Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร


ธรรมบรรยายของ หลวงพ่อปัญญา

เรื่อง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2520

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

ณ บัดนี้ถึงเวลาของการแสดงธรรมะปาฐกถา อันเป็นหลักในทางพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา.

เพราะว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เราจึงเห็นว่าอากาศมันเปลี่ยนแปลง เมื่อวันก่อนนี้ร้อน วันนี้หนาว ผิดปกติ อันนี้ก็เป็นเครื่องแสดงถึงธรรมะ อันเป็นสัจจะในทางพระศาสนา ที่สอนให้เราทั้งหลายพิจารณาดูว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง สิ่งทั้งหลายเป็นทุกข์ สิ่งทั้งหลายเป็นอนัตตา นี่เป็นสัจจะเป็นความจริงที่ปรากฏอยู่ ทั่วๆ ไป เมื่อเห็นอะไรมันเปลี่ยนแปลงไป เราก็นึกถึงธรรมะ นึกถึงบ่อยๆ ก็จะเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ ให้รู้เท่าต่อสิ่งทั้งหลาย ตามที่มันเป็นจริง แล้วก็จะไม่ได้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนในกาลต่อไป นี่เป็นเรื่องที่ควรจะได้พิจารณา

ทีนี้ในการแสดงธรรมะในวันอาทิตย์ ที่เราเคยมาฟังกันอยู่เป็นประจำนั้น ก็เพื่อจะชี้แจงเหตุผล ในการปฎิบัติ อันเราทั้งหลายจะได้นำไปปฎิบัติในชีวิตประจำวัน ในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคนนั้น ย่อมมี ความมุ่งหมายเป็นอย่างเดียวกัน คือต้องการความสุข ความสงบ ในชีวิตของเรา เราไม่ต้องการความทุกข์ ความเดือดร้อน ความวุ่นวาย อันเป็นเรื่องที่มันขัดกับปกติธรรมดา เพราะปกติธรรมดาของมนุษย์นั้น ย่อมสงบอยู่ แต่ความไม่สงบนั้นมันเป็นแขกแปลกหน้า จรเข้าเป็นครั้งเป็นคราว ไม่ใช่ของประจำ ของประจำนั้นคือความสงบทางด้านใจ

ใจเราโดยปกติมันมีความสงบไม่วุ่นวาย ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมากนัก แต่ที่มันวุ่นวายเร่าร้อนขึ้นมาในใจนั้น แสดงว่ามันมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามา จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น ถ้าไม่มีอะไรแปลกปลอมเข้ามาแล้ว จิตใจของเราก็อยู่ในสภาพปกติ แต่ว่ามันไม่ค่อยปกติโดยทั่วๆ ไปนั้นมัน ไม่ค่อยปกติ คือมันผิดปกติอยู่ตลอดเวลา เรื่องที่ได้ผิดปกตินั้น เนื่องจากว่า มีอะไรๆ รบกวนใจของเรา ทำให้เกิดเป็นปัญหา เพื่อจะแก้ปัญหาเราจึงได้มาศึกษาธรรมะ เพื่อเอาธรรมะไปเป็นเกราะป้องกันตัว ไม่ให้ข้าศึกรุกราน ไม่ให้มันมาทำลายจิตใจ ของเราให้เสียปกติภาพไป อันนี้แหละเป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องมาศึกษาธรรมะ

คล้ายๆ กับว่าคนที่จะไปต่อสู้ ก็ต้องเรียนยุทธวิธี ว่าเราจะไปรบกับเขาชกกับเขานี้ ควรจะทำอย่างไร อยู่ๆ จะไปขึ้นเวทีชกกับใครๆ นั้นมันไม่ได้ หรือว่าจะเกณฑ์คนธรรมดาไปรบทัพจับศึก ย่อมไม่ได้ เพราะไม่รู้จักรวิธีใช้อาวุธ ไม่รู้จักหลบหลีกต่อสิ่งซึ่งจะทำลายชีวิตของตน ผลที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ต่อข้าศึกเป็นธรรมดา แต่ถ้าหากว่าเราได้มีการอบรมฝึกฝน ในด้านการยุทธให้มันแคล่วคร่องว่องไว ทหารหรือตำรวจหรือ ประชาชนใดก็ตาม สามารถจะไปสู้เอาชนะข้าศึกได้ ฉันใด ในชีวิตของเรานี้ก็เหมือนกัน

การเป็นอยู่ใน ชีวิตประจำวันนั้น ก็เหมือนกับอยู่ในสมรภูมิ เราจะต้องสู้รบตบมือ กับสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องทำอยู่เป็นประจำ แต่ว่าบางคนไม่รู้คือว่ามันแพ้ไปเลย ที่แพ้ไปเลยนั้นก็ต้องเป็นทุกข์เรื่อยไป ต้องตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น เรื่อยไป ไม่มีทางที่จะเป็นไทแก่ตัว การอยู่อย่างเป็นทาสพ่ายแพ้ก็เป็นทุกข์เท่านั้นเอง มันเป็น เรื่องธรรมดา นี่เราก็มองเห็นกันอยู่ เมื่อเราไม่อยากจะเป็นทุกข์ ไม่อยากจะพ่ายแพ้ต่ออะไรๆ ที่มันเกิดขึ้น รบกวนจิตใจ เราก็ต้องเรียนรู้วิธีการ เพื่อการต่อสู้เพื่อเอาชนะสิ่งเหล่านั้น

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นอุบายาสำหรับแก้ไขเรื่องนี้ เป็นอุบายที่จะให้เรารู้เรื่องเข้าใจ จะได้ ทำการต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรบกวนจิตใจของเรา แล้วเราสามารถจะเอาชนะมันได้ คนเราถ้าอยู่ด้วยความชนะก็เป็นไท ถ้าอยู่ด้วยการพ่ายแพ้ก็เป็นทาส การเป็นไทมันเป็นความสุข การเป็นทาสมันเป็นความทุกข์ เป็นความเดือดร้อน ไม่มีใครอยากจะอยู่ด้วยความทุกข์ ความเดือดร้อน อยากจะอยู่ด้วยความสุข ความสงบด้วยกันทั้งนั้น แต่บางทีไม่ได้สนใจศึกษาหาเครื่องมือ ที่จะต่อสู้กับสิ่งที่เป็นพิษภัย เลยตกอยู่ในอำนาจของสิ่งเหล่านั้น ต้องเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา และในขณะที่มีความทุกข์ความเดือดร้อนก็ ไม่รู้ว่าจะหนีมันอย่างไร ทนทุกข์มันเรื่อยไป อย่างนี้ชีวิตลำบาก เป็นอยู่อย่างเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส เราไม่ควรจะเป็นอยู่ในรูปอย่างนั้น จึงได้ศึกษาธรรมะ เพื่อนำธรรมะไปใช้เป็นหลักในชีวิตประจำวันของเราต่อ ไป เราจึงได้มากันเป็นประจำ ดังที่เห็นๆ กันอยู่

ทีนี่ในการศึกษาธรรมะนั้น อย่าเพียงแต่ศึกษาทฤษฎีเฉยๆ อย่าเพียงแต่รู้เอาไว้คุยกันเล่น หรือไว้เพียงประดับความรู้ อย่างนั้นมันไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่า เราจะต้องเอามาใช้เป็นหลักปฎิบัติ ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง การใช้เป็นหลักประจำวันจริงๆ นั่นแหละ จึงจะเกิดประโยชน์แก่เรา พระพุทธศาสนาจะเป็นประโยชน์แก่บุคคลได้ ก็เมื่อบุคคลเอามาใช้เป็นหลักในการปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน

คล้ายกับยา อาหารอะไรต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่ร่างกายนั้น ก็เมื่อเราใช้ให้เป็นประโยชน์ คือเรากินเข้าไป ถ้าเราไม่รับประทานยานั้นเข้าไป ยานั้นจะเป็นประโยชน์แก่เราได้อย่างไร มันก็เป็นยาเฉยๆ ยาอยู่ในขวด มี สักร้อยขวดพันขวด ก็ไม่ได้เรื่อง แต่ถ้าเราหยิบยานั้นมารับประทานเข้า ตามที่หมอแนะนำให้ โรคภัยไข้เจ็บ ที่เกิดขึ้นก็จะบรรเทาลงได้ อาจหายไปในที่สุดเลยก็ได้ ฉันใด ในเรื่องเกี่ยวกับหลักคำสอนในทางพระ ศาสนา เพียงแต่หลักคำสอนเฉยๆ นั้นก็เรียกว่าเป็นทฤษฎี เป็นทฤษฎีธรรมดาๆ ยังไม่เกิดประโยชน์แก่เรา ถ้าเราไม่เอามาใช้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องใช้ การใช้คือการปฎิบัติ การปฎิบัติเป็นหน้าที่ของเรา

พระพุทธเจ้าท่านยังตรัสเตือนว่า ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางให้ การเดินทางนั้น เป็นหน้าที่ของเธอทั้งหลาย อันนี้เป็นคำตรัสที่น่าฟัง คือเป็นการบ่งชี้ให้เราเข้าใจว่า พระองค์เป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่าให้ การเดิน ทางนั้นเป็นหน้าที่ของเราเอง ถ้าหากว่าเรารู้ทางแล้วเราไม่เดินทางนั้น ทางนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร แก่เราเราจะต้องลงมือเดิน แล้วการเดินทางนั้นจะช้าอยู่ไม่ได้ต้องเดินทันทีเมื่อรู้จักทาง จะไปอยู่ ปากทางยืนงงอยู่ดังนั้นมันก็ไม่ได้ มันจะเสียเวลาคุณค่าของสิ่งที่ดีงามไป หน้าที่ของเราก็คือต้องลงมือปฎิบัติ ในแนวทางนั้นๆ ดังที่พระองค์ชี้ไว้ให้เราเข้าใจ

