Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร


ธรรมบรรยายของ หลวงพ่อปัญญา

เรื่อง พักกาย พักใจ

วันอาทิตย์ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2520

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา

วันอาทิตย์ เป็นวันหยุดงานหยุดการ ทางร่างกายเราก็มาพักผ่อนทางด้านจิตใจ ร่างกายกับใจนั้น จะต้องมีการพักผ่อนเท่าๆ กัน ร่างกายพักผ่อนด้วยการนอนหลับนอนในเวลากลางคืน ใจนั้นพักผ่อนด้วยการสงบอารมณ์ อันจะเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายยุ่งยากทางใจ ด้วยประการต่างๆ ถ้าเราพักผ่อนแต่เพียงร่างกาย จิตใจไม่ได้พักผ่อนเลย ก็เกิดเป็นปัญหา

เพราะว่าความเหน็ดความเหนื่อยทั้งหลายนั้นมันอยู่ที่ใจ มากกว่าที่อยู่ที่ร่างกายความเหนื่อยทางใจนั้น เป็นความเหนื่อยที่ลึกซึ้ง ส่วนความเหนื่อยทางร่างกายนั้น เป็นแต่เพียงผิวเผิน แก้ง่ายสะดวกสบาย ไม่ลำบาก แต่ว่า ความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจนั้น เป็นเรื่องที่แก้ยาก ถ้าไม่ศึกษาวิธีการในการที่จะแก้ไข ความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจไว้บ้างแล้ว เราก็จะรู้สึกเหนื่อยใจมากขึ้น ดังที่เราได้ยินคนบางคนพูดว่าเหนื่อยใจหนักใจ หรือว่าไม่สบายใจ อะไรๆ ต่างๆ อันนี้ก็เนื่องจากว่าใจไม่ได้มีการพักผ่อนเสียบ้างเลย

ใจที่ไม่มีการพักผ่อนนั้นก็คือใจที่คิดเรื่องอะไรๆ อยู่ตลอดเวลาแล้วไม่ได้คิดเพื่อให้เกิดความสบายใจ เป็นการคิดสร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนให้แก่ใจด้วยประการต่างๆ ที่เราเรียกกันว่า ความวิตกกังวลนั่นเอง ความวิตกกังวลเมื่อเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใดแล้ว ต้องทำให้ผู้นั้นเหน็ดเหนื่อยทางใจวุ่นวายใจอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นอันได้พักผ่อน แม้เวลาหลับนอนก็ไม่ได้หลับกับเขา มีอยู่ไม่ใช่น้อนที่คนนอนแล้วไม่หลับกระสับกระส่ายตลอดเวลา เวลาที่เรานอนไม่หลับนั้น มันเป็นเรื่องปัญหาทางใจ ไม่ใช่เรื่องปัญหาทางกายอย่างเดียว เรื่องปัญหาทางกายนั้นก็มีบ้างเหมือนกัน เช่นว่าท้องใส้ผิดปกติ เช่นว่าท้องเสีย หรือวามีอาการไม่สบายทางร่างกายในส่วนใดส่วนหนึ่ง อย่างนี้ก็เป็นเหตุให้นอนไม่หลับ หรือว่าเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม เรานอนไม่หลับ นั่นเป็นเรื่องของร่างกายแท้ๆ

