Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร


ธรรมบรรยายของ หลวงพ่อปัญญา

เรื่อง อนัตตาพาสุขใจ

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2519

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมปาฐกถา อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา.

พวกเราที่ทำการศึกษาข้อธรรมะ อันเป็นหลักคำสอน ในทางพระพุทธศาสนานั้น เมื่อศึกษาไปมากๆ เข้า แล้วก็นำธรรมะไปเป็นหลัก ในการพิจารณาในเรื่องเหตุการณ์อะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในชีวิตของเราก็ดี ในชีวิตเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ดี ตลอดจนถึงความเป็นไป ของสังคมในโลกนี้ เราก็ยิ่งเห็นความจริงของธรรมะมากยิ่งขึ้น คือเห็นความจริงของธรรมะ คือเห็นว่าธรมะนี้เป็นสัจจะ เป็นความจริงแท้ พระพุธทเจ้าท่านตรัสไว้ แล้วถ้าหากว่านำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็จะเป็นประโยชน์แก่ท่านอย่างมาก แต่ว่าเมื่อศึกษาดูกันให้ดีแล้ว มนุษย์เราในสมัยปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยจะได้ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ที่ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิตก็มีอยู่ แล้วก็มีความสบาย ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน ส่วนพวกที่ไม่ได้ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิตนั้น ย่อมเกิดปัญหาด้วยประการต่างๆ สร้างความทุกข์ให้แก่ตนบ้าง สร้างความทุกข์ให้แก่บุคคลอื่นบ้าง ตลอดมา

ความจริงชาวโลกเราทั่วๆ ไปนั้น ได้ปฎิญาณตนตนว่าเป็นคริสต์ ปฏิญาณตนว่าเป็นอิสลาม ปฎิญาณตนว่าเป็นฮินดู พวกเราก็ปฎิญาณตนว่าเป็นพุทธบริษัท การปฎิญาณตนว่าเป็ผู้นับถือศาสนานั้น ถ้ามองดูกันให้ซึ้งอย่างแท้จริงแล้ว ก็จะพบความจริงว่ายังไม่สมกับคำปฎิญาณที่ได้กล่าวไว้ ยังไม่ได้นำธรรมะเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือ ในการบริหารตน บริหารงาน ตลอดจนถึงการบริหารประเทศบ้านเมือง เพื่อให้อยู่ในความสุขความสงบ ถ้าพิจารณาทั่วๆ ไปแล้วก็จะเห็นความจริงในข้อนี้ ญาติโยมลองพิจารณาดู เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกสมัยปัจจุบันนี้ ในประเทศต่างๆ ทั่วๆ ไป ในเหตุการณ์ที่เขาเรียกว่ารุนแรง แต่ว่าความจริงนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โต มองดูแล้วมันเรื่องเล็กนิดเดียว แต่นั้นแหละเข้าแบบที่เรียกว่า เส้นผมบังภูเขา เรื่องมันจะแก้ได้ง่ายๆ ไม่ใช่แก้ยาก แต่ว่าแก้ไม่ค่อยได้ สร้างปัญหากันจนให้นักการทูตทั้งหลายวิ่งว่อนไปตลอดเวลา

นักการทูตที่มีชื่อเสียงของโลก ต้องวิ่งไปประเทศนั้นประเทศนี้ เพื่อไปแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ ลงทุนไม่ใช่น้อยในการเดินทาง เพราะต้องไปด้วยเครื่องบิน ด้วยความรวดเร็ว ต้องไปพักในที่ดีๆ หน่อย เพื่อรักษาเกียรติของประเทศชาติ แล้วก็ไปพูดจากัน คนที่มาพูดกันนั้นล้วนแต่เรียกตนเอง ว่าศาสนิกในศาสนานั้น ศาสนานี้ทั้งนั้น แต่ว่าเขาเอาศาสนาไปไว้เสียที่ไหน เอาพระผู้เป็นเจ้าที่ตนเคารพบูชา ไปไว้เสียที่ไหน ทำไมไม่เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ อันนี้เป็นเรื่องน่าคิด

แล้วก็มองเห็นว่า เขาไม่ได้เอามาใช้ บรรดาคำสอนในคัมภีร์ต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นคำสอนในพระปิฏก ในพระเวทันตะของพราหมณ์ ในโกระอ่านของอิสลาม ในใบเบิลของคริสเตียน ไม่มีคำสอนใดที่สอนให้ยุ่งให้วุ่นวาย ให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ให้รบราฆ่าฟันกัน มีแต่คำสอนที่ว่า ไม่ให้จองเวรจองกรรมต่อกัน ให้หันหน้าเข้าหากัน ให้ประนีประนอมกันด้วยกันทั้งนั้น อันนี้เป็นคำสอนที่มีอยู่ทั่วๆ ไปในคัมภีร์ เราไปศึกษาก็จะมองเห็น

