Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

หอพระไตร

พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระสูตร

พระไตรปิฎกฉบับประชาชน
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
(หน้า ๑   หน้า ๒  หน้า ๓   หน้า ๔  หน้า ๕)

หน้า ๕

เล่มที่ ๒๐ ชื่ออังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

๕๐. ตติยปัณณาสก์   หมวด ๕๐   ที่ ๓

   ( ในหมวด ๕๐   ที่ ๓ นี้ คงแบ่งออกเป็น   ๕ วรรค    วรรคละประมาณ   ๑๐ สูตร เช่นเดียวกับหมวด ๕๐   ที่แล้ว ๆ มา. วรรคที่ ๑    ชื่อสัมโพธิวรรค ว่าด้วยการตรัสรู้ ,   วรรคที่ ๒   ชื่ออาปายิกวรรค ว่าด้วยผู้ที่เกิดในอบาย,    วรรคที่ ๓    ชื่อกุสินารวรรค ว่าด้วยมงคล .    หมายเลขหน้าข้อความพึงทราบว่าหมายถึงลำดับวรรคด้วยเช่นเคย ).

   ๑. ตรัสว่า เมื่อก่อนตรัสรู้ขณะที่พระองค์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์
 ทรงคิดว่าอะไรหนอเป็นความพอใจเป็นโทษ เป็นความพ้นไปในโลก แล้วทรงคิดว่า ความสุขกายสุขใจที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยโลก ชื่อว่าความพอใจในโลก,    ข้อที่โลกไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ชื่อว่าโทษในโลก,   การนำออก การละความกำหนัด เพราะความพอใจในโลกเสียได้ ชื่อว่าความพ้นไปในโลก แล้วตรัสว่า ตราบใดที่ยังไม่ทรงรู้เรื่องทั้งสามนี้ตามเป็นจริง ก็ไม่ทรงปฏิญญาพระองค์ว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมพุทธโพธิญาณ.
ตรัสแสดงยักย้ายนัย  เรื่องทัสสาทะ ( ความพอใจ )   อาทีนวะ ( โทษ )    และนิสสรณะ ( ความพ้นไป ) ในโลกและของโลกอีก ๒ นัย. ทรงแสดงว่า  การร้องเพลงเป็นการร้องไห้ในอริยวินัย ,    การฟ้อนรำเป็นการกระทำของคนบ้าในอริยวินัย,    การหัวเราะจนเห็นไรฟันเกินขอบเขต เป็นการกระทำของเด็กในอริยวินัย ( ในที่นี้มุ่งถึงการที่ภิกษุทำการเช่นนั้นเพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นการกระทบกระเทือนต่อชาวโลก หรือคฤหถ์ทั่ว ๆ ไปผู้จะหัวเราะ    ร้องเพลง   หรือฟ้อนรำ )    ครั้นตรัสสอนให้ชักสะพาน ( เลิกเด็ดขาด ) ในการร้องเพลงและฟ้อนรำ เมื่อมีความบันเทิงในธรรมก็ควรทำแต่เพียงยิ้มแย้ม.
ตรัสแสดงว่า ไม่มีความอิ่ม   ในการเสพของ   ๓ อย่าง    คือในการเสพความหลับ ในการเสพสุราเมรัย    และในการเสพเมถุน.
ตรัสแสดงธรรมแก่อนาถปิณฑิกคฤหบดี  ว่าเมื่อมิได้รักษาจิตแล้ว  แม้การกระทำทางกาย,    ทางวาจา ,  ทางใจ    ก็เป็นอันไม่ได้รักษา ,    เมื่อไม่เป็นอันรักษาจึงเหมือนถูกฝนตกรดเป็นของเน่า และมีการตายอันไม่เจริญ ( ไม่ดีงาม )    เปรียบเหมือนเรือนยอดที่มุงไม่ดี ยอดเรือน ,   กลอนเรือน ( ไม้ที่รับสิ่งมุง ) ข้างฝา ,    จึงชื่อว่าไม่เป็นอันรักษา    ถูกฝนรั่วรด   เป็นของผุ .    เมื่อรักษาจิตแล้ว พึงทราบโดยนัย ตรงกันข้าม หร้อมทั้งข้ออุปมา.
ตรัสแสดงธรรมแก่อนาถปิณฑิกคฤหบดี  ว่าเมื่อจิตผิดปกติ ( พยาปันนะ   น่าจะแปลว่าพยาบาท    แต่อรรถกถาอธิบายว่า ละปกติภาพ    และผู้เขียนเห็นด้วย เพราะแปลว่าผิดปกติได้ทั้งโดยใจความและโดยพยัญชนะ )   แม้กระทำทางกาย ,    ทางวาจา,  ทางวาจา,  ทางใจ    ก็เป็นอันผิดปกติได้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น    ก็จะมีการตายที่ไม่เจริญ    แล้วทางอุปมาด้วยเรือนยอดที่มุงไม่ดีดังข้อแรก    พร้อมทั้งแสดงในทางตรงกันข้าม.
ทรงแสดงต้นเหตุที่ให้เกิดการกระทำ   (กัมมนิทาน ) ๓ ประการ   ( ฝ่ายชั่ว) คือความโลภ ,    ความคิดประทุษร้าย,    ความหลง    และทรงแสดงต้นเหตุที่ให้เกิดการกระทำ    ( ฝ่ายดี ) อีก   ๓ ประการ    คือความไม่โลภ ,    ความไม่คิดประทุษร้าย,    ความไม่หลง.
ทรงแสดงต้นเหตุที่ให้เกิดการกระทำนัยอื่น  อีก ๓ ประการ   ( ฝ่ายชั่ว )    คือฉันทะ    ความพอใจอันเกิดเพราะปรารภอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ด้วยอำนาจแห่งความพอใจที่เป็นอดีต ,   อนาคต,   ปัจจุบัน พร้อมทั้งทรงแสดงฝ่ายดีที่ตรงกันข้าม.