ในชั้นแรกเราจึงต้องรู้จักทาง ต่อไปก็เดินทาง แล้วต่อไปเราก็จะถึงจุดหมายปลายทาง การที่เรา จะไปถึงจุดมุ่งหมายปลายทางนั้น ก็ต้องเดินเรื่อยไป เดินไม่หยุดก้าวไปเรื่อยๆ ไปสู่จุดที่เราต้องการ ก็จุดหมายปลายทางของเรานั้น อยู่ที่อะไร อยู่ที่วิมุติ เรียกว่าภาษาธรรมะว่าวิมุติ วิมุติแปลว่าความพ้นทุกข์นั่นเอง ตัววิมุติคือความพ้นทุกข์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิโมกข์ แปลว่า ความพ้นทุกข์เหมือนกัน สองคำนี้มันใช้เหมือนกัน เราปฎบัติเพื่อให้ถึงวิมุติ คือการหลุดพ้นไปจากความทุกข์ ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน เมื่อเรารู้สึกว่าการเดินทางเป็นหน้าที่ เราก็ต้องเดิน อย่าได้ชักช้า อย่าให้เสียเวลาอยู่เป็นอันขาด บางคนอาจจะคิดเขวไป คือคิดว่าเรื่องการศึกษาธรรมะ การปฎิบัติธรรมะ เอาไว้ทำกันเมื่อตอนแก่ชรา อันนี้เรียกว่าอยู่ในความประมาท เพราะว่าเมื่อเราแก่แล้ว มันไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง

คราวหนึ่งท่านจักขุปาละ ในสมัยที่ยังไม่ได้บวชท่านคิดว่าไปบวช เมื่อได้ไปฟังธรรมะแล้วก็เกิดความเลื่อมใส จึงได้ไปบอกน้องชายว่า เธออยู่รักษาทรัพย์สมบัติไปเถอะ ฉันไม่เอาแล้ว ฉันจะออกบวชแล้ว น้องชายก็บอกว่า พี่นี่คิดไม่เข้าท่าเสียเลย การบวชนั่นมันต้องในตอนแก่ชรา บัดนี้ยังไม่แก่นี่ มือไม้ยังแข็งแรง ผมยังดำสนิทยังทำอะไรๆ ได้อยู่จะดันไปบวชเสียทำไม จักขุปาละก็พูดกับน้องชายว่า คนที่ถูกความแก่ครอบงำแล้วนั้น อะไรๆ มันไม่เป็นของตัว ร่างกายมันไม่อยู่ในอำนาจ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะพูดอะไร จะจำอะไรมันก็ไม่คล่องทั้งนั้นแหละ

คนแก่ๆ ก็ย่อมจะเห็นได้ด้วยตัวเอง ว่าร่างกายของเราที่แก่ชราแล้วนี้ มันไม่อยู่ในอำนาจของเรา บางทีเราจะลุกขึ้นมันก็ไม่ได้ดังใจ จะนั่งก็ไม่ได้ดังใจ จะทำอะไรๆ ก็ไม่เหมือนใจ มันขัดไปหมดทุกอย่าง ขัดแข้งขาขัดไม้ขัดมือ ปวดเอวปวดหลัง เจ็บหูเจ็บตา ปวดหัวมัวตา เช่นว่าตาของเราแก่แล้ว จะไปอ่านหนังสือธรรมะมันก็ไม่ไหว หนังสือที่ควรอ่านดีๆ มี แต่ว่าเราอ่านไม่ได้ เพราะตามืดตามัวไปเสียแล้ว บางทีหูจะไปฟังที่เขาพูดให้ฟัง ก็ฟังไม่ได้ เพราะหูมันชักจะตึงๆ ไปเสียแล้ว จะนั่งสวดมนต์ภาวนาสักหน่อยมันก็ไม่ได้ เพราะร่างกายมันไม่แข็งแรง อันนี้เขาเรียกว่าเป็นอุปสรรค เป็นมารอันหนึ่ง มารอันนี้เขาเรียกว่าสังขารมาร คือร่างกายของเรามันเป็นมาร มาขัดขวางการปฎิบัติธรรมของเรา เราไม่สามารถจะทำได้ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำตั้งแต่ยังแข็งแรง

