Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระสูตร

พระไตรปิฎกฉบับประชาชน

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗

เล่มที่ ๔๐ ชื่อยมก ภาคที่ ๑ เป็นอภิธัมมปิฎก ( เล่ม ๗ )

   คำว่า ปัฏฐาน   เป็นชื่อของคัมภีร์ที่ ๗    แห่งอภิธัมมปิฎก    โปรดย้อนไปดูคำอธิบายอีกครั้งหนึ่ง   ( ในข้อ ๗   แห่งอภิธัมมปิฎก )

    คัมภีร์ปัฏฐานที่พิมพ์ในฉบับไทยมี ๖   ตั้งแต่เล่มที่   ๔๐    ถึงเล่มที่ ๔๕   คือ   เล่มที่ ๔๐    ว่าด้วยอนุโลมติกปัฏฐาน   ได้แก่ปัจจัยอันเกี่ยวกับธรรม    ๓ อย่าง   คือ   กุศลธรรม ๓ อย่าง ,   เวทนา ๓ อย่าง ,    วิบาก ๓ อย่าง ,   อุปาทินนะ ๓ อย่าง ,   สังกิลิฏฐะ ๓ อย่าง   ( คือพูดถึงปัฏฐานแห่งธรรมใน    คัมภีร์ธัมมสังคณี    ( ดูข้อ(๑) ธรรมที่เป็นกุศล   ถึง  (๕) ธรรมที่เศร้าหมอง )

    เล่มที่ ๔๑    เป็นตอนที่ ๒     วาระว่าด้วยอนุโมติกปัฏฐาน ต่อมาจากเล่มที่ ๔๐    คืออธิบายถึงปัจจัยแห่งหัวข้อธรรม ๓   อย่างในคัมภีร์ธัมมสังคณี ตั้งแต่ข้อ ๖  ถึงข้อ ๒๒ .      ( ดูข้อ(๖)  ธรรมที่มีวิตก ถึง  (๒๒) ธรรมที่เห็นได้และถูกต้องได้ )

    เล่มที่ ๔๒    เป็นตอนที่ ๓     วาระว่าด้วยอนุโมติกปัฏฐานตอนต้น อธิบายถึงปัจจัยแห่งหัวข้อธรรม ๒  อย่างในคัมภีร์ธัมมสังคณี ตั้งแต่แม่บทที่ ๒  เหตุโคจฉกะ ถึงแม่บทที่ ๑๐  ปรามาสโคสฉกะ.     ( ดูข้อ  ๒. แม่บท   ถึง   ๑๐. แม่บท )

    เล่มที่ ๔๓    เป็นตอนที่ ๔     วาระว่าด้วยอนุโมติกปัฏฐานตอนปลาย     อธิบายถึงปัจจัยแห่งหัวข้อธรรม ๒   อย่างในคัมภีร์ธัมมสังคณี  ตั้งแต่แม่บทที่ ๑๑  มหันตรทุกะ  ถึงแม่บทที่ ๑๔  ปิฏฐิทุกะ     ( ดูข้อ  ๑๑. แม่บท   ถึง   ๑๔. แม่บท )

    เล่มที่ ๔๔    เป็นตอนที่ ๕     วาระว่าด้วยธรรมหมวด ๒    หมวด ๓   ผสมกัน ,    ธรรมหมวด ๓   หมวด ๒    ผสมกัน ,   ธรรมหมวด ๓    หมวด ๓   ผสมกัน , ธรรมหมวด ๒   หมวด ๒   ผสมกัน    แต่ก็คงใช้ข้อธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณีเป็นบทตั้งเช่นเดิม.

    เล่มที่ ๔๕    เป็นตอนที่ ๖     วาระว่าด้วยหัวข้อสำคัญ   ๓ ประการ คือ     ๑.ปัจจนียปัฏฐาน   ว่าด้วยธรรมที่เป็นปัจจัยโดยปฏิเสธข้อธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณี คือนำข้อธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณีมาตั้งแล้วปฏิเสธงว่า อาศัยธรรมที่มิใช่ข้อนั้น ๆ    ธรรมที่มิใช่ข้อนั้น ๆ    ก็เกิดขึ้น     ๒. อนุโลมปัจจนียปัฏฐาน   ว่าด้วยธรรมที่เป็นปัจจัย โดยอาศัยข้อธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณี แต่ธรรมที่เกิดขึ้นเป็นธรรมมิใช่ข้อธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณี เช่น อาศัยธรรมเกิดธรรมที่มิใช่กุศล      ๓. ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน   ว่าด้วยธรรมที่เป็นปัจจัย โดยอาศัยธรรมที่มิใช่ข้อธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณี    แต่เกิดธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณี เช่น   อาศัยธรรมอันมิใช่กุศล เกิดอกุศลธรรม ,    อาศัยธรรมอันมิใช่กุศล    เกิดอัพยากตธรรม.    ข้อสังเกตง่าย ๆ คือ  ปัจจนียปัฏฐาน   ปฏิเสธทั้งสองฝ่ายที่ถูกอาศัย    ทั้งฝ่ายที่เกิดขึ้น ,  อนุโลมปัจจนียปัฏฐาน   ปฏิเสธเฉพาะธรรมที่เกิด ,  ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน   ปฏิเสธเฉพาะธรรมที่ถูกอาศัย.

