Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร


ธรรมบรรยายของ หลวงพ่อปัญญา

เรื่อง อยู่ด้วยความพอใจไม่มีทุกข์

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2520

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

ณ บัดนี้ถึงเวลาของการแสดงปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่าน อยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา

อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ได้พบข่าวแปลกๆ ในรูปต่างๆ อ่านแล้วก็นึกในใจว่า มนุษย์เราทุกวันนี้ ช่าง ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอำนาจของสิ่งแวดล้อมมากเหลือเกิน แม้คนบางคนจะเป็นผู้มีการศึกษา อยู่ในประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า ก็มีความเปลี่ยนแปลงในทางจิตใยไปในทางตกต่ำได้ง่าย ข่าวที่อ่านแล้วนึกในใจว่าแย่เต็มที มีอยู่ข่าวหนึ่งคือ ข่าวของนางมากาเร็ต ทรูโด ซึ่งเป็นภรรยาของท่านนายกรัฐมนตรีประเทศแคนาดา นางคนนี้มีอายุยี่สิบหกปี สามีอายุหกสิบเจ็ดปี เขาเรียกว่าสามีแก่เมียสาว ก็ไม่สาวเท่าใดแล้ว อายุขนาดนั้นไม่เรียกว่าคนสาว แต่ว่าเป็นคนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่เต็มตัว แล้วก็ได้แต่งงานกันมีลูกด้วยกันสามคน แล้วก็ไปอยู่ในทำเนียบรัฐบาล แต่ว่าไม่พอใจในการอยู่ในทำเนียบนั้น เลยแยกกับสามี จะหย่าขาดจากกันก็ไม่ได้ เพราะต่างคนต่างนับถือศาสนาโรมันคาทอลิค

ศาสนาโรมันคาทอลิคนี้ไม่อนุญาตให้สามีภรรยา หย่าจากกัน แม้จะอยู่กันไม่ได้ก็ไม่ให้หย่า เลยก็ต้องแยกกันอยู่ แยกกันอยู่ก็เหมือนกับหย่าเหมือนกัน แต่ว่าหย่ากันจริงๆ นั้นไม่ได้เป็นอันขาด อันนี้ทำให้เกิดเป็นปัญหาในประเทศอิตาลี เคยมีสมาชิกสภาผู้แทน เสนอกฏหมายเพื่อให้หย่าได้ เพราะว่าคนในอิตาลีที่นับถือโรมันคาทอลิค อยู่กันไม่ค่อยเรียบร้อย ในครอบครัวระหองระแหงกันด้วยประการต่างๆ ก็อยากจะหย่าแต่ก็หย่าไม่ได้ เมื่อหย่าไม่ได้ก็เลยแยกกันอยู่ บางทีต่างคนต่างก็ไปมีใหม่ แต่ก็มีไปอย่างนั้นไม่ได้แต่งงานกัน อันนี้เป็นปัญหาในทางศีลธรรมที่ไม่มีการปรับปรุง ความจริงอันนั้นไม่ใช่หลักธรรมแท้ในทางศาสนา แต่เป็นข้อบัญญัติของโป๊ปซึ่งตั้งขึ้นในภายหลัง

แล้วก็ถือกันอย่างเคร่งครัดอยู่ นายกรัฐมนตรีแคนาดากับภรรยานั้นสงสัยว่าจะเป็นหรือเปล่า เพราะคนที่นับถือศาสนานั้นจิตใจจะตกต่ำเกินไป จะไม่เปลี่ยนไปสู่ภาวะการตามใจตัวเองมากมายถึงขนาดนั้น คือเมื่อแยกกันแล้วก็ไปทำอะไรตามชอบใจ ไปร้องเพลงบ้างไปเต้นรำบ้าง ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าไม่ไหว อยู่ในทำเนียบรัฐบาลนี่ไม่ไหว ต้องแต่งตัวเป็นระเบียบเรียบร้อย ต้องรับแขก ต้องยืนนานๆ ต้องยิ้มกับแขกที่ไม่อยากยิ้มด้วยกับเขา เป็นการทรมานจิตใจ ไม่เกิดความสุขในทางใจ ไร้อิสรภาพไร้เสรีภาพ สู้มาอยู่อย่างนี้ไม่ได้ อิสระดี เป็นเสรีชน ไม่ต้องอยู่ในกฏในระเบียบ แล้วยังแถมท้ายบอกว่า สูบกันชานี่ดี ทำให้เกิดอารมณ์สดชื่นแจ่มใส