ความจริง การเข้าหาธรมะนั้นจะต้องเข้าหาตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นสาว ขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะชีวิตที่จะต้องสู้นั้น มันอยู่ในวัยฉกรรจ์ คนแก่นั้นไม่ต่อสู้อะไรแล้ว ร่างกาจมันอ่อนแอไปตามธรรมชาติ กิเลสต่างๆ ที่จะเกิด รบกวนจิตใจมันก็เบาบางลงไปไม่รุนแรงแล้ว แต่ว่าคนที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ ร่างกายยังแข็งแรงอยู่มี่แหละ มันมี ปัญหามากมีเรื่องมาก จึงต้องมีการประพฤติธรรม มีการเข้าหาธรรมะไว้ ในสมัยนี้เรามักจะเพิกเฉย ในเมื่ออยู่ในวัยหนุ่มวัยฉกรรจ์ มักจะคิดว่ายังแข็งแรงอยู่ ยังไม่เป็นไร ค่อยเข้าวัดเมื่อแก่ ค่อยศึกษาธรรมะกัน เมื่อแก่อันนี้เรียกว่าอยู่วิสียของความประมาท เมื่อแก่ลงไปแล้วเราจะทำอะไรไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่จะ ต้องทำเสียในวันที่จะทำได้ และบุคคลที่เข้าถึงธรรมะ ใช้ธรรมะเป็นหลัก ในการเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เริ่มต้นของชีวิตนั้น จะเป็นคนได้เปรียบ เพราะชีวิตเขาจะเรียบร้อย ราบรื่น ไม่สร้างปัญหาให้แก่ตัวเอง การปฎิบัติหน้าที่กิจกรรมทุกอย่างเรียบร้อย ไม่วุ่นวาย เพราะได้อาศัยธรรมะเป็นพื้นฐานตั้งแต่ตัวน้อยๆ อันนี้เป็นกำไรของชีวิต ที่เราควรจะได้ใช้ แต่เราที่เป็นคนนี้จะทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยเด็กๆ ต่อไป โดยเฉพาะลูกหลานผู้อยู่ใต้ปกครองของเรา เราควรจะแนะนำเขาให้เข้าหาธรรมะไว้ ให้ได้ใช้ธรรมะเป็นหลักปฎิบัติในชีวิตประจำวัน เขาก็จะเป็นคนไม่พลาดจากประโยชน์อันจะพึงมี พึงได้

เด็กหนุ่มๆ สาวๆ ที่ต้องเสียประโยชน์อันสำคัญในชีวิตของตนไปนั้น ก็เพราะเป็นผู้ประมาท ไม่ได้ สนใจในเรื่องเกี่ยวกับจิตใจ ไปสนใจในเรื่องแต่ทางวัตถุ มุ่งหาความสนุกสนานเพลิดเพลินไปตามเริ่อง แล้วก็บอกว่ามันยังแข็งแรง สนุกกันไปก่อน แก่แล้วค่อยเข้าวัด อันนี้มันก็ไม่ไหว ชีวิตมันจะตกต่ำเสียผู้เสียคนไป เพราะไปหลงใหลมัวเมาในด้านวัตถุ เราก็จะมีชีวิตดีทั้งสองฝ่าย วัตถุก็ได้ ฝ่ายธรรมะก็ไม่เสีย หรือ ก็ที่เขาพูดว่า โลกก็ไม่ช้ำธรรมก็ไม่ขุ่น อันนี้มันสัมพันธ์กัน โลกกับธรรมมันสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ชีวิตในทางโลกก็เรียบร้อย ชีวิตในธรรมะก็เรียบร้อย

ความจริงระบบชีวิตเขาจัดไว้เรียบร้อยดีแล้ว คือการจัดให้ปฎิบัติจิตให้เคร่งครัดกันเสียวันหนึ่งๆ ในรอบสัปดาห์หนึ่ง เจ็ดวันก็มีวันพักวันหนึ่ง คือวันพระ หรือวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดงานหยุดการ ทำไมจึงได้มีวันหยุด ไว้ทำกันทุกวันไม่ได้หรือ มันจะได้ก้าวหน้ามากกว่านี้ ไม่ได้ ถ้าปล่อยให้ทำกันทุกวันไม่หยุดยั้งแล้ว มนุษย์ก็จะมีความทุกข์มากขึ้น เพราะไม่มีการพักผ่อนทางกาย ไม่มีการพักผ่อนทางด้านจิตใจ ผู้นำในทางศาสนาเขามองเห็นปัญหาอย่างนี้ จึงได้บัญญัติวันหยุดไว้ ทุกศาสนาเหมือนกัน แต่ว่าวันมันอาจจะไม่ตรงกันก็ได้ แต่ก็เหมือนกันตรงที่ว่า เจ็ดวันก็มีวันหยุดวันหนึ่ง หรือหกวันหยุดกันวันหนึ่ง คือวันอาทิตย์ วันศุกร์ หรือว่าวันพระ มันก็อยู่ในรอบสัปดาห์หนึ่งทั้งนั้น ไม่ว่าจะนับอย่างไร สัปดาห์หนึ่งมันก็มีวันหยุดให้วันหนึ่ง วันหยุดวันหนึ่งนั้นแหละ เป็นวันที่เราควรจะได้พักผ่อนทาง กายพักผ่อนทางใจ เป็นวันที่มีการตรวจสอบ เรื่องชีวิตของเราว่ามีอะไรบกพร่อง มีอะไรเสียหาย แล้วก็ จะได้มีการปรับปรุงแก้ไขซ่อมเติม สิ่งที่บกพร่องให้มันสมบูรณ์ขึ้น แต่ถ้าหากพอถึงวันหยุดแทนที่เราจะหยุด เพื่อซ่อมแปลง เรากลับใช้วันหยุดนั้นไปในทางสนุกสนาน เที่ยวเตร่เฮฮาหาความสุขในทางวัตถุต่อไป ก็ เหมือนกับว่าไม่ให้หยุดอะไรเสียเลย แล้วก็ตกอยู่ในสภาพหลงใหล มัวเมาในเรื่องอะไรๆ ที่เป็นด้านวัตถุ ชีวิตก็จะไม่เรียบร้อยจะเกิดเป็นปัญหา