   เมื่อพิจารณาดูโดยสังเขปเช่นนี้แล้ว    ก็พอเข้าใจได้ว่า    คัมภีร์ปัฏฐานแสดงถึงปัจจัย ๒๔   ชนิด    ตามเนื้อหาว่าเป็นปัจจัยในลักษณะไหน ครั้นแล้วจึงนำข้อธรรมหมวด ๓    หมวด ๒    ในคัมภีร์ธัมมสังคณีมาเป็นบทตั้ง เอาปัจจัย ๒๔  มากล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร หลายแง่หลายมุม ถ้าจะเทียบด้วยการทอผ้า ข้อธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณีเท่ากับเป็นเส้นด้ายยืน    ส่วนปัจจัย ๒๔    เหมือนด้ายในกระสวย ที่พุ่งไปมาระหว่างด้ายยืน ให้สำเร็จเป็นลวดลายต่าง ๆ ).

บัดนี้จะเริ่มต้นด้วยข้อธรรมในเล่ม ๔๐ ต่อไป

มากานิเขปวาร

( วาระแห่งการตั้งแม่บท )

    เหตุปัจจัย ๑. ( ปัจจัย  หรือเครื่องสนับสนุน    ที่เป็นเหตุ )
    ๒. อารัมมณปัจจัย  ( ปัจจัยที่เป็นอารมณ์ )
    ๓. อธิปติปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นใหญ่)
    ๔. อนันตรปัจจัย  ( ปัจจัยที่เป็นของไม่มีอะไรคั่นในระหว่าง )
    ๕. สมนันตรปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นของกระชั้นชิด )
    ๖. สหชาตปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นของเกิดพร้อมกัน)
    ๗. อัญญมัญญปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นของอิงอาศัยกันและกัน )
    ๘. นิสสยปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นที่อาศัยโดยตรง )
    ๑๐. ปุเรชาตปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นของเกิดก่อน )
    ๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นของเกิดทีหลัง )
    ๑๒. อาเสวาปัจจัย ( ปัจจัยโดยการส้องเสพ )
    ๑๓. กัมมปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นกรรม คือการกระทำ )
    ๑๔. วิปากปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นผลของกรรม)
    ๑๕. อาหารปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นผลอาหาร )
    ๑๖. อินทริยปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นอินทรีย์ )
    ๑๗. ฌานปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นฌาน    คือสมาธิแน่วแน่ )
    ๑๘. มัคคปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นมรรค    คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับกิเลสและดับทุกข์ )
    ๑๙. สัมปยุตตปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นของประกอบกัน    คือเกิดพร้อมกัน    ดับพร้อมกัน )
    ๒๐. วิปปยุตตปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นของไม่ประกอบกัน)
    ๒๑. อัตถิ ( ปัจจัยที่เป็นของมีอยู่)
    ๒๒. นัตตถิปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นของไม่มี )
    ๒๓. วิตตปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นของไปปราศ    คือพ้นไป   หมดไป )
    ๒๔. อวิคตปัจจัย ( ปัจจัยที่เป็นของไม่ปราศ    คือไม่พ้นไป   ไม่หมดไป)

ปัจจยวิภังควาร

วาระว่าด้วยการแจก    คือการอธิบายปัจัยทีละข้อ

    ๑.เหตุปัจจัย   คือเหตุที่เป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบกับเหตุ  และแห่งรูปที่มีธรรมอันประกอบกับเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน    โดยฐานะ เ ป็นฐานะเป็นเหตุปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ    ( เหตุเทียบด้วยรากไม้ต้นไม้จะมีผลเจริญงอกงามก็เพราะได้อาศัยรากดูดน้ำและโอชะอื่น ๆ   มาหล่อเลี้ยง ).

    ๒.อารัมมณปัจจัย อายตนะหรืออารมณ์ คือ  รูป ,   เสียง ,    กลิ่น ,   รส ,   โผฏฐัพพะ   ( สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย ) ,   ธัมมะ   ( สิ่งที่รู้ด้วยใจ )    เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุ    คือความรู้แจ้งอารมณ์ทาง  ตา   หู   เป็นต้น    และแห่งธรรมที่ประกอบกับวิญญาณธาตุนั้น ๆ  โดยฐานะเป็นอารัมณปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอารมณ์    ( อารมณ์คือสิ่งที่จิตเจตสิกยึดถือเหมือนยึดเกาะท่อนไม้ ).