เช่นในศาสนาพราหมณ์ ขึ้นต้นก็โอมสานติ พูดแต่เรื่องสานติตลอดเวลา เรื่องสงบทั้งนั้น สวดมนต์สวดพรตอนท้ายก็ลงว่า โอมสานติทั้งนั้น หมายความว่า ความสงบ สวดอยู่ตลอดเวลา เรื่องความสงบนี้สวดอยู่เสมอ ศาสนาอิสลามก็บ่งชัด ว่าศาสนาแห่งสันติ เพราะคำว่า "อิสลาม" นั้นแปลว่าสงบ ไม่วุ่นวาย ศาสนาคริสเตียนก็มีคำสอน ประเภทที่ไม่ให้จองเวรจองภัยกับใครๆ สอนให้รู้จักให้อภัยเขา แม้ว่าเขาจะมาตบมาตีก็ไม่โกรธไม่เคือง อะไรอย่างนี้ ในพุทธศาสนาเราก็สอนอย่างนี้ ว่าเวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่ผูกเวรไว้ อันนี้มีเป็นคำสอนทั่วไป เรียกว่าเป็นหลักสากลก็ว่าได้

แต่ว่าชาวโลกกลับมองไม่เห็นหลักคำสอนนั้น ไม่เอามาใช้เป็นหลักในชีวิตประจำวัน อะไรมันปิดบังไว้ อะไรปิดไว้ไม่ให้เห็นคำสอนเหล่านี้ อันนี้แหละเป็นเรื่องที่เราควรจะได้พิจารณา ถ้าพิจารณาแล้ว ก็จะพบความจริงว่า สิ่งที่เขามาปิดบังไม่ให้เห็นคำสอนอันเป็นอมตะ อันเป็นข้อปฏิบัติ ที่จะนำผู้ปฏิบัติให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ความเดือดร้อนนี้ มีอยู่แต่มองไม่เห็น ที่มองไม่เห็นมีอะไรมาปิดบัง ม่านหนาที่ปิดบังปัญญาไม่ให้มองเห็นสิ่งนี้ ก็มีอยู่ตัวเดียวเท่านั้นที่สำคัญที่สุด คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง.

ตัวความเห็นแก่ตัวนั่นแหละเป็นมารร้ายที่มาปิดบังดวงตาคือปัญญา ไม่ให้มองเป็นอะไรถูกต้อง ไม่ให้นึกถึงหลักธรรมคำสอน ไม่ให้นึกถึงพระที่เราเคารพบูชา ไม่ให้ปฏิบัติตนตามหลักศาสนา ก็เรื่องความเห็นแก่ตัวนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ปัญหาที่เราได้ยินกันอยู่ในข่าวทางวิทยุ เช่นปัญหาในประเทศอาฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ฝรั่งเข้าไปยึดครอง แต่มีคนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนไม่ใช่น้อย เขาเรียกว่า คนผิวดำ คนผิวดำในอาฟริกา คนผิวขาวมองว่าไม่เป็นมนุษย์ไปเลย กีดกันทุกวิถีทาง เช่นไม่ให้เรียนเป็นหมอ ไม่ให้เรียนเป็นนักกฎหมาย ไม่ให้เรียนอะไรหลายอย่าง กีดกันไว้ไม่ให้เรียนวิชานั้นวิชานี้ เคยพบกับชนชาวอาฟริกันผิวดำ ถามว่าท่านเรียนอะไร แกก็บอกว่าเรียนวิชาธรรมดาๆ ไม่ได้เข้าไปเรียนเป็นหมออะไรกับเขาหรอก แกยอกว่าเรียนไม่ได้ที่นั่นเขาไม่ให้เรียน กฎหมายเขาไม่อนุญาต