   ๒. ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท 
ที่ถ้าไม่ละการกระทำดังจะกล่าวต่อไปว่า จะไปเกิดในอบาย ในนรก คือ    ๑. ไม่ประพฤติพรหมจรรย์    แต่ปฏิญญาว่าประพฤติพรหมจรรย์    ๒. โจทฟ้องผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์    ด้วยข้อกล่าวหาว่าไม่ประะพฤติพรหมจรรย์    ( เสพกาม ) อันไม่มีมูล   ๓ มีวาทะ   มีทิฏฐิว่า    กามไม่มีโทษ   จึงเสพกาม.
ทรงแสดงว่า ความปรากฏแห่งบุคคล ๓ ประเภท หาได้ยากในโลก  คือพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ,    บุคคลผู้แสดงธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว ,   และบุคคลที่กตัญญูกตเวที.
ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท  คือผู้ประมาณได้ง่าย ได้แก่ผู้ฟุ้งสร้าน เป็นต้น,    ผู้ประมาณยาก    ได้แก่ผู้ไม่ฟุ้งสร้าน เป็นต้น ( ตรงกันข้าม ),    ผู้ประมาณไม่ได้ ได้แก่พระอรหันต์ขีณาสพ ( ผู้หมดกิเลส )
ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท  คือผู้เกิดในเทพชั้นอากาสานัญจายตนะ    มีอายุ ๒ หมื่นปีกัปป์ ,    ผู้เกิดในเทพชั้นวิญญาณัญจายตนะ    มีอายุ ๔ หมื่นกัปป์,    ผู้เกิดในเทพชั้นอากิญจัญญายตนะ    มีอายุ ๖ หมื่นกัปป์ ,    บุถุชนเกิดในเทพเหล่านั้นตั้งอยู่ตลอดอายุนั้น ๆ แล้ว ก็ไปสู่นรกบ้าง ,    กำเนิดดิรัจฉานบ้าง ,    เปรตวิสัยบ้าง ;    ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาคตั้งอยู่ตลอดอายุนั้นแล้ว ก็นิพพานในภพนั้น นี่คือความต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับ กับบุถุชนผู้มิได้สดับ.    ทรงแสดงวิบัติ ๓    คือความวิบัติแห่งศีล,    ความวิบัติปห่งจิต ,    ความวิบัติแห่งทิฏฐิ ( ความเห็น ),    ความวิบัติแห่งศีล    ได้แก่การประพฤติกายทุจจริต ๓   วจีทุจจริต ๔,    ความวิบัติแห่งจิต    ได้แก่การมีความโลภ    กับการคิดปองร้าย    ส่วนความวิบัติแห่งทิฏฐิ    ได้แก่การเห็นผิดจากคลองธรรม ( เช่น เห็นว่า    ทานที่ให้ไม่มี ผลบุญญบาปไม่มี เป็นต้น ) แล้วทรงแสดงสัมปทา ( สมบัติตรงกันข้ามกับวิบัติ )    อีก ๓ อย่าง คือ    ศีลสัมปทา,   จิตตสัมปทา ,    ทิฏฐสัมปทา
ทรงแสดงวิบัติ ๓    และสัมปทา ๓  ตามชื่อเดิมตามคำอธิบายเดิม แต่เพิ่มว่า    วิบัติเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย    ทุคคติ   วินิบาต   นรก    สัมปทาเป็นเหตุให้ไปสู่สุคคติโลกสวรรค์.
ทรงแสดงวิบัติ ๓    อีกนัยหนึ่ง  คือ   ๑. กัมมันตวิบัติ ( ความวิบัติแห่งการงาน )    ได้แก่กายทุจจริต    วจีทุจจริต  ๒. อาชีววิบัติ   ( ความวิบัติแห่งอาชีพ )    ได้แก่เลี้ยงชีพในทางที่ผิด,    ทิฏฐิวิบัติ   ( ความวิบัติแห่งความเห็น )    ได้แก่เห็นผิดจากคลองธรรมดังกล่าวแล้ว. แล้วทรงแสดงสัมปทาหรือสมบัติ    ๓ ในทางตรงกันข้าม.
ทรงแสดงความสะอาด   ( โสเจยยะ )   ๓ ประการ    คือความสอาดกาย ได้แก่กายสุจริต ,   สะอาดวาจา    ได้แก่วจีสุจจริต ,    สะอาดใจ    ได้แก่มโนสุจริต
แล้วทรงแสดงความสะอาด ๓  ตามชื่อเดิม แต่อธิบายในทางที่สูงกว่าเดิม    คือสะอาดกายที่ได้แก่กายสุจริตนั้น แต่เฉพาะข้อ ๓   ของกายสุจริต เป็นการเว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ ( เสพเมถุน ) สวยสะอาดใจ  ได้แก่รู้ว่านีวรณ์ ๕   ( กิเลสอันกั้นจิตมิให้บรรลุความดี    มีกามฉันท์ เป็นต้น )    มีอยู่ในภายในหรือไม่มี ,    รู้ว่าละนีวรณ์ ๕    ที่เกิดขึ้นแล้ว    และจะไม่เกิดอีกต่อไป .
ทรงแสดงความเป็นมุนี ๓ อย่าง   ( อรรถกถาแก้ว่า ความเป็นมุนี คือความเป็นคนดีหรือเป็นบัณฑิต ) คือความเป็๋นมุนีทางกาย ได้แก่เว้นจากฆ่าสัตว์    ลักทรัพย์    และประพฤติผิดพรหมจรรย์ ;    ความเป็นมุนีทางวาจา    ได้แก่เว้นจากพูดเท็จ    พูดส่อเสียด   พูดคำหยาบ ;    พูดเพ้อเจ้อ ;    ความเป็นมุนีทางใจ    คือทำให้แจ้งเจโตวิมุติ    ปัญญาวิมุติ    อันไม่มีอาสวะ.

   ๓. ทรงแสดงถึงภิกษุ 
ผู้เป็นบิณฑบาต ปรารถนาจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ เกิดกุศลวิตก  ๓ ทานที่ให้แก่ภิกษุเช่นนี้ไม่มีผลมาก เพราะเป็นผู้อยู่อย่างประมาท , ส่วนภิกษุผู้ไม่ติดในบิณฑบาต ไม่ปรารถนาจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ มีกุศลวิตก ๓    ทานที่ให้แก่ภิกษุเช่นนี้มีผลมาก เพราะเป็นผู้อยู่อย่างไม่ประมาท.
ทรงแสดงว่าเพียงแต่คิดไป  ในทิศที่มีภิกษุทะเลาะวิวาทกัน ก็ไม่ผาสุกเสียแล้ว จะกล่าวไปไยถึงการไปในทิศนั้น และทำให้ปลงใจว่า    ภิกษุเหล่านั้นละกุศลวิตก ทำให้มากซึ่งอกุศลวิตก ,    ส่วนภิกษุผู้สามัคคีกับพึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม.
ทรงแสดงว่า พระองค์แสดงธรรม  เพื่อความรู้ยิ่ง ,   มีเหตุ ( สนิทาน ),    มีปาฏิหารย์.   ตรัสแก่มหานามศากยะ   ว่ามีศาสดา ๓ ประเภท คือ      ๑. บัญญัติให้กำหนดรู้กาม    แต่ไม่บัญญัติให้กำหนดรู้รูปเวทนา     ๒. บัญญัติให้กำหนดรู้กาม    และรูป    แต่ไม่บัญญัติให้รู้กำหนดเวทนา     ๓. บัญญัติให้กำหนดรู้ทั้งสามอย่าง แล้วตรัสถามว่าคติของศาสดาทั้งสามประเภทนี้ เหมือนกันหรือต่างกัน.    ภรัณฑุ กาลามโคตรพูดแนะมหานามศากยะให้ตอบว่ามีคติอย่างเดียว พระผู้มีพระภาคตรัสแนะให้ตอบว่า    มีคติต่างกัน    ต่างฝ่ายต่างแนะนำอย่างนั้นถึง    ๓ ครั้ง   ภรัณฑุ กาลามโคตรจึงหลีกไป ไม่กลับมาสู่กรุงกบิลพัสดิ์อีก.
หัตถกเทพบุตรกราบทูลพระผู้มีพระภาค  ว่าตนไม่อิ่มด้วยธรรม ๓ ประการ ( จน ) ถึงแก่กรรม ( ซึ่งเป็นคุณธรรมที่สืบเนื่องมาแต่อดีตชาติ และทำอยู่แม้ในปัจจุบัน ) คือไม่อิ่มด้วยการเฝ้าพระผู้มีพระภาค ,    ไม่อิ่มด้วยการฟังพระสัทธรรม ,    ไม่อิ่มด้วยการอุปฐากพระสงฆ์ .
ตรัสสอนภิกษุรูปหนึ่ง  มิให้ทำตนเป็นเดน ( อาหาร ) ที่เขาทิ้ง  ส่งกลิ่นคาว    มีแมลงวันตอม    โดยตรัสอธิบายแก่ที่ประชุมภิกษุทั้งหลายว่า ความโลภเปรียบเหมือนเดน ( อาหาร ) ความคิดปองร้ายเปรียบเหมือนกลิ่นคาว วิตกหรือความตรึกที่เป็นบาปอกุศลเปรียบด้วยแมลงวัน.
