Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

มิลินทปัญหา
ฉบับแปลในมหามกุฏราชวิทยาลัย

พาหิรกถา (2)

           ฝ่ายนางพราหมณี ครั้นล่วงสิบเดือนคลอดบุตรชายคนหนึ่ง ชื่อนาคเสน นาคเสนนั้นเติบใหญ่ขึ้นโดยลำดับกาล จนมีอายุได้เจ็ดขวบ; บิดาจึงกล่าวกะเขาว่า "พ่อนาคเสน, บัดนี้เจ้าควรจะเรียนวิทยาในตระกูลพราหมณ์นี้แล้ว"
           นาคเสนถามว่า "วิทยาอะไรพ่อ ชื่อว่าวิทยาในตระกูลพราหมณ์นี้ "
           บิดาบอกว่า "ไตรเพทแล, พ่อนาคเสน, ชื่อว่าวิทยา; ศิลปศาสตร์ที่เหลือจากนั้น ชื่อว่าศิลปศาสตร์" นาคเสนก็รับว่าจะเรียน โสณุตตรพราหมณ์จึงให้ทรัพย์พันกษาปณ์แก่พราหมณ์ผู้จะเป็นครู เป็นส่วนสำหรับบูชาครูแล้ว, ให้ตั้งเตียงสองตัวให้ชิดกัน ในห้องภายในปราสาทแห่งหนึ่งแล้ว กำชับสั่งพราหมณ์ผู้เป็นครูว่า "ขอท่านจงให้เด็กผู้นี้ท่องมนต์เถิด"
            พราหมณ์ผู้เป็นครูพูดว่า "ถ้าอย่างนั้น พ่อหนูเรียนมนต์เถิด;" ดังนี้แล้ว, ก็สาธยายขึ้น นาคเสนว่าตามครั้งเดียว, ไตรเพทก็ขึ้นใจขึ้นปากกำหนดจำได้แม่นยำ, ทำในใจตรึกตรองได้ดีโดยคล่องแคล่ว, เกิดปัญญาดุจดวงตาเห็นในไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิคัณฑุศาสตร์และ' คัมภีร์เกฏุภศาสตร์ พร้อมทั้งอักษรประเภท พร้อมทั้งคัมภีร์อิติหาสศาสตร์ครบทั้งห้าอย่าง, ว่าขึ้นอย่างหนึ่งแล้วก็เข้าใจความแห่งพากย์นั้น ๆ พร้อมทั้งไวยากรณ์ ชำนิชำนาญในคัมภีร์โลกายตศาสตร์ และมหาปุริสลักษณพยากรณศาสตร์ ครบทุกอย่างแล้ว, จึงถามบิดาว่า "พ่อ, ในตระกูลพราหมณ์นี้ ยังมีข้อที่จะต้องศึกษายิ่งกว่านี้อีกหรือมีแต่เพียงเท่านี้" เมื่อบิดาบอกว่า "ข้อที่จะต้องศึกษายิ่งกว่านี้อีกไม่มีแล้ว ข้อที่ต้องศึกษานั้นมีเพียงเท่านี้," แล้วจึงสอบความรู้ต่ออาจารย์เสร็จแล้ว, กลับลงมาจากปราสาท, อันวาสนาคือกุศลที่ได้เคยอบรมมาแต่ปางก่อนเข้าเตือนใจบันดาลให้หลีกเข้าไปอยู่ ณ ที่สงัดแล้ว, พิจารณาดูเบื้องต้นท่ามกลางที่สุดแห่งศิลปศาสตร์ของตน, ไม่แลเห็นแก่นสารในเบื้องต้นในท่ามกลางหรือในที่สุดนั้น แม้สักหน่อยหนึ่งแล้ว, จึงมีความเดือดร้อนเสียใจว่า "ไตรเพทเหล่านี้เปล่าจากประโยชน์เทียวหนอ, ไตรเพทเหล่านี้เป็นแต่ของจะต้องท่องเพ้อเปล่า ๆ เทียวหนอไม่มีแก่นสาร หาแก่นสารมิได้เลย"
            ในสมัยนั้น พระโรหณะผู้มีอายุนั่งอยู่ที่วัตตนิยเสนาสน์ ทราบปริวิตกแห่งจิตของนาคเสนด้วยวารจิตของตนแล้ว, ครองผ้าตามสมณวัตรแล้ว, ถือบาตรจีวรอันตรธานจากวัตตนิยเสนาสน์, มาปรากฏที่หน้าบ้านกชังคลคาม
            นาคเสนยืนอยู่ที่ซุ้มประตูแลเห็นพระเถรเจ้ามาอยู่แต่ไกล, ก็มีใจยินดีร่าเริงบันเทิงปีติโสมนัส, ดำรงว่า "บางทีบรรพชิตรูปนี้จะรู้วิทยาที่เป็นแก่นสารบ้างกระมัง," จึงเข้าไปใกล้แล้ว, ถามว่า "ท่านผู้นิรทุกข์, ท่านเป็นอะไร จึงโกนศีรษะและนุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาดเช่นนี้ "
            ร "เราเป็นบรรพชิต"
            น "ท่านเป็นบรรพชิต ด้วยเหตุอย่างไร "
            น "เราเว้นจากกิจการบ้านเรือน เพื่อจะละมลทินที่ลามกเสียแล้ว, เราจึงชื่อว่าเป็นบรรพชิต"
            น "เหตุไฉน ผมของท่านจึงไม่เหมือนของเขาอื่นเล่า "
            ร "เราเห็นเหตุเครื่องกังวลสิบหกอย่าง เราจึงโกนเสีย เหตุเครื่องกังวลสิบหกอย่างนั้น คือ กังวลด้วยต้องหาเครื่องประดับหนึ่ง กังวลด้วยต้องแต่งหนึ่ง, กังวลด้วยต้องทาน้ำมันหนึ่ง, กังวลด้วยต้องสระหนึ่ง,   กังวลด้วยต้องประดับดอกไม้หนึ่ง,  กังวลด้วยต้องทาของหอมหนึ่ง,  กังวลด้วยต้องอบกลิ่นหนึ่ง, กังวลด้วยต้องหาสมอ (สำหรับสระ) หนึ่ง, กังวลด้วยต้องหามะขามป้อม (สำหรับสระ) หนึ่ง, กังวลด้วยจับเขม่าหนึ่ง, กังวลด้วยต้องเกล้าหนึ่ง, กังวลด้วยต้องหวีหนึ่ง, กังวลด้วยต้องตัดหนึ่ง, กังวลด้วยต้องสางหนึ่ง, กังวลด้วยต้องหาเหาหนึ่ง, และเมื่อผมร่วงโกรน เจ้าของย่อมเสียดายหนึ่ง: รวมเป็นเหตุเครื่องกังวลสิบหกอย่าง คนที่กังวลอยู่ในเหตุสิบหกอย่างนี้ ย่อมทำศิลปที่สุขุมยิ่งนักให้ฉิบหายเสียทั้งหมด"
            น "เหตุไฉน ผ้านุ่งผ้าห่มของท่าน จึงไม่เหมือนของเขาอื่นเล่า "
            ร "ผ้าที่กิเลสกามอิงอาศัย เป็นที่ใคร่ของคน เป็นเครื่องหมายเพศคฤหัสถ์; ภัยอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจะเกิดขึ้นเพราะผ้า, ภัยนั้นมิได้มีแก่ผู้ที่นุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด;  เหตุนั้น ผ้านุ่งห่มของเราจึงไม่เหมือนของเขาอื่น"
           น "ท่านรู้ศิลปศาสตร์อยู่บ้างหรือ "
           ร "เออ เรารู้, แม้มนต์ที่สูงสุดในโลกเราก็รู้"
           น "ท่านจะให้มนต์นั้นแก่ข้าพเจ้าได้หรือ "
           ร "เออ เราจะให้ได้"
           น "ถ้าอย่างนั้น ท่านให้เถิด"
           ร "เวลานี้ยังไม่เป็นกาล เพราะเรายังกำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่"
            ลำดับนั้น นาคเสนรับบาตรจากหัตถ์พระเถรเจ้าแล้ว, นิมนต์ให้เข้าไปในเรือนแล้ว, อังคาสด้วยขัชชะโภชชาหารอันประณีต ด้วยมือของตนจนอิ่มแล้ว, พูดเตือนว่า "เวลานี้ท่านให้มนต์นั้นเถิด"
            พระเถรเจ้าตอบว่า "ท่านจะขอให้มารดาบิดาอนุญาตแล้ว ถือเพศบรรพชิตที่เราถืออยู่นี้ เป็นคนไม่มีกังวลได้เมื่อใด, เราจะให้แก่ท่านเมื่อนั้น"
            นาคเสนจึงไปหามารดาบิดาบอกว่า "บรรพชิตรูปนี้พูดอยู่ว่า 'รู้มนต์ที่สูงสุดในโลก' ก็แต่ไม่ยอมให้แก่ผู้ที่ไม่ได้บวชในสำนักของตน ฉันจะขอบวชเรียนมนต์นั้นในสำนักของบรรพชิตผู้นี้"
           มารดาบิดาสำคัญใจว่า ลูกของตนบวชเรียนมนต์นั้นแล้ว จักกลับมา จึงอนุญาตว่า "เรียนเถิดลูก" ครั้นมารดาบิดาอนุญาตให้นาคเสนบวชแล้ว พระโรหณะผู้มีอายุก็พานาคเสนไปสู่วัตตนิยเสนาสน์และวิชัมภวัตถุเสนาสน์แล้ว พักอยู่ที่วิชัมภวัตถุเสนาสน์ราตรีหนึ่งแล้วไปสู่พื้นถ้ำรักขิตคูหาแล้ว บวชนาคเสนในท่ามกลางพระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏิ ณ ที่นั้น
            พอบวชแล้วสามเณรนาคเสนก็เตือนพระเถรเจ้าว่า "ข้าพเจ้าได้ถือเพศของท่านแล้ว, ขอท่านให้มนต์นั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด"
            พระเถรเจ้าตรองว่า "เราจะแนะนาคเสนในอะไรก่อนดีหนอ จะแนะในพระสุตตันปิฎกก่อนดี หรือจะแนะในพระอภิธรรมปิฏกก่อนดี," ครั้นตรองอยู่อย่างนี้ ได้สันนิษฐานลงว่า "นาคเสนผู้นี้ มีปัญญาสามารถจะเรียนพระอภิธรรมปิฎกได้โดยง่าย," จึงได้แนะให้เรียนพระอภิธรรมปิฏกก่อน
            สามเณรนาคเสนสาธยายหนเดียว ก็จำพระอภิธรรมปิฏกได้คล่องทั้งหมดแล้ว จึงบอกพระเถรเจ้าว่า "ขอท่านหยุดอย่าสวดต่อไปเลย; ข้าพเจ้าจักสาธยายแต่เพียงเท่านี้ก่อน" แล้วเข้าไปหาพระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏิแล้ว กล่าวว่า "ข้าพเจ้าจะสวดพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมดถวายโดยพิสดาร"


            พระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏินั้นตอบว่า "ดีละ นาคเสน ท่านสวดเถิด"
            สามเณรนาคเสนก็สวดพระธรรมเจ็ดคัมภีร์นั้นโดยพิสดาร ถึงเจ็ดเดือนจึงจบ มหาปฐพีบันลือเสียงลั่น, เทวดาถวายสาธุการ, มหาพรหมตบพระหัตถ์, เทพเจ้าทั้งหลายบันดาลจุรณ์จันทน์และดอกมัณฑทารพอันเป็นของทิพย์ให้ตกลง ดุจห่าฝนแล้ว ครั้นสามเณรนาคเสนมีอายุได้ยี่สิบปีบริบูรณ์แล้ว พระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏิ ก็ประชุมกันที่พื้นถ้ำรักขิตคูหา ให้สามเณรนาคเสนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ,
           ครั้นรุ่งเช้าพระนาคเสนเข้าไปบิณฑบาตในบ้านกับพระอุปัชฌาย์ดำริแต่ในจิตว่า "พระอุปัชฌาย์ของเรา เป็นคนไม่รู้จักอะไรหนอ, พระอุปัชฌาย์ของเราเป็นคนเขลาหนอ, เพราะท่านสอนให้เราศึกษาพระอภิธรรมปิฎกก่อนกว่าพระพุทธวจนะอื่น ๆ
            พระโรหณะผู้มีอายุผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ทราบความดำริในจิตของพระนาคเสนแล้ว กล่าวว่า "นาคเสน ท่านดำริไม่สมควร, ความดำริเช่นนี้สมควรแก่ท่านก็หามิได้"
            พระนาคเสนนึกในใจว่า "น่าอัศจรรย์หนอ ! พระอุปัชฌาย์ของเรา ท่านมาทราบความดำริในจิตของเรา ด้วยวารจิตของท่าน, พระอุปัชฌาย์ของเรา ท่านมีปัญญาแท้ ๆ, ถ้าอย่างไร เราจะขอขมาให้ท่านอดโทษเสีย" ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงขอขมาโทษว่า "ขอท่านจงอดโทษให้แก่ข้าพเจ้า ต่อไปข้าพเจ้าจักไม่คิดเช่นนี้อีก"
            พระเถรเจ้าตอบว่า "เราไม่ยอมอดโทษด้วยเพียงแต่สักว่าขอขมาเท่านี้ ก็แต่ว่ามีราชธานีหนึ่ง ชื่อว่าสาคลนคร, พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองราชสมบัติในราชธานีนั้น ทรงพระนามว่าพระเจ้ามิลินท์, เธอโปรดตรัสถามปัญหาปรารภทิฏฐิลัทธิต่าง ๆ ทำพระภิกษุสงฆ์ให้ได้ความลำบาก ในการที่จะกล่าวแก้ปัญหา ซึ่งเธอตรัสถาม, ถ้าว่าท่านจะไปทรมานเธอให้เลื่อมใสได้แล้ว เราจึงจะยอมอดโทษให้"
            พระนาคเสนเรียนตอบว่า "อย่าว่าแต่พระเจ้ามิลินท์องค์เดียวเลย, ให้พระเจ้าแผ่นดินในชมพูทวีปทั้งหมด มาถามปัญหาข้าพเจ้า ๆ จะแก้ปัญหานั้นทำลายล้างเสียให้หมด, ขอท่านอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าเถิด" เมื่อพระเถรเจ้ายังไม่ยอมอดให้ จึงเรียนถามว่า "ถ้าอย่างนั้นในไตรมาสนี้ ข้าพเจ้าจะไปอยู่ในสำนักของใครเล่า "
            พระเถรเจ้าตอบว่า "พระอัสสคุตตเถระผู้มีอายุ ท่านอยู่ที่วัตตนิยเสนาสน์, ท่านจงไปหาท่านแล้ว กราบเรียนตามคำของเราว่า "พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าให้มากราบเท้าท่าน และเรียนถามว่า "ท่านไม่มีอาพาธเจ็บไข้ ยังมีกำลังลุกคล่องแคล่วอยู่ผาสุกหรือ, และส่งข้าพเจ้ามาด้วยปรารถนาจะให้อยู่ในสำนักของท่าน สิ้นไตรมาสนี้; และเมื่อท่านจะถามว่า "พระอุปัชฌาย์ของท่านชื่อไร" ดังนี้แล้ว, ก็เรียนท่านว่า "พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าชื่อโรหณเถระ," และเมื่อท่านจะถามว่า "เราชื่อไรเล่า" ก็เรียนท่านว่า "พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าทราบชื่อของท่าน"
            พระนาคเสนรับคำของพระเถรเจ้าแล้วกราบลา ทำประทักษิณแล้ว ถือบาตรจีวรหลีกจาริกไปโดยลำดับ ถึงวัตตนิยเสนาสน์แล้วเข้าไปหาพระอัสสคุตตเถรเจ้า กราบท่านแล้วยืน ณ ที่สมควรแห่งหนึ่งเรียนตามคำซึ่งพระอุปัชฌาย์ของตนสั่งมาทุกประการ
            พระอัสสคุตตเถรเจ้าถามว่า "ท่านชื่อไร "
           น "ข้าพเจ้าชื่อนาคเสน"
            อ "พระอุปัชฌาย์ของท่านชื่อไร "
            น "พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า ชื่อโรหณเถระ"
            อ "เราชื่อไรเล่า "
            น "พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าทราบชื่อของท่าน"
            อ "ดีละ นาคเสน ท่านเก็บบาตรจีวรเถิด"
            พระนาคเสนเก็บบาตรจีวรไว้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น ได้กวาดบริเวณตั้งน้ำบ้วนปากและไม้สีฟันไว้ถวายพระเถรเจ้ากลับกวาดที่ซึ่งพระนาคเสนกวาดแล้วเสียใหม่, เทน้ำนั้นเสียแล้วตักน้ำอื่นมา, หยิบไม้สีฟันนั้นออกเสียแล้ว หยิบไม้สีฟันอันอื่นใช้, ไม่ได้เจรจาปราศรัยแม้สักหน่อยเลย พระเถรเจ้าทำดังนี้ถึงเจ็ดวัน ต่อถึงวันที่เจ็ดจึงถามอย่างนั้นอีก พระนาคเสนก็เรียนตอบเหมือนนั้น ท่านจึงอนุญาตให้อยู่จำพรรษาในที่นั้น
           ในสมัยนั้น มีมหาอุบาสิกาผู้หนึ่ง ซึ่งได้อุปฐากพระเถรเจ้ามาถึงสามสิบพรรษาแล้ว เมื่อล่วงไตรมาสนั้นแล้ว มาหาพระเถรเจ้าเรียนถามว่า "มีภิกษุอื่นมาจำพรรษาอยู่ในสำนักของท่านบ้างหรือไม่ "
           ท่านตอบว่า "มีพระนาคเสนองค์หนึ่ง"
           มหาอุบาสิกานั้นจึงนิมนต์พระเถรเจ้ากับพระนาคเสนไปฉันที่เรือนในวันรุ่งขึ้น พระเถรเจ้ารับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพแล้ว ครั้นล่วงราตรีนั้นถึงเวลาเช้าแล้ว ท่านครองผ้าตามสมณวัตรแล้ว ถือบาตรจีวรไปกับพระนาคเสนเป็นปัจฉาสมณะตามหลังถึงเรือนมหาอุบาสิกานั้นแล้ว นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ถวาย มหาอุบาสิกานั้นจึงอังคาสพระเถรเจ้ากับพระนาคเสนด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยมือของตน ครั้นฉันเสร็จแล้ว พระเถรเจ้าสั่งพระนาคเสนว่า "ท่านทำอนุโมทนาแก่มหาอุบาสิกาเถิด" ครั้นสั่งดังนั้นแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป
            ส่วนมหาอุบาสิกานั้นกล่าวขอกะพระนาคเสนว่า "ตนเป็นคนแก่แล้ว ขอให้พระนาคเสนทำอนุโมทนาแก่ตนด้วยธรรมีกถาที่ลึกสุขุมเถิด" พระนาคเสนก็ทำอนุโมทนาแก่มหาอุบาสิกานั้นด้วยอภิธรรมกถาอันลึกละเอียด แสดงโลกุตตรธรรมปฏิสังยุตด้วยสุญญตานุปัสสนา ขณะนั้น มหาอุบาสิกานั้นได้ธรรมจักษุคือปัญญาที่เห็นธรรมปราศจากธุลีปราศจากมลทินคือกิเลสในที่นั่งนั้นเองว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้นมีความดับเป็นธรรมดา"  ดังนี้ แม้พระนาคเสนเอง ทำอนุโมทนาแก่อุบาสิกานั้นแล้ว พิจารณาธรรมที่ตนแสดงอยู่ นั่งเจริญวิปัสสนาอยู่ที่อาสนะนั้นก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล
            เวลานั้น พระอัสสคุตตเถรเจ้านั่งที่วิหาร ทราบว่าพระนาคเสนและมหาอุบาสิกา ได้ธรรมจักษุบรรลุโสดาปัตติผลทั้งสองคน จึงให้สาธุการว่า "ดีละ ๆ นาคเสน ท่านยิงศรเล่มเดียว ทำลายกองสักกายทิฏฐิอันใหญ่ได้ถึงสองกอง" แม้เทวดาทั้งหลายก็ได้ถวายสาธุการหลายพันองค์ พระนาคเสนลุกจากอาสนะกลับมาหาพระอัสสคุตตเถรเจ้า อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระเถรเจ้าจึงสั่งว่า "ท่านจงไปสู่เมืองปาฏลิบุตร, เรียนพระพุทธวจนะในสำนักแห่งพระธรรมรักขิตเถระผู้มีอายุ ซึ่งอยู่ในอโสการามเถิด"
           น "เมืองปาฏลิบุตร แต่ที่นี้ไปไกลกี่มากน้อย "-
           อ "ไกลร้อยโยชน์"
           น "หนทางไกลนัก, ในกลางทางอาหารก็หาได้ยาก, ข้าพเจ้าจะไปอย่างไรได้ "
            อ "ไปเถิดนาคเสน, ในกลางทางท่านจักได้บิณฑบาตข้าวสาลีที่บริสุทธิ์และแกงกับเป็นอันมาก"
            พระนาคเสนรับคำของพระเถรเจ้าแล้ว กราบลาทำประทักษิณแล้ว ถือบาตรจีวรจาริกไปเมืองปรากฏลิบุตร
           ในสมัยนั้น เศรษฐีชาวเมืองปาฎลิบุตรพร้อมด้วยเกวียนห้าร้อยกำลังเดินทางจะไปเมืองปาฎลิบุตรอยู่ ได้เห็นพระนาคเสนเดินทางมาแต่ไกล, จึงสั่งให้กลับเกวียนห้าร้อยนั้นแล้ว ไปหาพระนาคเสนถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าจักไปข้างไหน "
           พระนาคเสนตอบว่า "จะไปเมืองปาฏลิบุตร"
           เศรษฐีชวนว่า "ดีละ ข้าพเจ้าก็จะไปเมืองปาฏลิบุตร เหมือนกัน, พระผู้เป็นเจ้าจงไปกับข้าพเจ้าเถิด จะได้ไปเป็นสุข" ดังนี้, แล้วเลื่อมใสในอิริยาบถของพระนาคเสน แล้วอังคาสท่านด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยมือของตนจนอิ่มเสร็จแล้ว นั่ง ณ ที่อาสนะต่ำแห่งหนึ่งแล้วถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าชื่อไร "
           น "เราชื่อนาคเสน"
           ศ "พระผู้เป็นเจ้าทราบพระพุทธวจนะบ้างหรือ "
           น "เราทราบพระอภิธรรมอยู่บ้าง
           ศ "เป็นลาภของข้าพเจ้าที่ได้พบกับพระผู้เป็นเจ้า, เพราะข้าพเจ้าก็เป็นผู้ศึกษาพระอภิธรรม พระผู้เป็นเจ้าก็เป็นผู้ศึกษาพระอภิธรรม, ขอพระผู้เป็นเจ้าจงแสดงพระอภิธรรมแก่ข้าพเจ้า" พระนาคเสนก็แสดงพระอภิธรรมให้เศรษฐีฟัง, เมื่อกำลังแสดงอยู่นั้น เศรษฐีได้ธรรมจักษุบรรลุโสดาปัตติผล, แล้วจึงสั่งให้เกวียนห้าร้อยนั้นล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ส่วนตัวเองมากับพระนาคเสนข้างหลัง ถึงทางสองแยกใกล้เมืองปาฏลิบุตร ก็หยุดยืนชี้บอกหนทางที่จะไปอโสการาม แล้วถวายผ้ารัตตกัมพลของตน ยาวสิบหกศอกกว้างแปดศอกแก่พระนาคเสน แล้วเดินแยกทางไป
           ส่วนพระนาคเสนอไปถึงอโสการามแล้ว เข้าไปหาพระธรรมรักขิตเถรเจ้าแล้ว กราบเรียนเหตุที่ตนมาแล้ว ขอเรียนพระพุทธวจนะไตรปิฎกธรรมในสำนักแห่งพระเถรเจ้า เป็นแต่เพียงสาธยายพยัญชนะคราวละหนเท่านั้นถึงสามเดือนจึงจบ ยังซ้ำพิจารณาอรรถแห่งพระพุทธวจนะที่ได้เรียนแล้วอีกสามเดือนจึงตลอด พระธรรมรักขิตเถรเจ้าเห็นพระนาคเสนแม่นยำชำนาญในพระพุทธวจนะไตรปิฎกธรรมแล้ว จึงกล่าวเตือนให้สติว่า "ดูก่อนนาคเสน ถึงว่าท่านทรงพระพุทธวจนะไตรปิฎกได้แล้ว ก็ยังไม่ได้ผลแห่งสมณปฏิบัติ, เหมือนนายโคบาลถึงเลี้ยงโคก็มิได้บริโภคโครสเหมือนคนอื่นฉะนั้น"
            พระนาคเสนเรียนตอบพระเถรเจ้าว่า "กล่าวเตือนด้วยวาจาเพียงเท่านี้พอแล้ว" ในวันนั้น บำเพ็ญเพียรก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยพระจตุปฏิสัมภิทาญาณ ขณะนั้น เทวดาได้ถวายสาธุการ, มหาปฐพีบันลือเสียงลั่น, มหาพรหมตบพระหัตถ์, เทพเจ้าทั้งหลายบันดาลจุรณ์จันทน์และดอกมัณฑารพอันเปนของทิพย์ให้ตกลง ดุลห่าฝน เป็นมหัศจรรย์
            ครั้นพระนาคเสนได้บรรลุพระอาหัตตผลแล้ว พระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏิก็ประชุมกันที่พื้นถ้ำรักขิตคูหา ณ เขาหิมพานต์ ส่งทูตให้นำศาสน์ไปยังสำนักพระนาคเสนว่า "ขอพระนาคเสนอจงมาหา เราทั้งหลายปรารถนาจะพบ" ดังนี้ พระนาคเสนได้ฟังทูตบอกดังนั้นแล้วจึงอันตรธานจากอโสการาม มาปรากฏที่เฉพาะหน้าแห่งพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายนั้น พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายจึงมีคำสั่งว่า "นั่นแน่ะ นาคเสน พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามปัญหาโต้ตอบถ้อยคำ ทำภิกษุสงฆ์ให้ได้ความลำบากยิ่งนัก, ขอท่านไปทรมานพระเจ้ามิลินท์เถิด"
            พระนาคเสน ตอบว่า "ข้าแต่พระเถรเจ้าทั้งหลาย อย่าว่าแต่เจ้ามิลินท์พระองค์เดียวเลย, ให้พระเจ้าแผ่นดินในชมพูทวีปทั้งหมดมาถามปัญหาข้าพเจ้า ๆ จะวิสัชนาแก้ทำลายล้างเสียให้หมด, ขอท่านทั้งหลายอย่าได้กลัวเลย จงไปสู่สาคลราชธานีเถิด" พระเถรเจ้าทั้งหลายก็พากันไปสู่สาคลราชธานี ทำพระนครนั้นให้เหลืองอร่ามด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ มีสมณบริษัทเดินไปมาไม่ขาด
            ในสมัยนั้น พระอายุปาลเถรเจ้าผู้มีอายุ อาศัยอยู่ที่สังเขยยบริเวณครั้งนั้น พระเจ้ามิลินท์ตรัสปรึกษาราชอมาตย์ทั้งหลายว่า "คืนวันนี้เดือนหงายน่าสบายนัก, เราจะไปสากัจฉาถามปัญหากะสมณะหรือพราหมณ์ผู้ไหนดีหนอ, ใครจะสามารถเจรจากับเรา บรรเทาความสงสัยเสียได้ "
            ราชอมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า "มีพระเถระรูปหนึ่งชื่ออายุปาละได้เล่าเรียนพระคัมภีร์แตกฉาน เป็นพหุสุตทรงพระไตรปิฎก, ในเวลานี้ท่านอยู่ที่สังเขยยบริเวณ, ขอพระองค์เสด็จไปถามปัญหากะพระอายุปาลเถระนั้นเถิด"
            พระเจ้ามิลินทร์รับสั่งว่า "ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงไปแจ้งความแก่ท่านให้ทราบก่อน"
            เนมิตติกอมาตย์รับสั่งแล้วจึงใช้ทูตไปแจ้งแก่พระ อายุปาลเถรเจ้าว่า "พระราชามีพระประสงค์จะใคร่เสด็จพระราชดำเนินมาพบพระเถรเจ้า" พระเถรเจ้าก็ถวายโอกาสว่า "เชิญเสด็จมาเถิด"
            จึงพระเจ้ามิลินท์เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง พร้อมด้วยอมาตย์ชาติโยนกห้าร้อยห้อมล้อมเป็นราชบริวาร เสด็จพระราชดำเนินมาถึงสังเขยยบริเวณวิหารแล้ว เสด็จไปยังสำนักพระอายุปาลเถรเจ้า ทรงพระราชปฏิสันถารปราศรัยกับพระเถรเจ้าพอสมควรแล้ว เสด็จประทับ ณ ส่วนข้างหนึ่ง จึงตรัสถามปัญหากะพระเถรเจ้า ดังนี้:
            มิ "บรรพชาของพระผู้เป็นเจ้า มีประโยชน์อย่างไร, และอะไรเป็นประโยชน์ที่พระผู้เป็นเจ้าประสงค์เป็นอย่างยิ่ง "
            อา "บรรพชามีประโยชน์ที่จะได้ประพฤติให้เป็นธรรม ประพฤติให้เสมอ"
            มิ "ใคร ๆ แม้เป็นคฤหัสถ์ที่ประพฤติเป็นธรรม ประพฤติเสมอได้ มีอยู่บ้างหรือไม่ "
            อา "ขอถวายพระพร มีอยู่, คือเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระธรรมจักร ที่ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี, ครั้งนั้น พรหมได้บรรลุธรรมาภิสมัยถึงสิบแปดโกฏิ, ส่วนเทวดาซึ่งได้บรรลุธรรมาภิสมัยเป็นอันมากพ้นที่จะนับได้; พรหมและเทวดาเหล่านั้นล้วนเป็นคฤหัสถ์ มิใช่บรรพชิต  อนึ่ง เมื่อทรงแสดงมหาสมยสูตร มงคลสูตร    สมจิตตปริยายสูตร ราหุโลวาทสูตร  และปราภวสูตรเทวดาได้บรรลุธรรมาภิสมัยเป็นอันมากเหลือที่จะนับได้; เทวดาเหล่านี้ล้วนเป็นคฤหัสถ์ มิใช่บรรพชิต"
            มิ "ถ้าอย่างนั้น บรรพชาของพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่มีประโยชน์อะไร, ตกลงเป็นพระสมณะเหล่าศากยบุตร บวชและสมาทานธุดงค์ เพราะผลวิบากแห่งบาปกรรมที่ตนทำไว้แต่ปางก่อน คือ ภิกษุใด ถือเอกาสนิกธุดงค์, ชะรอยในปางก่อนภิกษุนั้น จะเป็นโจรลักโภคสมบัติของคนอื่นเป็นแน่; เพราะโทษที่แย่งชิงโภคสมบัติของเขา เดี๋ยวนี้จึงต้องนั่งฉันอาหารในที่อันเดียว ไมได้ฉันตามสบาย ด้วยผลวิบากแห่งกรรมอันนั้น
            อนึ่ง ภิกษุใด ถืออัพโภกาสิกาธุดงค์, ชะรอยในปางก่อนภิกษุนั้นจะเป็นโจรปล้นบ้านเขาเป็นแน่; เพราะโทษที่ทำเรือนเขาให้ฉิบหาย เดี๋ยวนี้จึงต้องอยู่แต่ในที่แจ้ง ไม่ได้อาศัยในเสนาสนะ ด้วยผลวิบากแห่งกรรมอันนั้น
            อนึ่ง ภิกษุใด ถือเนสัชชิกธุดงค์, ชะรอยในปางก่อนภิกษุนั้น จะเป็นโจรปล้นในหนทางเปลี่ยวเป็นแน่; เพราะโทษที่จับคนเดินทางมาผูกมัดให้นั่งแกร่วอยู่ เดี๋ยวนี้จึงต้องนั่งแกร่วไม่ได้นอน ด้วยผลวิบากแห่งกรรมอันนั้น; ศีลของเธอไม่มี ความเพียร (ทรมานกิเลส) ของเธอไม่มี พรหมจรรย์ของเธอไม่มี"
            เมื่อพระเจ้ามิลินท์ตรัสเช่นนี้ พระเถรเจ้าก็นิ่งอั้น ไม่ทูลถวายวิสัชนาอย่างไรอีกได้ ราชอมาตย์ทั้งหลายนั้นจึงกราบทูลว่า "พระเถรเจ้าเป็นคนมีปัญญา, แต่ไม่กล้า จึงมิได้ทูลถวายวิสัชนาอย่างไรอีกได้" ครั้นพระเจ้ามิลินท์ทอดพระเนตรเห็นพระเถรเจ้านิ่งอั้น ก็ตบพระหัตถ์ ทรงพระสรวลแล้ว ตรัสกะอมาตย์ทั้งหลายว่า "ชมพูทวีปนี้ว่างเปล่าทีเดียวหนอ, ไม่มีสมณะพราหมณ์ผู้ไหน สามารถจะเจรจากับเรา บรรเทาความสงสัยเสียได้" ดังนี้แล้ว, เหลียวทอดพระเนตรเห็นหมู่อมาตย์มิได้หวาดหวั่นครั่นคร้าม มิได้เก้อเขิน จึงทรงพระราชดำริว่า "ชะรอยจะมีภิกษุอะไรอื่น ๆ ที่ฉลาดสามารถจะเจรจากับเราอีกเป็นแม่นมั่น, ชาวโยนกเหล่านี้จึงไม่เก้อเขิน"  ดังนี้แล้ว, ตรัสถามอมาตย์ทั้งหลายนั้นว่า "ยังมีภิกษุอะไรอื่น ที่ฉลาดสามารถจะเจรจากับเรา บรรเทาความสงสัยเสียได้ อีกบ้างหรือ "
           ในกาลนั้น พระนาคเสนเถรเจ้าอยู่ที่สังเขยยบริเวณนั้น กับภิกษุสงฆ์แปดหมื่นรูป,   เทวมันติยอมาตย์จึงกราบทูลว่า "ขอพระองค์ทรงรอก่อน ยังมีพระเถระอีกรูปหนึ่งชื่อว่านาคเสน เป็นบัณฑิต มีปัญญาเฉียบแหลมว่องไวกล้าหาญ เป็นพหุสุต พูดไพเราะ มีความคิดดี บรรลุบารมีธรรม แตกฉานในพระจตุปฏิสัมภิทา สามารถทราบเหตุผล ฉลาดในโวหาร มีปฏิภาณคล่องแคล่ว, บัดนี้ท่านอยู่สังเขยยบริเวณ, พระองค์เสด็จไปถามปัญหากะท่านเถิด, ท่านสามารถจะเจรจากับพระองค์บรรเทาความสงสัยเสียได้"
            พอพระเจ้ามิลินท์ได้ทรงสดับเสียงออกชื่อว่า นาคเสน ดังนั้น ให้ทรงกลัวครั่นคร้ามสยดสยอง (แข็งพระหฤทัย) ตรัสถามเทวมันติยอมาตย์ว่า "ท่านสามารถจะเจรจากับเราได้หรือไม่ "
            เทวมันติยอมาตย์กราบทูลว่า "หากว่าจะเจรจากับเทพเจ้าซึ่งมีฤทธิอำนาจ มีท้าวโกสีย์เป็นต้นหรือกับท้าวมหาพรหม ท่านยังสามารถ, เหตุไฉน จักไม่อาจเจรจากับมนุษย์ได้เล่า"
            พระเจ้ามิลินท์จึงรับสั่งให้เทวมันติยอมาตย์ใช้ทูตไปแจ้งแก่ท่าน, ครั้นท่านถวายโอกาสแล้ว, ก็เสด็จไปสู่สังเขยยบริเวณ
           เวลานั้น พระนาคเสนเถรเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์แปดหมื่นรูปนั่งอยู่ที่มณฑลมาลก (วิหารกลม) พระเจ้ามิลินท์ได้ทอดพระเนตรเห็นบริษัทของพระเถรเจ้าแต่ไกลแล้ว, ตรัสถามเทวมันติยอมาตย์ว่า "นั่นบริษัทของใคร จึงใหญ่ถึงเพียงนี้"
            เทวมันติยอมาตย์กราบทูลว่า "บริษัทของพระนาคเสนเถรเจ้า" ท้าวเธอก็ยิ่งทรงครั่นคร้ามขามขยาด แต่เกรงราชบริพารจะดูหมิ่นได้ จึงสะกดพระทัยไว้มั่น ตรัสแก่เทวมันติยอมาตย์ว่า "ท่านอย่าเพ่อบอกตัวพระนาคเสนแก่เราเลย, เราจะหาพระนาคเสนให้รู้จักเอง, ไม่ต้องบอก"
            เทวมันติยอมาตย์กราบทูลว่า "จะทรงทอดพระเนตรหาพระนาคเสนให้รู้จักเองนั้นชอบแล้ว"
            ในพระภิกษุสงฆ์นั้น พระนาคเสนเถรเจ้า อ่อนกว่าภิกษุสี่หมื่นรูป ซึ่งนั่งอยู่หน้า, แก่กว่าภิกษุสี่หมื่นรูป ซึ่งนั่งอยู่หลัง พระเจ้ามิลินท์ทอดพระเนตรภิกษุสงฆ์ทั้งข้างหน้าข้างหลังและท่ามกลาง ได้ทอดพระเนตรเห็นพระนาคเสนเถรเจ้านั่งอยู่ในท่ามกลางแห่งภิกษุสงฆ์ (มีท่าทางองอาจ) ปราศจากความกลัวและครั่นคร้าม, ก็ทรงทราบโดยคาดอาการว่า "องค์นั้นแหละพระนาคเสน" ดังนี้แล้ว ตรัสถามเทวมันติยอมาตย์ว่า "องค์นั้นหรือพระนาคเสน" เทวมันติยอมาตย์กราบทูลรับว่า "พระพุทธเจ้าข้า องค์นั้นแหละ พระนาคเสน, พระองค์ทรงรู้จักท่านถูกแล้ว" พระเจ้ามิลินท์ทรงยินดีว่า "พระองค์ทรงรู้จักท่านถูกแล้ว" พระเจ้ามิลินท์ทรงยินดีว่า "พระองค์ทรงรู้จักพระนาคเสนเอง ไม่ต้องทูล" พอทรงรู้จักพระนาคเสนแล้ว ก็ทรงกลัวครั่นคร้ามสยดสยองยิ่งขึ้นกว่าเก่าเป็นอันมาก พาหิรกถาเรื่องนอกปัญหา จบ

<<< ย้อนกลับ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com