แต่ว่า บางทีร่างกายเป็นปกติ กินอาหารได้ท้องใส้เป็นปกติ แต่ว่ากลับนอนไม่หลับ ที่นอนไม่หลับก็เพราะว่า ใจมันคิดเรื่องอะไรต่ออะไรยุ่งวุ่นวายไปหมด ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในใจนั้น ก็เนื่องจากกระทบกับอารมณ์ บางประเภทที่เราไม่นึกไม่ฝัน ว่ามันจะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นโดยกระทันหัน โดยเราไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว ก็เกิดความครุ่นคิดอยู่ในใจตลอดเวลา ตัวอย่างเห็นง่ายๆ เช่นเราสูญเสียอะไรที่เรารักใคร่พอใจไป จะเป็นคนก็ตาม เป็นวัตถุเป็นสิ่งของก็ตาม เราไม่นึกว่ามันจะสูญเสีย เราไม่นึกว่ามันจะจากเราไป แต่ว่าเกิดสูญเสียขึ้นอย่างกระทันหัน โดยเราไม่ได้คิดนึกไว้ก่อน พอสิ่งนั้นเกิดขึ้นเราก็ไม่สบายใจ มีความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ถ้าคนเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจอยู่บ้าง ก็คงจะกระทบกระเทือนอย่างหนัก จนอาจจะเป็นคนเขาเรียกว่าช็อค ไปเลยก็ได้ แต่ถ้าไม่มีโรคทางอย่างนั้น เขาเรียกว่า ไม่เป็นโรคหัวใจ ความคิดต่างๆ เกิดมามากขึ้นในใจ จนกระทั่งว่านอนไม่หลับ บางทีเป็นอย่างนั้นมีบ่อยๆ สำหรับบุคคลบางคนที่เกิดความคิดอย่างนี้ขึ้น

วันก่อนนี่มีพระองค์หนึ่ง ท่านต้องสูญเสียบิดาไปแล้วก็มานอนพักอยู่ที่กุฏิ ทั้งคืนไม่ได้นอน ตามไฟสว่างหยิบหนังสือเล่มนั้นมาอ่านจบไป เล่มโน้นมาอ่านจบไป อาตมาก็หลับไปเต็มตื่น ตื่นขึ้นมาเห็นยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ ก็เลยถามว่า ทำไมไม่หลับไม่นอน บอกว่า มันนอนไม่หลับ นอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว อันนี้เกิดจากความคิดนั่นเอง คือมันคิดอยู่แต่เรื่องที่เราประสพกับปัญหา ไม่ได้ปล่อยวางปัญหานั้น หรือไม่ได้คิดเตรียมตัวไว้ก่อนในเรื่องปัญหาอย่างนั้น อาการอย่างนั้นจึงเกิดขึ้นในใจ

ญาติโยมที่อยู่บ้านก็คงจะมีปัญหาประเภทอย่างนี้ ที่จะเกิดขึ้นแก่เราได้บ่อยๆ เช่นเราเป็นคนประกอบธุรกิจการงาน เรื่องธุรกิจการงานที่เรากระทำนั้น มันไม่แน่เสมอไป ไม่แน่ว่าเราจะมีกำไรเสมอไป หรือว่าจะได้ดังที่เราต้องการเสมอไป บางครั้งมันก็ได้ แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้ เวลาได้รู้สึกอย่างไร ถ้าเวลาได้ก็มักสบายใจชุ่มชื่นรื่นเริงด้วยประการต่างๆ แต่ถ้าเวลาเราไม่ได้จะรู้สึกอย่างไร เราก็รู้สึกไม่สบายใจ ผิดหวังในเรื่องนั้นเรื่องนี้ การที่เราผิดหวังก็เพราะว่าเราตั้งความหวังไว้มากเกินไป อย่าไปตั้งความหวังในอะไรๆ ให้มากเกินไป อันนี้เป็นเรื่องหลักที่ควรจะได้หคิดไว้ในใจบ่อยๆ ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม อย่างไปหวังให้มากเกินไป

คืออย่างหวังเอาร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดแล้วแต่มันจะได้ดีกว่า ถ้าเราไปหวังมากเกินไป แล้วก็รุนแรง เป็นความคิดที่มีความหงังรุนแรง เมื่อสิ่งนั้นไม่สมหวัง เราก็เสียดาย เรามีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจ บางทีก็เป็นทุกข์เอามากทีเดียว เมื่อถามว่าเป็นทุกข์ด้วยเรื่องอะไร ก็แอบไปว่า แหมมันไม่เหมือนใจเลยคราวนี้ หวังว่าจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ได้ดังที่ต้องการ อันนี้คือความผิดพลาดของการดำเนินขีวิตของเรา ในแง่จิตใจการดำเนินชีวิตผิดในแง่จิตใจมันสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนแก่เราอย่างเหลือเกินทีเดียว