ตรัสตอบคำถามของพระอนุรุทธเถระ  ว่า มาตุคาม ( ผู้หญิง ) ประกอบด้วยธรรม ๓ อย่าง    เมื่อตายไปจะสู่คติที่ชั่ว คือเวลาเช้ามีจิตถูกรึงรัดด้วยมลทิล    คือความตระหนี    เวลากลางวันมีจิตถูกรึงรัดด้วยความริษยา    เวลาเย็นมีจิตถูกรึงรัดด้วยกามราคะ .
พระสารีบุตรแนะนำแก่พระอนถรุทธเถระ  ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้ามองดูโลกตั้งพันด้วยทิพยจักษุ ,   ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ,   ตั้งสติมั่นไม่หลงลืม,    มีกายสงบไม่กระสับกระส่าย,    มีจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง    แต่จิตของข้าพเจ้ามิได้หลุดพ้นจากอาสวะ    ไม่ถือมั่น.
พระสารีบุตรชี้แจงว่า     การที่ท่านคิดว่าเรามองดูโลกตั้งพันด้วยทิพยจักษุนี้จัดเข้าในความถือตัวของท่าน ,    การที่ท่านคิดว่าเราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ,   ตั้งสติมั่นไม่หลงลืม ,    มีกายสงบไม่กระสับกระส่าย ,    มีจิตตั้งมั่น    มีอารมณ์เป็นหนึ่ง    นี้จัดเข้าในความฟุ้งสร้านของท่าน ,   การที่ท่านคิดว่า    แต่จิตของเรามิได้หลุดพ้นจากอาสวะไม่ถือมั่น    นี้จัดเข้าในความสำคัญใจของท่าน  ท่านจงละธรรม ๓ ประการนี้เสีย   อย่าใส่ใจ    จงน้อมไปในอมตธาตุเถิด    พระอนุรุทธเถระทำตามก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์.
ตรัสแสดงสิ่ง ๓ ประการ  ที่คนนำไปอย่างปกปิด ไม่เปิดดเผย คือมาตุคาม ,    มนต์ของพราหมณ์ ,    ความเห็นผิด แล้วตรัสแสดงสิ่งที่เปิดเผยแล้วรุ่งโรจน์ คือมณฑลแห่งดวงจันทร์ มณฑลแห่งดวงอาทิตย์ และพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาสแล้ว.
ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท  คือ     ๑. ผู้เหมือนรอยขีดบนหิน ได้แก่คนมักโกรธและมีความโกรธตั้งอยู่นาน.    ๒. ผู้เหมือนรอยขีดบนดิน ได้แก่คนมักโกรธ แต่มีความโกรธไม่ตั้งอยู่นาน.    ๓. ผู้เหมือนรอยขีดบนน้ำ ได้แก่คนที่ถูกว่ากล่าวด้วยคำหยาบช้าไม่น่าพอใจ ก็ยังเป็นไปได้ ( ทนได้ ) แช่มชื่นอยู่ได้.

