ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม

หอพระไตร

หอพระไตร

» พระวินัยปิฎก

» พระสุตตันตปิฎก

» พระอภิธรรมปิฎก

» พระสูตร

พระไตรปิฎกฉบับประชาชน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒

เล่มที่ ๒๐

ชื่ออังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

๑. เอกธัมมาทิปาลิ บาลีว่าด้วยธรรมะ ๑ ข้อ

๑ . พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม.

ตรัสแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ไม่ทรงเห็นรูปอย่างอื่นแม้รูปหนึ่ง ที่รึงรัดจิตของบุรุษได้เหมือนรูปของหญิงเลย.

ต่อจากนั้นทรงแสดงทีละข้อถึงเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของหญิงที่รัดรึงจิตของบุรุษได้อย่างไม่มีเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอื่นเสมอเสมือน.

โดยทำนองเดียวกัน ทรงแสดงรูป เสียง เป็นต้น ของบุรุษว่ารึงรัดจิตของหญิงได้ อย่างไม่มีรูปเสียงอื่น เป็นต้น เสมอเหมือน.

๒. ทรงแสดงว่า ไม่ทรงเห็นธรรมอื่นข้อหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้ความพอใจในกามที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้นที่เกิดขึ้นแล้วเจริญไพบูลยิ่งขึ้น เหมือนสุภนิมิต ( เครื่องหมายว่างาม คือการกำหนดจิตถึงสิ่งสวยงาม ) ที่บุคคลไม่ใส่ใจโดยแยบคาย.

ทรงแสดงต่อไปว่า ปฏิฆนิมิต ( เครื่องหมายที่เป็นเหตุขัดใจ ) เป็นเหตุให้เกิดพยาบาท ( ความคิดปองร้าย )  ความไม่ยินดี, ความเกียจคร้าน, ความซบเซา, ความเมาอาหาร, ความท้อแท้แห่งจิต เป็นเหตุให้เกิดความหดหู่ง่วงงุน ความไม่สงบแห่งจิต เป็นเหตุให้เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจ  การไม่ใส่ใจโดยแยบคาย ( ไม่พิจารณาโดยละเอียดถี่ถ้อน ) เป็นเหตุให้เกิดความลังเลสงสัย

ทรงแสดงต่อไปว่า คือแสดงถึงธรรมะที่เป็นเหตุไม่ให้นีวรณ์ ๕ ที่กล่าวมาแล้วเกิดขึ้นที่เกิดขึ้นแล้วก็จะละได้เป็นข้อ ๆ คือ อสุภนิมิต ( เครื่องหมายหรือการกำหนดหมายถึงสิ่งไม่งาม ) เป็นคู่ปรับกับกามฉันท์ ( ความพอใจในกาม)  เมตตา (ไมตรีจิตคิดจะให้เป็นสุข ) เป็นคู่ปรับกับพยาบาท ( ความคิดปองร้าย)  ธาตุคือความริเริ่มความก้าวออก ความก้าวไปข้างหน้า ( อารัมภธาตุ นิกกมธาตุ ปรักกมธาตุ ) เป็นคู่ปรับกับถีนมิทธะ ( ความหดหู่ง่วงงุน )  ความสงบแห่งจิต ( เจตโส วูปสมะ ) เป็นคู่ปรับกับอุทธัจจกุกกุจจะ ( ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ )  การไม่ใส่ใจโดยแยบคาย ( โยนิโสมนสิการ ) เป็นคู่ปรับวิจิกิจฉา ( ความลังเลสงสัย).

๓. ทรงแสดงว่า ไม่ทรงเห็นธรรมะอื่นแม้ข้อหนึ่ง ที่ถ้าไม่อบรมแล้วก็ใช้งานไม่ได้เหมือนจิต.

แล้วทรงแสดงจิตอีก ๙ ลักษณะ คือธรรมะที่อบรมแล้ว ย่อมใช้งานได้, ไม่อบรมแล้ว เป็นไปเพื่ออนัตถะ ( ความพินาศ ), อบรมแล้ว เป็นไปเพื่ออัตถะ ( ประโยชน์), ไม่อบรมแล้ว ไม่ปรากฏแล้ว เป็นไปเพื่ออนัตถะใหญ่, อบรมแล้ว ปรากฏแล้ว เป็นไปเพื่ออัตถะใหญ่, ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่ออนัตถะใหญ่, อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่ออัตถะใหญ่ , ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว นำทุกข์มาให้, อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว นำความสุขมาให้ ธรรมะแต่ละข้อนี้ไม่มีอะไรเสมอเหมือนจิต.

๔. ทรงแสดงเรื่องจิตอีก ๑๐ ข้อ คือไม่ทรงเห็นธรรมอื่นแม้ข้อหนึ่ง ที่บุคคลไม่ฝึกแล้ว เป็นไปเพื่ออนัตถะใหญ่, ฝึกแล้ว เป็นไปเพื่ออัตถะใหญ่, ไม่คุ้มครองแล้ว , ไม่รักษาแล้ว, ไม่สำรวมระวังแล้ว, ไม่ฝึกไม่คุ้มครอง ไม่รักษา ไม่สำรวมระวัง ( กล่าวรวมถึง ๔ ข้อ ) เป็นไปเพื่ออนัตถะใหญ่ ถ้าตรงกันข้าม คือคุ้มครองแล้ว เป็นต้น ก็เป็นไปเพื่ออัตถะใหญ่.