กฎหมายหมายประเภทอย่างนี้ตั้งขึ้นเพื่ออะไร ตั้งขึ้นด้วยความคิดที่อคติที่สุด คือเห็นแก่ตัวนั่นเอง แล้วก็กีดคนต่างผิว ต่างศาสนา ต่างอะไรๆ หลายอย่าง ซึ่งล้วนแต่ว่าเป็นกำแพง กั้นไม่ให้คนเข้ามากัน มนุษย์เรานี่ยิ่งมีกำแพงกั้นมากเท่าใด มันก็ยิ่งวุ่นวายมากเท่านั้น เพราะกันเรื่องผิวบ้าง เรื่องศาสนาบ้าง เรื่องประเทศนั้น ประเทศนี้ ทวีปนั้น ทวีปนี้ เที่ยวถืออะไรมากเรื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยก ไม่เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในสมัยก่อนนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไร เพราะว่าแขกดำทั้งหลายเขาก็เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่แข็งข้อ แต่ว่าสมัยนี้มันมีลูกพี่ ชอบไปยุไปแหย่ที่นั่นที่นี่ให้มันเกิดความวุ่นวายไปทั่วทั้งโลก

ลูกพี่ที่เข้าไปยุไปแหย่ก็ไม่มีอะไร เห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน ไม่ใช่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม หรือว่าแก่ความสงบของโลก แต่ว่าก็เห็นแก่ตัว อยากจะให้มันวุ่นวายไปทุกหนทุกแห่ง ครั้นเมื่อวุ่นวายกันทุกหนทุกแห่ง ตัวก็จะจะได้สอดมือเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ต่อไป รวมความว่าไม่มีความรักที่บริสุทธิ์ ไม่มีความเมตตาปรานีที่แท้จริง นอกจากปากว่าเมตตา แต่มือไขว้อยู่ข้างหลัง ถือปืนจะจ้องยิงอยู่ตลอดเวลา มันเป็นในรูปอย่างนั้น คล้ายๆ กับภาพการ์ตูนที่เขาเขียนไว้ในสมัยหนึ่ง

เขาเขียนเป็นภาพบาดหลวงมือขวาถือคัมภีร์ มือซ้ายถือดาบไว้ข้างหลัง นั่นเป็นภาพหมายความว่า ทำท่าว่าจะไปสอนศาสนา แต่ว่าจะไปแสวงหาเมืองขึ้นด้วย แสวงหาวัตถุดิบในประเทศนั้นๆ ด้วย เป็นพวกจักรวรรดิ์นิยมนั่นเอง เขาเขียนภาพในรูปเช่นนั้น นี่ก็คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง เขามาแฝงอยู่ข้างหลัง จึงทำไปในรูปอย่างนั้น ปัญหาเรื่องผิว ความจริงมันไม่สลักสำคัญอะไร ถ้าเราถือว่ามนุษย์นี้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้เกิดมา ในศาสนาคริสต์ อิสลาม เขาถือว่าพระผู้เป็นเจ้า เป็นผู้สร้างมนุษย์ ก็มนุษย์จะผิดอะไร ก็เป็นบุตรพระผู้เป็นเจ้าทั้งนั้น ถ้าเราถือตามหลักศาสนานั้น มนุษย์เป็นบุตรพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างมา

ก็เรามันลูกพ่อเดียวกัน ลูกพ่อเดียวแม่เดียวกัน ให้มันเหมือนกันได้ไหม ดูอย่างในครอบครัวของเราหลายคนพี่น้องหน้าตามันเหมือนกัน เหมือนกับพิมพ์เดียวได้เมื่อไหร่ ผิวพรรณก็อาจไม่เหมือนกัน สติปัญญาก็อาจไม่เหมือนกัน นิสสัยใจคอก็อาจไม่เหมือนกัน บางคนสูงบางคนต่ำ บางคนดำบางคนขาว บางคนเป็นอย่างนั้นบางคนเป็นอย่างนี้ แต่ว่าเราอยู่กันได้ด้วยอะไร เราอยู่กันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ด้วยความรักความเมตตา ด้วยความคิดว่าเราเป็นพี่น้องกัน เราเกิดมาจากพ่อแม่เดียวกัน เราก็อยู่กันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือเจือจุนกัน ด้วยเรื่องต่างๆ ในวงกว้างก็ควรจะคิดในรูปอย่างนั้น นึกว่ามนุษย์เรานี้ เป็นครอบครัวใหญ่แห่งโลก ธรรมชาติหรือพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างเรามา เราก็ถือว่าเป็นพี่น้องกัน แล้วจะไปรบราฆ่าฟันกันทำไม จะไปรังเกียจกันด้วยเรื่องเล็กเรื่องน้อยมันเรื่องอะไร

ผิวดำผิวขาวมันก็เหมือนกัน จิตใจที่จะบรรลุธรรมะ จิตใจที่จะรักความสุข เกลียดความทุกข์ ก็เท่ากัน ไม่ได้มีความแตกกันที่ตรงไหน เหมือนกับในเรื่องสูตรเวยหล่าง ญาติโยมเคยอ่านหรือไม่ เวลาอุยเหน่ง หรือเวยหล่างไปถึงสำนักอาจารย์แล้ว อาจารย์ก็ถามว่าเจ้ามาจากไหน อุยเหน่งก็บอกว่ามาจากเมืองใต้ อาจารย์บอกว่า คนป่าคนดงมาเรียนธรรมะกับเขาด้วยหรือ อุยเหน่งก็ตอบคมคาย เขาตอบว่า ถึงแม้จะเป็นคนชาวใต้ สมมติว่าเป็นคนป่าคนดง แต่ใจที่จะบรรลุธรรมะมีเท่ากัน แปลว่ามีจิตที่จะเรียนธรรมะศึกษาธรรมะ ที่จะบรรลุธรรมะได้เท่ากัน เท่ากับคนในเมืองหลวง หรือว่าเหมือนกับคนในที่เจริญแล้ว อันนี้เป็นคำพูดที่มีความเสมอภาพกัน ให้เห็นว่าคนเราเสมอภาคกัน

ชาวโลกมักจะพูดกันว่า เสรีภาพ ภราดรภาพ สมภาพ เขาพูดกันหนักหนา ในประเทศฝรั่งเศส เขาเขียนไว้ตามกำแพง หลังจากการปฏิวัติใหญ่ เขียนว่า เสรีภาพ ภราดรภาพ สมภาพ แต่ว่ามันไม่เป็นภาพที่น่ารักอะไร เขียนไว้อย่างนั้นเอง ว่ากันไปอย่างนั้น แต่ว่ามันเป็นภาพที่เสรีก็ไม่ได้ เสมอกันก็ไม่ได้ ความเป็นพี่น้องก็มีไม่ได้ เพราะความเห็นแก่ตัวมันเข้าไปขวางไว้ เลยทำอะไรไม่สะดวกสบายไปตามๆ กัน เหมือนปัญหาเรื่องผิว ในอเมริกาก็ถือ คนอเมริกันมีความหยิ่ง ภูมิใจในตัวเองเหลือเกิน ว่าเป็นชนชาติที่เจริญ มีความก้าวหน้าในทางวิทยาการ สามารถจะไปถึงโลกพระจันทร์ได้ ส่งยานไวกิ้งไปถึงดาวพระอังคารได้ บังคับให้ขุดก็ได้ทำอะไรก็ได้ แล้วจะให้เอาดินนั้นกลับมาเมืองนี้ก็ได้

แต่ว่าในชีวิตส่วนตัวนั้น ยังมีกิเลสคลุมหัวอยู่ ยังรังเกียจแม้กระทั่งผิวดำผิวขาว ไม่สามารถจะเข้ากันได้ ในระหว่างคนที่อยู่ในประเทศเดียวกัน แล้วจะไปพูดให้ประเทศอื่นรักกันสามัคคีกัน ในบ้านของตัวแตกกันอยู่ตลอดเวลา แล้วจะไปชวนเพื่อนได้อย่างไร อันนี้มันก็ไม่มีอะไร เพราะความเห็นแก่ตัวมันเข้ามาขวางไว้ เห็นแก่ตัวว่าฉันเป็นฝรั่งผิวขาว แกมันอเมริกันนิโกร มันคนละพวกกันอยู่ตลอดเวลา นิโกรมันก็เรียนหนังสือได้ ก้าวหน้าได้ มันชกมวยเก่งกว่าฝรั่งเสียด้วยซ้ำไป นายโมฮัมหมัดอาลี มันก็เป็นนิโกรเหมือนกัน แต่ชกไม่มีใครจะเอาชนะมันได้ มันก็เก่งได้ เรียนเป็นดอกเตอร์ทางกฎหมายก็มี ทางอะไรก็มี

มีนิโกรคนหนึ่งเกิดในบ้านนายเป็นทาส สมัยที่เขาค้าทาสกัน แล้วแกก็พยายามไปศึกษาเล่าเรียน ไปโรงเรียนเห็นเขาเรียนก็เข้าไปเรียน ไม่มีชื่อในบัญชี แกก็บอกว่าทำไม่ชื่อผมไม่มี เขาบอกว่า ก็เธอยังไม่ได้เข้าเรียน เข้ามาเฉยๆ เขาบอกว่า ต้องจดชื่อไว้ด้วย ผมก็เป็นนักเรียนในโรงเรียนนี้เหมือนกัน เขาบอกว่าโรงเรียนนี้ไม่รับนักเรียนผิวดำ แกก็ต้องออกอีกแล้ว ก็เดินทางโดยไม่มีรองเท้าใส่ นุ่งกางเกงทำด้วยหนังแกะ ไม่ใช่เสื้อผ้าทำด้วยฝ้ายอะไรดอก ทำด้วยหนังแกะ เราลองนึกดูว่า หนังแกะมันรำคาญขนาดไหน เวลานุ่งไป แกก็นุ่งไปได้ ไปแห่งนั้นโรงเรียนนั้นเขารับให้เข้าเรียนได้ เพราะเป็นโรงเรียนพวกนิโกร แกก็ได้เรียน เรียนก็ไม่ใช่มีสตางค์กับเขา ไปอาสาล้างชามบ้าง กวาดขยะบ้าง ทำอะไรไปตามเรื่อง เรียนจนได้จบชั้นมัธยมศึกษา