อาตมาอ่านข่าวนี้แล้วก็คิดว่า แม่คนนี้แกคงไม่เต็มบาทแน่ๆ แต่ว่าจับพลัดจับผลูไปเป็นเมียนายกรัฐมนตรีเข้าได้ แต่ว่าจิตใจนั้นเป็นพวกปกติ ถ้าพูดตามภาษาหมอ ทางจิตแพทย์ ก็เรียกว่าเป็นพวกจิตผิดปกติ ทีพวกฝรั่งเขาเรียกว่า พวกแอ็บนอมอน พวกนี้มันไม่เหมือนใคร มีความคิดแผลงๆ อะไรๆ ไปในรูปต่างๆ อ่านข่าวนี้แล้วก็สะดุดใจ ไม่ใช่มีแต่เพียงคนเดียว คือแม่มาดามคนนั้น ในสังคมมนุษย์เราในปัจจุบันนี้ มีสภาพจิตใจอย่างนี้มากเหมือนกัน

เมื่อเกิดอารมณ์ ประเภทอยากสนุก อยากเที่ยว อยากเพลิดเพลินขึ้นมาแล้ว ไม่นึกถึงอะไร คือไม่นึกถึงวงศ์ตระกูล ไม่นึกถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่นึกถึงศีลธรรมศาสนาอะไรทั้งหมด นึกแต่เพียงอย่างเดียวว่า ฉันอยากจะมีเสรีตามชอบใจ

ทีนี้เสรีที่เขาเข้าใจนั้น มันไม่ใช่เสรีธรรม ไม่ใช่เสรีภาพ แต่ว่ามันเป็นเรื่องของการปล่อยตัว ปล่อยใจไปตามอารมณ์ ไปตามสิ่งที่ตนปรารถนาเสียมากกว่า ไม่มีระเบียบบังคับจิตใจ แต่เข้าใจการกระทำอย่างนั้น เป็นความสบาย คือสบายแบบตนใจต่ำ ไม่ใช่สบายแบบคนมีจิตใจสูง ความสบายของมนุษย์เรานั้นมันมีสองประเภท คือประเภทหนึ่งนั้นสบายตามอารมณ์ หมายความว่าได้เที่ยวได้เล่น ได้กิน ได้สนุก ได้เพลิดเพลินก็เป็นความสบาย ไม่อยากให้มีอะไรมาบังคับตนเอง ไม่อยากจะอยู่ในระเบียบในวินัยอะไรทั้งนั้น อยากจะทำอะไรก็ให้ได้ทำตามชอบใจ เขาเรียกตัวพวกเขาเองว่า เป็นพวกเสรีชน ตามความเข้าใจของเขา คนประเภทเหล่านี้ดูหมิ่นเหยียดหยาม ต่อบุคคลที่เคร่งครัดต่อระเบียบประเพณี หาว่าเป็นคนไม่รู้จักหาความสุข ไม่รู้จักหาความสบายใจ เกิดมาแล้วก็ไม่เท่าก็จะตายลาโลกนี้ไป เราควรจะหาความสุขให้เต็มที่สักหน่อย อันนี้มันเป็นพวกมีความสุขตามแบบวัตถุ ไม่ใช่ความสุขทางจิตใจ ซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริง

อันคน ที่หลงใหลมัวเมาอยู่ในความสุขประเภทวัตถุเช่นนี้แหละ ย่อมทำให้ไม่มีอะไรบังคับจิตใจ เพราะไม่ชอบการบังคับ ไม่ชอบการขืนใจ แต่เป็นคนชอบการตามใจตัวตามใจอยากทุกเวลา ตัวอยากจะไปไหนจะทำอะไร อยากจะกินจะดื่มอะไร ก็กระทำตามชอบใจ เขาเล่าว่า ในคราวหนึ่งท่านนายกรัฐมนตรีถูกเชิญไปในทำเนียบขาว แหม่มคนที่เป็นภรรยาก็ไปด้วย นุ่งกระโปรงสั้นนิดเดียว เข้าไปในทำเนียบขาว ในงานราตรีสโมสร เขาแต่งตัวกระโปรงยาวกันทั้งนั้น เรียกว่าเป็นระเบียบแม่คนนั้จะนุ่งไปคนเดียว แล้วแกก็นึกว่าแกนี่เป็นคนสมัยกว่าเพื่อนอย่างนั้นแหละ นี่เขาเรียกว่า มันผิดปกติทางด้านจิตใจ จึงมีสภาพเช่นนั้นไปได้

แล้วผลที่สุดอยู่ในระเบียบไม่ได้ อยู่ในที่สูงไม่ได้ ต้องหล่นลงไปในที่ต่ำต้องไปเที่ยวๆ เต้นๆ รำๆ ไปตามประสา แล้วบางทีก็บอกว่า ต่อไปข้างหน้าฉันอาจจะแสดงภาพยนตร์ก็ได้ เพราะว่าเจ้าชายชาลแห่งอังกฤษเคยพูดชมว่า รูปร่างสวยดี พอจะเป็นดาราหนังกับเขาได้ นี่มันเป็นไปถึงอย่างนี้ ญาติโยมทั้งหลายลองคิดดูว่า จิตใจมันเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน คือเปลี่ยนจากสูงไปสู่ความตกต่ำมากมาย อันนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวเหมือนกัน อ่านข่าวแล้วมันเป็นเรื่องน่ากลัว ว่ามันจะเกิดมากมายต่อไปในสังคมมนุษย์เรา เพราะมนุษย์เรามีจิตใจอย่างนี้จึงมีปัญหาในครอบครัว เกิดปัญหาในงานการอะไรต่างๆ ขึ้นมา ไม่อยากให้ความคิดประเภทอย่างนี้ มาเกิดขึ้นในจิตใจเหล่าสตรีไทยทั้งหลายซึ่งเรียกว่า เป็นกุลสตรี เป็นผู้เคารพในระเบียบแบบแผนประเพณี

สตรีไทยเรานั้นเป็นผู้มีกิริยามรรยาทงดงาม สุภาพเรียบร้อย สุภาพอ่อนโยน ชาวต่างประเทศเขาชอบ เขาชอบตรงนี้ ไม่ใช่ชอบเนื้อชอบหนังอะไรในทางนั้นหรอก แต่ว่าเขาชอบว่ามีกิริยาแซ่มช้อยนิ่มนวล ไม่กระด้างแล้วก็เป็นคนอ่อนโยน ฝรั่งนั้นเขาตามปกติไม่ค่อยอ่อนโยนหรอกเขากระด้าง แล้วก็ชอบใช้ชายให้ถือข้าวถือของ ทำเนียมเขาอย่างนั้น ในหลวงรัชกาลที่ห้า ในคราวเสด็จประพาสยุโรป แล้วเขียนไว้ในหนังสือไกลบ้าน เล่ามาให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมขุนอู่ทองฟังเป็นจดหมายเรียกว่า หนังสือไกลบ้าน เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า ได้เห็นพ่อสามีถือของพระนุงตุงนังไปหมดเลย มือหิ้วเต็มรักแร้สองข้างก็หนีบเข้ามาอีก บอกว่ายังอย่างเดียวไม่ได้เอามาผูกคอเท่านั้นเอง เดินมาอย่างหนักทีเดียวแล้วท่านก็บอกว่า เกิดเป็นผู้ชายฝรั่งนี้แสนจะลำบาก ต้องเป็นทาสเขาไปทุกสิ่งทุกอย่าง บันทึกไว้ในรูปอย่างนั้น นี่แสดงว่าฝรั่งเขาเอาใจสตรี แต่ว่าสตรีก็รู้ว่าเขาเอาใจก็ใช้ใหญ่เลย ให้ถือข้าวถือของพะนุงตุงนังไปหมด อย่างนี้ก็มากไปหน่อย