   ๔. ทรงแสดงนักรบที่ประกอบด้วยองค์ ๓  
ว่าควรแก่พระราชา คือ     ๑. ยิงไกล เทียบด้วยภิกษุผู้พิจารณาเห็นขันธ์ ๕ ตามเป็นจริงแล้วไม่ยึดถือ     ๒. ยิงไว เทียบด้วยภิกษุผู้รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง    ๓. ทำลายกายใหญ่ได้ เทียบด้วยภิกษุผู้ทำลายกองอวิชชาใหญ่ได้.
ทรงแสดงบริษัท ๓  คือที่แนะนำยาก,    แนะนำง่าย ,    ที่ต้องรู้อัธยาศัยแล้วแนะนำ.
ทรงแสดงถึงมิตรที่ประกอบด้วยองค์ ๓  ว่า ควรคบ คือ    ๑. ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก   ๒.ทำสิ่งได้ยาก    ๓. อดทนสิ่งที่ทนได้ยาก.
ทรงแสดงว่า พระตถาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม  ทำนองคลองธรรมก็คงมีอยู่แล้ว คือข้อที่สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง,  สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์,  ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา    ( ไม่ใช่ตัวตน )    เป็นแต่พระตถาคตเป็นผู้ตรัสรู้ บอกเล่า   แสดง   เปิดเผย    จำแนก  ทำให้เข้าใจง่าย.
ทรงแสดงว่า บรรดาวาทะของสมณะเป็นอันมาก  วาทะของมักขลิเลวที่สุด คือมีวาทะและความเห็นว่า    กรรม ( การกระทำ ) ไม่มี  กริยา (อาการที่ทำ ) ไม่มี   วิริยะ ( ความเพียร ) ไม่มี    เป็นการคัดค้านพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า    ทั้งอดีตอนาคต    และปัจจุบัน    ผู้กล่าวว่า   กรรม,    กิริยา ,   ความเพียรมี.
ทรงแสดงสัมปทา  ( ความถึงพร้อมหรือความสมบูรณ์ ) ๓ อย่าง   และวุฑติ   ( ความเจริญ ) ๓ อย่าง    คือความถึงพร้อม    และความเจริญด้วยศรัทธา ,    ศีลและปัญญา.
ทรงแสดงบุคคลประเภทด้อย กับประเภทดี  เทียบด้วยม้าด้อย    กับม้าดี   อย่างละ ๓ ประเภท   คือประเภทด้อย    ๑. สมบูรณ์ด้วยฝีเท้า แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยสีกาย ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูง และความสมส่วนได้แก่ภิกษุที่รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง    แต่เมื่อถูกถามปัญหาในอภิธรรม    อภิวินัย    ก็พูดตะกุกตะกักตอบไม่ได้และเป็นผู้ไม่มีลาภปัจจัย ๔    ๒. สมบูรณ์ด้วยฝีเท้า,    สมบูรณ์ด้วยสีกาย    แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูง    และความสมส่วน    ได้แก่ภิกษุที่รู้อริยสัจจ์ ๔   ตามเป็นจริง    เมื่อถูกถามปัญหาดังกล่าวก็ตอบได้    ไม่พูดตะกุกตะกัก,    แต่ไม่มีลาภปัจจัย ๔    ๓. สมบูรณ์ทั้งสามอย่าง    ได้แก่ภิกษุผู้รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง,   ตอบปัญหาได้,    ทั้งมีลาภปัจจัย     ๔.   ส่วนประเภทดี    ๑. สมบูรณ์ด้วยฝีเท้า    แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยฝีกาย    ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูง    และความสมส่วน    ได้แก่ภิกษุผู้เป็นพระอนาคามี    แต่ตอบปัญหาไม่ได้    ทั้งไม่มีลาภปัจจัย ๔ .     ๒. สมบูรณ์ด้วยฝีเท้า,    สมบูรณ์ด้วยสีกาย    แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูง  และความสมส่วน    ได้แก่ภิกษุผู้เป็นพระอนาคามีตอบปัญหาได้    แต่ไม่มีลาภปัจจัย ๔.    ๓. สมบูรณ์ทั้งสามอย่าง    ได้แก่ภิกษุผู้เป็นพระอนาคามีตอบปัญหาได้ และมีลาภปัจจัย ๔.

    (หมายเหตุ?  ในที่นี้แสดงคนเทียบด้วยม้าทั้งด้อยประเภทดี ม้าประเภทด้อยใช้คำว่า   อสฺสขํโก   ซึ่งเมืองไทยเราแปลกันว่า ม้ากระจอก ส่วนม้าประเภทดีใช้คำว่า   สทสฺโส ( สตฺ ดี ? อสฺส ? ม้า )   เวลากล่าวถึงคุณสมบัติของม้า กลับแสดงคุณสมบัติแบบเดียวกันทั้งสามประเภท พึงเห็นว่า ม้าประเภทด้อยนั้น แม้จะมีคุณสมบัติดีก็ดีอย่างม้าด้อยหรือม้ากระจอก    แต่เวลาเเสดงถึงคุณสมบัติของคนประเภทด้อยกับประเภทดี แม้จะกล่าวถึงคุณสมบัติเทียบด้วยม้าที่สมบูรณ์ด้วยฝีเท้า เป็นต้น อย่างเดียวกัน แต่ก็แบ่งประเภทด้อยว่ารู้อริยสัจจ์ ๔    ส่วนประเภทดีเป็นพระอนาคามี ).
ทรงแสดงบุคคลประเภทดีเลิศ  (บรุษอาชาไนย ) เทียบด้วยม้าอาชาไนย โดยคุณสมบัติของม้าอาชาไนยที่สมบูรณ์ทั้งสามประการ    แต่แสดงคุณสมบัติของบุคคลต่างออกไปในข้อสมบูรณ์ด้วยฝีเท้า    คือเป็นพระอรหันต์ ( ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ    ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ )    ส่วนที่สามารถตอบปัญหา   กับมีลาภ   คงเหมือนกัน.
ทรงแสดงถึงภิกษุผู้ประกอบด้วย  ธรรม ๓ อย่าง   คือกองศีล,  สมาธิ,  ปัญญา  อันเป็นอเสขะ    ( ศีล   สมาธิ  ปัญญา    ของพระอรหันต์ )    ว่าเป็นผู้สำเร็จล่วงส่วน    อยู่จบพรหมจรรย์    ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
ทรงแสดงถึงภิกษุผู้ประกอบด้วย  ธรรม ๓ อย่างอีก   ๒ ประเภท    คืออิทธิปาฏิหารย์ ) ( แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ ),    อาเทสนาปฏิหาริย์ ( ทายใจได้เป็นอัศจารย์ ),    อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ( สั่งสอนได้เป็นอัศจรรย์ ),    กับอีกประเภทหนึ่งประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ ( ความเห็นชอบ ),   สัมมาญาณะ ( ความรู้ชอบ),   สัมมาวิมุติ.  ( ความหลุดพ้นชอบ ) ว่าเป็นผู้สำเร็จล่วงส่วน    อยู่จบพรหมจรรย์    ประเสร็ฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

   ๕. ทรงแสดงว่า    บุคคลประกอบด้วยธรรม   ๓ อย่าง  
ในทางชั่วทางดี จะเป็นเหมือนถูกนำไปตั้งไว้ในนรกหรือสวรรค์   ในฝ่ายชั่ว   คือประกอบด้วยการกระทำทางกาย ,    วาจา,   ใจ    อันเป็นอกุศล,   มีโทษ,    ไม่สม่ำเสมอ,   ไม่สะอาด   ในฝ่ายดี   พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม.
ทรงแสดงถึงคนพาลผู้ประกอบด้วยธรรม    ๓ อย่าง  แยกตามการกระทำทางกาย    วาจา   ใจ    ที่เป็นอกุศล,   มีโทษ,    ไม่สม่ำเสมอ,   ไม่สะอาด    ดังกล่าวข้างต้น ) ว่าเป็นผู้บริหารตนอย่างถูกขุด    มีโทษ   ถูกติเตียน    ประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก    ส่วนบัณฑิตตรงกันข้าม.  ทรงแสดงการไหว้   ๓ อย่าง   คือทางกาย   วาจา    ใจ   และ  สุจริต    ๓ อย่าง   คือทางกาย   วาจา  ใจ.

    พระสูตรที่ไม่นับเข้าในหมวด ๕๐ ( หมายความว่า    เป็นพระสูตรที่เป็นเศษจาก ๑๕๐ สูตรที่กล่าวมาแล้ว)

    พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปฏิปทา ๓ อย่าง   คือ    ๑. หยาบช้า   ๒. เผาตน   ๓. สายกลาง   โดยทรงอธิบายว่า ปฏิปทาอย่างหยาบช้า    ได้แก่ที่เห็นว่า    กามไม่มีโทษ    จึงบริโภคกาม,      อย่างเผาตน    ได้แก่ทรมานตนมีเปลือยกาย    เป็นต้น,   อย่างสายกลาง    ได้แก่การเจริญสติปัฏฐาน    ( การตั้งสติ ) ๔ อย่าง.
ทรงแสดงปฏิปทา ๓    อย่างตามชื่อเดิมอีก  เป็นแต่อธิบายต่างออกไปว่า อย่างหยาบช้า,    อย่างเผาตนเหมือนอย่างข้างต้น    แต่อย่างสายกลาง    ได้แก่ความเพียรชอบ ๔ อย่าง.   โดยนัยนี้ได้ทรงแสดงปฏิปทา    ๓ อย่าง  เฉพาะข้อสุดท้าย โดยแสดงหมวดธรรมในโพธิปักขิยธรรม ( ดูที่พระสุตตันตะเล่ม ๒ หน้า ๒ )     ทีละหัวข้อจนจบถึงมรรคมีองค์ ๘ . อนึ่ง ทรงแสดงผู้ประกอบด้วยธรรมะฝ่ายชั่ว ๓ อย่าง   ฝ่ายดี ๓ อย่าง    คือตัวเองประกอบอกุศลกรรมบถ ๑๐ ( มีฆ่าสัตว์เป็นต้น ) แต่ละข้อด้วยตนเอง ,    ชักชวนผู้อื่นให้ทำ,    มีความยินดีในอกุศลกรรมบถแต่ละข้อว่าเป็นผู้เหมือนถูกนำไปตั้งไว้ในนรก  ในสวรรค์  สุดแต่เป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว .
ทรงแสดงสุญญตสมาธิ  
 สมาธิมีความไม่มีที่ตั้งเป็นอารมณ์)    เพื่อกำหนดรู้    เพื่อละราคะ   โทสะ  โมหะ    เป็นต้น   (คือละอุปกิเลส ๑๖ ดูที่พระสุตตันตะเล่ม ๔ หน้า ๑ ). ในหัวข้อ ๗ . วัตถูปมสูตร

    จบเล่มที่ ๒๐   อังคุตตรนิกาย   เอก- ทุก- ติกนิบาต

------------------------------------------------------

๑. อกุศลวิตก ๓  คือตรึกในกาม ,   ตรึกในการปองร้าย ,    ตรึกในการเบียดเบียน .    กุศลวิตก ๓    คือการตรึกในการออกจากกาม ,    ตรึกในการไม่ปองร้าย ,    ตรึกในการไม่เบียดเบียน

๒. ข้อความที่เรียงด้วยตัวใหญ่เป็นพิเศษนี้ เพื่อชี้ว่า ตราบใดที่ยังละทิ่งคำว่า   “ เรา ”   “เขา ”    อันเป็นความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้    ก็ยากที่จะตรัสรู้    ภาษิตเช่นนี้พุทธศาสนิกชนที่สนใจธรรมะชั้นสูงคงพอเข้าใจมาก

๓. พระอรรถกถาจารย์อิบายว่า    สัมมาทิฏฐิ    ได้แก่วิปัสสนา    สัมมาทิฏฐิ,   สัมมาญาณ    ได้แก่ผลญาณ,    สัมมาวิมุติ   ได้แก่ธรรม    คือผลสมาบัติที่เหลือ    อันเป็นเรื่องของคุณธรรมภายใน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑-๒๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com