เพราะฉะนั้น อยากจะแนะแนวไว้กับโยมทั้งหลายว่า ไม่ว่าเรื่องอะไรๆ เราอย่าไปตั้งความหวังในเรื่องจะได้ไว้มากเกินไป เรามีความคิดแต่เพียงประการเดียวว่า เราจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำไปตามหน้าที่ ที่เราจะต้องทำ เช่นเราทำการค้าขาย ประกอบธุรกิจการงานอะไรๆ ก็ตามเราก็ทำไปตามหน้าที่ของเรา เราไม่ต้องการผิดอะไรให้มากเกินไป เพียงสักแต่ว่าทำไปเท่านั้นน ทำด้วยสติด้วยปัญญา ความสามารถมีเท่าใดก็ลงทุนไปเถอะ ในเรื่องนั้นลงทุนให้เต็มที่ แต่อย่าไปหวังว่าจะได้เท่านั้นจะได้เท่านี้ให้มันมากเกินไป

เพราะสิ่งต่างๆ นี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา เราบังคับมันไม่ได้ ให้ได้ดังใจมันไม่ได้ เช่นว่าเราลงทุนไปก้อนหนึ่ง เพื่อสร้างงานสร้างการอะไรขึ้นมา ถ้าเราหวังว่าจะได้กำไรเท่านั้นเปอร์เซ็นต์เท่านี้เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเอาจริงเอาจังเข้ากลับไม่ได้ เพราะสิ่งทั้งหลายในโลกนี้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรหยุดนั่งสักอย่างเดียว การค้าขายก็มีความเปลี่ยนแปลงการบ้านการเมืองเรื่องของคนเรื่องของพื้นแผ่นดิน เรื่องดินฟ้าอากาศ อะไรๆ ต่างๆ นี้มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจะไปกำหนดเอาตายตัวว่า จะเป็นอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา เช่นเราสั่งอะไรมาสักอย่างหนึ่ง แล้วเรานึกว่าคราวนี้แหละ เราจะได้กำไรมากมายจากสิ่งเหล่านี้ แต่ว่าดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงไปเช่นว่า เราอยู่อากาศมันก็แห้งๆ ฝนฟ้าไม่ตก แต่พอเราลงมือทำงานทำการเรื่องนั้น ฝนเทลงมาจั๊กๆ น้ำท่วมบ้านท่วมเมืองเลยทีเดียว ทำให้สินค้าที่เราสั่งมานั้น มีอุปสรรค ไม่สามารถจะส่งไปที่นั่นที่นี่ได้ดังใจ อันนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา ที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ใครๆ เมื่อใดก็ได้แก่กิจการงานที่เรากระทำอยู่เมื่อใดก็ได้ เพราะฉะนั้นพระท่านจึงสอนว่า อย่าไปมีความหวังในเรื่องอะไรๆ ให้มันมากเกินไป

ชาวโลก เรามักจะพูดกันว่า เราอยู่กันด้วยความหวัง คือว่าหวังน้ำบ่อหน้ากันเรื่อยไป คล้ายๆ กันคนเดินทาง พอมาถึงศาลาพักร้อนหลังนี้ พักแล้วก็เดินต่อไป นึกว่าจะไปพัก ศาลาโน้นต่อไป พอถึงศาลานั้นก็นึกว่าจะไปพักศาลาโน้นต่อไป อย่างนี้เรียกว่า เดินไปด้วยความหวัง ความหวังนั้นก็คือความอยากนั่นเอง เราเอาความอยากมาเป็นอาหารใจ มาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ชาวโลกทั่วไปนี่อยู่ด้วยความอยาก อยู่ด้วยความปรารถนา ว่าจะมีสิ่งนั้นจะมีสิ่งนี้ เรียกว่า หาเหยื่อมาล่อจิตใจอยู่ตลอดเวลา ทีนี้การที่เราเอาเหยื่อต่างๆ มาล่อจิตใจเรานั้น มันไม่สุขใจอะไรมากนัก แล้วอาจจะผิดหวังเมื่อใดก็ได้ เราก็เกิดเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน เมื่อเราผิดหวัง ถ้าพูดกันในแง่ธรรมะ ในแง่จิตใจอย่างแท้จริงแล้ว เราไม่ควรจะอยู่ด้วยความหวังอย่างนั้น แต่เราควรจะอยู่อย่างไร เราควรจะอยู่เพียงเพื่อทำหน้าที่ของเราอย่างเดียวเท่านั้นเอง