ปัญหาที่เห็นง่ายๆ อยู่อย่างหนึ่งคือปัญหาเด็กๆ ในชีวิตประจำวันในเด็กทุกวันนี้ เด็กหลายครอบครัว ที่ประพฤติไม่ค่อยจะเรียบร้อย ไม่เอาถ่านในการศึกษาเล่าเรียน ไม่ประพฤติดีชอบในทางที่ถูกที่ชอบทางศาสนา อันนี้เป็นความบกพร่อง ในสังคมมนุษย์ในยุคปัจจุบัน เพราะว่าสร้างสรรค์แต่สิ่งยั่วยุให้เกิดมากขึ้น ทุกวันทุกเวลา ไม่ได้แก้ปัญหาจากเหตุภายนอกเข้าไปหาภายใน แล้วภายในมันก็ไม่เรียบร้อย คือสิ่งแวดล้อม สิ่งยั่วยุที่ทำให้เสียคนมันมีมากเด็กไม่รู้จักในสิ่งเหล่านั้น เขาก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น และบางทีเขาเห็น ผู้ใหญ่ประพฤติอยู่ทางสนุกสนานอย่างนั้น เขาก็คิดฝันๆ ไว้ในใจ ในขณะที่อายุมันยังไม่ถึงเวลา ว่าเมื่อเรา โตอย่างนั้นแล้วเราจะได้ทำอย่างนั้น จะได้ทำอย่างนี้ จะได้แต่งตัวอย่างนั้นจะได้ไปเที่ยวเตร่อย่างนี้

อันนี้มันเป็นความฝันอยู่ในจิตใจของเด็ก เป็นการสร้างสมสิ่งไม่ดีไม่งามให้เกิดขึ้นในจิตใจวันละเล็กละน้อย ค่อยพอกหนาขึ้นๆ ครั้นเมื่อมันสุกรอบ หรือว่ามันแก่ตัว มันก็ไหลไปในทางชั่วทางต่ำได้ทันที อันนี้เป็นเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนทั่วๆ ไปอยู่ในยุคปัจจุบัน ถ้าเราไม่อยากจะให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตของครอบครัว ของเรา เราก็ต้องพยามที่จะโน้มน้อมจิตใจของเขาเหล่านั้นเข้าหาสิ่งที่ดีที่งามไว้ ให้เขาได้ยินได้ฟังใน เรื่องอะไรๆ ที่เกี่ยวกับความจริงของชีวิตไว้บ้าง สอนให้เขารู้เรื่องชีวิตไว้บ้างตามทางธรรมตามทางพระ ศาสนา ชวนเขาคุยเขาสนทนาในเรื่องปัญหาอนาคตของชีวิต ให้เขาคิดก้าวหน้าตั้งเนื้อตั้งตัว ประพฤติดี ประพฤติชอบอันจะเป็นประโยชน์แก่สกุลแก่ครอบครัวต่อไป

มารดาบิดาที่หวังจะให้สกุลตั้งมั่น ก็ต้องให้ลูกของเราอยู่ในธรรม ถ้าลูกอยู่ในอธรรมะ ตระกูลมันจะอยู่รอดได้อย่างไร ตระกูลจะตั้งอยู่ได้อย่างไร ไม่มีทางจะอยู่ได้เพราะผู้ค้ำจุนตระกูลนั้นไม่ดี เหมือนเรือนที่มีเสาผุแล้วมันจะอยู่กันได้อย่างไร เสาทุกต้นปลวกกินหมดแล้ว ไม่เท่าใดเรือนนั้นก็ผุพัง ใน ครอบครัวสกุลก็เหมือนกัน ถ้าสมาชิกในครอบครัวที่เป็นบุตรธิดาไม่ประพฤติธรรม ไม่รู้จักรักษาตัวให้อยู่ในทางที่ถูกต้องที่ชอบ ครอบครัวนั้น ตระกูลนั้นจะอยู่ได้อย่างไร พ่อแม่หาเงินหาทองไว้มากมายมีเงินเป็นล้าน เป็นแสนก็ตามใจเถอะ แต่ถ้าลูกไม่ดีแล้วมันถลุงหมด ใช้เงินให้หมดมันใช้ง่าย ไม่ลำบากอะไร