แล้วต่อมาก็เป็นคนขอบค้นคว้า มีชื่อมีเสียงในทางด้านเกษตร ค้นคว้าด้านการเกษตรโดยเฉพาะเรื่องถั่วลิสง แกว่าถั่วลิสงมันทำอะไรได้บ้าง แกค้นคว้าถั่วลิสงทำประโยชน์ได้มากเรื่องมากอย่าง ค้นคว้าเป็นงานใหญ่ จนรัฐสภาต้องเชิญให้ไปอภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายเรื่องถั่วลิสง เวลาแกไปสภาเขาส่งผู้แทนมาต้อนรับ คนที่มาต้อนรับก็เดินสวนไปสวนมา เอ๊ะคนไหนที่เขาให้มารับ แกแต่งตัวปอนๆ หิ้วกระเป๋าขาดๆ ลงมาจากรถไฟ เดินวนไปเวียนมา เขาก็ไม่รู้ว่าคนไหนจะมารับไปสภา แกก็ไปของแกเอง ไปถึงสภาแกก็บอกเขาว่า นี่แหละฉันนี่แหละที่จะมาอภิปรายกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องถั่วลิสง เขาบอกว่าส่งคนไปรับแล้ว ประเดี๋ยวคนรับกลับมา บอกว่าไม่เจอ แต่ว่านายคนนั้นมานั่งอยู่แล้ว นี่เขาก็มีเกียรติเหมือนกัน แม้ผิวดำก็มีเกียรติ

แล้วเวลาตายลงไปก็ต้องมีอนุสาวรีย์ไว้ ว่าเป็นนักค้นคว้าผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เราจะไปกีดกันผิวมันก็ไม่ได้ มันไม่มีอะไร เพียงแต่ว่าเลิกรังเกียจกันเท่านั้น คนก็ไม่ต้องฆ่ากัน เวลานี้ฆ่ากันตายไปมากแล้ว ในอาฟริกาใต้ เพราะเรื่องผิวเรื่องเดียว แล้วผู้มาปกครองบ้านเมืองก็ปลงไม่ตก ไม่รู้จะแก้อย่างไร ต้องไปเชิญนักการทูตมาเจรจา มันเรื่องนิดเดียวเท่านั้นเองไม่ใช่เรื่องมากอะไร ประกาศเลิกว่า ตั้งแต่นี้ไปคนผิวดำกับผิวขาวมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่กี่คำพูด บ้านเมืองมันก็สงบเรียบร้อย แต่ว่าทำไม่ได้ ทำไมจึงทำไม้ได้ ความเห็นแก่ตัว อยากจะเอารัดเอาเปรียบต่อไป กูมันใหญ่มานานแล้ว เอาเปรียบพวกผิวดำมานานแล้ว กูจะให้ลูกหลานแหลนโหลนเอาเปรียบต่อไป มันจะเอาเปรียบกันไม่รู้สักกี่ชั่วคน เพราะความเห็นแก่ตัว ไม่มีอะไร ตัวเดียวเท่านั้น ลดความเห็นแก่ตัวความสุขความสงบของบ้านเมือง เรื่องมันก็เรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไรอันนี้เป็นตัวอย่างเห็นง่ายๆ นี่ประเทศหนึ่ง

อีกประเทศหนึ่งเขาเรียกว่า โรดิเซีย ก็เหมือนกัน ฝรั่ง นายเอียนสมิท แกเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่เวลานี้ แกก็เป็นอยู่อย่างนั้นเอง นี่ความเห็นแก่ตัวจัด ทิฏฐิมานะมาก กิเลสรุนแรง พระราชินีแห่งอังกฤษยังไม่ให้ประเทศโรดิเซียเป็นอิสระ เพราะว่าจะประกาศให้มันเรียบร้อย ให้พวกผิวดำเขาได้มีสิทธิมีส่วนมั่ง พวกฝรั่งที่ไปทำมาหากินอยู่ในนั้นกลัวจะเสียประโยชน์ นั้นก็คือความเห็นแก่ตัว ไม่มีอะไร เลยก็ไม่รอให้สมเด็จพระราชินีประกาศอิสระภาพของประเทศนี้ ยึดเอาเสียเลย แล้วก็ปกครองต่อมา เวลานี้แขกดำมันก็จะสู้แล้ว เพราะมีพี่เลี้ยงเข้าไปหนุนหลังแล้ว เอาต้องสู้เลยเกิดปัญหาใหญ่ นายคิสซิงเจอร์นักการทูตใหญก็วิ่งไปวิ่งมาเจรจา เรื่องมันไม่มากอะไร ความจริงเรื่องนิดเดียว เอามาอยู่กันฉันท์พี่น้อง ผิวขาวกับผิวดำพี่น้องกันอยู่กันให้สบาย ทำมาหากินกันไปตามเรื่อง มีเท่านี้ ไม่มีอะไร แต่ว่ามันทำไม่ได้ ที่ทำไม่ได้เพราะอะไร ความเห็นแก่ตัว ตัวเดียวเข้ามาขวางไว้ เลยไม่สามารถจะทำอะไรลงไปได้ ให้มันเฉียบขาด นี่ตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ ว่าความเห็นแก่ตัว มันเป็นพิษเป็นภัย ทำลายสิ่งต่างๆ ในชีวิตในประเทศชาติบ้านเมืองให้เสียหาย เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน

ทีนี้เรามาดูเมืองไทยของเราว่า ความเห็นแก่ตัวมันสร้างสถานการณ์หรือไม่ สร้างปัญหาขึ้นในสังคมหรือไม่ เอาในเรื่องการบ้านการเมือง เราก็จะเห็นว่ามันมีพื้นฐานหนุนหลังอยู่ตัวเดียวเหมือนกัน คือความเห็นแก่ตัว พอมีความเห็นแก่ตัวก็มีพวกของตัว แล้วก็มีอะไรเป็นของตัวเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง ทำให้กินแหนงแคลงใจกัน ระแวงกัน กลัวว่าคนนั้นจะเด่นกว่าข้า ข้าจะด้อยกว่าแก ก็เลยเกิดการแข่งขันกัน ไม่ได้แข่งกันในรูปธรรมะ แต่แข่งขันกันด้วยอำนาจกิเลส เอาที่เป็นตัวพื้นฐานคือวู่วามเห็นแก่ตัว เอาตัวมาตั้งไว้ข้างหน้า แล้วก็รดน้ำพรวนดินกิเลสประเภทอื่นๆ เกิดขึ้นอีกเยอะแยะ แล้วเอามาใช้เป็นฐาน ในการปฏิบัติงาน ก็เกิดปัญหาขึ้นอีก ก่อความทุกข์ก่อความเดือดร้อนกันขึ้น ด้วยประการต่างๆ

นี่เขามีการโยกย้ายนายทหารกัน ก่อนจะโยกย้ายก็ แหมนักหนังสือพิมพ์ทำนายโชคชะตาราศรี ของมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่พวกนี้ เขียนไปคาดการณ์ไป คนนั้นจะอย่างนั้นคนนี้จะอย่างนี้ เขียนให้มันวุ่นวาย พวกเขียนไม่ใช่เรื่องอะไร หาเรื่องให้ได้เขียนก็แล้วกัน แล้วจะได้สตางค์ไปตามเรื่อง เพราะขายได้คล่องไป คนก็ชอบอ่าน คนเราก็แปลก ถ้าว่าเรื่องเขาทะเลาะกันอะไร ชอบอ่านชอบดู คนนั่งสอนคนเงียบนั่งๆ ไม่มีใครไปดู แต่ถ้าสองคนเถียงกันแล้ว ต้องไปดูหน่อย มันเป็นอย่างนั้นมนุษย์เรามันชอบ ชอบวุ่นวายไม่ชอบความสงบ ตรงไหนสงบไม่สนใจ แต่ถ้าตรงไหนวุ่นวายแล้วคนสนใจ นี่มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพวกนี้ก็เรียนจิตวิทยา บอกว่ามันต้องทำให้ยุ่ง ต้องทำให้วุ่นวาย คนจะได้ชอบอ่าน เลยเขียนให้วุ่น