ในขนบธรรมเนียมไทยเรานั้น เป็นขนบทำเนียมที่รับมาจากอินเดีย อินเดียนั้นเขามีทำเนียมว่าสตรีเป็นช้างเท้าหลัง ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า สตรีต้องอยู่ในบังคับบัญชาของสามี สุดแล้วแต่สามีจะสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำอย่างนั้น หากพวกเราคงเคยอ่านหนังสือวรรณคดีชาดก เรื่องเวสสันดร ในตอนที่พระเวสสันดรถูกขับออกจากเมืองสีพี ในการถูกขับออกคราวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องอะไร คือว่าฝืนมติมหาชนมากไปหน่อย มหาชนเขามีความเชื่อแบบหนึ่ง คือเชื่อว่าช้างปัจจัยนาคเป็นช้างศักดิ์สิทธิ์ เป็นช้างพิเศษ ถ้าอยู่ในบ้านเมืองใดฝนก็จะตกตามฤดูกาล ถ้าหากว่าที่ใดแห้งแล้วเอาช้างนี้ไปฝนก็จะตก เขาถือว่าอย่างนั้น ทีนี้ที่เมืองกาลิงคะ คือแคว้นโอริสาในสมัยนี้ มันอยู่กลางๆ ประเทศอินเดีย เดี๋ยวนี้มันก็แห้งแล้งเหมือนกันแคว้นนั้น แต่ไม่มีช้างปัจจัยนาคไปช่วยหรอก เมืองไทยเรายังมีสิ่งวิเศษกว่าช้างปัจจัยนาคคือ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ นั่นสามารถบันดาลให้ฝนตกลงมาได้ด้วยการทำฝนเทียม

ในสมัยนั้น เขาเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้น เมืองกาลิงคะมันแห้งแล้ง ก็เลยจัดพราหมณ์แปดคน ให้ไปขอช้างปัจจัยนาค จากพระเวสสันดร พระเวสสันดรท่านเป็นคนใจกว้าง อารีอารอบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นความทุกข์ยากของเพื่อมนุษย์เหมือนความทุกข์ยากของพระองค์เอง เมื่อพราหมณ์แปดคนเข้ามาขอช้างเล่าเรื่องให้ฟังทุกประการแล้ว ไม่อัดอั้นเลย บอกว่าเอาไปเถอะประชาชนจะได้อยู่เย็นเป็นสุขต่อไป เลยประทานไปเสียเลย ชาวเมืองสีพีเมื่อพระเวสสันดรประทานช้างให้ไปนั้น ก็โกรธเอาทีเดียวหาว่าเหมือนกับถอดเอาดวงใจไปให้แก่ชาวกาลิงคะ  พระเวสสันดรไปรักคนเมืองอื่นมากกว่าเมืองของตัว ไปก็เลยกราบทูลพระเจ้ากรุงสัญชัยว่า พระลูกเจ้าไม่ไหลแล้ว ทำอะไรๆ มันผิดเพศมนุษย์ ทำให้คนเดือดร้อนวุ่นวาย ขอให้เนรเทศไปอยู่เขาวงกตเสียเถอะ

ตรงนี้ก็น่าชมน้ำใจพระเจ้ากรุงสัญชัยเหมือนกันที่เคารพต่อมติมหาชน ไม่เอาใจตัวเป็นใหญ่ คนเรานี่พังเพราะลูกมาไม่รู้กี่รายแล้วในโลกนี้ เขาเรียกว่า พ.พ.ล. พังเพราะลูกนี่มากแล้ว พระเจ้ากรุงสัญชัยท่านไม่ได้พังเพราะลูกชายหรอก ท่านจะรักษาสมบัติบ้านเมืองต่อไป เมื่อเขาบอกอย่างนั้นก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก เมื่อท่านทั้งหลายต้องการเราก็จะทำตามมติ ของพวกท่านทั้งหลาย เราจะให้เจ้าเวสสันดรออกไปอยู่เขาวงกต เลยเรียกลูกมาบอกว่า พ่อนี่ลำบากใจรักลูกก็รัก ลูกมีคนเดียวประชาชนเป็นแสนเป็นล้าน จะเอาใจลูกไม่เอาใจประชาชนก็ผิดหลักการ ในฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อันนี้ก็เรียกว่ามีคุณธรรมสูงเหมือนกัน

พวกชาวบ้านชาวเมืองยุ่งเต็มที เดินขบวนอย่างนี้ไม่ใช้ทหารขับไล่ประชาชน ก็เกิดความเสียหาย ท่านไม่ทำอย่างนั้น ท่านเห็นว่าประโยชน์สุขของมหาชนยิ่งกว่าประโยชน์สุขของครอบครัว หรือว่าของตัวคนเดียว เพราะฉะนั้นก็บอกลูกว่า ลูกเอ๋ยต้องให้พ่อสบายใจ ไปอยู่เขาวงกตเถอะ เมื่อไหร่มีเหตุการปกติก็ค่อยกลับมาใหม่ เขาเรียกว่าเนรเทศออกจากบ้านจากเมือง ในสมัยนี้ใครทำผิดเขาส่งเรือบินไปเลย แต่สมัยนั้นมันไปอย่างนั้นไม่ได้ พระเวสสันดรก็ต้องรับคำพ่อ เพราะพระเวสสันดรเป็นลูกที่ดี มีความเคารพพ่อแม่ เมื่อรู้ว่าพ่อต้องการอย่างนั้น ก็สนองพระราชโองการด้วยความเต็มใจ จะไปอยู่เขาวงกต

แต่ว่ามารดาพระนางผุสดี นึกแค้นใจเหมือนกันว่า อะไรเจ้ากรุงสญชัยนี้เหลือเกิน ลูกนี่แหละสำคัญกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาอะไรหนักหนา เจ็บไข้ได้ป่วยชาวเมืองเขามารักษา ตกหล่นลงมาจะลำบาก แกเลยไปหาพระเจ้ากรุงสญชัยตัดพ้อต่อว่า พระเจ้ากรุงสญชัยก็มีน้ำพระทัยแข็งเหมือนกัน แม้พระนางผุสดีจะมาต่อว่าอย่างไรก็ทำเฉย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าอย่างนั้นเถอะ อ้อนวอนไม่สำเร็จก็กลับไปปลอบลูกต่อไป ให้ลูกเดินทางไป ไปคนเดียวไปแต่พระเวสสันดรเท่านั้น แต่ว่าพระนางมัทรีต้องไปด้วย เพราะความรักภักดีต่อสามี นางก็ไปบอกพระเวสสันดรว่าต้องไปด้วย

พระเวสสันดรบอกว่า เธอไม่อยู่ในเขตการขับไล่ ต้องอยู่ในวังเลี้ยงลูกเลี้ยงเต้าไป นางบอกว่า มันจะสมควรหรือ เวลาสุขก็ลอยนวลอยู่ในวัง เวลาสามีทุกข์ก็ไม่ไปด้วย อย่างนั้นมันไม่ได้เกิดเป็นผู้หญิงนี่มันลำบาก สามีไม่อยู่ลำบากใจ แต่งตัวมากไปก็ไม่ได้ แต่งตัวมอซอไปก็ไม่ได้ เดินก้มก็ไม่ค่อยจะได้ เดินเงยก็ไม่ได้ มันลำบากอยู่คนเดียว ลำบากเดือดร้อน สามีนี่เป็นฉัตรแก้วกั้นเกศ งามหน้างามเนตรทุกเวลา พระองค์เดือดร้อนก็ต้องไปด้วย ยินดีจะไป พระเวสสันดรบอกว่า ในป่ามันลำบาก ถึงลำบากอย่างไรก็ต้องไป รับอาสาช่วยเหลือพระองค์ ให้มีความสุขต่อไป นี่คือน้ำใจของกุมารีเข่นนางมัทรี ผลที่สุดก็ไปเดินทางไป ทีแรกก็นั่งรถเทียมม้า คนมาขอม้าไปเสีย เหลือแต่รถมันวิ่งไม่ได้ คนที่มาขอรถเอาไปรวมกับม้าต่อไป สองคนก็อุ้มลูก พระเวสสันดรก็อุ้มพ่อชาลีแม่มัทรีก็อุ้มแม่กัณหา เดินไปในป่า

ให้นึกว่ากษัตริย์เดินป่านี่มันทุเรศขนาดไหน ลำบากขนาดไหน ก็ต้องไปตามเรื่องตามราว จนไปถึงเมืองเชตุดร พวกกษัตริย์นั้นมาต้อนรับขับสู้ ให้พักให้ผ่อนเชิญให้อยู่ ท่านบอกว่าไม่ได้เรื่องออกจากเมืองคราวนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดามันเรื่องการเมืองไปเสียแล้ว ถ้าเรามาอยู่เมือง ท่านกับเมืองโน้นก็จะขัดใจกัน ประขาชนทั้งหลายเขาจะหาว่า พวกกษัตริย์ทั้งหลายเหล่านี้ คบคิดกับพระเวสสันดรส้องสุมผู้คน จะไปตีเมืองนครสีพี สัมพันธไม่ตรีที่เคยมีก็จะร้าวฉาน จะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย เราคนเดียวจะทำให้คนมากเดือดร้นไม่สมควร เพราะฉะนั้นขอให้เราเดินทางไปอยู่ป่าตามปกติเถอะ พวกนั้นก็เลยจัดเสบียงอาการส่งคนนำทางเรียบร้อย แล้วก็ตั้งด่านกักคน ไม่ให้เข้าไปรบกวนสั่งนายพรานเจตบุตรให้กันด่านไว้

แต่นายพรานเจตบุตรก็คนป่าโง่หน่อย  เสียท่าตาชูชกจนได้ ตาชูชกก็เลยหลอกว่า นี่แหละกลักพริกกลักมะเขือนี่แหละ คือสารน์ตราพระราชสีห์ จะเอาเข้าไปให้พระเวสสันดร คนป่าไม่รู่อะไรนึกว่า พระราชโองการอยู่ในกระบอกเกลือ ก็เชื่อเลยปล่อยไป ชูชกเลยไปขอเอากัณหาชาลีไปเป็นคนใช้ นางมัทรีก็ต้องอยู่กับพระเวสสันดรต่อไป นี่น้ำใจของคนในสมัยก่อนเขาเป็นอย่างนั้น

เมืองไทยเรานี้รับวัฒนธรรมอารยธรรมจากประเทศอินเดีย ตามพระพุทธศาสนา เพราะเรารับพระพุทธศาสนา แล้วก็รับอะไรๆ มาพร้อมกันไปในตัว ส่วนมากก็เป็นเรื่องดีมีประโยชน์ ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย เป็นสิ่งช่วยสร้างรากฐานทางจิตใจของคนไทยเราให้เจริญงอกงาม อยู่ด้วยคุณงามความดีตามสมควรแก่ฐานะ เราก็อยู่กันด้วยความสุขตลอดมาจนถึงทุกวันนี้

ทีนี่ในสมัยนี้มันมีเหตุการณ์อะไรบางประการ เรียกว่าสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นความเจริญก้าวหน้าทางสังคม มีความก้าวหน้าทางวัตถุมากเหลือเกิน ความก้าวหน้าทางวัตถุนี่แหละ ทำให้จิตใจคนเปลี่ยนแปลงไปเหมือนกัน ถ้าคนนั้นไม่มีความเข้มแข็งพอ ไม่หนักหน่นหรือไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ก็จะไหลไปตามอำนาจของวัตถุได้ เปลี่ยนแปลงจิตใจไปได้ตามอำนาจวัตถุ เมื่อไปอยู่ในที่ตนไม่พอใจในเรื่องอะไรบางสิ่งบางประการ ก็อยากจะหลีกออกจากที่นั้นๆ ไป ก็มีเหมือนกัน