ใครมีหน้าที่อันใดก็ทำหน้าที่อันนั้นไป หน้าที่พ่อค้าก็ค้าขายไป หน้าที่ราชการก็ทำไป หน้าที่พ่อหน้าที่แม่ก็ทำไป ใครมีหน้าที่อันใดก็ทำหน้าที่อันนั้นไป อันนี้คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต แต่ว่าผลอันจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เรจะหวังได้เสมอไป เราจะหวังว่าเมื่อทำงานชิ้นนี้แล้ว จะได้เท่านั้นจะได้เท่านี้อันนี้อย่าไปสร้างความหวังไว้เลย เพราะถ้าเราสร้างไว้ก็เท่ากับสร้างวิมานในอากาศ มันเป็นรูปเป็นร่างอะไรขึ้นมาเลย นอกจากจะเป็นความฝันแบบลมๆ แล้งๆ ที่เราสร้างขึ้นมาในมโนภาพของเราเท่านั้นเอง มันจะสลายลงเมื่อใดก็ได้ และเมื่อมันสลายไป จิตใจเราก็ต้องมีความทุกข์มีความเหี่ยวแห้งใจ มีความไม่สบายใจด้วยประการต่างๆ แล้วมันเรื่องอะไร ที่เราไปหาเรื่องให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน มันเรื่องอะไรที่จะไปหาความทุกข์ให้แก่จิตใจของเราเอง เราไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่กับความทุกข์ ความเดือดร้อนใจ แต่เราเกิดมาเพื่อความรู้เท่ารู้ทัน ในสิ่งเหล่านั้นตามสภาพที่เป็นจริง อยู่ในโลกด้วยปัญญา ไม่ใช่อยู่ด้วยความโง่เขลา หรือด้วยอวิชชา คือความไม่รู้ชัดไม่เข้าใจชัดในเรื่องนั้น ตามสภาพที่เป็นจริง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาวุ่นวายขึ้นในจิตใจของเรา ด้วยประการต่างๆ

เราได้ยินข่าวปรากฏอยู่บ่อยๆ ว่า คนที่พลาดหวังนั้นมักจะทำอะไรๆ ในทางแปลกๆ แผลงๆ เช่นว่าทำลายตัวเองเสีย เพราะว่าไม่สมหวัง เช่นชายหนุ่มหญิงสาวที่มีความรักกัน แล้วมีความหวังร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าจะได้อยู่กันแต่งงานกันตามเรื่องตามราว แต่มันเกิดผิดหวังขึ้นมา เพราะเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง เช่นว่า คนโน้นเขาคลายความรักไป เขาไม่รักเหมือนเดิมแล้ว เขาไปมีรักใหม่แล้ว คนที่ถูกพรากความรักไปก็เสียอกเสียใจ ไม่กินไม่นอน ไม่อยากจะอยู่ในโลกต่อไป อันนี้ก็เพราะว่าผิดหวัง จึงได้เกิดอารมณ์เช่นนั้นขึ้นมา หรือในเรื่องอื่นๆ อีกก็เหมือนกัน มันมีมากมายก่ายกอง ที่สร้างปัญหาคือความทุกข์ความเดือดร้อน ให้เกิดขึ้นในใจของเราด้วยประการต่างๆ ถ้าหากว่าเราศึกษาในเรื่องอย่างนี้

คือศึกษาจากประสบการณ์ในชีวิตของเราเอง ว่าในชีวิตของเรามันมีอะไรเกิดขึ้น แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันให้อะไรแก่เรา ให้ความสุขใจเบาใจแก่เรา ให้ทุกข์ความหนักใจแก่เรา ให้เความเดือดเนื้อร้อนใจแก่เรา เราจะต้องศึกษาเรื่อยๆ ไป หาประสบการณ์เหล่านั้นมาเป็นบทเรียน เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจไว้บ่อยๆ เพื่อจะได้ไม่ทำอะไรซ้ำลงไปในเรื่องอย่างนั้นอีก จะได้หลีกเลี่ยง จากเรื่องที่มันเคยเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่เรา เราก็จะมีปัญญามากขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับชีวิต

การเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ต้องเป็นอยู่ด้วยการศึกษา หาความรู้ความเข้าใจ จากประสบการณ์ที่เราผ่านมา ทุกเรื่องทุกประการ ให้ถือว่าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น เป็นครูเราทั้งนั้น เป็นบทเรียนสอนใจเราทั้งนั้น และเมื่อเราถือเอาเรื่องเหล่านั้น เป็นบทเรียนเครื่องสอนใจ แล้วเราก็จำไว้ ทีหลังเราจะไม่คิดอย่างนั้น จะไม่นึกในรูปนั้นอีกต่อไป เพราะการคิดนึกในรูปอย่างนั้นจะไม่นึกในรูปนั้นอีกต่อไป เพราะการคิดนึกในรูปอย่างนั้น มันสร้างความทุกข์ความเดือนร้อนให้แก่เรา แต่ว่าเราจะคิดในรูปที่เรียกว่ามีปัญญา มีความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ถูกต้องตามสภาพที่เป็นจริง อันนี้จะช่วยให้เกิดการผ่อนคลายทางด้านจิตใจ จะได้คลายความทุกข์ความเดือดร้อนใจไปได้ นี้ประการหนึ่ง

ทีนี้อีกประการหนึ่ง ความผิดในเรื่องนี้ที่ทำให้เกิดความหนักอกหนักใจ เหนื่อยใจในชีวิตของเราทั่วๆไป ก็คือการคิดในเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่ว่าจะห้ามเสียเลย หามิได้ คิดได้ แต่ว่าต้องคิดด้วยปัญญา คิดเพื่อเอามาเป็นบทเรียนเอาสอนใจ หาความจริงในเรื่องอย่างนั้น คิดแบบวิเคราะห์วิจัย อย่างนี้ไม่เสียหาย แต่ว่าโดยมากหาได้คิดในรูปนั้นไม่ เอามาคิดในรูปที่มันจะสร้างปัญหา คือความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ตนทั้งนั้น คือคิดด้วยความโง่เขลา ไม่ได้คิดด้วยปัญญา ในเรื่องอะไรต่างๆ เรื่องบางเรื่องมันผ่านพ้นไปตั้งนานแล้ว แต่ก็เราเอามาคิด พอคิดแล้วก็เกิดความไม่สบายใจ เป็นทุกข์ขึ้นมาก็เพราะเรื่องอย่างนั้น บางคนถึงกับว่าน้ำตาไหล ถามว่าทำไมจึงน้ำตาไหล แหมคิดถึงเรื่องเก่าแล้ว ฉันเศร้าใจเหลือเกิน เรื่องอะไรที่ไปคิดให้มันเศร้าใจ มันเรื่องอะไร อยู่ดีๆ ไม่ว่า ไปหาเรื่องให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ที่คนโบราณเขาว่า เอามือไปซุกหีบ มือมันอยู่ดีๆ ไม่ชอบเอาเข้าไปซุกในหีบ แล้วก็ปิดฝาหีบลงไป โดนเอามือเจ็บปวดไปเปล่าๆ นี่มันไม่ได้เรื่องอะไร เราทำไมจึงชอบคิดในเรื่องอย่างนั้นเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาไม่ชอบปล่อยชอบวาง ไม่ชอบทิ้งเรื่องนั้นออกไปเสีย

ในหลักธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ท่านวางหลักในเรื่องนี้ไว้อย่างไร ให้เราคิดอย่างไรนึกอย่างไร พระผู้มีพระภาควางหลักเรื่องนี้ไว้ว่า "อตีตัง นานวาคะเมยยะ นัปปะฏิกังเข อนาคตัง ปัจจุปปันนัญ จะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ" บอกว่า อย่าคิดถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว อย่าคิดถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ให้เพ่งพิจารณาในเรื่องนั้น เพื่อให้รู้ชัดเห็นชัดตามสภาพที่มันเป็นอยู่จริงๆ อันนี้เป็นหลักการอันหนึ่ง ซึ่งเราน่าจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา

เพราะว่าคนเราทั่วๆ ไป ที่มีความทุกข์ระทมตรมใจอะไรต่างๆนั้น ส่วนมากก็เป็นเรื่องเก่าๆ ที่มันผ่านพ้นมาแล้ว ของหายไปตั้งสองเดือนแล้ว ก็ยังเอามาคิดถึงอยู่ คือบางทีก็พูดกะใครๆ ว่า แหมนึกถึงเรื่องนั้นทีไรแล้วแสนจะกลุ้มใจรู้ว่ากลุ้มใจ แต่ว่าทำไมไปคิดถึงเรื่องนั้นนี่เขาเรียกว่าเผลอไป ประมาทไป ไม่ได้ระมัดระวัง ควบคุมความคิดของตัว แล้วก็ไปคิดถึงเรื่องที่ทำให้เศร้าใจ ให้เสียใจเป็นทุกข์เป็นร้อนด้วยประการต่างๆ นั้นล้วนแต่เป็นเรื่องเก่าๆ แก่ๆ ทั้งนั้น เอามานั่งคิดนั่งผันไป ไม่ได้เรื่องอะไร อย่างนั้นไม่ควรคิด เพราะมันผ่านพ้นไปแล้ว

เรื่องเวลานี้มันมีสามกาละคือว่า ปัจจุบัน อตีด อนาคต สามกาลนี้มันนิดเดียวเท่านั้นเอง ตัวปัจจุบันนี่ก็นิดเดียว แล้วมันก็กลายเป็นอดีตไป แล้วอนาคตก็ย่างเข้ามา กลายเป็นตัวปัจจุบัน

แล้วก็เป็นอดีตต่อไปถ้าหากว่าเราถือหลักว่าเวลานี้มันไม่คงที มันมาถึงเราแล้วก็ผ่านพ้นไป ๆ วินาทีนั้นผ่านพ้นไป วินาทีใหม่ผ่านเข้าแล้วก็ผ่านพ้นไป คล้ายๆ กับว่าภาพยนตร์ เวลาเราดูหนัง ภาพต่างๆ มันผ่านสายตาเราไปในรูปต่างๆ กัน นั่นคือความเปลี่ยนแปลงของภาพอยู่ตลอดเวลาภาพ มันถี่ยิบเพราะความหมุนของเครื่อง แล้วฟิล์มมันก็หมุนไป เราก็เห็นว่าเป็นภาพวิ่งแสดงอย่างนั้นแสดงอย่างนี้ เป็นปรากฏการแก่สายตายของเรา ทำให้เราเห็นว่ามันเป็นจริงๆ จังๆ เป็นเรื่องเป็นราว บางทีดูด้วยความเพลิดเพลิน บางทีดูแล้วก็เศร้าโศกเสียใจ เวลาจบเรื่องลงไปก็พลอยเศร้าไปกับ พระเอกหรือว่า นางเอกที่ต้องพบชตากรรมที่ไม่นึกฝัน ว่าจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ที่จริงภาพเหล่านั้นมันเป็นมายา ที่มาหลอกตาเราชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ว่าภาพมันติดต่อกัน เลยเห็นเป็นเรื่องเดียวกันตลอดเวลา อย่างนี้มันก็ผ่านๆ ไปเท่านั้นเอง อะไรๆ มันก็ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้หยุดอยู่มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้หยุดอยู่ แต่ว่าเรานั้นเป็นผู้ทำผิด ทำผิดในเรื่องอย่างไร ทำผิดคือไปเก็บเอาสิ่งนั้นไว้เอามาใส่ในใจ ใส่ไว้ในห้วงนึกในความคิดของเรา เก็บเรื่อยไปไม่รู้ว่าอะไรต่ออะไร เรียกว่าเป็นคนชอบเก็บ ชอบสะสม ลักษณะของจิตมันก็อย่างนั้นอยู่ด้วยเหมือนกัน คือว่าชอบสะสมอารมณ์ประเภทต่างๆ ที่ผ่านมาเข้ามาแล้วมันก็เก็บไว้ แล้วเอามานั่งคิดนั่งนึกให้เกิดความทุกข์ความเศร้าใจ ไม่มีเรื่องอะไรจะคิดก็ไปเอาเรื่องที่มันเศร้าใจ ให้ไม่สบายใจ บางทีไปคิดในเวลาใกล้จะนอน เลยกระทบอารมณ์ อารมณ์เลยนอนไม่หลับ

หรือบางทีไปคิดว่าเวลารับประทานอาหาร เลยเกิดเบื่ออาหารขึ้นมา ไม่อยากจะรับประทานแล้ว ใจมันไม่สบาย คนอื่นนั่งใกล้ก็ถามว่า ไม่สบายใจด้วยเรื่องอะไร แหมใจมันไปคิดในเรื่องครั้งกระโน้น เก่าไม่รู้สักกี่สืบปีแล้ว ถ้าเป็นวัตถุก็เรียกว่าบูดแล้ว เน่าแล้ว เปื่อยแล้ว เราอุตส่าห์เอามาสร้างเป็นโครงร่างขึ้นมาใหม่ ไปเก็บเอาขี้เถ้ามันมา เอามาเสกสรรปั้นแต่งให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว นั่งดูด้วยความเศร้าโศกใจ นี่เรียกว่า ความเขลาหรือความฉลาด ขอให้เราคิดดูสักเล็กน้อย ถ้าคิดดูแล้วก็เห็นว่า เอ มนุษย์นี่แย่เต็มที เรื่องมันเป็นขี้เถ้าผงไปหมดแล้ว อุตส่าห์เอาขี้เถ้าขึ้นมาเสกอีก ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แล้วก็มานั่งฝันในเรื่องความทุกข์คความเศร้าใจ อันนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเป็นไปเลย สิ่งใดที่มันผ่านไปแล้วก็ปล่อยไป ช่างมันเถอะผ่านพ้นไปแล้ว เราจะไปคิดถึงสิ่งนั้นทำไมให้มันเป็นอดีตไป อดีตมันก็ผ่านพ้นไปแล้วปัจจุบันมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง แต่ถ้ามาถึงเข้า เราก็พิจารณาต่อไป ด้วยปัญญาว่าสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นแก่เรา แต่ว่าสิ่งนี้มันไม่เที่ยงมันมีความเปลี่ยนแปลง คอยดูว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป ให้เราทำตนเป็นคนดูด้วยปัญญา อย่าดูด้วยความยึดมั่นถือมั่น อย่าดูด้วยความหลงผิดในเรื่องนั้นๆ จิตใจเราก็จะสบายขึ้นไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ นี่หลักหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาคือความทุกข์อย่างหนึ่ง เหมือนกัน คือให้รู้ว่าอะไรที่ผ่านพ้นไปแล้วก็ผ่านพ้นไป อย่าไปรื้อไปค้นเอามาคิดนึกให้เสียเวลา ให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใจเปล่าๆ แต่ถ้าเราจะเอามาคิดนึกก็เรียกว่าคิดด้วยปัญญา รื้อมันด้วยปัญญา สร้างขึ้นด้วยปัญญาตลอดเวลา อย่างนั้นสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์ ไม่เป็นคความเสียหายในการที่เราจะคิด เพราะเอามาศึกษาค้นคว้าในเรื่องอย่างนั้น ว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นอย่างไร ตั้งอยู่เปลี่ยนแปลงไปในสภาพอย่างไร เราจะได้จดจำไว้เป็นบทเรียนสำหรับชีวิตของเราต่อไป ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่ถ้าเอานั่งคิดด้วยความเขลาแล้ว เรานั่งกลุ้มใจเป็นทุกข์ไม่สบาย อย่างนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะกระทำนี้ประการหนึ่ง เป็นเรื่องที่จะช่วยแก้ปัญหา คือความไม่สบายใจ หรือว่าความเหน็ดเหนื่อยใจที่เกิดขึ้น ให้พอคลายไปได้ จากการคิดนึกในรูปอย่างนี้