คนนั้นควรอย่างนี้ แล้วก็ไปสัมภาษณ์คนนั้นอย่างนี้ คนที่ให้สัมภาษณ์อาตมาก็อ่านอยู่เหมือนกัน ลองอ่านดูแล้วพูดออกไปด้วยอารมณ์เหมือนกัน ด้วยความเห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน ไม่ได้พูดเพื่อชาติไม่ได้พูดเพื่อบ้านเมือง ไม่ได้พูดว่าบ้านเมืองเราเวลานี้ มันอยู่ในสภาพอย่างไร ควรจะให้สัมภาษณ์อย่างไร ให้มันเป็นไปเพื่อความสุขความสามัคคีหัหน้าเข้าหากัน แต่กลับพูดให้สัมภาษณ์ไปในแนวอื่นต่อไป วุ่นวายจนกว่าจะมีพระบรมราชโองกานออกมา พอมีพระบรมราชโองการออกมาแล้ว เรียบร้อย นึกว่าจะเรียบร้อย กลับไม่เรียบร้อยอีก บางคนไม่ชอบใจ ในการถูกย้ายไปอยู่ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ คือว่ารู้สึกมันเสียศักดิ์ศรี มันด้อยไป

ศักดิ์ศรีความด้อยความเด่นมันอยู่ที่อะไร ก็อยู่ที่ตัว ไม่มีอะไร ตัวอัตตาตัวนี้สำคัญนักหนา อัตตามันมีอยู่พอมีอัตตาศักดิ์ศรีมันก็เกิดขึ้น อันนั้นอันนี้ก็เกิดขึ้น เพราะมีตัวเอาตัวไปใส่ไว้ บางทีก็ตัวใหญ่สำคัญกว่ากูนี่ใหญ่ ใครแตะต้องไม่ได้ กูจะต้องอยู่ตรงนี้ จะย้ายไปอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้ ฉันไม่ไปฉันจะอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้ ฉันจะอยู่ตรงนี้ต่อไป นี่คือความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น พอเกิดอารมณ์ขึ้นมา ไม่เหมาะที่เขาย้ายไปไว้ที่นั่น ลืมอะไรไปหมด ลืมนึกถึงในหลวงซึ่งเป็นยอดที่เราบูชา ยอดคนที่เราควรบูชาในบ้านในเมือง พระราชโองการเป็นสิ่งที่เราต้องเคารพแล้ว ในหลวงมีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งว่าให้ไปนั่งตรงนั้น ต้องไปไม่พออกไม่พอใจก็เงียบๆ ไว้ก่อน อย่าเอาอารมณ์ อย่าเอาความร้อนมาใช้ เป็นคนที่หนักแน่น มีเหตุผล นึกถึงชาติบ้านเมือง เรื่องมันก็ไม่ยุ่ง

แต่ว่าลืมไปหมด นึกถึงตัวอย่างเดียว พอนึกถึงตัว ก็ลืมชาติลืมประเทศ ลืมงานลืมการอะไรหมด แล้วก็อ้างว่าศักดิ์ศรีบ้างเรื่องอย่างนั้นมันต้องอย่างนี้ ไม่เคยมี ในประวัติศาสตร์ ที่เขาจะทำกันอย่างนี้ ความจริงมันมีมาตั้งบรมโบราณแล้ว อย่างนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าเราคิดไม่ถึง ไม่ได้คิดในแง่นั้น นึกอย่างเดียวว่าเขาทำฉันได้ คล้ายๆ กับที่เขาร้องเพลงว่า "ทำไมถึงทำกับฉันได้.." นึกไปในรูปอย่างนั้น พอนึกอย่างนั้นแล้ว ก็น้อยอกน้อยใจ ว่าแหมเราเขาย้ายไปอยู่ในที่เช่นนั้น เรามันเคยใหญ่ เอาไปไว้ตรงนั้นมันเป็นที่สอง ไม่เป็นที่หนึ่ง

คนเรามันต้องรู้จักว่า ถึงเวลาใหญ่บ้างเล็กบ้าง เพราะงานราชการนั้น เป็นงานที่เขามอบให้เราทำ ไม่ใช่งานที่เราเลือกทำได้ตามชอบใจ งานส่วนตัวที่ทำได้ตามชอบใจ ฉันจะนั่งเก้าอี้ เอาไปวางไว้บนนี้ก็ได้ นั่งนานๆ ย้ายมาบนนี้ก็ได้ นานๆ ย้ายไปมุมโน้นก็ได้ เตียงนอนก็เหมือนกัน นอนหันหน้าไปทางทิศเหนือ นานๆ ก็ย้ายไปทางทิศใต้เสียบ้าง ดูสิมันจะเป็นอย่างไรนานๆ ก็พลิกแพลงไปทางตะวันออกเสียมั่ง ทิศตะวันตก ไม่มีใครชอบพลิกแพลงไป กลัวจะตาย ถือโชคลางพวกนั้น แต่อาตมาเคยนอน หันหัวไปทางทิศตะวันตก ตั้งปีก็เรียบร้อย เวลาปาฐกถาก็ยังพูดได้ดีอยู่ ไม่เห็นอะไรเสียหาย เราเที่ยวถือกันไม่เข้าเรื่อง เพราะนี่งานของเรามันหมุนได้ ยกตำแหน่งนั้นให้ตัวเองได้ แต่ว่าของที่เขาได้ยินดีให้ ต้องยินดีรับ ตามที่เขาให้ เช่นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