    ๓.อธิปติปัจจัย   ธรรมที่เป็นใหญ่ คือ  ฉันทะ   ( ความพอใจ )  วิริยะ  ( ความเพียร )   จิตตะ   ( ความเอาใจฝักใฝ่ )  วิมังสา   ( ความพิจารณาสอบสวน ) เป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบกับฉันทะ เป็นต้นแต่ละข้อ    และแห่งรูปที่มีธรรมที่ประกอบกับฉันทะ    เป็นต้น   เป็นสมุฏฐาน    โดยฐานะเป็นอธิปติปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นใหญ่. อนันตรปัจจัย

    ๔. อนันตรปัจจัย   จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมที่ประกอบกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุ และแห่งธรรมที่ประกอบกับมโนวิญญาณธาตุนั้น โดยฐานะเป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น. โดยนัยนี้  โสตวิญญาณธาตุ   จนถึง  มโนวิญญาณธาตุ   และธรรมที่ประกอบกับโสตวิญญาณธาตุ เป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุ และแห่งธรรมที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น โดยฐานะเป็นปัจจัย คือเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั้น.      ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นปัจจัย คือเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น .     ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอัพาหฤตหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น.      ธรรมที่เป็นอกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอันตรปัจจัย คืเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น.      ธรรมที่เป็นอกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอัพยากฤตหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น.      ธรรมที่เป็นอัพยากฤตก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอัพยากฤตหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น.      ธรรมที่เป็นอัพยากฤตก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น.      ธรรมที่เป็นอัพยากฤตก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอนันตรปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น.

    ๕. สมนันตรปัจจัย   มีอธิบายอย่างเดียวกับข้อ ๔ คืออนันตรปัจจัย ต่างแต่สิ่งที่เป็นปัจจัยในข้อนี้เป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นสมนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนอย่างกระชั้นชิด.      ( มติของอาจารย์ในชั้นหลังมีอยู่ต่าง ๆ กัน บางท่านว่า  อนันตรปัจจัย   ( ปัจจัยโดยความเป็นของไม่มีอะไรคั้นในระหว่าง ) กับ  สมนันตรปัจจัย   ( ปัจจัยโดยความเป็ของกระชั้นชิด ) ต่างมีพยัญชนะ แต่เนื้อความเป็นอันเดียวกัน . บางอาจารย์กล่าวว่าต่างกัน คือ   อนันตรปัจจัย   เป็นของไม่มีอรรถะ คือเนื้อความอย่างอื่นคั่น .      ส่วน  สมนันตรปัจจัย   เป็นของไม่กาละคั่น - ดู  อภิธัมมัตถภาวินี   หน้า ๒๔๑ ).

    ๖. สหชาตปัจจัย  ธรรม ๔  อย่างที่ไม่มีรูป    ( คือรูป  เวทนา , สังขาร ,  และ วิญญาณ  ) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน . มหาภูตรูป ๔ ( ดิน ,  น้ำ ,  ไฟ ,   ลม  ) เป็นปัจจัยของกันและกัน  โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน .     ในขณะที่ก้าวลง   ( สู่ครรภ์มารดา คือขณะปฏิสนธิ )    นามและรูปเป็นปัจจัยของกันแลกัน    โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน.      ธรรมที่เป็น  จิต   และ เจสิก   เป็นปัจจัยแห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน    โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน.    มหาภูตรูป   ( รูปใหญ่คือ  ดิน ,  น้ำ ,  ไฟ ,    ลม )   เป็นปัจจัยแห่ง  อุปาทารูป   ( รูปอาศัย คือรูปที่ปรากฏเพราะอาศัยมหาภูตรูป    เช่น   ความเป็นหญิง    ความเป็นชาย )    โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน.      ธรรมที่มีรูปเป็นปัจจัยของธรรมที่ไม่มีรูปในกาลบางครั้ง    โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย    คือมิใช่เป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน.     แต่ในกาลบางครั้งก็เป็นปัจจัย    มิใช่โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือมิใช่เป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน.

    ๗. อัญญมัญญปัจจัย  ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูป ( ได้แก่  เวทนา ,  สัญญา ,  สังขาร  ,   และ วิญญาณ  ) เป็นปัจจัย    โดยฐานะเป็นอัญญมัญญปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกัน .  มหาภูตรูป ๔   ( ดิน ,  น้ำ ,   ไฟ ,  ลม )    เป็นปัจจัย    โดยฐานะเป็นอัญญมัญญปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกัน ในขณะก้าวลง   ( ขณะปฏิสนธิ )    นามและรูปเป็นปัจจัย    โดยฐานะเป็นอัญญมัญญปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกัน .

    ๘. นิสสยปัจจัย   ขันธ์ ๔  ที่ไม่มีรูป    ( ได้แก่  เวทนา ,  สัญญา ,   สังขาร ,  และ วิญญาณ  ) เป็นปัจจัยของกันและกัน  โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนเป็นที่อาศัย . มหาภูตรูป ๔   ( ดิน ,  น้ำ ,  ไฟ ,  ลม )    เป็นปัจจัยของกันและกัน    โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย.     ในขณะที่ก้าวลง   ( ขณะปฏิสนธิ )    นามและรูปเป็นปัจจัยของกันและกัน    โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย .      ธรรมคือจิตและเจตสิกเป็นปัจจัยของรูปที่มีจิตเป็น   สมุฏฐาน   โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย    คือเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย อายตนะ คือ  ตา ,   หู ,  ลิ้น ,  กาย   เป็นปัจจัยแห่ง  ธาตุ   คือ ความรู้แจ้ง ( วิญญาณธาตุ )  ทางตา ,   หู ,    ลิ้น ,   กาย    และธรรมที่ประกอบวิญญาณธาตุชนิดนั้น ๆ.  มโนธาตุ   ( ธาตุคือใจ )  มโนสิญญาณธาตุ   ( ธาตุคือความรู้แจ้งทางใจ )   อาศัยรูปใดเป็นไป    รูปนั้นเป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุ    และมโนวิญญาณธาตุและแห่งธรรมที่ประกอบกับมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุนั้น    โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย.