อันเรื่อง ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เรื่องนั้นเรียกว่าเรื่องปัจจุบัน เราควรจะทำจิตให้เป็นปัจจุบันไว้ จิตที่เป็นตัวปัจจุบันหมายความว่า มันตื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่หลับไหลไม่มัวเมา คำว่า หลับไหลในทางจิต นั้นหมายความว่า ไม่รู้ไม่เข้าใจ เมื่อใดเราไม่รู้ไม่เข้าใจก็เรียกว่าเราหลับแล้ว พอเราหลับแล้วมันก็วุ่นวาย เกิดปัญหาแล้วไม่มีอะไรร้อยแปดเกิดขึ้น เพราะไม่ได้ตื่นด้วยสติปัญญา เรากลายเป็นคนหลับอยู่ในขณะนั้น ไม่ดีไม่งามเราจะต้องเพ่งปัจจุบันหมายความว่าตื่นตัวอยู่ด้วยสติปัญญานั่นแหละ มันจะช่วยตัวเองให้เรามองเห็นอะไรชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่ามีอะไรเกิดขึ้นแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นต่อไป อะไรมันเปลี่ยนแปลงไปในรูปอย่างไร คอยมองไปค้นคว้าไป ศึกษาไปในเรื่องนั้นๆ อย่างนี้เรียกว่า อยู่ด้วยความตื่นตัว อยู่ด้วยปัญญา ความตื่นตัวนั้นก็คือความมีสติ คอยพิจารณาอะไรๆ ต่างไว้

| หน้าถัดไป >>


มองทุกให้เห็นจึงเป็นสุข
ทุกข์ซ้อนทุกข์
ไม่มีอะไรได้ดังใจเหมือนม้ากาบกล้วย
วันนี้เจ้าอยู่กับฉันพรุ่งนี้มันไม่แน่
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ศีลธรรมและสัจจธรรม
แหล่งเกิดความทุกข์
องค์สามของความดี
หลักใจ
ทำดีเสียก่อนตาย
ตามรอยพุทธบาท
ฐานของชีวิต
ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
ชั่งหัวมัน
อนัตตาพาสุขใจ
ฤกษ์ยามที่ดี
อดีต ปัจจุบัน อนาคต
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า
สำนึกสร้างปัญญา
สอนลูกให้ถูกวิธี
ปฏิวัติภายนอกกับภายใน
ร้อนกายไม่ร้อนใจ
อย่าโง่กันนักเลย
การทำศพแบบประหยัด
คนดีที่โลกนับถือ
ความจริงอันประเสริฐ
เสรีต้องมีธรรม
ทาน-บริจาค
เกียรติคุณของพระธรรม
เกียรติคุณของพระธรรม (2)
พักกาย พักใจ
เกิดดับ
การพึ่งธรรม
อยู่ด้วยความพอใจไม่มีทุกข์
มรดกธรรม
ฝึกสติปัญญาปัญหาไม่มี
ทำให้ถูกธรรม
วางไม่เป็นเย็นไม่ได้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com