๕. ทรงแสดงเรื่องจิตต่อไปอีก เปรียบเหมือนข้าวเปลือกแห่งข้าวสาลีหรือข้าวเหนียว ถ้าตั้งไว้ผิดก็ตำมือตำเท้า หรือทำให้เลือดออกไม่ได้ ต่อเมื่อตั้งไว้ถูก จึงตำมือตำเท้า หรือทำให้เลือดออกได้ จิตก็ฉันนั้น ถ้าตั้งไว้ผิดก็ทำลายอวิชชา ( ความไม่รู้ ) ไม่ได้ ทำวิชชาความรู้ให้เกิดขึ้นไม่ได้ ต่อตั้งไว้ถูกจึงทำลายอวิชชาและทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้.

นอกจากนั้นยังทรงแสดงถึงการที่จิตอันโทษประทุษร้าย เป็นเหตุให้ไปนรก กับจิตฝ่องใส เป็นเหตุให้ไปสวรรค์, จิตขุ่นมัว ทำให้ไม่รู้ประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น ไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมอันยิ่งของมนุษย์ ส่วนจิตผ่องใสทำให้รู้ประโยชน์ดังกล่าวและทำให้รู้แจ้งธรรมอันยิ่งของมนุษย์ได้, จิตอ่อน ควรแก่การงานยิ่งกว่าธรรมอย่างอื่นเหมือนไม้จันทน์เลิศกว่าไม้ชนิดอื่น เพราะอ่อน ควรแก่การงาน, จิตเปลี่ยนแปลงเร็วจนอุปมาได้ยาก, จิตผ่องใส เศร้าหมองได้ เพราะอุปกิเลส .

ที่จรมา หลุดพ้นได้จากอุปกิเลสที่จรมา.

๖. ทรงแสดงเรื่องจิตต่อไปอีกว่า บุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่รู้ตามความจริง ไม่มีการอบรมจิต ส่วนอริยสาวกรู้ตามความจริง มีการอบรมจิต, ถ้าภิกษุส้องเสพ อบรมใส่ใจเมตตาจิตแม้เพียงชั่วลัดนิ้วมือ ก็ชื่อว่าอยู่อย่างไม่ว่างจากฌาน ทำตามคำสอนของศาสดา บริโภคอาหารของราษฏรอย่างไม่เสียเปล่า จะกล่าวไยถึงการทำให้มากซึ่งเมตตาจิตนั้น, ธรรมทั้งฝ่ายอกุศลและกุศลมีในเป็นหัวหน้า ใจเกิดขึ้นก่อน อกุศลและกุศลจึงตามมา . แล้วทรงแสดงความประมาท ความเกียจคร้านว่า ทำอกุศลธรรมเกิดขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป.

และความไม่ประมาททำให้กุศลธรรมเกิดขึ้น อกุศลธรรมเสื่อมไป.

๗. ทรงแสดงถึงการริเริ่มความเพียรในทำนองเดียวกับความไม่ประมาท แล้วทรงแสดงธรรมฝ่ายชั่ว ฝ่ายดีเป็นคู่ ๆ ไป ที่ทำให้อกุศลเกิดขึ้น หรือกุศลเกิดขึ้น เช่นเดียวกับความประมาท ความไม่ประมาทคือความปรารถนามาก, , ความปรารถนาน้อย , , ความไม่สันโดษ ( ไม่ยินดีด้วยของของตน ), , ความสันโดษ, , ความไม่ใส่ใจโดยแยบคาย, , ความใส่ใจโดยแยบคาย, , ความไม่รู้ตัว, , ความเป็นผู้คบคนชั่วเป็นมิตร, , คบคนดีเป็นมิตร.

ทรงแสดงโดยทำนองนี้ จนครบ , ๑๒ ข้อใหญ่ หรือประมาณ ๑๒๐ , หัวข้อย่อย).

<< ย้อนกลับ || หน้าถัดไป >>

- เอกธัมมาทิปาลิ บาลีว่าด้วยธรรมะ ๑ ข้อ
- เอกปุคคลปาลิ บาลีว่าด้วยบุคคลหนึ่ง
- เอตทัคคปาลิ บาลีว่าด้วยเอตทัคคะ
- อัฏฐานปาลิ บาลีว่าด้วยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
- อปรา เอกธัมมาทิปาลิ บาลีว่าด้วยธรรมะข้อหนึ่ง เป็นต้น อื่นอีก
- ปสาทกรธัมมามาทิปาลิ บาลีว่าด้วยธรรมะที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส เป็นต้น

ว่าด้วยเครื่องลงโทษ
ว่าด้วยคนพาล
ว่าด้วยเรื่องเล็กน้อย
ตติยปัณณาสก์


» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔

» พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕

แชร์ไปที่ไหนดี แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย