไม่ทราบว่าตัวบวชเพื่อประโยชน์นี้ ๆ, ก็แต่ว่า อาตมภาพคิดเห็นว่า พระสมณศากยบุตรเหล่านี้เป็นคนมีปัญญา, ท่านคงจักให้เราศึกษาสำเหนียกตาม' ดังนี้ เพราะท่านให้อาตมภาพศึกษาสำเหนียกจึงได้ทราบว่า บรรพชานั้นก็เพื่อประโยชน์นี้ ๆ"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

6 ปฏิสนธิคหณปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า มีใคร ๆ ที่ตายแล้ว ไม่กลับปฏิสนธิอีกบ้างหรือ "            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "บางคนกลับปฏิสนธิ (เข้าท้อง) อีก, บางคนไม่กลับปฏิสนธิอีก"
            ร "ใครกลับปฏิสนธิอีก, ใครไม่กลับปฏิสนธิอีก "
            ถ "ผู้มีกิเลสกลับปฏิสนธิอีก, ผู้สิ้นกิเลสแล้วไม่กลับปฏิสนธิอีก"
            ร "ก็พระผู้เป็นเจ้าเล่า จักกลับปฏิสนธิอีกหรือไม่ "
            ถ "ถ้าอาตมภาพยังมีอุปาทาน (กิเลสที่เป็นเชื้อ) อยู่ จักกลับปฏิสนธิอีก, ถ้าไม่มีอุปาทาน ก็จักไม่กลับปฏิสนธิอีก"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

7 มนสิการปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่ไม่กลับปฏิสนธิอีกนั้น เพราะโยนิโสมนสิการ (นึกชอบ) ไม่ใช่หรือ "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "เพราะโยนิโสมนสิการด้วย เพราะปัญญาด้วย เพราะกุศาลธรรมเหล่าอื่นด้วย"
            ร "ปัญญา ก็คือโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่หรือ พระผู้เป็นเจ้า "
            ถ "มิใช่อย่างนั้นดอก มหาราช มนสิการ (ความนึก) อย่างหนึ่ง ปัญญาอย่างหนึ่ง, มนสิการย่อมมีแม้แก่สัตว์ดิรัจฉานเช่น แพะ แกะ โค กระบือ อูฐ ลา, แต่ปัญญาไม่มีแก่มัน"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

8 มนสิการลักขณปัญหา
           พระราชาตรัสถามว่า  "พระผู้เป็นเจ้า มนสิการมีลักษณะอย่างไร, ปัญญามีลักษณะอย่างไร "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "มนสิการมีลักษณะยกขึ้น, ปัญญามีลักษณะตัด"
            ร "มนสิการมีลักษณะยกขึ้น เป็นอย่างไร, ปัญญามีลักษณะตัดเป็นอย่างไร, ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง "
            ถ "มหาราช พระองค์ทรงรู้จักคนเกี่ยวข้าวหรือ "
            ร "ข้าพเจ้ารู้จักซิ พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "เขาเกี่ยวข้าวกันอย่างไร "
            ร "เขาจับกำข้าวด้วยมือข้างซ้ายเข้า จับเคียวด้วยมือข้างขวา แล้วก็ตัดกำข้าวนั้นด้วยเคียว"
            ถ "ข้อนั้นมีอุปมาฉันใด; พระโยคาวจร (ผู้บำเพ็ญเพียร) คุมใจไว้ด้วยมนสิการแล้ว ตัดกิเลสเสียด้วยปัญญา ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

9 สีลปติฏฐานลักขณปัญหา
 
            พระราชาตรัสถามว่า "ข้อที่พระผู้เป็นเจ้าพูดว่า เพราะกุศลธรรมเหล่าอื่นด้วยนั้น, กุศลธรรมเหล่านั้นอะไรบ้าง "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "กุศลธรรมเหล่านั้น คือ ศีล (ความระวัง) ศรัทธา (ความเชื่อ) วิริยะ (ความเพียร) สติ (ความระลึก) สมาธิ (ความตั้งใจ)"
            ร "ศีลมีลักษณะอย่างไร "
            ถ "ศีลมีลักษณะ คือ เป็นที่ตั้งอาศัย, ศีลนั้นเป็นที่อาศัยแห่งกุศลธรรมทั้งปวง ซึ่งได้ชื่อว่าอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ, เมื่อพระโยคาวจรตั้งอยู่ในศีลแล้ว กุศลธรรมทั้งปวงย่อมไม่เสื่อมรอบ"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "บรรดาพีชคาม (พืช) และภูตคาม (ของสีเขียว) เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ,พีชคามและภูตคามเหล่านั้นทุกอย่าง ต้องอาศัยแผ่นดิน ต้องตั้งอยู่ที่แผ่นดิน จึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ ข้อนั้นมีอุปมาฉันใด; พระโยคาวจร อาศัยศีลแล้วตั้งอยู่ในศีลแล้วจึงทำอินทรีย์ห้า คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ให้เกิดได้ ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก"
            ถ "นายช่างผู้สร้างเมือง ปรารถนาจะสร้างเมือง ต้องให้ถางสถานที่จะตั้งเมืองนั้น ให้ถอนหลักตอหน่อหนามขึ้น ให้เกลี่ยที่ให้ราบก่อนแล้ว ภายหลังจึงกะที่ตามกำหนดสัณฐานซึ่งจะเป็นถนนสี่แยก สามแยกเป็นต้นแล้ว สร้างขึ้นให้เป็นเมือง ข้อนั้นฉันใด; พระโยคาวจรอาศัยศีลแล้ว ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงทำอินทรีย์ห้าให้เกิดได้ ข้อนี้ก็ฉันนั้น"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก"
            ถ "พวกญวนหก ปรารถนาจะแสดงศิลปของตน ให้ขุดคุ้ยแผ่นดินเอากรวดกระเบื้องออกเสีย ให้ทำพื้นให้ราบแล้ว จึงแสดงศิลปะของตนบนพื้นที่น่วมดีแล้ว ข้อนั้นฉันใด; พระโยคาวจรอาศัยศีลแล้ว ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงทำอินทรีย์ห้าให้เกิดได้ ข้อนี้ก็ฉันนั้น แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ ตรัสว่า 'นรชนคนมีปัญญา เป็นภิกษุตั้งอยู่ในศีลแล้ว มีปัญญาแก่กล้าพากเพียรให้สมาธิและปัญญาเกิดขึ้นได้ เธออาจสางชัฏอันนี้เสียได้" ดังนี้ ศีลขันธ์ที่นับว่าพระปาฏิโมกข์นี้ เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งกุศลธรรม เหมือนแผ่นดินเป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย, และเป็นรากเง่าเพื่อให้เจริญกุศลธรรม,และเป็นประธานในคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ฉะนี้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

10 สัทธาลักขณาปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ศรัทธามีลักษณะเป็นอย่างไร "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "ศรัทธามีลักษณะให้ใจผ่องใสอย่างหนึ่งมีลักษณะให้แล่นไปด้วยดีอย่างหนึ่ง"
            ร "ศรัทธามีลักษณะให้ใจผ่องใส่นั้นเป็นอย่างไร "
            ถ "ศรัทธาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้, จิตก็ปราศจากนิวรณ์ผ่องใส่ไม่ขุ่นมัว, ศรัทธามีลักษณะทำให้ใจผ่องใสอย่างนี้"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "เหมือนอย่างว่า พระเจ้าจักรพรรดิราช เสด็จพระราชดำเนินโดยสถลมารคเป็นทางไกล ด้วยกระบวนจตุรงคินีเสนา ข้ามลำน้ำอันน้อยไป, น้ำนั้นจะกระฉอกเพราะช้างม้ารถและพลทหารราบแล้วจะขุ่นมัวเป็นตม, ครั้นพระเจ้าจักรพรรดิราชเสด็จข้ามลำน้ำแล้ว อยากจะเสวยน้ำ จึงตรัสสั่งราชบุรุษให้ไปนำน้ำเสวยมาถวาย, และดวงแก้วมณีที่สำหรับแช่น้ำให้ใส ของพระเจ้าจักรพรรดิราชนั้นจะมีอยู่, ราชบุรุษนั้น ครั้นรับพระราชโองการแล้ว ก็จะเอาดวงแก้วมณีนั้นแช่ลงในน้ำ, แต่พอแช่ลง สาหร่ายจอกแหนก็จะหลีกลอยไป ตมก็จะจมลง, น้ำก็จะผ่องใสไม่ขุ่นมัว, แต่นั้นราชบุรษก็จะนำน้ำนั้นมาถวายพระเจ้าจักรพรรดิราชเสวย ผู้มีปัญญาควรเห็นว่าจิตเหมือนน้ำ, พระโยคาวจรเหมือนราชบุรุษ, กิเลสเหมือนสาหร่าย จอก แหน และตม ศรัทธาเหมือนดวงแก้วมณีที่สำหรับแช่น้ำให้ใส,
          เมื่อดวงแก้วมณีนั้น พอราชบุรุษแช่ลงไปในน้ำแล้ว สาหร่าย จอก แหน ก็หลีกลอยไป, ตมก็จมลง, น้ำก็ผ่องใสไม่ขุ่นมัว ฉันใด; ศรัทธาเมื่อเกิดขึ้นย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้, จิตก็ปราศจากนิวรณ์ผ่องใสไม่ขุ่นมัว ฉันนั้น ศรัทธามีลักษณะให้ใจผ่องใสอย่างนี้"
            ร "ศรัทธามีลักษณะให้แล่นไปด้วยดีเป็นอย่างไร "
            ถ "เหมือนอย่างว่า พระโยคาวจรได้เห็นจิตของผู้อื่น พ้นพิเศษจากกิเลสอาสวะแล้ว ย่อมแล่นไปด้วยดีในพระโสดาปัตติผลบ้าง ในพระสกทาคามิผลบ้าง ในพระอนาคามิผลบ้าง ในพระอรหัตตผลบ้างย่อมทำความเพียร เพื่อบรรลุธรรมที่ตนไม่บรรลุแล้ว เพื่อได้ธรรมที่ตนยังไม่ได้แล้ว เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ตนยังไม่ทำให้แจ้งแล้ว; ศรัทธามีลักษณะให้แล่นไปด้วยดีอย่างนี้"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ฟัง"
            ถ "เหมือนอย่างว่า มหาเมฆจะให้ฝนตกบนยอดภูเขา, น้ำนั้นจะไหลลงมาที่ต่ำ ทำลำธารห้วยละหานให้เต็มแล้ว ทำแม่น้ำให้เต็ม, แม่น้ำนั้นก็จะไหลเซาะให้เป็นฝั่งทั้งสองข้างไป, ทีนั้น ประชุมชนหมู่ใหญ่มาถึงแล้ว ไม่ทราบว่าแม่น้ำนั้นตื้นหรือลึกก็กลัวไม่อาจข้ามได้ ต้องยืนที่ขอบฝั่ง, เมื่อเป็นดังนั้น บุรุษคนหนึ่งมาถึงแล้ว เห็นเรี่ยวแรงและกำลังของตนว่าสามารถจะข้ามได้ ก็นุ่งผ้าขอดชายกระเบนให้มั่นแล้ว ก็แล่นข้ามไปได้, ประชุมชนหมู่ใหญ่เห็นบุรุษนั้นข้าไปได้แล้ว ก็ข้ามตามได้บ้าง ข้อนั้นฉันใด; พระโยคาวจรได้เห็นจิตของผู้อื่นพ้นพิเศษจากกิเลสอาสวะแล้ว ย่อมแล่นไปด้วยดีในพระโสดาปัตติผลบ้าง ในพระสกทาคามิผลบ้าง ในพระอนาคามิผลบ้าง ในพระอรหัตตผลบ้าง ย่อมทำความเพียร เพื่อบรรลุธรรมที่ตนยังไม่ได้บรรลุแล้ว เพื่อได้ธรรมที่ตนยังไม่ได้แล้ว เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ตนยังไม่ทำให้แจ้งแล้ว ข้อนี้ก็ฉันนั้น ศรัทธามีลักษณะให้แล่นไปด้วยดีอย่างนี้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้ตรัสไว้ในพระคัมภีร์สังยุตตนิกายว่า "บุคคลย่อมข้ามห้วงกิเลสได้ เพราะศรัทธา, ข้ามมหาสมุทร คือ สังสารวัฏฏ์ได้ เพราะความไม่ประมาท, ล่วงทุกข์ไปได้ เพราะความเพียร, ย่อมบริสุทธ์ได้เพราะปัญญา ดังนี้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

11 วิริยลักขณปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า วิริยะมีลักษณะเป็นอย่างไร "
           พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "วิริยะมีลักษณะค้ำจุนไว้, กุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวง ที่วิริยะค้ำจุนไว้แล้ว ย่อมไม่เสื่อมรอบ"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "เหมือนอย่างว่า เมื่อเรือนซวนจะล้ม บุรุษค้ำจุนไว้ด้วยไม้อื่น ก็ไม่ล้ม ฉันใด; วิริยะมีลักษณะค้ำจุนไว้, กุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่วิริยะค้ำจุนไว้แล้วย่อมไม่เสื่อมรอบ ฉันนั้น"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้า อุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก"
            ถ เหมือนอย่างว่า กองทัพหมู่ใหญ่ตีหักกองทัพที่น้อยกว่าให้แตกพ่ายไป, ในภายหลัง พระราชาจะทรงจัดกองทัพหมู่อื่น ๆ ส่งเป็นกองหนุนเพิ่มเติมไป, กองทัพหมู่ที่น้อยกว่านั้น ครั้นสมทบเข้ากับกองทัพที่ยกหนุนไป ก็อาจหักเอาชัยชำนะตีกองทัพหมู่ใหญ่นั้นให้แตกพ่ายได้ ฉันใด; วิริยะมีลักษณะค้ำจุนไว้, กุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่วิริยะค้ำจนไว้แล้ว ย่อมไม่เสื่อมรอบ ฉันนั้น แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีเพียร ย่อมละอกุศล ทั้งกุศลให้เกิดได้, ย่อมละกรรมที่มีโทษเสีย ทำกรรมที่ไม่มีโทษให้เกิดได้, ย่อมรักษาตนให้บริสุทธิ์ ดังนี้"
           ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

12 สติลักขณปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า สติมีลักษณะเป็นอย่างไร "
           พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "สติมีลักษณะให้นึกได้ และมีลักษณะถือไว้"
           ร "สติมีลักษณะให้นึกได้เป็นอย่างไร "
           ถ "สติเมื่อเกิดขึ้น ย่อมให้นึกถึงธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล มีโทษและไม่มีโทษ เลวทรามและประณีต มีส่วนเปรียบด้วยของดำและของขาวได้, นี้อินทรีย์ห้า, นี้พละห้า, นี้โพชฌงค์เจ็ด, นี้มรรคมีองค์แปดอย่างประเสริฐ, นี้สมถะ, นี้วิปัสสนา, นี้วิชชา, นี้วิมุตติ" ดังนี้ แต่นั้นพระโยคาวจร ย่อมเสพธรรมที่ควรเสพ ย่อมไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพ, ย่อมคบธรรมที่ควรคบ ย่อมไม่คบธรรมที่ไม่ควรคบ, สตินี้มีลักษณะให้นึกได้อย่างนี้"
           ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "เหมือนอย่างว่า คฤหบดีรัตน์ผู้จัดการพระคลังหลวง ของพระเจ้าจักรพรรดิราช กราบทูลพระเจ้าจักรพรรดิราชให้ทรงระลึกพระราชอิสริยยศของพระองค์ได้ทุกเย็นเช้าว่า "ช้างของพระองค์มีเท่านั้น ม้ามีเท่านั้น รถมีเท่านั้น พลราบมีเท่านั้น เงินมีเท่านั้น ทองมีเท่านั้น พัสดุต่าง ๆ มีอย่างละเท่านั้น ๆ "เขากราบทูลพระเจ้าจักรพรรดิราชให้ทรงนึกถึงราชสมบัติได้ ข้อนั้นมีอุปมาฉันใด;  สติเมื่อเกิดขึ้นก็ย่อมให้นึกถึงธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล มีโทษและไม่มีโทษ เลวทรามและประณีต มีส่วนเปรียบด้วยของดำและของขาวได้, และให้นึกได้ว่า "นี้สติปัฏฐานสี่, นี้สัมมัปปธานสี่, นี้อิทธิบาทสี่, นี้อินทรีย์ห้า, นี้พละห้า, นี้โพชฌงค์เจ็ด, นี้มรรคมีองคืแปดอย่างประเสริฐ, นี้สมถะ, นี้วิปัสสนา, นี้วิชชา, นี้วิมุตติ" ดังนี้ แต่นั้น พระโยคาวจรย่อมเสพธรรมที่ควรเสพ ย่อมไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพ, ย่อมคบธรรมที่ควรคบ ย่อมไม่คบธรรมที่ไม่ควรคบ ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น สติมีลักษระให้นึกได้อย่างนี้"
            ร "สติมีลักษณะถือไว้นั้นเป็นอย่างไร "
            ถ "สติเมื่อเกิดขึ้นย่อมค้นหาที่ไปแห่งธรรมทั้งหลาย ที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์; ให้รู้ว่า "ธรรมเหล่านี้เป็นประโยชน์ ,ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์, ธรรมเหล่านี้เป็นอุปการะ ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นอุปการะ" แต่นั้น พระโยคาวจรย่อมเกียดกันธรรมที่ไม่เป็นประโยชน์เสีย ถือไว้แต่ธรรมที่เป็นประโยชน์, ย่อมเกียดกันธรรมที่ไม่เป็นอุปการะเสีย ถือไว้แต่ธรรมที่เป็นอุปการะ สติมีลักษณะถือไว้อย่างนี้"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "เหมือนอย่างว่า ปริณายกรัตน์ของพระเจ้าจักรพรรดิราช ย่อมทราบสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ กราบทูลแด่พระเจ้าจักรพรรดิราชว่า "สิ่งนี้เป็นประโยชน์แด่พระราชา สิ่งนี้ไม่เป็นประโยชน์ สิ่งนี้เป็นอุปการะ สิ่งนี้ไม่เป็นอุปการะ" แต่นั้น ย่อมเกียดกันสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เสีย ประคองไว้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์, ย่อมเดียดกันสิ่งที่ไม่เป็นอุปการะเสีย ถือไว้แต่สิ่งที่เป็นอุปการะ," ข้อนั้นมีอุปมาฉันใด; สติเมื่อเกิดขึ้น ย่อมค้นหาที่ไปแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์; ให้รู้ว่า "ธรรมเหล่านี้เป็นประโยชน์ ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์, ธรรมเหล่านี้เป็นอุปการะ ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นอุปการะ" แต่นั้น พระโยคาวจรย่อมเกียดกันธรรมที่ไม่เป็นประโยชน์เสีย ถือไว้แต่ธรรมที่เป็นประโยชน์, ย่อมเดียดกันธรรมที่ไม่เป็นอุปการะเสีย ถือไว้แต่ธรรมที่เป็นอุปการะ ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น สติมีลักษณะถือไว้อย่างนี้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสติว่าเป็นธรรมที่ควรปรารถนาในที่ทั้วงปวง ดังนี้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

13 สมาธิลักขณปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า สมาธิ มีลักษณะเป็นอย่างไร "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "สมาธิ มีลักษณะเป็นประธาน, บรรดากุศลธรรมทั้งหลาย ล้วนมีสมาธิเป็นประธาน เป็นไปในสมาธิ น้อมไปในสมาธิ เงื้อมไปในสมาธิ"
           ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "บรรดากลอนของเรือนที่มียอด ย่อมน้อมไปหายอด ย่อมเอนไปหายอด มียอดเป็นที่ชุมชน, เขาจึงกล่าวยอดว่าเป็นประธานของกลอนเหล่านั้น ข้อนั้นฉันใด, บรรดากุศลธรรมทั้งหลาย ล้วนมีสมาธิเป็นประธาน เป็นไปในสมาธิ น้อมไปในสมาธิ เงื้อมไปในสมาธิ ข้อนี้ก็ฉันนั้น"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก"
            ถ "เหมือนอย่างว่า พระราชาพระองค์หนึ่ง จะเสด็จพระราชดำเนินสู่งานพระราชสงคราม พรือมด้วยจตุรงคินีเสนา, บรรดาหมู่กองทัพนั้น หมดทั้งช้างม้ารถและพลราบ ย่อมมีพระราชานั้นเป็นประธานตามเสด็จห้อมล้อมพระราชานั้น ข้อนั้นฉันใด; บรรดากุศลธรรมทั้งหลาย ล้วนมีสมาธิเป็นประธาน เป็นไปในสมาธิ น้อมไปในสมาธิ เงื้อมไปในสมาธิ ข้อนี้ก็ฉันนั้น สมาธิมีลักษณะเป็นประธาน อย่างนี้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเจริญสมาธิเถิด, เพราะว่าผู้ที่มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ประจักษ์ตามเป็นจริงอย่างไร ดังนี้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

14 ปัญญาลักขณปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ปัญญา มีลักษณะเป็นอย่างไร "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "แต่ก่อนอาตมภาพได้กล่าวว่า 'ปัญญา มีลักษณะตัดให้ขาด,' อีกอย่างหนึ่ง ปัญญา มีลักษณะส่องให้สว่าง"
            ร "ปัญญามีลักษณะส่องให้สว่างเป็นอย่างไร "
            ถ "ปัญญา เมื่อเกิดขึ้นย่อมกำจัดมืด คือ อวิชชา, ทำความสว่าง คือ วิชชาให้เกิด, ส่องแสง คือ ญาณ, ทำอริยสัจทั้งหลายให้ปรากฏ, แต่นั้น พระโยคาวจรย่อมเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่า 'สิ่งนี้ไม่เที่ยง สิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้ไม่ใช่ตัว"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "เหมือนอย่างว่า จะมีบุรุษถือไฟเข้าไปในเรือนที่มืด, ไฟที่เข้าไปแล้วนั้นย่อมกำจัดมืดเสียทำความสว่างให้เกิด, ส่องแสง ทำรูปให้ปรากฏ ข้อนั้นฉันใด; ปัญญา เมื่อเกิดขึ้นย่อมกำจัดมืด คือ อวิชชา, ทำความสว่าง คือ วิชชาให้เกิด, ส่องแสง คือ ญาณ, ทำอริยสัจทั้งหลายให้ปรากฏ, แต่นั้น พระโยคาวจรย่อมเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่า 'สิ่งนี้ไม่เที่ยง สิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้มิใช่ตัว' ข้อนี้ก็ฉันนั้น ปัญญา มีลักษณะส่องให้สว่างอย่างนี้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

15 นานาเอกกิจจกรณปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ธรรมเหล่านี้เป็นต่าง ๆ กัน แต่ทำประโยชน์ให้สำเร็จได้เป็นอันเดียวกันหรือ "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "ขอถวายพระพร ธรรมเหล่านี้ เป็นต่าง ๆ กัน แต่ทำประโยชน์ให้สำเร็จได้เป็นอันเดียวกัน คือ กำจัดกิเลส"
            ร "ข้อนี้เป็นอย่างไร, ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "เหมือนอย่างว่า กองทัพเป็นต่าง ๆ กัน คือ ช้าง ม้า รถ และพลราบ, แต่ทำประโยชน์ให้สำเร็จได้เป็นอันเดียวกัน คือ เอาชัยชำนะกองทัพข้าศึกในสงครามได้ ฉันใด; ธรรมเหล่านี้ ถึงเป็นต่าง ๆ กัน แต่ทำประโยชน์ให้สำเร็จได้เป็นอันเดียวกัน คือ กำจัดกิเลส ฉันนั้น"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"


วรรคที่ 1
วรรคที่ 2
วรรคที่ 3
วรรคที่ 4
วรรคที่ 5
วรรคที่ 6
วรรคที่ 7
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com