    ๙. อุปนิสสยปัจจัย   ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลหลัง ๆ    โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัยโดยสืบต่อกันมา.      ต่อจากนี้มีข้อความคล้ายกับข้อ ๔   ต่างแต่เป็นปัจจัย    โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย .      แม้บุคคลก็เป็นปัจจัย    โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัยสืบต่อกันมา .      แม้เสนาสนะก็เป็นปัจจัย    โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัยสืบต่อกันมา .     คำว่า  นิสสยปัจจัย   กับ  อุปนิสสยปัจจัย   มีคำใกล้กัน  นิสสย   แปลว่า เป็นที่อาศัย  อุปนิสสยะ   แปลว่า ใกล้จะเป็นที่อาศัย  แต่แปลหักตามเนื้อหาว่า    เป็นที่อาศัยสืบต่อกันมา   คืออาศัยพอเป็นเค้า    เป็นเชื้อ    มีความหนักแน่นน้อยกว่า  นิสสยะ  ).

    ๑๐. ปเรชาตปัจจัย  อานตนะคือ  ตา ,   หู ,  ลิ้น ,    กาย   เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุทางตา ,   หู ,   ลิ้น ,   กาย    ตามประภทของตน    และแห่งธรรมที่ประกอบด้วยวิญญาณธาตุนั้น ๆ   โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน .   อายตนะคือ  รูป ,    เสียง ,   กลิ่น ,   รส ,    โผฏฐัพพะ   เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุนั้น    โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน.    อายตนะคือ  รูป ,  เสียง ,  กลิ่น ,   รส ,    โผฏฐัพพะ   เป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุ    และธรรมะที่ประกอบด้วยมโนธาตุ    โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัยคือเครื่องสนับสนุนเกิดก่อน.      มโนธรรมและมโนซิญญาณธาตุอาศัยรูแใดเป็นไป    รูปนั้นเป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุและแห่งธรรมที่ประกอบด้วยมโนธาตุ    โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน.      รูปนั้นเป็นปัจจัยแห่งมโนวิญญาณธาตุในกาลบางครั้ง    โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อนในกาลบางครั้งก็เป็นปัจจัย    โดยมิใช่ฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย    คือมิใช่เป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน.

    ๑๑.ปัจฉาชาตปัจจัย ธรรมที่เป็นจิตและเจตสิก ย่อมเป็นปัจจัยแห่งกายนี้ซึ่งเกิดก่อน โดยฐานะเป็นปัจฉาชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดภายหลัง.

    ๑๒. อาเสวนปัจจัย ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ    ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอาเสวนปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนโดยการส้องเสพ.      ธรรมที่เป็นอกุศลก่อน ๆ    ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอาเสวนปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนโดยการส้องเสพ .      ธรรมที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยาก่อน ๆ    ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยาหลัง ๆ   โดยฐานะเป็นอาเสวนปัจจัย เป็นเครืองสนับสนุนโดยการส้องเสพ.      ( ธรรมประเภทเดียวกันเมื่อส้องเสพหรือประพฤติบ่อย ๆ    ก็เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมประเภทเดียวกันนั้นต่อไปอีก ).

    ๑๓. กัมมปัจจัย   กรรมที่เป็นกุศลและอกุศลย่อมเป็นปัจจัยแห่งขันธ์ที่เป็นวิบาก และแห่ง  กฏัตตารูป   ( รูปที่เกิดเพราะทำกรรมไว้ เรียกว่า  กัมมชรูป   ก็ได้ ) โดยฐานะเป็นกัมมปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นกรรมคือการกระทำ. กรรมที่เป็นกุศลและอกุศลนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบด้วยเจตนา และแห่งรูปที่มีธรรมอันประกอบด้วยเจตนานั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นกัมมปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นกรรมคือการกระทำ.

    ๑๔. วิปากปัจจัย  ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปซึ่งเป็นผลของกรรมย่อมเป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นวิปากปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นผลของกรรม.

    ๑๕. อาหารปัจจัย อาหารเป็นคำ ๆ ( อาหารที่กลืนกิน ) เป็นปัจจัยของกายนี้ โดยฐานะเป็นอาหารปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอาหาร อาหารที่ไม่มีรูป เป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบกัน ( สัมปยุตตธรรม ) .   และแห่งรูปที่มีสัมปยุตตธรรมนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นอาหารปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอาหาร.