จริงอยู่ในหลวงไม่ได้ทรงโปรดเอง เขาเสนอขึ้นไปตามระบอบราชการ แต่ถ้าเรามีความเคารพในพระองค์ท่าน เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มาเช่นนั้นแล้ว อย่าวู่วาม อย่าไปให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ไม่ได้อย่างนี้ไม่ได้ มันเสียศักดิ์ศรี พูดมากไป สมมติว่าจะกลับตัวทีหลัง ก็กลับยาก เพราะพูดถลำไปเยอะแยะแล้ว อย่างนี้มันก็ลำบาก คนเราไม่สำรวมปาก มันก็เดือดร้อนในภายหลัง เพราะฉะนั้นจะพูดอะไรต้องคิดต้องตรอง ยิ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ นายพลอะไร ต้องคิดมาก หนักแน่น แม่ทัพต้องหนักแน่น ไม่พูดอะไรให้มันวุ่นวาย ยับยั้งใจ บังคับตัวเองไว้ได้ บังคับคนทั้งกองทัพ ไม่ใช่น้อยแล้ว บังคับตนเองไม่ได้ แล้วจะเป็นแม่ทัพที่ดีได้อย่างไร มันก็น่าคิดในแง่นี้

อาตมานั่งฟังข่าวแล้วก็คิดว่า นี่มันอะไร ทำไม่มันเป็นอย่างนี้ นึกในใจอย่างนั้น ค้นไปค้นมาก็พบว่า อัตตาตัวตนนั่นเอง คือความเห็นแก่ตัว ไม่เห็นตำแหน่งไม่ชอบเปลี่ยน ที่ต้องลาออก อะไรอย่างนี้เป็นตัวอย่าง อันนี้มันก็ไม่ดีเหมือนกัน เราควรนึกแต่เพียงอย่างเดียวว่า เราทำงานเพื่อใคร เราทำงานเพื่อตัวเรา หรือทำงานเพื่อใคร ถ้าทำงานเพื่อตัว เรียกว่าจิตใจไม่ค่อยจะดี เราจะต้องคิดว่า เราทำงานเพื่อชาติ เพื่อประเทศของเรา ถ้าจะเกี่ยวกับบุคคล ก็ว่าเราทำงานเพื่อพระมหากษัตริย์ เพื่อในหลวง

 | หน้าถัดไป >>


มองทุกให้เห็นจึงเป็นสุข
ทุกข์ซ้อนทุกข์
ไม่มีอะไรได้ดังใจเหมือนม้ากาบกล้วย
วันนี้เจ้าอยู่กับฉันพรุ่งนี้มันไม่แน่
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ศีลธรรมและสัจจธรรม
แหล่งเกิดความทุกข์
องค์สามของความดี
หลักใจ
ทำดีเสียก่อนตาย
ตามรอยพุทธบาท
ฐานของชีวิต
ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
ชั่งหัวมัน
อนัตตาพาสุขใจ
ฤกษ์ยามที่ดี
อดีต ปัจจุบัน อนาคต
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า
สำนึกสร้างปัญญา
สอนลูกให้ถูกวิธี
ปฏิวัติภายนอกกับภายใน
ร้อนกายไม่ร้อนใจ
อย่าโง่กันนักเลย
การทำศพแบบประหยัด
คนดีที่โลกนับถือ
ความจริงอันประเสริฐ
เสรีต้องมีธรรม
ทาน-บริจาค
เกียรติคุณของพระธรรม
เกียรติคุณของพระธรรม (2)
พักกาย พักใจ
เกิดดับ
การพึ่งธรรม
อยู่ด้วยความพอใจไม่มีทุกข์
มรดกธรรม
ฝึกสติปัญญาปัญหาไม่มี
ทำให้ถูกธรรม
วางไม่เป็นเย็นไม่ได้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com