เคยมีคนเล่าให้ฟัง ว่าครอบครัวหนึ่ง ได้รับมรดกเป็นเงินตั้งหลายล้านบาท ใช้ปีเดียวหมดไปสองล้าน บอกว่า แหมมันใช้เหลือเกิน พอใช้หมดไปอย่างนั้น แม่ผัวบอกกับลูกชายว่าไม่ไหว ถ้ามันใช้เงินอย่างนี้ก็จะฉิบหาย ที่ได้ไว้มันจะหมดสิ้น เพราะปีเดียวใช้หมดไปตั้งสองล้านแล้ว คือซื้อใหญ่ พอได้เงินมาแล้วซื้อใหญ่โตเลย เที่ยวเตร่เฮฮาสนุกสนาน ชวนเพื่อนมากินเลี้ยงอะไรต่ออะไรกัน นี่เขาเรียกว่า มันเมาแล้วในทรัพย์สมบัติ เมาในความสนุกสนาน ไม่รู้จักใช้ ผลที่สุดก็หมดไม่มีเหลือ

คนเราฐานไม่เหมาะไปเอาของใหญ่มาวางไว้บนฐาน มันก็ล้มลงเท่านั้นเอง คือฐานเล็ก อาตมาเคยพูดกับใครๆ หลายคนว่า คนฐานเล็ก คนบางคนฐานมันเล็ก คือพื้นภูมิทางจิตใจมันน้อย แล้วจะทำอะไรให้มันใหญ่โต หรือว่าได้เป็นใหญ่เป็นโตขึ้นก็ไปไม่รอด เพราะว่าฐานมันเล็ก ไม่รู้จักรักษาจิตใจ ไม่รู้ประมาณในการที่จะพูด จะปฎิบัติหน้าที่การงาน ผลที่สุดล้มลงไปเพราะฐานมันเล็ก ตัวอาคารมันใหญ่แต่ฐานมันนิดเดียว เลยตั้งอยู่ไม่ได้ อันนี้แหละมีอยู่ทั่วไป

เขาเล่าว่า คนถีบสามล้อไปถูกลอตเตอรี่เข้า ได้รางวัลงาม พอถูกลอตเตอรี่เข้าแหมซื้อสามล้อหลายคันให้คนอื่นถีบบ้าง แต่ว่าตัวเองไม่ถีบรถแล้ว เป็นเถ้าแก่แล้วก็เลยเที่ยวสนุกสนาน พาเพื่อนไปกินเลี้ยง บางทีเห็นเพื่อนมาก็เตะที ให้มันร้อยหนึ่ง เขกหัวมันทีหนึ่งให้มันร้อยหนึ่ง อะไรอย่างนี้เป็นตัวอย่าง สนุกสนานอยู่อย่างนี้ เดือนเดียวภรรยาต้องขอแยก คือขอหย่า ขืนอยู่กันต่อไปกูก็จะพลอยฉิบหายไปกับพ่อเจ้าพระคุณนี้ด้วย เลยขอหย่า แล้วก็ได้แบ่งรถกัน รถแบ่งกันคนละสามคัน ที่ไปอยู่กับเมียนั้นยังอยู่ ที่ไปอยู่กับผัวนั้น สามคันพ่อขายหมด แล้วผลที่สุดก็กลับมาถีบสามล้อตามเดิม แล้วไม่ใช่ถีบรถของตัวต้องไปเช่าของคนอื่น นี่แหละเรียกว่าลาภมันมาหาแล้ว แต่ไม่รู้จักรักษาลาภนั้นไว้ เพราะอะไร จิตใจมันเต็มที ไม่มีความรู้สึกนึกคิด ในทางที่ถูกที่ชอบ ไม่มีฐานทางด้านจิตใจจึงเอาตัวไม่รอด

แต่ว่ามีอยู่คนหนึ่ง ปลัดอำเภอมาเล่าให้ฟัง ว่าถูกลอตเตอรี่ถูกรางวัลที่หนึ่งเสียด้วย เวลาถูกรางวัลที่หนึ่งในสมัยนั้น เขามีวัฒนธรรมต้องสวม เสื้อแต่งตัวเรียบร้อยจะไปไหน แกมาบอกกับท่านปลัดที่คุ้นเคยกันว่า ท่านปลัด ผมจะไปรับรางวัลลอตเตอรี่ แต่ไม่มีเสื้อจะสวม จะไปอย่างไร แกไม่มีเสื้อจะสวมจริงๆ แกเป็นลูกจ้างเขา มือด้าน ร่างกายล่ำสัน แข็งแรง แล้วก็บอกว่าจะทำอย่างไร ท่านปลัดก็นึกว่าพูดเล่น เลยถามว่าถูกจริงๆ หรือ ถูกจริงๆ ครับ ผมทานดูแล้วมันตรงจริงๆ ไหนเอามาดูซิใบที่ถูกมีหรือเปล่า ห่อไว้ที่ชายผ้าเอามาให้ดูถูกจริงๆ เลยก็อุปถัมภ์ ไม่เป็นไร เสื้อฉันจะให้เอง แล้วกางเกงที่ดีกว่านี้มีหรือเปล่า มันมีตัวเดียวตัวนี้ ปะหน้าปะหลังเชียว กางเกงตัวนี้ก็ไม่ได้ แต่งไปรับเงินไม่ไหว

เอาของฉันไปทั้งชุดเลย แต่งให้เรียบร้อย พาไปรับเงิน รับเงินแล้วก็ช่วยนำไปฝากธนาคารอะไรให้ แล้วถามว่าได้เงินแล้วไม่คิดจะไปเที่ยวไปเตร่อะไรมั่ง แกบอกว่า ไม่ไหวครับจะไปสนุกอะไร ผมไม่อยากจะสนุก แล้วคิดจะทำอะไรมั่ง ผมจะเอาเงินไปซื้อที่ดิน เพื่อจะทำสวนของผมเองมั่ง เพราะว่าเป็นลูกจ้างเขามาก็หลายปีแล้ว อยากจะทำสวนของตัวเอง เลยให้ท่านปลัดนั้นแหละช่วยเหลือในเรื่องที่จะซื้อหาที่ดินอะไรให้ เลยมาเบิกเงินไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่งยี่สิบกว่า ไร่ ซื้อที่ดินแล้วก็ซื้อเสามากั้นบริเวณ แล้วก็ลงมือทำงาน จ้างเขามั่งตัวเองทำด้วย เอาอย่างจริงจัง ผลที่สุดตั้งตัวได้เป็นหลักเป็นฐานนั้นเรียกว่า คนมีฐาน อะไรตกลงมา ฐานมันก็ไม่เอียง มันมั่นคงเรียบร้อย แต่ถ้าฐานไม่ดี พออะไรหล่นลงมาฐานก็เอียงไป ทรุดไป เหมือนคนถีบสามล้อถูกลอตเตอรี่ สามารถก้าวหน้าไปด้วยความเรียบร้อย

เดี๋ยวนี้ชานพระนครมีคนร่ำรวยเยอะแยะ เพราะถนนมันผ่านไป พอถนนผ่านไป ที่มีราคา พอที่มี ราคาก็ขาย พวกนักจัดสรรที่ก็ไปซื้อ บางทีซื้อไว้ล่วงหน้า ถนนยังไม่ไป ซื้อไว้ก่อน พอถนนไปราคาดีก็ขายต่อ คนที่เป็นเจ้าของนาซึ่งสมัยก่อนนี้ลำบาก ทำงานทำการ ขายที่ได้เงินล้านหนึ่ง สองล้าน สามล้าน ลูก หลายคนก็แบ่งให้ลูกๆ ลูกๆ พอได้เงินมาก็ไปซื้อรถยนต์มาคันหนึ่ง ขับปร๋อไปปร๋อมา เที่ยวเตร่เฮฮา ปีครึ่ง สองปี เงินก็หมด ไม่มีเหลือ แล้วก็มาขอแม่อีก แม่ก็ให้ต่อไปอีก ผลที่สุดก็ไม่มีอะไรเหลือ ขายดินเสร็จแล้วเงินที่ได้มาก็ใช้จนหมด จนเกลี้ยง

แต่ถ้าเป็นคนเฒ่าคนแก่ แกใช้ไม่หมด คนแก่นี่เขานึกถึงเรื่องอะไร นึกถึง เรื่องบุญเรื่องกุศล พอได้เงินมาก็นึกว่าจะไปสร้างอะไรดี ไปสร้างศาลาไปสร้างกุฏิสงฆ์ ไปช่วยโรงเรียน ไปโรงพยาบาล คนแก่เขาคิดแต่เรื่องบุญเรื่องกุศล ได้เงินมาก็คิดจะไปทำบุญไปบริจาคทานทั้งนั้นแหละ เงินก็เหลืออยู่ บริจาคไม่พอยังมีเหลืออีกเพราะแกไม่สนุกแล้ว แต่ว่าเด็กหนุ่มๆ พอได้เงินมาก็คิดไปซื้อรถ แล้วขับรถเที่ยวสนุกสนาน ไปอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เท่าใดเงินก็หมดสิ้น ดินก็หมดกัน อันนี้แหละเขาเรียกว่า ความเสียหาย

คนโบราณเขาสอนนักสอนหนา ไม่ให้ขายที่ดิน ที่ดินที่พ่อแม่เขาหาไว้ให้ เขาไม่ให้ขาย เพราะถ้าถึงขายทรัพย์สมบัติของพ่อแม่แล้ว แสดงว่าจนแต้มแล้ว ไม่มีทางจะไปแล้ว ต้องขายที่ดินกินแล้วก็หมดทาง เขาจึงห้ามไม่ให้ขาย แต่ให้เก็บไว้เป็นสมบัติดั้งเดิมเป็นที่ระลึก ว่าอันนี้แหละของที่พ่อแม่ให้ไม่ควรขาย คนโบราณเขาสอนนักสอนหนา อะไรที่พ่อแม่ให้เขาไม่ให้ขาย สายสร้อย แหวน เพชร นิล จินดาอะไรที่พ่อ แม่ให้เขาไม่ให้ขาย ไม่ให้เอาไปจำนำ หรือเอาไปทำอะไร แต่รักษาไว้อย่างดีที่สุด อันนี้เขาตั้งไว้เพื่ออะไร เพื่อจะให้ลูกหลานได้รู้จักรักษาทรัพย์ ให้ทรัพย์มันอยู่คงทนต่อไป เพราะถือว่าเป็นของที่พ่อแม่ให้ ไม่ควรจะขาย