    ๑๖. อินทริยปัจจัย อินทรีย์คือ   ตา ,   หู ,  ลิ้น ,    กาย   เป็นปัจจัยแห่ง    วิญญาณธาตุ   ทางตา ,    หู ,   จมูก ,   ลิ้น ,    กาย    และธรรมที่สัมปยุตด้วยวิญญาณธาตุชนิดนั้น ๆ โดยฐานะเป็นอินทรีย์ปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอินทรีย์ ( คือธรรมที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ).     อินทรีย์คือรูปชีวิต เป็นปัจจัยแห่ง กฏัตตารูป รูปซึ่งเกิดแต่กรรม ) โดยฐานะเป็นอินทรีย์ปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอินทรีย์.      อินทรีย์ที่ไม่มีรูป เป็นปัจจัยแห่งสัมปยุตตธรรม และรูปที่มีสัมปยุตตธรรมนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นอินทริยปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอินทีรย์.

    ๑๗. ฌาณปัจจัย   องค์แห่งฌานย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่สัมปยุต ( ประกอบ ) ด้วยฌาน และรูปที่มีธรรมที่สัมปยุตด้วยฌานนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นฌานปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นฌาน.

    ๑๘. มัคคปัจจัย   องค์แห่งมรรคย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วยมรรค และแห่งรูปที่มีธรรมอันสัมปยุตด้วยมรรคนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นมัคคปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นมรรค.

    ๑๙. สัมปยุตตปัจจัย ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูป ( ได้แก่  เวทนา , สัญญา , สังขาร,   และ วิญญาณ )    เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นสัมปยุตตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นของประกอบกัน ( คือเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ).

    ๒๐. วิปปยุตตปัจจัย ธรรมที่เป็นรูปย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ไม่มีรูป. ธรรมที่ไม่มีรูปย่อมย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่มีรูป โดยฐานะเป็นวิปปยุตตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่ประกอบกัน ( ไม่เกิดพร้อมกันไม่ดับพร้อมกัน ).

    ๒๑. อัตถิปัจจัย  ขันธ์ ๔    ที่ไม่มีรูป    เป็นปัจจัยของกันและกัน.  มหาภูตรูป ๔   ( ดิน ,    น้ำ ,   ไฟ ,   ลม )    เป็นปัจจัยของกันและกัน ,    ธรรมที่เป็น  จิต   และ  เจตสิก   เป็นปัจจัยแห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ,  อายตนะคือตา ,    หู ,   จมูก ,   ลิ้น ,    กาย เป็นปัจจัยแห่ง  จักขุวิญญาณธาตุ   เป็นต้น และแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วย  จักขุวิญญาณธาตุ   เป็นต้นนั้น ๆ ,  อายตนะคือรูป ,   เสียง ,    กลิ่น ,   รส ,   โผฏฐัพพะ   เป็นปัจจัยแห่ง  จักขุวิญญาณธาตุ   เป็นต้น และแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วย  จักขุวิญญาณธาตุ   นั้น ๆ, โดยความเป็นอัตถิปัจจัยคือความเป็นเครื่องสนับสนุนที่มีอยู่.   มโนธาตุ ,   และ  มโนวิญญาณธาตุ   อาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นย่อมเป็นปัจจัยแห่ง  มโนธาตุ   แห่ง  มโนวิญญาณธาตุ   และแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วย  มโนธาตุ ,   และ  มโนวิญญาณธาตุ  นั้น โดยฐานะเป็น  อัตถิปัจจัย   คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่มีอยู่.

    ๒๒. นัตถิปัจจัย   ธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่ดับไปในขณะกระชั้นชิด ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า โดยฐานะเป็น  นัตถิปัจจัย   คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มี

    ๒๓. วิตตปัจจัย  ธรรมที่เป็น    จิต   และ   เจตสิก    ที่ไปปราศ   คือพ้นไป หมดไปในขณะกระชั้นชิด    ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า โดยฐานะเป็น วิตตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นไปปราศ คือพ้นไป หมดไป

    ๒๔. อวิตตปัจจัย    มีคำอธิบายเหมือน อัตตถิปัจจัย.

    (หมายเหตุ?  ปัจจัยข้อที่ ๒ – ๓- ๔- ๕ มีข้อความตอนท้ายพ้องกันมิได้กล่าวไว้ ขอถือโอกาสนำมากล่าวรวมไว้ ในหมายเหตุนี้ คือกล่าวถึงธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้น เพราะปรารภธรรมใด ๆ    หรือเกี่ยวเนื่องกับธรรมใด ๆ ธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกนั้น ๆ    ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมนั้น ๆ   โดยฐานะเป็นอารัมมณปัจจัยบ้าง ,   อธิปติปัจจัยบ้าง ,    อนันตรปัจจัยบ้าง ,    สมนะนตรปัจจัยบ้าง ).

 

เล่มที่ ๔๐ ชื่อยมก ภาคที่ ๑ เป็นอภิธัมมปิฎก ( เล่ม ๗ )

อนุโลมติกปัฏฐาน

( ปัจจัยแห่งธรรมะหมวด    ๓ กล่าวไปตามลำดับ

กุสลติกะ    หมวด ๓   แห่งกุศล

๑. ปฏิจจาร    วาระว่าด้วยการอาศัย

    ก.   อุทเทส    บทตั้ง  เพราะอาศัยกุศลธรรม    กุศลธรรมพึงเกิดขึ้น    เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุก็มี.    กุศลธรรม    อัพยากตธรรมพึงเกิดขึ้น    เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุก็มี    เพราะอาศัยกุศลธรรม    ทั้งกุศลธรรมและอัพยากตธรรมพึงเกิดขึ้น    เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุก็มี    ฯ ล ฯ

    ข. นิทเทส บทอธิบาย  เพราะอาศัยกุศลธรรม กุศลธรรมย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ คือเพราะอาศัยขันธ์ ๑    ที่เป็นกุศล   ขันธ์ ๓    ย่อมเกิดขึ้น ( คือในขันธ์หรือส่วนที่เป็นนาม อันได้แก่   เวทนา ,    สัญญา ,  สังขาร ,   และ  วิญญาณ   ถ้าอาศัยขันธ์ใดขันธ์หนึ่งใน ๔ ขันธ์นี้   อีก ๓  ข้อที่เหลือก็เกิดขึ้น ). เพราะอาศัยขันธ์   ๓ ขันธ์    ๑ ย่อมเกิดขึ้น ( โดยทำนองเดียวกัน    ถ้าอาศัยขันธ์ ๓   ข้อใด ๆ    ก็ตาม    ขันธ์อีกข้อหนึ่งใน ๔    ข้อที่ไม่พ้องกับขันธ์ ๓    ย่อมเกิดขึ้น ).      เพราะอาศัยขันธ์ ๒    ขันธ์ ๒   ย่อมเกิดขึ้น ( อาศัยขันธ์ ๒ ข้อ   ใน ๔ ข้อ    อีก ๒    ข้อที่ไม่พ้องกันย่อมเกิดขึ้น ).

   เพราะอาศัยกุศลธรรม    อัพยากติธรรมย่อมเกิดขึ้น   เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ คือเพราะอาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศล รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้น .

   เพราะอาศัยกุศลธรรม ทั้งกุศลธรรมและอัพยากติธรรมย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ    คือเพราะอาศัยขันธ์ ๑    ที่เป็นกุศล   ขันธ์ ๓    และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้น.      เพราะอาศัยขันธ์ ๓    คือ   ขันธ์ ๑    และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้น .     เพราะอาศัยขันธ์ ๒    ขันธ์ ๒    และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้น.

    (หมายเหตุ?  ทั้งบทตั้งและบทอธิบายได้นำมาแสดงพอเป็นตัวอย่าง . ในอุทเทสหรือบทตั้งนั้น ถอดไว้อย่างข้างบนนี้ก็ได้ อย่างเป็นคำถามก็ได้   เช่น    ถามว่า  เพราะอาศัย ....ก็มี    ใช่หรือไม่ ?    ครั้นถึงนิทเทสหรือบทอธิบาน ก็เท่ากับเป็นคำตอบไปในตัว แต่จะสังเกตุว่า ได้มีการไม่ตอบอยู่ข้อหนึ่ง    คือข้อที่ว่า    อาศัยกุศลธรรม    เกิดอกุศลธณรมก็มีนั้น    คืออย่างไร ? เมื่อไม่มีคำตอบ    จึงทำให้บางท่านสันนิษฐานว่า    สภาพเช่นนั้นไม่มี.     แต่ก็น่าจะไม่มี    โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย    คงอยู่ในฐานะเป็นปัจจัยอย่างอื่น เช่น   อุปนิสสยปัจจัย   เพราะในอุปนิสสยปัจจัยนั้น    มีคำอธิบายไว้บางตอนว่า    “ กุศลธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยแห่งอกุศลธรรมหลัง ๆ    บางชนิด    โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย ”   ซึ่งอรรถกถายกตัวอย่างว่า    อาศัยความดี เช่น   ทาน ,   ศีล ,   สุตะ,    ปัญญา   แล้วเกิด   มานะ  ความถือตัว และ ทิฏฐิ   ความเห็นผิด หรือเกิด   ราคะ ,    โทสะ,   โมหะ   เป็นต้นได้.      บางตอนมีคำอธิบายอุปนิสสยปัจจัยไว้ว่า    “ อกุศลธรรมก่อน ๆ    เป็นปัจจัยแห่งกุศลธรรมหลัง ๆ บางชนิด    โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย ”   ซึ่งอรรถกถายกตัวอย่างว่า อาศัย   ราคะ   ก็มีการ   ให้ทาน    รักษาศีล   รักษาอุโบสถ    ทำฌาน   ทำวิปัสสนา    ทำมรรค   ทำอภิญญา ทำสมาบัติ   ให้เกิดขึ้น.      ตกลงว่า   ราคะ    โทสะ   โมหะ   มานะ    ทิฏฐิ   และ   ปัตถนา   ( ความปรารถนา ) เป็นปัจจัย    โดยฐานะอุปนิสสยปัจจัยแห่งศรัทธา    ศีล   สุตะ   จาคะ    ปัญญาก็มี    หรือบางคนฆ่าสัตว์แล้วพยายามให้ทานแก้ตัวก็มี .      แต่คำอธิบายและตัวอย่างดังกล่าวมานี้ พบเฉพาะในอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น ).

๒. สหชาตวาร    วาระว่าด้วยธรรมที่เกิดร่วมกัน

   เพราะอาศัยกุศลธรรม กุศลธรรมที่เกิดร่วมกันย่อมเกิดขึ้น    เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ.    ( คำอธิบายเรื่องอาศัยขันธ์ ๑   เกิดขึ้น ๓   เป็นต้น    เหมือนปฏิจจวารข้างต้น ).

๓. ปัจจยวาร  วาระว่าด้วยปัจจัย คือเครื่องสนับสนุน

   เพราะกุศลธรรมเป็นปัจจัย กุศลธรรมย่อมเกิดขึ้น    เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ.    คำอธิบายเรื่องอาศัยขันธ์ ๑    เกิดขันธ์ ๓   เป็นต้น   เหมือนปฏิจจวารข้างต้น ).

๔. นิสสยวาร  วาระว่าด้วยธรรมเป็นที่อาศัย

   เพราะอาศัยกุศลธรรม กุศลธรรมย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ .   ( คำอธิบายเหมือนข้างต้น).

๕. สังสัฏฐวาร วาระว่าด้วยธรรมที่ระคนกัน

   เพราะอาศัยกุศลธรรม    กุศลธรรมที่ระคนกันย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ ( คำอธิบายเหมือนข้างต้น ).

๖. สัมปยุตตวาร  วาระว่าด้วยธรรมที่ประกอบกัน

   เพราะอาศัยกุศลธรรม    กุศลธรรมที่ประกอบกัน   ( เกิดพร้อมกัน   ดับพร้อมกัน    มีอารมณ์และวัตถุอันเดียวกัน )   ย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ .   ( คำอธิบายเหมือนข้างต้น ).

๗. ปัญหาวาร   วาระว่าด้วยคำถาม

   หัวข้อวาระนี้น่าจะใช้คำว่า  วาระว่าด้วยการตอบปัญหา    กล่าวคือไม่มีคำถามปรากฏ มีแต่คำตอบอรรถกถาอธิบาย    คำตอบบ่งถึงคำถามอยู่แล้ว ).

    กุศลธรรมเป็นปัจจัยแห่งกุศลธรรม    โดยฐานะเหตุปัจจัย    คือเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ คือเหตุที่เป็นกุศล ,    เป็นปัจจัยแห่งขันธ์ที่ประกอบกัน    ( สัมปยุตตขันธ์    ขันธ์ที่เกิดพร้อมกัน  ดับพร้อมกัน )  โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย .

   กุศลธรรมเป็นปัจจัยแห่งอัพยากตธรรม    โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย    คือเหตุที่เป็นกุศล คือเหตุที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน    โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย.

   กุศลธรรมเป็นปัจจัยที้งของกุศลธรรมและอัพยากตธรรม    โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย คือเหตุที่เป็นกุศล    เป็นปัจจัยแห่งสัมปยุตตขันธ์    และแห่งรูปอันมีจิตเป็นสมุฏฐานในฐานะเป็นเหตุปัจจัย    ฯ ล ฯ

เวทนาติกะ    หมวด ๓   แห่งเวทนา

๑. ปฏิจจาร   วาระว่าด้วยการอาศัย

   อาศัยธรรมที่สัมปยุตตด้วยสุขเวทนา    เกิดธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา    เพราะเหตุปัจจัย    คือเพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ.      อาศัยขันธ์ ๑    ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา    เกิดขันธ์ ๒ ,   อาศัยขันธ์ ๒ ,   เกิดขันธ์ ๑ ,    ในขณะแห่งปฏิสนธิอาศัยขันธ์ ๑   ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา    เกิดขันธ์ ๒ ,   อาศัยขันธ์ ๒   เกิดขันธ์ ๑ .

    ( ข้อนี้อรรถกถามิได้อธิบายไว้ ผู้เขียนขออธิบายตามความเห็นส่วนตัว คือในเรื่องนี้ เมื่อกันเวทนาออกมา ในฐานะที่ถูกสัมปยุต จึงเหลือขันธ์  อยู่เพียง ๓ คือ   สัญญา ,  สังขาร ,   และ   วิญญาณ.     คำว่าอาศัยขันธ์ ๑    ที่สัมปยุตด้วยเวทนา    เช่น   อาศัยวิญญาณขันธ์ เกิดขันธ์ ๒ คือเกิดสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์.      คำว่า   อาศัยขันธ์ ๒    เกิดขึ้น ๑   เช่น  อาศัยสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์    เกิดวิญญาณขันธ์ ).