เช่นบางคนแต่งงานแล้วไปอยู่ในบ้านของสามี แต่ว่าเป็นบ้านที่ค่อนข้างจะโบราณสักหน่อย พ่อผัวแม่ผัวก็เป็นคนโบราณ เคร่งครัดตามระบบประเพณีเก่าๆ ประเพณีเก่าๆ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เรามองว่าเป็นสิ่งหล้าหลังไม่ทันสมัย แต่ว่าเป็นสิ่งค้ำจุนจิตใจคนให้อยู่ในสภาพสูงส่งได้ เพราะถ้าเราไม่ถืออะไรก็กลายเป็นเสรีชนตามแบบฝรั่งเสรีชนนั้นไม่ใช่ชนที่มีเสรีภาพ แต่เป็นทาสของอารมณ์และสิ่งแวดล้อม แต่เขาถือว่านั่นแหละคือความสบาย คนในสมัยนี้เราเข้าใจว่า การได้ทำอะไรตามใจตัวตามใจอยากเป็นความสุข แต่ว่ามันไม่ใช่ความสุขแท้ มันเป็นความสุขเพียงชั่วครู่ชั่วคราว เป็นความเพลิดเพลินไป คล้ายกับคนชอบกินแกงเผ็ดๆ ถ้าไม่ได้กินเผ็ดมันไม่อร่อย แม้กินแกงจืด ก็ขอให้ได้เคี้ยวพริกขี้หนูสักสองสามเม็ดเถอะ ให้พอได้เหงื่อไหล ก็รู้สึกว่ามันค่อยซู่ซ่าขึ้นมาสักหน่อย ประเภทอย่างนั้น พอเลิกแล้วมันก็ไม่สบายต่อไป มีความทุกข์มีความเดือดร้อนต่อไป แต่เราไม่ได้คิดละเอียดถึงปานนั้น

เพราะคนเราเวลาคิดอะไรมันจะคิดเอาเฉพาะหน้าเอาแต่เรื่องเฉพาะหน้า ให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ ให้ได้มีในสิ่งที่ตนอยากมีอยากเป็น ไม่ได้คิดว่าเมื่อได้แล้วมันจะเป็นอะไร เป็นแล้วมันจะเป็นอะไรขึ้น ในกาลต่อไป แล้วเรื่องที่เราจะคิดจะทำนี้ มันกระทบกระเทือนต่ออะไรบ้าง ไม่ได้คิดนึกไปถึงขนาดนั้น เพราะอย่างนี้แหละจึงเป็นเหตุให้เกิดการคิดที่ผิดพลาด เกิดการกระทำที่ผิดพลาด แล้วไปสร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนให้แก่ตนด้วยประการต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดในสมัยนี้

ที่นี่เมื่อเราคิดเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ดี ทำให้จิตใจเปลี่ยนแปลงไปในทางต่ำ เราควรจะทำอย่างไร มีอย่างเดียวเท่านั้นคือต้องมีการประพฤติธรรมได้ ก็มีธรรมะเป็นเครื่องคอยถ่วงจิตใจของเราไว้ ไม่ให้เปลี่ยนแปลงมากเกินไป กับอารมณ์และสิ่งแวดล้อม การประพฤติธรรมจะช่วยให้เกิดความมั่นคงในจิตใจ มีความอดทนต่อเหตุการณ์ มีปัญญาพิจารณาในเรื่องนั้นอย่างถูกต้อง ตามสภาพที่เป็นจริง แล้วจิตใจจะไม่ตกต่ำ แต่ถ้าไม่มีการประพฤติธรรมแล้ว สิ่งทั้งหลายก็จะวุ่นวาย จะเสียหายกันด้วยประการต่างๆ

คนเราแม้จะนับถือศาสนาดังกล่าวแล้วว่าไม่ถึงศาสนา เป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลาม เป็นอะไรก็ตาม ถ้าเป็นแต่เพียงชื่อแล้วมันใช้ไม่ได้ ไม่เข้าถึงตัวธรรมเป็นตัวแท้ตัวจริงของศาสนา ก็จะเกิดเป็นปัญหา ทำให้วุ่นวายขึ้นจิตใจด้วยประการต่างๆ ดังที่พูดเมื่อวันอาทิตย์ก่อนว่า เรานับถือศาสนานั้น ต้องเข้าถึงตัวธรรมะ อันเป็นเนื้อแท้ของพระศาสนา สามารถจะนำเอาตัวธรรมะนั้น มาเป็นเกราะป้องกันตน ไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่วที่ต่ำ อันจะเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน หลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนานั้น จะช่วยเราได้หรือไม่ อาตมาก็อยากจะตอบชนิดอย่างตรงไปตรงมาว่า ช่วยได้อย่างเด็ดขาด

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ ช่วยได้อย่างเด็ดขาด ในเมื่อเราเอามาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา สิ่งทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นนั้น จะไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่เรา นี่เราลองมาคิดดูว่า การเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันนี้ สิ่งต่างๆ ที่มากระทบจิตใจของเรา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ใจเป็นเป็นผู้รับรู้ในเรื่องอย่างนั้น บางครั้งมันก็มีอิทธิพลมากเหลือเกิน ที่จะดึงจิตเราให้ตกเป็นทาสของมัน อันนี้แหละเป็นอันตราย และเมื่อเราตกเป็นทางของมันแล้ว บางทีก็เพลินไปสิ่งนั้น ลืมเรื่องเดิม ลืมว่าเราเป็นอะไร อยู่ในฐานะอะไร อยู่ในตำแหน่งหน้าที่อะไร ควรจะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร ลืมตัวลืมตนไปหมด

พอลืมตัวลืมตนก็เกิดความเสียหาย เป็นโทษเป็นทุกข์ด้วยเรื่องการกระทำโดยประการต่างๆ มีตัวอย่างอยู่ถมไป คนเราที่ได้ลืมสภาพชีวิต ลืมสภาพความเป็นอยู่อันแท้จริง แล้วก็ไปไหลอยู่ในสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัว เรียกว่าตกอยู่ในอำนาจของสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมสามารถจะเปลี่ยนจิตใจที่ขุ่นมัว จิตใจที่เป็นไท ให้กลายเป็นจิตใจที่เป็นทาส จิตใจที่มีความฉลาดรู้แจ้งในเรื่องต่างๆ กลายเป็นจิตใจที่มีความมืดเข้ามาครอบงำ เลยทำให้เสียผู้เสียคนไป คล้ายๆ กับคนถูกเสน่ห์อะไรอย่างนั้นแหละ

 | หน้าถัดไป >>


มองทุกให้เห็นจึงเป็นสุข
ทุกข์ซ้อนทุกข์
ไม่มีอะไรได้ดังใจเหมือนม้ากาบกล้วย
วันนี้เจ้าอยู่กับฉันพรุ่งนี้มันไม่แน่
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ศีลธรรมและสัจจธรรม
แหล่งเกิดความทุกข์
องค์สามของความดี
หลักใจ
ทำดีเสียก่อนตาย
ตามรอยพุทธบาท
ฐานของชีวิต
ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
ชั่งหัวมัน
อนัตตาพาสุขใจ
ฤกษ์ยามที่ดี
อดีต ปัจจุบัน อนาคต
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า
สำนึกสร้างปัญญา
สอนลูกให้ถูกวิธี
ปฏิวัติภายนอกกับภายใน
ร้อนกายไม่ร้อนใจ
อย่าโง่กันนักเลย
การทำศพแบบประหยัด
คนดีที่โลกนับถือ
ความจริงอันประเสริฐ
เสรีต้องมีธรรม
ทาน-บริจาค
เกียรติคุณของพระธรรม
เกียรติคุณของพระธรรม (2)
พักกาย พักใจ
เกิดดับ
การพึ่งธรรม
อยู่ด้วยความพอใจไม่มีทุกข์
มรดกธรรม
ฝึกสติปัญญาปัญหาไม่มี
ทำให้ถูกธรรม
วางไม่เป็นเย็นไม่ได้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com