แล้วเขาบอกไว้ด้วยว่า ถ้าใครขายของดั้งเดิมแล้ว เอาตัวไม่รอด มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่เขาขายมาๆ จนกระทั่งหมด ผลที่สุดก็เอาตัวไม่รอด อันนี้มีอยู่ทั่วไปในสังคมของมนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าฐานไม่ดีดังที่กล่าว คือไม่มีธรรมะเป็นหลักประจำใจ มันจะลืมตัวสนุกสนาน เพลิดเพลินไป ไม่คิดถึงอนาคตข้างหน้า เวลานี้เราต้องคิดถึงเหมือนกัน อดีต ปัจจุบัน อนาคต ต้องเอามาประกอบกันเข้า เพื่อเป็นเครื่องพิจารณา เตือนจิตสะกิดใจในชีวิตของเรา เช่นเรื่องอดีต เราต้องเอามาเปรียบกับปัจจุบัน คนเราทุกคนมีอดีต มีปัจจุบัน มีอนาคต

อดีตนั้นเอามาเป็นเครื่องเตือนใจอย่างไร สมมติว่าเมื่อก่อนนี้เราเป็นคนอย่างไร เป็นคนธรรมดาๆ ไม่มีเงินไม่มีทองใช้ อยู่ในฐานต่อสู้ตัวเป็นเกลียว เพื่อจะได้ตั้งเนื้อตั้งตัวเป็นหลักเป็นฐาน เพื่อให้เทียมหน้า เทียมตา กับคนอื่นเขา เราก็ต้องเอามาพิจารณาว่า อดีตของเรานั้นอยู่ในสภาพลำบากอย่างไร ความลำบากทั้งหลายควรจะเป็นบทเรียน เป็นครูเตือนจิตสะกิดใจของเราไว้ ว่าเราต้องอาศัยความเพียร ความอดทน ความก้าวหน้า การทำจริง ชีวิตจึงได้ผ่านพ้นอุปสรรค คือความลำบากนั้นมาได้ มาอยู่ในฐานะที่สบายดังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

ทีนี้เมื่อสบายแล้ว บางทีเราจะลืมตัวไป ลืมนึกไปถึงอดีต ว่าเราเคยเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ที่คนโบราณเขาพูดว่า วัวลืมตีน คือมันลืม ว่าตีนมันมีกี่ตีน แล้วมันควรจะเหยียบอะไร บ้างมันลืมไป เลยไปเหยียบพลาดไปถูกนั้นถูกนี้ เจ็บไข้ได้ป่วย เขาจึงว่าวัวลืมตีน คนเราบางทีก็ลืมไปในเรื่องอย่างนั้น ไม่ได้นึกถึงของเก่า ที่เคยเป็นเคยอยู่อย่างไร พอมีอะไรผิดขึ้นจากเดิมก็เมาในสิ่งนั้น เมาในเงิน เมาในทองในอำนาจ ในความเป็นใหญ่ พวกบริวารก็ทำให้คนเมาเหมือนกัน เพราะมีแต่การป้อยอปอปั้น อย่างนั้นอย่างนี้ ล้วนแต่ว่าพูดให้เหลิงเจิ้งให้มึนไปทั้งนั้น เหมือนกินเหล้าหวาน เมาตลอดเวลา ทำให้นึกอะไรไม่ได้ นี่แหละคือความประมาทตัวหนึ่ง

| หน้าถัดไป >>


มองทุกให้เห็นจึงเป็นสุข
ทุกข์ซ้อนทุกข์
ไม่มีอะไรได้ดังใจเหมือนม้ากาบกล้วย
วันนี้เจ้าอยู่กับฉันพรุ่งนี้มันไม่แน่
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ศีลธรรมและสัจจธรรม
แหล่งเกิดความทุกข์
องค์สามของความดี
หลักใจ
ทำดีเสียก่อนตาย
ตามรอยพุทธบาท
ฐานของชีวิต
ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
ชั่งหัวมัน
อนัตตาพาสุขใจ
ฤกษ์ยามที่ดี
อดีต ปัจจุบัน อนาคต
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า
สำนึกสร้างปัญญา
สอนลูกให้ถูกวิธี
ปฏิวัติภายนอกกับภายใน
ร้อนกายไม่ร้อนใจ
อย่าโง่กันนักเลย
การทำศพแบบประหยัด
คนดีที่โลกนับถือ
ความจริงอันประเสริฐ
เสรีต้องมีธรรม
ทาน-บริจาค
เกียรติคุณของพระธรรม
เกียรติคุณของพระธรรม (2)
พักกาย พักใจ
เกิดดับ
การพึ่งธรรม
อยู่ด้วยความพอใจไม่มีทุกข์
มรดกธรรม
ฝึกสติปัญญาปัญหาไม่มี
ทำให้ถูกธรรม
วางไม่เป็นเย็นไม่ได้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com