๒. สัมปยุตตวาร   วาระว่าด้วยธรรมที่ประกอบกัน

   ความจริงแบ่งวาระได้เช่นเดียวกับ    กุสสติกะ   คือ    ๗ วาระ   แต่ลีลาในการอธิบายคล้าย ๆ กัน ท่านจึงรวบรัดด้วยเครื่องหมายเปยยาล    หรือ   ฯ เป ฯ    อันเท่ากับ   ฯลฯ    แล้วกล่าวถึงสัมปยุตตวารอย่างย่อ ๆ ).

   อาศัยธรรมที่สัมปยุต      ( เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน )   ด้วยสุขเวทนา    เกิดสัมปยุตตธรรม    คือสัมปยุตด้วยสุขเวทนา    เพราะเหตุปัจจัย    คือเพราะอาศัยขันธ์ ๑    ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา    เกิดขันธ์ ๒   ที่สัมปยุต ,    อาศัยขันธ์ ๒   เกิดขันธ์ ๑   ที่สัมปยุต.

๓. ปัญหาวาร   วาระว่าด้วยคำถาม

   ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย    คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ    คือเหตุที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแห่งสัมปยุตตขันธ์โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย.      ในขณะแห่งปฏิสนธิ เหตุที่สัมปยุตด้วยสุขเสทนา ย่อมเป็นปัจจัยแห่งสัมปยุตตขันธ์โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย ฯล ฯ

วิปากติกะ   หมวด ๓    แห่งวิบาก

๑. ปฏิจจวาร    วาระว่าด้วยการอาศัย

   อาศัยธรรมที่เป็นวิบาก    ธรรมที่เป็นวิบากย่อมเกิดขึ้น    เพราะอาศัยเหตุปัจจัย    คือเพราะเครื่องสนับสนุนเป็นเหตุ    ( ต่อจากนั้นพูดถึงเรื่องขันธ์ ๑    ขันธ์ ๓   ทำนองเดียวกับ    กุสสติกะ  ).

   วาระอื่น ๆ   เช่น   สหชาตวาร ,   ปัจจยวาร ,    นิสสยวาร   เป็นต้น    ก็แบบเดียวกับ   กุสสติกะ   ที่กล่าวมาแล้ว ).

อุปาทินนติกะ    หมวด ๓    แห่งธรรมที่ถูกยึดถือ

๑. ปฏิจจวาร    วาระว่าด้วยการอาศัย

   อาศัยธรรมที่ถูกยึดถือ    และเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ    เกิดธรรมที่ถูกยึดถือ และธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ    เพราะเหตุปัจจัย    คือเพราะเครื่องสนับสนุนเป็นเหตุ .     ( ต่อจากนั้นพูดถึงเรื่องขันธ์ ๑  ขันธ์ ๓   ทำนองเดียวกับ   กุสสติกะ  )

   วาระอื่น ๆ ก็ทำนองเดียวกับที่กล่าวแล้ว).

สังกิลิฏฐติกะ    หมวด ๓    แห่งธรรมที่เศร้าหมอง

๑. ปฏิจจวาร    วาระว่าด้วยการอาศัย

   อาศัยธรรมที่เศร้าหมอง    และเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง    เกิดธรรมที่เศร้าหมอง    และธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง    เพราะเหตุปัจจัย    คือเพราะเครื่องสนับสนุนเป็นเหตุ    ( ต่อจากนั้นพูดถึงเรื่องขันธ์ ๑    ขันธ์ ๓   ทำนองเดียวกับ    กุสสติกะ  ).

   วาระอื่น ๆ ก็ทำนองเดียวกับที่กล่าวแล้ว ).

จบพระไตรปิฏก    เล่มที่ ๔๐

'๑' . คำว่า   หมวด ๓    หมายถึงธรรมะ ๒๒ หมวด    หมวดละ ๓  รวม ๖๖ โปรดดูที่พระอภิธรรม   เล่ม ๑    หน้า ๑ ตั้งแต่ ๑. แม่บท  (๑) ธรรมที่เป็นกุศลถึงข้อ  ๒๒. ธรรมที่เห็นได้และถูกต้อง และต่อไปนี้จะกล่าวเฉพาะหมด ๓ แรก   ที่เรียกว่า    กุสสติกะ  ก่อน

'๒' . หมายถึงธรรมะหมวด ๓   ลำดับที่ ๒  โปรดดูที่พระอภิธรรมเล่ม ๑ ลำดับที่ ๒ เช่นเดียวกัน

'๓' . รูปขันธ์ไม่เกี่ยว    เพราะมิใช่นาม

'๔' . หมายถึงธรรมะหมวด ๓  ลำดับที่ ๓    โปรดดูที่พระอภิธรรมเล่ม ๑ ลำดับที่ ๓ เช่นเดียวกัน

'๕' . หมายถึงธรรมะหมวด ๓   ลำดับที่ ๔    โปรดดูที่พระอภิธรรมเล่ม ๑ ลำดับที่ ๔ เช่นเดียวกัน

'๖' . ดูที่พระอภิธรรมเล่ม ๑ ลำดับที่ ๕ เช่นเดียวกัน

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๕
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๗
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๙
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑๐
พระะอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑๑
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑๒

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com